Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 5 เรื่องร้อน ทวง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    5 เรื่องร้อน ทวง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เผย 5 เรื่องร้อนในปี 2568 ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ปกป้อง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสินค้าและบริการของประเทศไทย

    ปี 2568 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทยต้องใช้ชีวิตอย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ยังต้องเผชิญสินค้า บริการ และนโยบายที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่โฆษณาเกินจริง สัญญาไม่เป็นธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและบริการใหม่ที่กฎหมายยังตามไม่ทัน บทความนี้ชวนย้อนดู 5 เรื่องสำคัญที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนในปี 2568 ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน และตอกย้ำว่าพลังเล็ก ๆ ของผู้บริโภค เมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

    ท่ามกลางความซับซ้อนเหล่านี้ สภาผู้บริโภค ทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนผู้บริโภคที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง คอยรวบรวมข้อมูล เตือนภัยผู้บริโภค ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    บทความนี้ชวนทุกคนย้อนกลับไปดู 5 เรื่องสำคัญของปี 2568 ที่ไม่เพียงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ทำให้ผู้บริโภค “รู้เท่าทันมากขึ้น” และร่วมกันขยับสังคมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

    อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด

    เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนและต้องใช้ทุกวัน ประเด็นเรื่องผลทดสอบ “ครีมกันแดด” ที่สภาผู้บริโภคทำร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงกลายเป็นคอนเทนต์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจ เพราะจากการทดสอบครีมกันแดด 20 ตัวอย่าง พบบางตัวอย่างมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้

    จากประเด็นนี้ สภาผู้บริโภคจึงเห็นความจำเป็นในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์ โดยเตรียมจัดทำ “ร่างจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์” เพื่อให้ผู้ที่มีอิทธิพลต้องชี้แจงข้อมูลอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ทั้งการสนับสนุนโฆษณาและข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เป็นจริงและลดความเสี่ยงจากการใช้สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณาไว้

    นอกจากเรื่องครีมกันแดดแล้ว สภาผู้บริโภคยังเผยแพร่การทดสอบสินค้าอื่น ๆ เช่น ผ้าอนามัย เครื่องฟอกอากาศ ทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามกับฉลากและคำโฆษณามากขึ้น

    อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม

    อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภค คือ กรณีการฟ้องคดีบริษัทศรีสวัสดิ์ ในเรื่องดอกเบี้ยและเงื่อนไขสัญญาที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนชีวิตจริงของคนจำนวนมาก ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ แต่กลับต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขที่แทบไม่มีอำนาจต่อรอง

    ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ช่วยเหลือในด้านคดีแก่ผู้บริโภคมากกว่า 10 ราย ที่กู้ยืมเงินจากบริษัทศรีสวัสดิ์และถูกเอาเปรียบด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุด สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทศรีสวัสดิ์และบริษัทในเครือต่อศาลแพ่ง ด้วยเหตุผลว่าบริษัทศรีสวัสดิ์ ใช้วิธีทำสัญญาแบบไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค เช่น ให้ลงชื่อบนกระดาษเปล่า ไม่แจ้งดอกเบี้ยที่แท้จริง และคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้ต้องเสียเงินเพิ่มและมีปัญหาทางการเงินมากขึ้น ทั้งไม่ได้รับสำเนาสัญญาและเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อปัญหาการเงินและสิทธิของผู้บริโภค

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจึงขอให้ศาลคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม โดยให้คืนเงินดอกเบี้ยที่เกินกฎหมาย กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้อง และเรียกร้องค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอให้เพิกถอนสิทธิในการรับหลักประกันของบริษัท เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบอีก นอกจากนี้คดีนี้ยังตั้งเป็นมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้กู้ทั่วประเทศให้เข้าถึงสัญญาที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังขับเคลื่อนเรื่อง “สัญญาที่เป็นธรรม” ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมกรคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องสัญญาในการเช่าซื้อรถยนต์ ทองคำ การใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตบนมือถือ รวมไปถึงเรื่อง สัญญาห้องเช่า – หอพัก ซึ่งล่าสุดสคบ. ได้ประกาศ กฎหมายคุมสัญญาห้องเช่า ห้ามเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นขึ้น

    อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง

    ราคาพลังงาน เป็นสิ่งที่สภาผู้บริโภคติดตามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2564 และ “ค่าไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในประเด็นที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากพลังงานเป็นความเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้

    ในปี 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าไฟปรับสูงขึ้นและกลายเป็นภาระสำคัญของผู้บริโภคแทบทุกครัวเรือน สภาผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน แต่ลงลึกไปถึงการอธิบายโครงสร้างราคาค่าไฟ โดยตั้งคำถามต่อมติของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าและค่าเอฟที (Ft) โดยจากมติดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการกำหนดนโยบายที่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในระยะยาว  

    การขับเคลื่อนเรื่องค่าไฟฟ้าของสภาผู้บริโภคช่วยให้ผู้บริโภค รู้สิทธิของตนเองมากขึ้น และให้เรื่องค่าไฟซึ่งเคยเป็นเรื่องเทคนิคซับซ้อน กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ รวมถึงเข้าใจว่าค่าไฟที่แพงขึ้นไม่ได้เกิดจากการใช้ไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของรัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ทำให้ผู้บริโภคกล้าตั้งคำถาม ไม่รู้สึกว่าต้องยอมรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่มีทางเลือก และเห็นว่าการรวมเสียงของผู้บริโภคสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งระดับนโยบายและการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนระยะยาว

    อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว

    สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า (Neta) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเผชิญปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่อง การซ่อมล่าช้า อะไหล่ไม่พร้อม และการเยียวยาที่ไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นรถใหม่และมีมูลค่าสูง ประกอบกับการปิดตัวลงของบริษัทเนต้าในประเทศจีนทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อร้องเรียน สื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ และสะท้อนปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเนต้าในรูปแบบคดีกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค

    การขับเคลื่อนครั้งนี้มีความหมายต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ตกเป็น “ผู้รับผลกระทบ” เห็นว่าตนเอง ไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่สามารถรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิผ่านระบบศาล ซึ่งเป็นกลไกที่มีผลทางกฎหมายจริง สภาผู้บริโภคยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลราคาอะไหล่ บริการหลังการขาย และการประกันภัยอย่างเป็นธรรม

    อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาด้านสินค้าและบริการ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนจำนวนมาก คือ เรื่องโทรศัพท์ซัมซุงจอขึ้นเส้น ที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งพบหลังการใช้งานไม่นาน แต่กลับต้องไปซ่อมแซมมีค่าเสียใช้จ่ายเพิ่มหรือต้องถูกปฏิเสธความรับผิดชอบ

    สภาผู้บริโภคจึงรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยายามเจรจากับบริษัทเพื่อให้เกิดการเยียวยา ก่อนจะเดินหน้าใช้กลไกทางกฎหมายด้วยการสนับสนุนการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบในฐานะสินค้าที่มีความบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต จนกระทั่งบริษัทฯ มีการประกาศเยียวยาผู้เสียหาย ปัจจุบันการช่วยเหลือยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามผลและผลักดันให้การเยียวยาครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกคน สะท้อนบทบาทของสภาผู้บริโภคในฐานะ “เพื่อนผู้บริโภค” ที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง

    สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนานคือการไม่มี กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคกรณีซื้อสินค้าที่มีความบกพร่อง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เลมอน ลอร์  “Lemon Law” แม้กฎหมายฉบับนี้จะเคยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงขาดหลักประกันทางกฎหมายเมื่อเผชิญสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่นำ เลมอน ลอร์  กลับมาปัดฝุ่นและผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่ชัดเจน เป็นธรรม ทันท่วงทีต่อสภาพตลาดในปัจจุบัน ให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าใหม่แต่เจอปัญหาชำรุดบกพร่อง สามารถได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมายอย่างแท้จริง

    อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme

    อีกหนึ่งในเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือกรณีแอปเงินกู้ที่ติดตั้งมากับโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในแบรนด์ออปโป้ (OPPO) และเรียลมี (Realme) ซึ่งเกี่ยวข้องกับแอปไฟนีซี่ (Fineasy) และสินเชื่อความสุข ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในด้านความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความยินยอมที่ไม่ชัดเจน และปัญหาการลบแอปไม่ได้ สภาผู้บริโภคจึงได้เรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทออกมาชี้แจงและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเร่งถอนแอปเหล่านี้ออกจากเครื่องของผู้บริโภคโดยไม่ต้องบังคับให้ผู้บริโภคไปลบแอปที่ศูนย์บริการเอง

    นอกจากนี้ ได้นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปคบ.) และยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและข้อมูลอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องอย่างโปร่งใสและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

    เมื่อประเด็นถูกสื่อมวลชนหยิบไปขยายต่อ เสียงของผู้บริโภคดังขึ้น จึงกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะและทำให้ปัญหาถูกแก้ไข

    นอกเหนือจาก 5 ประเด็นที่กล่าวมายังมีอีกหลายประเด็นที่สภาผู้บริโภคทำงานเชิงรุกอย่างเข้มข้น ทั้งการเตือนภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่พบสารอันตราย การหลอกลวงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ ปัญหาที่พักไม่ตรงปก การผลักดันให้รื้อถอนอาคารดิเอทัสตามคำสั่งศาลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 11 ปี หรือกรณีถุงลมนิรภัยทาคาตะภัยใกล้ตัวที่คร่าชีวิตผู้บริโภคอีกครั้ง ทุกเรื่องล้วนสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองข้าม”

    สำหรับปี 2569 สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น เพื่อนผู้บริโภค ที่เข้าถึงง่ายและช่วยได้จริง พร้อมเดินเคียงข้างผู้บริโภค เพื่อให้เสียงเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด

    เผย ผลทดสอบครีมกันแดด 20 แบรนด์อินฟลูฯ

    อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องศรีสวัสดิ์ได้ที่

    อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องค่าไฟแพงได้ที่

    อันดับสี่ อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว อ่านเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเนต้าได้ที่

    อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme อ่านข่าวบางส่วนเรื่อง Oppo – Realme ได้ที่

    ขีดเส้นตาย 3 วัน OPPO-Realme ถอนแอปกู้เงินเถื่อนออก

    แอปกู้เงิน เถื่อนบน Oppo กู้ 80,000 สุดท้ายเสีย 700,000

    เดินหน้าแจ้งความ OPPO – realme ทวงคืนสิทธิผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/04012568_5consumerrights_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hwi2DCo_dCa9O9MbvALkq

  • “สม รังสี” แสดงความหวังหลังสหรัฐ จับกุม “มาดูโร” พร้อมโพสต์ภาพ “ฮุน เซน”คู่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 69  สม รังสี ตัวแทนรัฐบาลพลัดถิ่น โพสต์ข้อความแสดงความหวังในโซเชียลมีเดีย หลังสหรัฐอเมริกาประกาศจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายอาชญากรรมค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    สม รังสี ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี และในเวลาอันใกล้ สหรัฐจะดำเนินมาตรการต่อหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงขบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว

    การดำเนินการครั้งนี้อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลา และเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาคมระหว่างประเทศจับตาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5469490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WCfYWu_IxVeGHDM9BEBf

  • “ณัฐพงษ์” ประกาศ “เอาอุดรให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด เปลี่ยนอุดรธานีให้เป็นสีส้ม” พร้อมดันแก้การท่องเที่ยว-เกษตร-ปฏิรูปที่ดิน

    “ณัฐพงษ์” ประกาศ “เอาอุดรให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด เปลี่ยนอุดรธานีให้เป็นสีส้ม” พร้อมดันแก้การท่องเที่ยว-เกษตร-ปฏิรูปที่ดิน

    4 ม.ค. 69 – “ณัฐพงษ์” ประกาศ “เอาอุดรให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด เปลี่ยนอุดรธานีให้เป็นสีส้ม” พร้อมผลักดันวาระของคนอุดรดันแก้การท่องเที่ยว การเกษตร และการปฏิรูปที่ดิน ขอพี่น้องกาให้พรรคประชาชนทั้งสองใบ เพื่อเข้าไปทำวาระให้คนอุดร

