Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “แฮสเซตต์” ชี้เฟดลดดอกเบี้ยช้าเกินไป แม้เศรษฐกิจสหรัฐโตเกินคาดใน Q3/68

    “แฮสเซตต์” ชี้เฟดลดดอกเบี้ยช้าเกินไป แม้เศรษฐกิจสหรัฐโตเกินคาดใน Q3/68

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 68)

    นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้าเกินไป แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวในไตรมาส 3/2568 ที่สูงเกินคาดก็ตาม

    ทั้งนี้ นายแฮสเซตต์ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะเข้ารับตำแหน่งต่อจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด หลังจากที่เขาครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2569

    ‘หากดูธนาคารกลางทั่วโลก สหรัฐถือว่าล้าหลังมากในแง่ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย’ นายแฮสเซตต์กล่าวในรายการ Money Movers ของสำนักข่าว CNBC

    นอกจากนี้ นายแฮสเซตต์ระบุว่า กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่สร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อลดลง

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.5% ในไตรมาส 2

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการส่งออกและการใช้จ่ายในภาครัฐก็ได้เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนในสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงน้อยกว่าคาดก็เป็นปัจจัยบวกเช่นกัน

    ก่อนหน้านี้ สหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 3/2568 ในวันที่ 30 ตุลาคม แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

    นอกจากนี้ ตัวเลข GDP ประจำไตรมาส 3/2568 ที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ ถือเป็นตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ซึ่งเดิมมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 26 พฤศจิกายน

    เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 2

    การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลง 29.8% ในไตรมาส 2 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBM0IQBV1DG85BE9APORNQBCZU7LQ1L&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sig3Eet4HfN13IgohUVNk

  • ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    ตำรวจท่องเที่ยวพัทยารวบ 2 ผู้ต้องหา อาศัยช่วงชุลมุน ล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ได้ทรัพย์สินเป็นเงินสดหลายสกุล

    เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ รอง ผบก.ทท.1 และ พ.ต.อ.มิลิน เพียรช่าง ผกก.2 บก.ทท.1 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1  และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวชุดวอกกิ้งสตรีท เมืองพัทยาเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” เหตุเกิดภายในถนนวอล์คกิ้งสตรีท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

    ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายยอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ชาว จ.นครราชสีมา และ นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด โดยการจับกุมสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สายตรวจได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่า มีเหตุชุลมุนและกระชากทรัพย์บริเวณหน้าตู้แลกเงิน เมื่อเข้าตรวจสอบพบ นักท่องเที่ยว อายุ 52 ปี สัญชาติอิสราเอล ผู้เสียหาย กำลังมีปากเสียงกับสาวประเภทสองรายหนึ่ง โดยผู้เสียหายยืนยันว่า ถูกล้วงกระเป๋ากางเกง

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง พบผู้ต้องหาอีกรายกำลังก้มเก็บเงินอยู่ด้านหลังตู้แลกเงิน เมื่อตรวจสอบ และเชิญตัวมาสอบสวน ผู้เสียหายสามารถยืนยันได้ว่า เงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของตนที่ถูกลักไปจริง จากการตรวจยึดของกลาง พบเงินสดหลายสกุล รวมมูลค่าจำนวนมาก ได้แก่เงินไทย 1,200 บาท เงินดอลลาร์สหรัฐ 300 ดอลลาร์ เงินสกุลอิสราเอล 160 เชเขล

    เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมแจ้งสิทธิตามกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

    นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวพัทยายังย้ำเตือนนักท่องเที่ยวให้เพิ่มความระมัดระวังทรัพย์สิน โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่นในช่วงเวลากลางคืน และเทศกาล หากพบเหตุผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

    เครดิต สยามชล นิวส์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/63738&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IARkWvaTJwSNOgwjUgCXm

  • ‘อรรถกร’ วางแผนกระตุ้นท่องเที่ยวชายแดน จัดกิจกรรมสีสัน แต่รอให้สงบก่อน | เดลินิวส์

