Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ซูชิ พริษฐ์ ลาออกจาก พรรคเศรษฐกิจแล้ว | 4 ม.ค. 69

    ซูชิ พริษฐ์ ลาออกจาก พรรคเศรษฐกิจแล้ว | 4 ม.ค. 69

    วันนี้ (4ม.ค.68) มีความเคลื่อนไหวจากพรรคเศรษฐกิจ โดยนายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ หรือซูชิ โฆษกและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคแล้ว

    #เลือกตั้ง2569 #ซูชิพริษฐ์ #ผู้สมัครสส #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/election-2569/208644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XjalMMdLuZyrLuT9JPw30

  • “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    “พริษฐ์” ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    “พริษฐ์” ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    4 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น. โรงแรมปริ๊นซ์ตั๊น พรรคเศรษฐกิจ แจ้งว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งภายในพรรคเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของนายพริษฐ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และเพื่อให้การทำงานของพรรคเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารต่อสาธารณชน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

    “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    นายพริษฐ์ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และทีมงานทุกคน สำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานทางการเมืองร่วมกัน พร้อมยืนยันว่า ยังคงเคารพในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรคเศรษฐกิจ และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ด้านพรรคเศรษฐกิจขอขอบคุณนายพริษฐ์ สำหรับการทำงานและการทุ่มเทที่ผ่านมา และขอยืนยันว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองตามนโยบายและอุดมการณ์ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง

    “พริษฐ์”  ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจจะดำเนินการตามขั้นตอนของพรรคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378971657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23-zM_sOtkQuXe4K0zQAsu

  • “ซูชิ พริษฐ์”  ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

    “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

    “รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน ซูชิ พริษฐ์  ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

    ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

    ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

    ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

    “ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ” 

    ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rIW0dNnMGloaoX7AwJ0bC

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • 4 เสาตลาดเงิน-ตลาดทุน โชว์ไอเดียพลิกเศรษฐกิจปี69 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    4 เสาตลาดเงิน-ตลาดทุน โชว์ไอเดียพลิกเศรษฐกิจปี69 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น –  “คลัง ธปท. ก.ล.ต. และตลท.” รวมพลังโชว์ไอเดีย หวังพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศ มุ่งหวังให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

    “คลัง” เร่งดูแลกรอบเงินเฟ้อ 

    “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ในอีก 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 ตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี เติบโตเกิน 3% โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้กลับขึ้นไปอยู่ที่ 30% ของ GDP ภายในระยะเวลา 4 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 23% เพื่อรีเซ็ตศักยภาพการเติบโตของประเทศ

    ขณะที่กรอบเงินเฟ้อยังคงเป็นไปตามเดิมแม้ตอนนี้จะอยู่ในระดับต่ำ โดยเตรียมหารือร่วมกันใน 4 หน่วยงาน ทั้ง กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ เพื่อผลักดันให้กรอบเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    ธปท. มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ มิติหุ้น ว่า ในปี 69  ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.5% ต่ำกว่าปี 68 ที่คาดว่าจะเติบโต 2.2% เนื่องจากการยุบสภาเลือกตั้ง ทำให้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นหล่นหายไป

    ส่วนระยะยาวมองว่างบประมาณปี 70  จะล่าช้าออกไปทำให้ขาดตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ จนอาจทำให้ชะลอตัวลง ด้านการท่องเที่ยวมองว่าจะยังทรงตัวจากยอดนักท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงปีที่ผ่านมา จึงทำให้เศรษฐกิจขาดแรงส่งและชะลอเหลือ 1.5% โดยเครื่องยนต์หลักในปี 69 นี้ จะมาจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนเป็นหลัก

    “เรายังอยู่ในช่วงที่ศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากที่ผ่านมาการลงทุนของไทยมีน้อยใน และมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง หนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ทำให้ฉุดรั้งจีดีพี” นายวิทัย กล่าว

    อย่างไรก็ตามทาง ธปท. จะเร่งมือ และพยายามให้ทุกหน่วยงานช่วยกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ ซึ่งความร่วมมือกันทั้งรัฐ และเอกชน น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ แบงก์ชาติ จะไม่ได้ดูแลแค่เสถียรภาพ แต่จะช่วยดูการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยด้วย

    ก.ล.ต.เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

    “ดร.พรอนงค์ บุษราตะกูล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “ปี 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายและปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดทุน ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการรักษา ‘Trust and Confidence’ ให้คงอยู่กับตลาดทุนไทย โดยเพิ่มความเข้มข้นและความรวดเร็วในการทำงาน ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