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาชนขึ้นกล่าวปราศรัยภายใต้ “วาระประชาชนคนอุดรฯ” พร้อมผู้สมัคร สส. จังหวัดอุดรธานีทั้ง 10 เขต ที่ลานจอดรถ ยูดีทาวน์บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างคึกคัก สดชื่น มีพี่น้องประชาชนรอต้อนรับพร้อมมอบช่อดอกไม้ และตะโกนเรียก ‘นายกฯ เท้ง’ ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยอย่างหนาแน่น

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้ว พร้อมกล่าวถึงจดหมาย 1 ฉบับที่ได้รับมาระหว่างหาเสียงตั้งแต่สระบุรี โคราช ขอนแก่น จนมาถึงอุดรธานี ตลอดเส้นทางที่หาเสียง ตนได้รับกำลังใจมาตลอด มีแต่คนบอกให้สู้ต่อ บอกว่าพรรคเป็นความหวังของพวกเขา อย่าท้อ อย่าถอย โดยจดหมายดังกล่าวได้รับมาจากน้องคนหนึ่งอายุ 16 ปี ที่โคราช โดยมีเนื้อหาว่า “ถึงคุณเท้ง หนูเป็นแค่เยาวชนอายุ 16 ปี คนหนึ่ง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังไม่มีโอกาสเลือกตั้ง แต่ถึงอย่างไร หนูก็หวังว่าประเทศจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ และก็หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะได้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ขอบคุณคุณเท้ง ขอบคุณทุก ๆ คนที่สู้มาตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน” 

    8 กุมภา อำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน”

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จดหมายฉบับนี้เตือนใจตนว่า คุณค่าพื้นฐานที่ง่ายที่สุดของการเมืองไทยในตอนนี้ แบบที่ยังไม่ต้องไปพูดถึงนโยบายกว่า 200 อย่าง แม้ตนเชื่อว่าเรามีนโยบายอย่างดีที่สุดให้ประชาชน แต่ยังไม่ต้องไปพูดถึงนโยบายดังกล่าว

    ถ้าวันนี้การเมืองไทยยังมีสีเทา ถ้าคนที่อาสาเป็นผู้แทนสมัครรับเลือกตั้ง รับเงินสีเทา รับเงินกลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มอำนาจเดิม ๆ มุ้งใหญ่ ที่ย้ายค่าย ย้ายสีกัน มีการซื้อตัว สส. เป็นว่าเล่น โดยหวังว่าค่ายของฉัน พรรคฉัน จะไปต่อรองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ 1 เก้าอี้ 

    ตราบใดที่มีการเมืองสีเทาแบบนี้ นโยบายกว่า 200 เรื่องนั้นก็ทำลำบาก ไม่ว่าจะทำให้ค่าไฟถูกลง ที่ต้องไปสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ หรือจะทำสวัสดิการก้าวหน้าก็ต้องใช้เงินภาษี รัฐบาลที่ผ่านมาต้องการทำนโยบายลดแลกแจกแถม ใช้เงินในคลังจนร่อยหรอ เอาแค่นโยบายสองข้อที่เป็นนโยบายหลัก ๆ ของพรรคประชาชน ไม่ต้องพูดถึงนโยบายกว่า 200 ข้อ หากการเมืองมีสีเทาแบบนี้ นโยบาย 200 ข้อก็ทำไม่ได้

    ดังนั้น พรรคประชาชนจึงออกมาประกาศชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งระหว่างส้ม กับเทา แล้ว 8 กุมภาพันธ์ เราจะเลือกรัฐบาลส้ม หรือรัฐบาลเทา?