    ‘อรรถกร’ วางแผนกระตุ้นท่องเที่ยวชายแดน จัดกิจกรรมสีสัน แต่รอให้สงบก่อน | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 23 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดน ว่า ขณะนี้ได้วางแผนไว้แต่รอให้พื้นที่ชายแดนเกิดความสงบก่อน โดยคาดหวังว่าจะจบในเร็ววัน ซึ่งหลังจากนั้นจะกลับไปพิจารณาว่า ในเชิงพื้นที่เข้าไปสร้างสีสัน หรือกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

    ทั้งนี้ เชื่อว่าขณะนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนที่เกิดเหตุปะทะเกิดความเครียด โดยจะพยายามทำทุกวิถีทาง เช่น การลงพื้นที่ไปจัดกิจกรรมในพื้นที่ ทั้งการจัดแข่งขันกีฬา และกิจกรรมการกระตุ้นการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม กรณีการทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นั้น รัฐบาลชุดใหม่หรือคนที่จะมารับหน้าที่ต่อ จะสามารถทำได้เลย ไม่มีการวางยาอะไรทั้งสิ้น เพราะการทำงานยึดถือความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5433596/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oo30CC1i50LbJvhy7h3qY

  • เสียชื่อเมืองท่องเที่ยว! ขยะเกลื่อน ‘จุดชมวิวเขาค้อ’ ทิ้งลงร่องน้ำยาวกว่า 200 เมตร

    เสียชื่อเมืองท่องเที่ยว! ขยะเกลื่อน ‘จุดชมวิวเขาค้อ’ ทิ้งลงร่องน้ำยาวกว่า 200 เมตร

    วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.23 น.

    เสียชื่อเมืองท่องเที่ยว! ขยะเกลื่อน ‘จุดชมวิวเขาค้อ’ ทิ้งลงร่องน้ำยาวกว่า 200 เมตร นักท่องเที่ยวสุดเซ็ง-แม่ค้าจี้หน่วยงานใช้งบเช่าที่มาดูแล

    วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีมีการโพสต์และแชร์ภาพสุดอุจาดตาบริเวณ จุดชมวิวทะเลหมอกเขาค้อ หลังพบกลุ่มคนมักง่ายทิ้งขยะลงในร่องระบายน้ำริมทางยาวเกือบ 200 เมตร ทำลายทัศนียภาพจุดเช็กอินชื่อดัง ด้านนักท่องเที่ยวเผยสุดผิดหวัง ขณะที่กลุ่มแม่ค้าในพื้นที่จี้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ นำเงินค่าเช่ามาบริหารจัดการเก็บขยะและปรับปรุงภูมิทัศน์ด่วน ก่อนนักท่องเที่ยวจะหายหมด

    จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณริมถนนสาย 2196 แยกรื่นฤดี – เขาค้อ ต.เขาค้อ (บริเวณหน้าสำนักงานสาธารณสุขเขาค้อ) ซึ่งเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สำคัญ พบว่าลานกว้างสำหรับชมวิวดูสะอาดตาและสวยงามตามปกติ แต่เมื่อมองลงไปในร่องระบายน้ำ พบขยะหลากหลายชนิดถูกทิ้งกองพะเนินตลอดแนวระยะทางกว่า 150-200 เมตร นอกจากนี้บริเวณลาดชันด้านล่างยังมีขยะกระจายเกลื่อนพื้นที่

    นักท่องเที่ยวรายหนึ่งที่เดินทางมาพักผ่อน ให้ข้อมูลว่า ตนเองมาถ่ายรูปที่จุดนี้เป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้เห็นสภาพขยะแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก โดยขยะพวกนี้น่าจะมาจากนักท่องเที่ยวที่มักง่ายบางส่วน รวมถึงในช่วงกลางคืนที่มักมีวัยรุ่นมาจับกลุ่มดื่มกินแล้วทิ้งไว้ อยากฝากถึงทุกคนว่าถ้ามาดื่มกินก็ควรเก็บกลับไปทิ้งด้วย และอยากให้ผู้ดูแลเข้ามาปลูกต้นไม้ ดอกไม้ให้สมกับเป็นจุดเช็กอิน เพราะตอนนี้ดูแห้งแล้งและโทรมมาก