    ในปี 2569 ก.ล.ต. ยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย ผ่านการสร้าง Attractive Supply รองรับการระดมทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs และ new economy รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบัน และสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีลงทุนส่วนบุคคล (turn savings into investments) ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (inclusive growth) พร้อมมุ่งสู่ ‘Preventive Anti-Scam for All’ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน”

    SET เปิด 5 ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทุน 

    “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและตลาดทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นตลาดชั้นนำของภูมิภาค โดยคาดหวังให้รัฐบาลร่วมขับเคลื่อนใน 5 เรื่องหลัก

    ได้แก่ 1) สนับสนุนการลงทุนและการออมระยะยาว 2) จูงใจให้บริษัท New Economy โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI และ EEC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 3) ยกระดับความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียนไทยผ่านโครงการ Jump+

    4) ร่วม Roadshow กับรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในตลาดทุนไทยแก่นักลงทุนสถาบันและต่างชาติ และ 5) สร้างความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของตลาดผ่านการส่งเสริมธรรมาภิบาล และปรับปรุงกฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดในตลาดหลักทรัพย์ ได้อย่างรวดเร็ว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/04/607174/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OV7B8hr25qdCHshMCpnsi

  • ‘พริษฐ์’ ยื่นลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ ! | เดลินิวส์

    ‘พริษฐ์’ ยื่นลาออกทุกตำแหน่งพรรคเศรษฐกิจ ! | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ที่โรงแรมปริ๊นซ์ตั๊น กทม. พรรคเศรษฐกิจ แถลงการณ์ชี้แจ้งว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งภายในพรรคเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจของนายพริษฐ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง และเพื่อให้การทำงานของพรรคเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารต่อสาธารณชน และไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรค

    นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และทีมงานทุกคน สำหรับโอกาสและประสบการณ์ในการทำงานทางการเมืองร่วมกัน พร้อมยืนยันว่า ยังคงเคารพในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรคเศรษฐกิจ และขออวยพรให้พรรคประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ด้านพรรคเศรษฐกิจขอขอบคุณนายพริษฐ์ สำหรับการทำงานและการทุ่มเทที่ผ่านมา และขอยืนยันว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานทางการเมืองตามนโยบายและอุดมการณ์ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง พรรคเศรษฐกิจจะดำเนินการตามขั้นตอนของพรรคและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และตรวจสอบได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5470001/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00efqDyM-lIUuIWkQ-S8KJ

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • “พิพัฒน์” ไม่หวั่นผลโพล มั่นใจภูมิใจไทยกวาด 30 สส. ใต้ ตามเป้า

    “พิพัฒน์” ไม่หวั่นผลโพล มั่นใจภูมิใจไทยกวาด 30 สส. ใต้ ตามเป้า

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง พร้อมยืนเคียงข้างผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย เขต 1 นาวาอากาศเอก ดร.อธิคุณ คงมี (ผู้การจุน) เบอร์ 4, เขต 2 นาย วรท เทอดวีระพงศ์ (ปลัดเม่น) เบอร์ 1, เขต 3 นาย เขมพล อุ้ยตยะกุล (มุนินทร์) เบอร์ 3 รวมถึงผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ เบอร์ 37 คือ นายชลัฐ รัชกิจประการและ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ โดยย้ำว่าทีมผู้สมัครทั้งหมดจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดพัทลุงอย่างเป็นรูปธรรม 

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2562 ที่พรรคภูมิใจไทยมี สส.ในพื้นที่ ประชาชนพัทลุงได้เห็นพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านคมนาคม ทั้งการขยายถนนสายหลัก และโครงการสำคัญที่ผลักดันมาต่อเนื่องจนได้รับงบประมาณแล้ว อาทิ โครงการสะพานมโนราห์ข้ามทะเลสาบสงขลา-พัทลุง สะพานข้ามเกาะลันตา และศูนย์อนุบาลลูกปลาน้ำจืดอิรวดี ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยในการนำความเจริญและโอกาสใหม่ ๆ มาสู่จังหวัดพัทลุงอย่างต่อเนื่อง

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระแสของภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ เป็น “กระแสความคาดหวัง” ของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หลังจากภาคใต้เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึงมาเป็นเวลานาน 

    “จากการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนหลายคน สะท้อนตรงกันว่า อยากเห็นนักการเมืองที่เข้าใจชีวิตจริงของคนใต้ เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจ งาน รายได้ และอนาคตของลูกหลาน ซึ่งผมมองว่านี่เป็นสัญญาณบวกต่อภูมิใจไทย เพราะเราเดินการเมืองด้วยการทำงาน ไม่ใช่แค่การพูด แต่ต้อง “พูดแล้วทำ พลัส” ด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ส่วนกระแสทางการเมืองภายหลังการลงพื้นที่ของพรรคการเมืองอื่น ที่จังหวัดสงขลา รวมถึงผลสำรวจความคิดเห็นของโพล ซึ่งระบุว่า ประชาชนในจังหวัดสงขลาบางส่วนยังให้ความนิยมต่อบุคคลทางการเมืองบางราย นายพิพัฒน์ มองว่า โพลเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นในช่วงเวลาหนึ่ง และไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้ง

