Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับเงินเดือนสุดอึ้ง

    “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับเงินเดือนสุดอึ้ง

    นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเอเนซุเอลา กับเงินเดือนประจำตำแหน่งสุดอึ้ง กับทรัพย์สินที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

    กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมตั้งแต่ต้นปี 2569 กันเลยทีเดียว เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการจับกุมตัว นิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา โดนถูกคุมขังอยู่ที่ศูนย์กักกันในบรูคลิน เพื่อเตรียมขึ้นศาลในข้อหาร้ายแรงด้วยการสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด

    ในขณะที่นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้มุมมองว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้มีผลประโยชน์เรื่อง “น้ำมัน” เป็นที่ตั้ง หรือนี่อาจจะเป็นสัญญาณกระตุกหนวดหมีขาว พี่ใหญ่อย่างรัสเซียหรือไม่ เพราะว่าก่อนหน้านี้ เวเนซุเอลา กระชับพันธมิตรแนบแน่นกับรัสเซีย ด้วยการลงมติรับรอง “สนธิสัญญายุทธศาสตร์” ที่มีระยะเวลา 10 ปี ที่ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน, การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคง และเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้กับเวเนซุเอลา แต่ถึงอย่างไรเราคงต้องติดตามข้อสรุปเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ นายนิโคลัส มาดูโร ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 13 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานี้เขาได้รับค่าตอบแทนในการบริหารประเทศเท่าไหร่ และมีทรัพย์สินมากขนาดไหน Sanook Money มีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน

    เว็บไซต์ latinpost เคยเปิดเผยเงินเดือนรายเดือนของประธานาธิบดีประเทศในลาตินอเมริกาปี 2017 โดยระบุว่า เงินเดือนของประธานาธิบดีเวเนซุเอลาอยู่ที่ 4,068 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 128,101.29 บาท (เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ 90 ดอลลาร์สหรัฐ)

    นอกจากนี้ เว็บไซต์ timesofindia เคยรายงานถึงทรัพย์สินของนายนิโคลัส มาดูโร ไว้ว่าทรัพย์สินสุทธิของมาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ยังไม่ชัดเจนเนื่องจากข้อมูลที่เปิดเผยมีจำกัด แต่ตามรายงานเคยระบุมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของมาดูโรอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 62,979,986.22 บาท ในขณะที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของฟลอเรสอยู่ระหว่าง 2 ล้านถึง 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 62,979,986.22-157,449,965.55 บาท การประเมินเหล่านี้อิงจากเงินเดือนจากการรับราชการและทรัพย์สินที่บันทึกไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/946352/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bkhZq21CpEqsInpNZpCDp

  • ส่งออกพุ่งแต่โรงงานไทยเงียบ!

    ส่งออกพุ่งแต่โรงงานไทยเงียบ!

    KKP Research ชวนสำรวจคำถามสำคัญว่า ‘การส่งออก’ ของไทยที่ยังเติบโตถึงสองหลัก ยังเป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีเหมือนในอดีตอยู่หรือไม่? เริ่มจาก ทำไมการส่งออกไทยเติบโตได้ดีในปี 2568? พบว่า มูลค่าการส่งออกไทยในปี 2568 ในหลายเดือนทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกตัวเลขมา KKP Research ประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ดี คือ ความผันผวนของตัวเลขการส่งออกรายเดือนจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและเครื่องประดับ การส่งออกที่เติบโตดีในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาทองคำที่สูงขึ้นในปีนี้ แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตทองคำ ทำให้ไม่ได้มีกิจกรรมในภาคการผลิตทองคำโดยตรงและมีการนำเข้าสุทธิในหมวดทองคำ ยิ่งมูลค่าของการส่งออกทองคำเริ่มสูงขึ้นเทียบกับการส่งออกทั้งหมดจะทำให้ตัวเลขการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ว่าภาคการผลิตจะไม่ได้เติบโตขึ้นตามไปด้วย

    อีกปัจจัย คือ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐที่เร่งเติบโตกว่า 29% ในปี 2568 แม้ว่าสหรัฐจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสูงขึ้นต่อสินค้าไทย โดยการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือน ส.ค.และ ก.ย. แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ข้อมูลการส่งออกแสดงให้เห็นว่าหมวดสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคิดเป็น 35-40% ของส่งออกไทยไปยังสหรัฐ ในปี 2567 ยังขยายตัวสูงกว่าระดับปกติ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นและต้องจ่ายภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ขยายตัวช้ากว่า สะท้อนว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องมีแนวโน้มเป็นการเร่งส่งออกชั่วคราว