    นิยามรัฐบาลเทาดูง่าย ๆ พรรคไหนที่ไม่ออกมาประกาศให้ชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับใครตั้งแต่ประชาชนยังไม่เข้าคูหา พรรคที่บอกเก็บไว้ก่อน เคารพเสียงประชาชน ไว้หลังเลือกตั้งค่อยว่ากัน แบบนี้เหรอที่เป็นการเมืองแบบตรงไปตรงมา 

    ที่นี่คือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง เมืองหลวงของคนรักประชาธิปไตย เอาอุดรให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด ให้เขาได้รู้ว่าเมืองหลวงนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

    ระหว่างการเมืองส้ม การเมืองเทา เราไม่ได้จะบอกว่าเราทำการเมืองขาวกว่าการเมืองคนอื่น เราไม่เชื่อเรื่องพรรคเทพ พรรคมาร แต่เราเชื่อในหลักการ 

    คำว่าไม่เทา คือไม่ทนต่อเรื่องสีเทา ตราบใดที่คนในระบบ คนในอำนาจมีส่วนพัวพันกับเรื่องสีเทา ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ไม่ใช่แบบที่อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวกับสื่อมวลชนเองเลยว่าเป็นคนยกหูโทรหาคนที่มีส่วนเกี่ยวพันกับสีเทาให้ลาออก ส่วนอีกคนอยู่ในคณะรัฐมนตรีหน้าตาเฉย แถมบอกว่าสนิทกับคนที่เกี่ยวพันกับคดีฟอกเงินข้ามชาติ เราไม่ได้บอกใครไม่ดี หากติดตามข่าวสารก็จะเห็นว่าตรงไปตรงมาหรือไม่ มีส้ม ไม่มีเทา 

    การเลือกตั้งครั้งหน้า ตราบใดที่เป็นการเมืองแบบไม่ตรงไปตรงมา เรากังวลว่าคนจะไปรวมขั้วกันจนนำสีเทากลับมา ก่อนจะไปสู่สวัสดิการที่ดี เศรษฐกิจปากท้องดี เอาเรื่องเทาออกจากการเมืองก่อน กว่า 200 นโยบายของเรา เราพูดและทำได้จริง มีทั้งนโยบายเกษตรกรและพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว ที่อุดรธานีนี้มีครบเครื่องทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ท่องเที่ยวสายความเชื่อ ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    ในวันที่เราบอกประเทศไทยคือเมืองท่องเที่ยว ถ้ายกตัวอย่างว่ามีรายได้ 100 บาท 70 บาท อยู่ในห้าเมืองหลัก กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี พัทยา แต่ที่เหลือคือเมืองอื่น เราจะยกระดับการท่องเที่ยวเมืองรอง มีเงินอุดหนุนให้นักท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว 

    เรื่องปัญหาที่ดิน เจ้าสัวที่ดินที่ถือครองที่ดินมูลค่ามากที่สุดมีจำนวน 1% ของประเทศ ถือครองมูลค่าที่ดิน 99% ของทั้งประเทศ หลายคนมีปัญหาเรื่องสิทธิทำกิน เราจึงมีนโยบายปฏิรูปที่ดิน ทุกประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกษตรกรมีรายได้สูงเพราะเขามีนโยบายปฏิรูปที่ดินมาก่อนหน้านี้หมด 

    ที่อุดรธานีกว่า 70% ทำเกษตรกรรม เรามีทั้งนโยบายเกษตร นโยบายท่องเที่ยว สองนโยบายหลักนี้ตอบโจทย์พี่น้องชาวอุดรฯ แน่นอน 11 มกราคมนี้ ฝากติดตามการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชน ตอนนี้เปิดให้เห็นแล้วบางส่วน จะเปิดทีละคน นอกจากนโยบายที่ดี ทีมบริหารมืออาชีพของเราหน้าตาเป็นอย่างไร ดูผ่านรายการ The Professionals ได้

    สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในหัวสมองและจิตใจตน คือวิธีการทำงานการเมืองของพวกเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ถึงประชาชน คำพูดของคุณธนาธรเมื่อปี 2562 ที่ผมเริ่มมาสมัคร สส. นายธนาธรมาที่ขอนแก่น เจอผู้สนับสนุนพรรค สิ่งที่นายธนาธรไม่สามารถทำได้ แกนนำไม่สามารถทำได้ คือลงไปเจอผู้สนับสนุนให้ครบทุกจังหวัด ทั้งประเทศ 

    ทุกคนเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเราได้ ไม่ต้องถามตน ไม่ต้องถามผู้สมัครหรืออดีตแกนนำ ทุกคนทำกันได้ ว่าเรามีส้ม ไม่มีเทา มีความเป็นประชาธิปไตย เถียงกับ IO แทนเราได้หมดเลย นี่คือหนึ่งในวิธีทำงานตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ 

    นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สมาชิกเราเติบโตขึ้นทุกวัน สิ่งที่ทำให้ตนตื้นตัน คือ สิ่งที่ตนถามคุณธนาธร ตั้งแต่สมัคร สส. เขต ครั้งแรก ว่าถ้าอยากทำการเมืองให้ดี อยากช่วยหาเสียงต้องทำอย่างไร เขาตอบว่า อย่านั่งในห้องแอร์ ให้ไปลงพื้นที่ จากนั้นจึงจำได้ขึ้นใจและลงมือทำ

    นักการเมืองที่ดีต้องถ่อมตน โค้งต่อประชาชน หลังตรงต่อเผด็จการ ทำงานในพื้นที่ ลงพื้นที่ทุกวัน เจอเรื่องไม่ถูกต้อง ต้องเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ซื่อตรงกับประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน 

    8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ชาวอุดรธานีกาให้พรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ส่งผู้สมัคร สส. ทั้ง 10 คนของอุดรธานีเข้าไปทำงานให้พี่น้องประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JuCTJYduf6W16bdhMJFnN

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • ส่องกลยุทธ์ “ธุรกิจดิ้นสู้” เปลี่ยนทางตันเป็นทางรอด เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” ระวังใช้จ่าย

    ส่องกลยุทธ์ “ธุรกิจดิ้นสู้” เปลี่ยนทางตันเป็นทางรอด เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” ระวังใช้จ่าย

    การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัวจน “เกือบหยุดนิ่ง” เพราะแต่ละปีขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย เฉลี่ยเพียง 1-2% ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง ที่สามารถขยายตัวได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4—5%

    สวนทางกับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เกือบแตะระดับ 90% ของ GDP ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงมาก จึงต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นที่สุดนั้น ซึ่งทำให้เม็ดเงินที่เคยสะพัดในระบบเศรษฐกิจ หมุนเวียนอย่างฝืดเคือง

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย และเป็นสัญญาณของ “ยุคเศรษฐกิจโตต่ำเรื้อรัง” ที่กำลังเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่รายกลางและเล็ก (SMEs) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

    ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องดิ้นเอาตัวรอด แข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีจำกัด และผู้บริโภค “มีความอ่อนไหวต่อราคา แต่ยังคาดหวังคุณภาพ” แต่การลดราคาขายแข่งกัน ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะต้นทุนต่างๆสูงขึ้นมาก ทั้งค่าพลังงาน ค่าแรง วัตถุดิบ ฯลฯ

    “ทางรอด” ของผู้ประกอบการในยุคที่เศรษฐกิจไทย “โตต่ำเรื้อรัง” และ “กำลังซื้อไม่ฟื้น” จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็น “ผู้รอด” ในวิกฤติครั้งนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจ และเจ้าของกิจการชั้นนำ ถึงกลยุทธ์ที่จะนำพาธุรกิจฝ่ามรสุมเศรษฐกิจไทยไปให้ได้ และพร้อมที่จะเติบโตครั้งใหม่เมื่อแสงสว่างปลายอุโมงค์มาถึง เชิญติดตาม

    นาวา จันทนสุรคน
    รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    เริ่มต้นจาก “นาวา” ที่มองว่า ในปี 2569 ภาคธุรกิจไทยยังจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะมีปัจจัยกดดันธุรกิจ จากการเติบโตของ GDP เพียง 1.5-1.8% ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ตลอดจนปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจหลายประการ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูงระดับวิกฤติถึง 87—88% ของ GDP ที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศต่ำ สงครามการค้าโลกที่ผันผวนสูง และการทุ่มตลาดรุนแรงจากสินค้าต่างชาติ