    ด้านตัวแทนแม่ค้าในพื้นที่ ระบุว่า ร้านค้าทุกร้านมีการจ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้กับหน่วยงานรัฐอย่างถูกต้อง จึงต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม จึงเรียกร้องถึงหน่วยงานให้นำเงินค่าเช่ามาปรับปรุงภูมิทัศน์ ปลูกดอกไม้และจัดจุดถ่ายรูปให้ดึงดูด และจัดวางถังขยะให้เพียงพอตามจุดต่างๆ นอกจากนี้ขอให้จัดส่งรถเก็บขยะมาดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งมาจากความไม่ประทับใจในสถานที่ที่ขาดการดูแลและเต็มไปด้วยขยะ

    ซึ่งปัญหาขยะที่จุดชมวิวเขาค้อไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่กำลังทำลาย ‘ภาพลักษณ์’ ของเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ หากหน่วยงานที่รับผิดชอบยังนิ่งเฉย ปล่อยให้จุดเช็กอินกลายเป็นจุดทิ้งขยะ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระยะยาว

    ///////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/936730&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ETJgzUSGX0Vpf8I7uGsS_

  • กาฬสินพร้อมจัดยิ่งใหญ่! งานดอกไม้บานกลางแสงไฟ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    กาฬสินพร้อมจัดยิ่งใหญ่! งานดอกไม้บานกลางแสงไฟ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

    วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    อลังการครั้งแรก! จังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับอำเภอหนองกุงศรี เทศบาลตำบลหนองบัว ผู้นำท้องถิ่น ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดใหญ่ “งานดอกไม้บาน กลางแสงไฟ”  (Kalasin Flowers in the Light) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการท่องเที่ยวเมืองกาฬสินธุ์สู่ความยั่งยืน ที่สวนสาธารณะเกาะมหาราช ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เที่ยวชมฟรีตลอด 10 วัน 10 คืน ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2569 คาดเงินสะพัดในท้องถิ่นกว่า 30 ล้านบาท

    ที่สวนสาธารณะเกาะมหาราช (บริเวณทางขึ้นสะพานเทพสุดา ข้ามเขื่อนลำปาว) ต.หนองบัว อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผวจ.กาฬสินธุ์ มอบหมายนายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานแถลงข่าวจัดงานดอกไม้บานกลางแสงไฟ (Kalasin Flowers in the Light) โดยมีนายจารุวัตร ภูแก้ว นายอำเภอหนองกุงศรี นายประมวล กระธรรมะ นายกเทศมนตรีตำบลหนองบัว  นายโสภณ ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชอุ่ม 2021 จำกัด ร่วมเวทีเสวนาและแถลงข่าว

    ทั้งนี้ มีนายคมกริช ไตรยศ เกษตร จ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ธิติ สมศรี ผกก.สภ.หนองกุงศรี นายสมบูรณ์ นาสาทร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอหนองกุงศรี พร้อมด้วยส่วนราชการการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง

    นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รองผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่าการจัดงานดอกไม้บานกลางแสงไฟ  (Kalasin Flowers in the Light) กำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 9 มกราคม 2569  ที่สวนสาธารณะเกาะมหาราช เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ที่มีการบูรณาการของหลายภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นการสานพลังความร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยการท่องเที่ยวเมืองกาฬสินธุ์สู่ความยั่งยืน ทั้งในส่วนของการสร้างเกษตรมาตรฐานสูง อาหารปลอดภัย การท่องเที่ยวที่หลากหลาย สู่การเป็นเมืองน่าอยู่ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

    นายผดุงศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับงานกาฬสินธุ์ดอกไม้บานกลางแสงไฟ (Kalasin Flowers in the Light) ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะพลิกโฉมภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งจะได้สัมผัสกับมหัศจรรย์ดอกไม้และการออกแบบภูมิทัศน์ ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของทุ่งดอกไม้นานาพรรณกว่า 100,000 ต้น ที่ถูกรังสรรค์ผ่านการออกแบบภูมิทัศน์ระดับมืออาชีพ ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว ทั้งระบบไฟ LED แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่เกาะมหาราช ให้กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในพื้นที่