    อีกคำถามคือ ความเสี่ยงของภาคการผลิตคือการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น โดยนอกจากมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยที่ลดลง ประเด็นที่น่ากังวลคือ การนำเข้าเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ข้อมูลจะสะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากจะเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าทุนที่ใช้เพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ KKP research ประเมินว่า หลายสินค้าที่การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสินค้าที่ใช้บริโภคในประเทศเช่นกัน สะท้อนว่าสินค้าจากต่างประเทศกำลังเข้ามาตีตลาดในประเทศมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูกของจีน สะท้อนจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจีนต่อสินค้าทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และส่วนหนึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศในหลายกลุ่มสินค้า และในระยะถัดไปสถานการณ์นี้ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

     “สถานการณ์ในจีนปัจจุบัน ภาคการผลิตยังมีอุปทานส่วนเกินค้างในระดับสูงเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว แต่ยังมีการขยายการลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดต่างประเทศต้องเป็นตลาดที่รับกำลังการผลิตส่วนเกินนี้ ซึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับสินค้าจีนทะลักก็คือประเทศไทย”

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากกำลังการผลิตในไทยปรับลดลงถึงจุดที่โรงงานขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้โรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อและต้องปิดตัวลงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการจ้างงาน การใช้จ่ายภายในประเทศ และรวมไปถึงดุลการค้าของไทยในระยะข้างหน้า ประเด็นนี้คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้แม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะยังเป็นบวกก็ตาม.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/925982/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GDMZUjmXoMgQH4mvNJZbX

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ส่องสถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    ส่องสถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

    1. สถานการณ์การเมือง

    ภายหลังการปฏิวัติโดยกลุ่มนักศึกษาในเดือนสิงหาคม 2567 ประเทศบังกลาเทศเผชิญกับบรรยากาศความไร้เสถียรภาพทางการเมือง รัฐบาลรักษาการได้กำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ซับซ้อน ตั้งแต่ความรุนแรงทางการเมืองที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการที่มุ่งเป้าจากกลุ่มอำนาจเก่า ไปจนถึงการกีดกันพรรคการเมืองขนาดใหญ่ออกจากกระบวนการเลือกตั้ง รายงานนี้เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ในบังกลาเทศ ความเสี่ยงและแนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่อาจส่งผลต่อเส้นทางการเมืองของบังกลาเทศในอนาคตอันใกล้

    1.1 การเตรียมการเลือกตั้งและความท้าทายเชิงสถาบัน

    คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของบังกลาเทศได้ประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่สำคัญดังนี้

    • 29 ธันวาคม 2568 วันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง

    • 30 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 ช่วงเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร

    • 20 มกราคม 2569 วันสุดท้ายของการถอนตัวจากการลงสมัคร

    • 21 มกราคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งขั้นสุดท้ายพร้อมสัญลักษณ์ประจำตัว

    • 22 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลาการหาเสียงอย่างเป็นทางการ

    • 12 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้ง (เวลาลงคะแนน 0730 น. – 1630 น.)

    ในเชิงกายภาพ กกต. ได้เตรียมหน่วยเลือกตั้งจำนวน 42,761 แห่ง และคูหาเลือกตั้ง 244,739 คูหา เพื่อรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 127.6 ล้านคน

    ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการจัด “การเลือกตั้งคู่ขนาน” (twin polls) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศ ซึ่งประกอบด้วย การเลือกตั้งรัฐสภา ครั้งที่ 13 (สำหรับ 300 ที่นั่ง) และ การลงประชามติเพื่อรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคม (July Charter) โดยจะใช้บัตรลงคะแนนคนละสี (สีขาว-ดำสำหรับการเลือกตั้ง และสีชมพูสำหรับการลงประชามติ) การตัดสินใจดังกล่าวเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการและเพิ่มเดิมพันทางการเมืองให้สูงขึ้นอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ พรรคสันนิบาต อวามี (Awami League AL) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกโค่นอำนาจ ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 และถูกเพิกถอนการจดทะเบียนพรรคในเวลาต่อมา การกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการเลือกตั้งได้สร้างคำถามต่อความชอบธรรม (legitimacy) ของการเลือกตั้ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของความไม่สงบและความรุนแรงทางการเมืองระลอกใหม่