    “ผมเคารพทุกผลโพล แต่การเลือกตั้งจริงตัดสินกันที่ชีวิตจริงของประชาชน โพลไม่สามารถแทนเสียงของคนทั้งจังหวัดหรือทั้งภาคได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญคือ ใครทำให้คนใต้มีอนาคตที่ดีขึ้นได้จริง” นายพิพัฒน์ กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยจะดึงความเชื่อมั่นกลับมาด้วยผลงาน นโยบาย และการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น ถนนวงแหวน อำเภอหาดใหญ่ เพื่อลดความแออัดของการจราจร การเพิ่มระบบระบายน้ำ ในตัวเมืองชั้นใน เพื่อแก้ไขลดความเสี่ยงภัยพิบัติในระยะยาว และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-พัทลุง ส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ในครัวเรือนให้พี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง เป็นต้น 

    สำหรับช่วงเวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ ระบุว่า กลยุทธ์หลักของภูมิใจไทยคือการสื่อสารนโยบายภายใต้แนวคิด “ขอโอกาสทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี” ซึ่งตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ภาคใต้เคยให้โอกาสทางการเมืองพรรคอื่นมาแล้วหลายครั้ง วันนี้ถึงเวลาที่พี่น้องประชาชนจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบว่า โอกาสนั้นกลับมาถึงคนใต้มากพอหรือยัง ภูมิใจไทยขอเป็นทางเลือกใหม่ เพื่อทวงคืนโอกาสที่ควรเป็นของคนใต้เพื่อคนใต้ 

    เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในภาคใต้ นายพิพัฒน์ ระบุว่า พรรคตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 30-31 ที่นั่ง และจากกระแสตอบรับในพื้นที่ขณะนี้ มีความเชื่อมั่นว่าผลลัพธ์อาจออกมาดีกว่าที่คาด หากประชาชนเห็นว่านโยบายและแนวทางการทำงานของภูมิใจไทยตอบโจทย์ชีวิตจริง 

    “ผมไม่อยากประเมินตัวเลขล่วงหน้า เพราะสุดท้ายเสียงตัดสินอยู่ที่ประชาชน แต่จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ผมมั่นใจว่าแนวทางของภูมิใจไทยกำลังได้รับความสนใจ และมีโอกาสทำผลงานได้ตามเป้าอย่างแน่นอน” นายพิพัฒน์ กล่าว  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/735959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gez4M9b4rgjnpcY5o3AjG

  • ไม่มีใครบังคับ!!!

    ไม่มีใครบังคับ!!!

    ไม่มีใครบังคับ!!! ‘พริษฐ์’ประกาศลาออกทุกตำแหน่ง’พรรคเศรษฐกิจ’

    วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

    เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 พรรคเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดยมี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ , นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหารพรรค โดย พล.อ.รังษี ได้ประกาศสั้นๆ ว่า “นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเศรษฐกิจ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

    ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณทีมงานพรรคทุกท่าน ขอบคุณทีมงานคณะกรรมการคัดสรร สส.บัญชีรายชื่อ ตัวผมเองไม่เคยคิดว่าจะได้อยู่ตำแหน่งปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 5 ที่ผ่านมามีหน้าที่ดูแลในเรื่องของโซเชียลมีเดีย ประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อชื่อผมปรากฏขึ้นใน สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคแล้ว ประชาชนไม่สบายใจ ผมจึงเห็นควรต้องลาออก ซึ่งการลาออกนี้เป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ

    อย่างไรก็ตาม การลาออกในครั้งนี้ ทางพรรคเศรษฐกิจไม่ได้ลงรายละเอียดถึงสาเหตุที่นายพริษฐ์ลาออก แต่คาดว่าอาจมาจากกระแสข่าวที่นายพริษฐ์ ถูกขุดประวัติเรื่องที่เขาเคยเข้าแจ้งความตามหาหมุดคณะราษฎร เมื่อปี 2560 และเขายังเคยประกาศว่า เขาคือทายาทของ หลวงเสรีเริงฤทธิ์ หนึ่งในคณะราษฎร ผู้มีส่วนในเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม เมื่อ พ.ศ.2475 ซึ่งตัวเขามีศักดิ์เป็นเหลนแท้ๆ ด้วย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/938669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nzgrahnFhIIL9DZ2moTJC