    “โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม  โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 165,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นกว่า 30 ล้านบาท และที่สำคัญคือการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น กลุ่ม OTOP วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่กว่า 100 ราย ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง สร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว และเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เช่น การติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการเลือกใช้ไฟประดับแบบ LED เพื่อลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่การวางแผน การจัดการขยะไปจนถึงการบำรุงรักษาสถานที่ต่อเนื่องหลังจบงาน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่จัดงานชั่วคราวให้กลายเป็นมรดกสีเขียว และแหล่งท่องเที่ยวถาวรของจังหวัดในระยะยาว” นายผดุงศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม งานกาฬสินธุ์ดอกไม้บานกลางแสงไฟ (Kalasin Flowers in the Light) ที่จัดขึ้นดังกล่าว อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์อันงดงามของ จ.กาฬสินธุ์ เช่น กิจกรรม Countdown ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 การแสดงวงดนตรีโปงลาง การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง ที่จะมาสร้างความสุขและความบันเทิงเที่ยวชมฟรีตลอด 10 วัน 10 คืน

     โดยคาดหวังว่างานกาฬสินธุ์ดอกไม้บานกลางแสงไฟ (Kalasin Flowers in the Light) มิใช่เพียงเทศกาล แต่เป็นโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่วางรากฐานอนาคตของจังหวัดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ดอกไม้นานาพรรณ หลากสีสัน ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ส่วนใหญ่เป็นประเภทไม้ดอกเมืองหนาว ซึ่งยังจะชูช่อออกดอกให้นักท่องเที่ยว ได้มาชมความสวยงามอลังการไปอีกประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะร่วงโรยไปตามฤดูกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/459770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bh7opQVn83WSSdHNdqPKl

  • (คลิป)  สื่อเขมร รายงานจริงครั้งแรก! ไทย ใช้ F-16 ทิ้งบอมปอยเปตพังท่องเที่ยวกัมพูชา

    (คลิป) สื่อเขมร รายงานจริงครั้งแรก! ไทย ใช้ F-16 ทิ้งบอมปอยเปตพังท่องเที่ยวกัมพูชา

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/channel/936817&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cwXfmt5jXauC7gv5JOiD

  • วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก | TOPNEWS

    วธ. เยือนหนองคาย ปักหมุดบ้านเดื่อ ชุมชนต้นแบบยลวิถี สัมผัสอัตลักษณ์ 700 ปี ริมฝั่งโขง เปิดเส้นทางท่องเที่ยว “ฮอดบ้านเดื่อ” ยลอัตลักษณ์ริมโขง-ลิ้มรสเมนูมะเดื่อ ผลักดันเสน่ห์ชุมชน สู่หมุดหมาย Unseen ไท ไทย ระดับโลก

    นายประสพ กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านเดื่อ” เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เนื่องจากมีผู้นำและเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนมีความรักความสามัคคี และมีการอนุรักษ์สืบสาน รักษา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่คนในชุมชน เพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัวในภูมิลำเนา

    นายประสพ เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของชุมชนบ้านเดื่อที่มีวิถีชีวิตริมน้ำโขง และ “เส้นทางท่องเที่ยวสายมะเดื่อ” ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีจุดไฮไลต์ห้ามพลาด คือการชมสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ วัดอุทุมพร และการลิ้มลองอาหารสำรับชุมชนที่หาทานได้เฉพาะที่นี่ เช่น เมี่ยงมะเดื่อปลานิลทอดมหามงคล น้ำพริกมะเดื่อ (รางวัลชนะเลิศรายการยกพลคนน้ำพริก) และปลาจุ่มบ้านเดื่อ ครม. รวมถึงการท่องเที่ยววิถีลุ่มน้ำโขง ทั้งการพับนกใบตาล การล่องเรือชมพระอาทิตย์สองแผ่นดินไทย-ลาว และการแต่งกายด้วยเสื้อย้อมสีมะเดื่อ นุ่งผ้าซิ่นลายพญานาคที่งดงาม

    “ชุมชนบ้านเดื่อ เป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อ นนโยบาย “Unseen ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอัตลักษณ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็น “ของดี” ในท้องถิ่นที่หาชมได้ยาก ซึ่งการที่ชุมชนแห่งนี้สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่โดดเด่น ไม่เพียงแต่
    จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดหนองคายในระดับสากล แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในพื้นที่ ทำให้ลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปทำงานแดนไกล แต่สามารถกลับมาต่อยอดภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษในบ้านเกิดได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1433320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJsdf3lD6aYDNHptFJpfV

  • วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2568)

    วิจัยกรุงศรี เผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2568)


    สหรัฐฯ

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเผชิญความเสี่ยงชะลอตัว แต่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจจำกัดขาลงของดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่ง ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากลดลง 108,000 ตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม แต่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ระดับ 4.6%

    ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงชะลอตัวต่อเนื่องสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ 3.5% YoY สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานในเดือนตุลาคม ชะลอลงสู่ระดับ 2.7% YoY และ 2.6% ตามลำดับ ซึ่งยังคงสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของเฟดที่ 2%

    ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง อาทิ ยอดค้าปลีกที่โตช้าสุดในรอบ 5 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ PMI ภาคการผลิตหดตัวแรงสุดในรอบ 5 เดือน รวมถึง อัตราการว่างงานที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2564

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการชะลอตัวตัวรุนแรงของเศรษฐกิจยังค่อนข้างต่ำเมื่อพิจารณาจากภาคบริการที่ขยายตัวและแรงหนุนจากนโยบายการคลัง ขณะที่แผนการซื้อตั๋วเงินคลังเดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ของเฟดประกอบกับการลดดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้านี้คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนแรงส่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกเพียง 1 ครั้งในปี 2569

    ญี่ปุ่น

    BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.75% พร้อมส่งสัญญาณเปิดกว้างสำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อบรรลุเป้าหมายตามที่คาดการณ์

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ (Tankan) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 15.0 ในไตรมาส 4 ส่วนภาคบริการยังคงอยู่ที่ 34 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่แข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่ปี 2533 นอกจากนี้ ยอดการส่งออกในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 6.1% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้นจาก (i) ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (ii) PMI ภาคบริการที่ยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (iii) ภาคท่องเที่ยวที่เติบโต และ (iv) ยอดส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นทางการคลังรวมถึงแผนการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าหากพัฒนาการของเศรษฐกิจยังอยู่ในเชิงบวกและมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% BOJ อาจทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569

    จีน

    แรงส่งของเศรษฐกิจจีนอ่อนกำลังลงต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวเพียง 1.3% YoY ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่รวมช่วงโควิด) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวเร่งขึ้นจาก -1.7% ในช่วง 10 เดือนแรกเป็น -2.6% ในช่วง 11 เดือนแรก ขณะที่ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองในเดือนพฤศจิกายนหดตัวต่อเนื่องที่ -2.8% และ -5.7% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเสี่ยงลุกลามไปยังภาคการเงินภายหลังธนาคารเงาเริ่มมีการผิดนัดชำระเงิน ด้านรัฐบาลประกาศแผนออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในปี 2569 เพื่ออุดหนุนมาตรการแลกซื้อสินค้าใหม่ และมาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์

    การผลิต การบริโภค การลงทุน และการส่งออกของจีนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ขณะที่ภาคอสังหาฯ ส่งสัญญาณเชิงลบมากขึ้น ทั้งยอดขายและราคาบ้านที่หดตัวต่อเนื่อง ปัญหาด้านสภาพคล่องของผู้พัฒนาอสังหาฯ รวมถึงความเสี่ยงจากธนาคารเงา

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่าแม้การส่งออกของจีนยังขยายตัวแต่เสี่ยงเผชิญมาตรการปกป้องทางการค้าจากประเทศคู่ค้าอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ ขณะที่แรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีนและมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลอาจพยุงการบริโภคในบางจุดหรือเพียงชั่วคราวเท่านั้น  โดยภาพรวมแล้ว การฟื้นตัวจึงมีแนวโน้มเปราะบางในระยะข้างหน้า

    เศรษฐกิจไทย

    แม้พื้นที่นโยบายการเงินจะลดลง แต่ยังมีโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 1.25% ชี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่องและเผชิญความเสี่ยงขาลง การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคม มีมติเอกฉันท์ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.25%

    โดยกนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ

    กนง.ประเมินเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้ จะขยายตัว 2.2% ก่อนปรับลดปี 2569 เหลือเติบโต 1.5% (เดิมคาด 1.6%) และฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570

    สำหรับเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว  ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง.คาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำ

    โดยคาดปี 2568 ที่ -0.1% ปี 2569 ที่ 0.3% และปี 2570 ที่ 1.0% ผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ขณะที่กนง.”เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด”

    ทั้งนี้ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง และภาวะการเงินที่ตึงตัว (ซึ่งสะท้อนจากการหดตัวของสินเชื่อ) รวมทั้งแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังที่จะมีบทบาทลดลงในช่วงรัฐบาลรักษาการ นโยบายการเงินจึงควรเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหรือลดความเสี่ยงจากวัฏจักรขาลงในฐานะ Counter-cyclical Policy

    วิจัยกรุงศรีจึงคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 0.25% สู่ระดับ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569

    ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 2.91 ล้านคน หดตัว -7.5% YoY ส่งผลให้ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568  มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 29.6 ล้านคน หดตัว -7.3%

    ขณะที่ข้อมูลล่าสุดในช่วงวันที่ 1–14 ธันวาคม มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีก 1.37 ล้านคน ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 31.0 ล้านคน ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด โดยมีความเสี่ยงที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจออกมาต่ำกว่าประมาณการของวิจัยกรุงศรีที่ 33.3 ล้านคน

    สำหรับปี 2569 คาดว่าภาคการท่องเที่ยวไทยจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศท่องเที่ยวในภูมิภาค และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลก รวมถึงการขยายเส้นทางบินและการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป โดยประเมินว่าทั้งปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งสู่ระดับ 35.5 ล้านคน ซึ่งสะท้อนทิศทางฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2567 ท่ามกลางความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/krungsri-research-publishes-an-analysis-of-the-economic-and-financial-situation-dated-december-23-2025/top-stories/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A6F3ULhEmHn1Wau3Wkj1p

  • ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน หลังพบอ่อนค่าผิดปกติ ไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจ

    23 ธันวาคม 2568, 14:10น.

              นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นพร้อมจะใช้มาตรการแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน ภายใต้ข้อตกลงร่วมกับสหรัฐฯในเดือนก.ย.หลังพบเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องมาอยู่ที่ 156 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาดว่าเป็นผลจากการเทขายเก็งกำไรของนักลงทุน  

              คำเตือนนี้ เกิดขึ้นหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ร้อยละ 0.75 เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว(10 ธ.ค.) เป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือนมกราคม และเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2538 แต่ตลาดตีความคำแถลงของนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ว่า BOJ จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมครั้งต่อๆไป ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงมาแตะระดับ 156-157 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

             ด้านนายฮิโรยูกิ มาชิดะ นักวิเคราะห์จากบริษัท ANZ คาดว่าในกรณีเงินเยนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 158 เยนต่อดอลลาร์อาจจะทำให้ BOJ ต้องใช้มาตรการแทรกแซงตลาด เพื่อพยุงค่าเงินเยน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การอ่อนค่าครั้งล่าสุดของเยนเงินสะท้อนทั้งนโยบายการคลังเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล(เช่น ใช้จ่ายมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) แต่มาตรการนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายของ BOJ (เช่น คงอัตราดอกเบี้ยต่ำ) แต่จะทำเงินไหลออกไปหาผลตอบแทนสูงกว่า

            สำหรับเงินเยนที่อ่อนค่าเป็นปัญหาสำหรับผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ราคาสินค้านำเข้าและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้งเพิ่มภาระค่าครองชีพของครัวเรือน ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราครั้งล่าสุดในเดือน กรกฎาคม 2567 โดยเข้าซื้อเงินเยนหลังเงินเยนร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 38 ปีที่ 161.96 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

    #ญี่ปุ่น

    #พร้อมแทรกแซง

    #เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02P33024ohnZDdBua6n3AM

  • มาแล้ว!!  เปิด 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย

    มาแล้ว!!  เปิด 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย

    “เผ่าภูมิ” ชู 10 หลักคิดนโยบาย ศก. เพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง

    23 ธ.ค. 2568-  นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2. สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐ เปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3. หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4. ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5. “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6. การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง (ไม่ผ่านตัวกลาง) เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7. เปลี่ยน “รัฐควบคุม” เป็น “รัฐบริการ” ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8. เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9. ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10. ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น

    เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆ นี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/920063/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fy7lQCE8zLX6da90mCWxi