    1.2 ความรุนแรงทางการเมือง

    สถานการณ์ความเปราะบางได้ปรากฏชัดผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับระบอบการปกครองปัจจุบัน โดยมีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

    • 30 พฤศจิกายน 2568 นาย Abu Musa รองประธานหน่วยท้องถิ่นของพรรค AL ถูกลอบสังหารในเขตโชลิมาบัด

    • 12 ธันวาคม 2568 นาย Sharif Osman Hadi ผู้สมัครจากพรรค Independent National Citizen Party (NCP) และโฆษกของกลุ่ม Inqilab Mancha ถูกยิงกลางกรุงธากา

    • 18 ธันวาคม 2568 นาย Hadi เสียชีวิตในเวลาต่อมาขณะรับการรักษาในโรงพยาบาลที่สิงคโปร์

    การเสียชีวิตของนาย Hadi ได้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงและความไม่สงบเป็นวงกว้าง โดยมีข้อกล่าวหาพุ่งเป้าไปที่ กลุ่มอำนาจเก่าที่ภักดีต่อพรรค AL เหตุการณ์ดังกล่าวได้ตอกย้ำถึงรูปแบบความรุนแรงที่มุ่งเป้าไปยังบุคคลสำคัญของฝ่ายตรงข้าม กลุ่มผู้สนับสนุนได้รวมตัวเดินขบวนในย่านชาห์บาก (Shahbagh) ซึ่งบานปลายไปสู่การโจมตีสำนักงานของสำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Daily Star และ Prothom Alo รวมถึงมีรายงานการวางเพลิงรถโดยสารประจำทาง

    เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ ศ.ดร. มูฮัมหมัด ยูนุส หัวหน้าคณะที่ปรึกษา (เทียบเท่า นรม.) ได้ประกาศให้มีการไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลรักษาการในการจัดการกับสถานการณ์และฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย

    1.3 ปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนเสถียรภาพ

    นอกเหนือจากเหตุการณ์ความรุนแรงเฉพาะหน้า จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าบังกลาเทศยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกร่อนเสถียรภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

    • ความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น (Deepening polarization) การแบ่งขั้วทางความคิดและการเมืองที่ฝังรากลึกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังการปฏิวัติ และยิ่งซับซ้อนขึ้นจากการกีดกันพรรค AL ออกจากกระบวนการทางการเมือง

    • การขยายตัวของกระแสชาตินิยม (Rising nationalism) การขยายตัวของกระแสชาตินิยม ซึ่งรัฐบาลรักษาการอาจใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะบานปลายเป็นความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินเดีย

    • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ การลงประชามติรับรองกฎบัตรเดือนกรกฎาคมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งทางการเมืองและทางกฎหมายเพิ่มเติม

    • การคาดการณ์เรื่องการกลับมาของนาย Tarique Rahman การคาดการณ์ว่านาย Tarique Rahman รองหัวหน้าพรรค BNP อาจเดินทางกลับประเทศ (หลังจากลี้ภัยทางการเมืองกว่า 17 ปี) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ นาย Tarique Rahman เป็นบุตรชายของนางคาเลดา เซีย หัวหน้าพรรคซึ่งกำลังมีอาการป่วยขั้นวิกฤต (เสียชีวิต 30 ธันวาคม 2568) การกลับมาของนาย Tarique Rahman จึงอาจมีขึ้นเพื่อเติมเต็มสุญญากาศทางการเมืองและสามารถเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ประกอบกันทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของบังกลาเทศมีความเปราะบางอย่างยิ่ง และความท้าทายเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของประชาชนให้รุนแรงยิ่งขึ้น

    2. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    ภาระหนี้สินของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถซ้ำเติมความเปราะบางทางการเมืองและสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชน สถานการณ์หนี้สินที่น่ากังวลนี้อาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการบริหารจัดการประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ กระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีดังนี้

    2.1 ข้อมูลหนี้ต่างประเทศ

    รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) “Debt Report 2025” ได้ฉายภาพสถานะหนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศที่น่ากังวล โดยมีข้อมูลสถิติที่สำคัญดังนี้

    • หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หนี้ต่างประเทศของบังกลาเทศเพิ่มสูงขึ้นถึง 42% จาก 73.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 104.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2567

    • ภาระการชำระคืนหนี้พุ่งสูงขึ้นเกือบสองเท่า ภาระการชำระคืนหนี้ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จาก 3.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 เป็น 7.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567

    2.2 ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันอย่างหนักต่อพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ของรัฐบาลรักษาการ ภาระการชำระคืนหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปเพื่อชำระหนี้สิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นและความมั่นคงก่อนการเลือกตั้ง การลดลงของงบประมาณสำหรับบริการสาธารณะอาจนำไปสู่ความไม่พอใจในหมู่ประชาชน และกลายเป็นอีกหนึ่งเชื้อไฟที่โหมกระพือความตึงเครียดทางการเมืองที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงยิ่งขึ้น ภาระหนี้สินที่บีบรัดนี้ไม่เพียงแต่จำกัดทางเลือกนโยบายภายในประเทศ แต่ยังผลักดันให้บังกลาเทศต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินอยู่

    3. ด้านการต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

    ท่ามกลางความวุ่นวายภายในประเทศ การดำเนินนโยบายต่างประเทศของบังกลาเทศในปัจจุบันมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง การตัดสินใจด้านการทหารและความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ

    3.1 การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์

    หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ คือการตัดสินใจในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่สำหรับกองทัพอากาศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากแผนการในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

    แผนการจัดซื้อ รายละเอียด
    แผนในอดีต (ภายใต้รัฐบาลชุดก่อน) เจรจาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ J-10 จำนวน 20 ลำจากจีน ด้วยมูลค่าประมาณ  2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    แผนปัจจุบัน ลงนามใน หนังสือแสดงเจตจำนง (LoI) กับบริษัท  Leonardo S.p.A. ของอิตาลี เพื่อจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoon

    การเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารของจีนมาสู่การให้ความสนใจเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก (อิตาลี/ยุโรป) สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลรักษาการในการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ และอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการสร้างสมดุลอำนาจใหม่ โดยลดการพึ่งพาจีนและเปิดรับความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้น

    3.2 ความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจ

    ความสัมพันธ์ของบังกลาเทศกับประเทศขั้วอำนาจต่างๆ มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้

    • สหรัฐอเมริกา ความสัมพันธ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดการเจรจา BGD-US Bilateral Defence Dialogue ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านความมั่นคงและกลาโหมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเสนอชื่อ นาย Brent Christensen ซึ่งเป็นนักการทูตอาวุโสที่มีประสบการณ์สูงด้านการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำบังกลาเทศคนใหม่ บ่งชี้ถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะรักษาการมีส่วนร่วมและอิทธิพลในระดับยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    • อินเดีย ความสัมพันธ์กับอินเดียกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางการทูตอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศได้เรียกตัวข้าหลวงใหญ่อินเดียเข้าพบ เพื่อกล่าวหาว่าอินเดียให้ที่พักพิงแก่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอินเดียได้ออกมา ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างรอยร้าวที่อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    • จีน ในขณะที่บทบาทด้านการทหารอาจลดลง จีนยังคงรักษาอิทธิพลผ่านช่องทางอื่น โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ล่าสุด UNHCR ได้ประกาศว่าจีนได้บริจาคเงินจำนวน 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาราว 458,000 คน ไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบาย “soft power” ที่มุ่งเป้าระยะยาว เพื่อรักษาบทบาทและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในบังกลาเทศ

    พลวัตที่ซับซ้อนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบังกลาเทศกำลังกลายเป็นเวทีสำคัญของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของบังกลาเทศในอนาคต

    4. การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

                เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว ทำให้การเจรจาข้อตกลงสำคัญ เช่น CEPA กับอินเดีย และ EPA กับญี่ปุ่น ต้องหยุดชะงักลงในปี 2568 และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2569 จนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง และบังกลาเทศอาจไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มารองรับได้ทันเวลาเมื่อพ้นสภาพ LDC ในปี 2569 ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นทันที 8.7% – 10% นอกจากนั้น ยังมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลัก ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (RMG) ที่จะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองและการประท้วงอาจทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า ส่งผลให้คู่ค้าต่างชาติพิจารณาย้ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศคู่แข่งที่มีเสถียรภาพมากกว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมยา บังกลาเทศจะสูญเสียข้อยกเว้น TRIPS หลังพ้นสถานะ LDC ประกอบกับภาวะการเมืองไม่นิ่งสนิท ทำให้การปรับตัวด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาล่าช้าออกไป ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตยาชื่อสามัญในระยะยาว

    5. สรุปและประเมินสถานการณ์ (ครึ่งแรกของปี 2569)

    จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ การต่างประเทศและการค้าข้างต้น พบว่าบังกลาเทศกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เปราะบางและมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะชี้ขาดอนาคต สามารถสรุปได้ดังนี้

    5.1 ด้านการเมืองและความมั่นคง

    ความเป็นไปได้ที่ความรุนแรงทางการเมืองจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงก่อนการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์มีแนวโน้มสูง ปัจจัยจากความแตกแยกที่ฝังรากลึก การกีดกันพรรคสันนิบาตอวามี (AL) และเหตุลอบสังหารล่าสุด ล้วนเป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป หรือหากจัดขึ้นได้ ผลการเลือกตั้งก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อและอาจเกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญตามมา

    5.2 ด้านเศรษฐกิจ

    แรงกดดันจากภาระหนี้ต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลรักษาการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดจากการต้องชำระคืนหนี้จำนวนมหาศาล อาจกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือความไม่พอใจของสาธารณชน หากรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะยิ่งทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนอยู่แล้ว ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น 

    5.3 ด้านการเจรจาการค้า

    นอกจากนั้น เนื่องจากรัฐบาลรักษาการขาดอำนาจเต็มในการตัดสินใจนโยบายระยะยาว บังกลาเทศจึงยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าใดๆ ที่จะช่วยรักษาระดับความสามารถในการส่งออกโดยไม่มีตัวช่วย กระนั้น บังกลาเทศได้มีการ
     Lobby ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษยังคงให้สิทธินั้นไว้ในระหว่างการปรับตัว

    ประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในครึ่งแรกของปี 256

    • การปฏิเสธผลการเลือกตั้งและประชามติ โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค AL ซึ่งอาจนำไปสู่การประท้วงใหญ่และความรุนแรงบานปลายจนเกิดเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ

    • การลุกลามของความรุนแรงทางการเมือง ที่อาจพัฒนาจากการลอบสังหารรายบุคคลไปสู่การปะทะกันของมวลชนในวงกว้าง ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการควบคุมสถานการณ์

    • การเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจกับความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งแรงกดดันจากภาระหนี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปลุกระดมมวลชนเพื่อต่อต้านรัฐบาลรักษาการ

    • ความตึงเครียดกับอินเดียที่อาจบานปลาย ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

    ——————

    สคต. ณ กรุงธากา
    มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/cprzz5nlv7fns9s7wc9kz54t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C_tX7r0Seu-eUUFA827NQ

  • เจาะขุมทรัพย์ “เวเนซุเอลา” มหาอำนาจน้ำมัน แหล่งทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เจาะขุมทรัพย์ “เวเนซุเอลา” มหาอำนาจน้ำมัน แหล่งทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เจาะขุมทรัพย์เวเนซุเอลา จากมหาอำนาจน้ำมันสู่แหล่งแร่ยุทธศาสตร์ของโลก

    เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และถูกยกให้เป็นหนึ่งในดินแดนที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความมั่งคั่งของประเทศนี้ผูกพันกับทรัพยากรใต้ดินมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ “น้ำมันดิบ” ที่เคยเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนทำให้เวเนซุเอลาเคยก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคละตินอเมริกา

    อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรของเวเนซุเอลาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทองคำดำเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโลหะมีค่า แร่สำคัญต่ออุตสาหกรรม และแร่ยุทธศาสตร์ที่โลกกำลังต้องการในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน ซึ่งทำให้ประเทศนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญบนเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก แม้ต้องเผชิญความท้าทายภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

    ประวัติศาสตร์ “ทองคำดำ” แหล่งน้ำมันสำรองอันดับ 1 ของโลก

    เวเนซุเอลาถูกค้นพบว่ามีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำมาราไคโบ (Maracaibo Basin) การค้นพบครั้งนั้นเปลี่ยนประเทศจากสังคมเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมในเวลาอันรวดเร็ว และทำให้น้ำมันกลายเป็นรายได้หลักของชาติ

    ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก แซงหน้าซาอุดีอาระเบีย โดยแหล่งน้ำมันสำคัญอยู่ในเขตโอริโนโก (Orinoco Belt) อย่างไรก็ตาม น้ำมันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักมาก (Extra-heavy crude) ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีและต้นทุนสูงในการสกัดและกลั่น

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความผันผวนทางการเมือง การบริหารจัดการภายใน และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้เช่นนั้น ปริมาณสำรองมหาศาลยังคงถูกมองว่าเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ที่รอการฟื้นฟูในอนาคต

    ขุมทรัพย์แร่ยุทธศาสตร์ของเวเนซุเอลา

    นอกเหนือจากน้ำมัน เวเนซุเอลายังมีพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษด้านเหมืองแร่ที่เรียกว่า “Mining Arc of the Orinoco” หรือ Arco Minero del Orinoco ซึ่งรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2016 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 111,000 ตารางกิโลเมตรทางตอนใต้ของประเทศ

    พื้นที่ดังกล่าวอุดมไปด้วยทรัพยากรแร่หลายชนิด ทั้งทองคำ เพชร แร่เหล็ก บอกไซต์ และแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เวเนซุเอลาถูกจับตามองในฐานะแหล่ง “แร่ยุทธศาสตร์” ที่น่าจับตามองของโลก

    แร่สำคัญที่พบในเวเนซุเอลา

    โคลแทน (Coltan) เป็นแร่ที่ประกอบด้วยแทนทาลัมและไนโอเบียม ใช้ในการผลิตตัวเก็บประจุของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ แม้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มแรร์เอิร์ธ แต่ถือเป็น “แร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก

    ทองคำและเพชร เวเนซุเอลามีแหล่งทองคำและเพชรจำนวนมาก ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งรายได้เสริมของประเทศในช่วงที่อุตสาหกรรมน้ำมันซบเซา อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองจำนวนไม่น้อยยังเป็นเหมืองผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

    ทอเรียม มีรายงานการพบแร่ที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคอเมริกาใต้ แม้จะถูกมองว่ามีศักยภาพต่อพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต แต่ในกรณีของเวเนซุเอลา ยังไม่มีการยืนยันการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    วิกฤติเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

    แม้เวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แต่ประเทศกลับเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงด้านเดียว ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ปัญหาการบริหารจัดการภายในประเทศ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติ

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เวเนซุเอลาประสบภาวะเงินเฟ้อสูงในระดับรุนแรง การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และระบบสาธารณูปโภคที่ถดถอย จนนำไปสู่การอพยพของประชาชนหลายล้านคนออกนอกประเทศ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ภายในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9866294/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NUvHaR4CtjdX7u8GGeWce

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    เปิดขุมทรัพย์พลังงาน น้ำมันดิบสำรองกว่า 3 แสนล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่าข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานสหรัฐ (อีไอเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า เวเนซุเอลาถือครองทรัพยากรน้ำมันดิบมหาศาลถึง 303,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

    ทั้งนี้ น้ำมันดิบที่พบในเวเนซุเอลานั้นเป็นประเภท “น้ำมันดิบหนักและมีกำมะถันสูง” ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรพิเศษและเทคโนโลยีขั้นสูงในกระบวนการผลิต

    แม้สหรัฐเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน แต่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นประเภท “น้ำมันดิบเบาและมีกำมะถันต่ำ” ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตน้ำมันเบนซินเป็นหลัก แต่สำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น เช่น น้ำมันดีเซล ยางมะตอย และเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรหนัก จำเป็นต้องใช้น้ำมันดิบชนิดหนักจากเวเนซุเอลาเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการกลั่น

    ปัจจุบัน เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่รายงานระบุว่า ศักยภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 0.8% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกเท่านั้น

    รายงานของอีไอเอระบุด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศต่อรัฐบาลเวเนซุเอลาและวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง คือสาเหตุหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศถดถอย แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือการขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และการขาดการซ่อมบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5468895/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cIfvPLjWgP94r7dXt4mLU