    “ภาคธุรกิจไทยจึงต้องปรับตัวจาก “การขยายธุรกิจ” เป็น “การอยู่รอดอย่างยั่งยืน” รักษาผลประกอบการให้ผ่านพ้นความปั่นป่วน ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับธุรกิจและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนกลไกต่างๆรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง”

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญ คือ ความล่าช้าเชิงนโยบาย และการขาดความต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนทั้งมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเดินเกมเร็วกว่า โดยเฉพาะการรับมือจากการแข่งขันของสินค้าผิดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สินค้านำเข้าทุ่มตลาด และการย้ายฐานของโรงงานทุนเทา ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเดิม โดยเฉพาะ SMEs ทำให้เกิดการแข่งขันแบบไม่เสรี และไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นการทำลายตลาด จนผู้ประกอบการที่ทำตามกฎหมายถูกบีบให้ออกจากระบบ

    นอกจากนี้ ไทยยังมีคอร์รัปชันที่ฝังลึกในระบบ มีนักการเมืองและข้าราชการบางกลุ่มรับสินบนจากทุนเทา เปิดทางให้สินค้าไร้มาตรฐาน สินค้าหนีภาษี เข้ามาเอาเปรียบผู้ประกอบการไทย และกัดกินประเทศ

    “ประเทศไทยยังเอาชนะอุปสรรคทางเศรษฐกิจได้ แต่จะพังเพราะคอร์รัปชันที่ฝังลึก หากยังปล่อยให้การเมืองสีเทาและคอร์รัปชันกัดกินประเทศ ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดือน ก.พ.2569 เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกับคณะทำงาน “Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน” ส่งเสริมคนดี ราวีคนเลว อย่าเลือกพรรคการเมือง นักการเมืองที่หากินกับทุนเทา บ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ เลือกคนดี ปกป้องอนาคตประเทศชาติของคนไทยทุกคน”

    ณัฐ วงศ์พานิช
    กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

    ขณะที่ “ณัฐ” กรรมการผู้จัดการ CRG ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า เศรษฐกิจปี 2569 เต็มไปด้วยความท้าทาย สถาบันการเงินหลายแห่งคาดการณ์ว่า GDP อาจชะลอลงเหลือเติบโตราว 1.6% จากกว่า 2% ในปี 2568 กำลังซื้อถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ขณะที่ต้นทุนธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรง วัตถุดิบ และพลังงาน อีกทั้งยังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและมาตรการภาษีสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อมองเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร แม้เศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ “การไม่เติบโตไม่ใช่ทางเลือก” องค์กรจึงต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยวางกลยุทธ์หลัก 5 ด้าน เพื่อรับมือปี 2569 และระยะถัดไป ประกอบด้วย

    1.Productivity (ประสิทธิภาพการดำเนินงาน) เป็นหัวใจในภาวะต้นทุนสูง ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการเพิ่ม Productivity ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการในร้าน การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงาน ไปจนถึงนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ควบคู่กับการ “ปรับ Portfolio แบรนด์” โดยแบรนด์ใดไม่ทำกำไร หรือไม่สอดคล้องกับตลาดจะลดบทบาทลง ส่วนแบรนด์ที่แข็งแรงและตอบโจทย์ผู้บริโภคจะขยายเพิ่มเติม

    “โดยมีเป้าหมาย คือ การทำให้องค์กร “Lean” หรือทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยทรัพยากรเท่าที่จำเป็นมากขึ้น และมีความ “Agile” หรือความคล่องตัวเพื่อปรับตัวได้รวดเร็วในสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน”

    2.Value Innovation (สร้างคุณค่าใหม่ควบคู่นวัตกรรม) ต้องคุ้มค่า แต่ไม่ลดคุณภาพ เพราะลูกค้าไม่ได้มองหา “ราคาถูก” อย่างเดียว แต่ต้องการ “ความคุ้มค่า” ที่สะท้อนคุณภาพ ปริมาณ และประสบการณ์ แม้กำลังซื้ออ่อนไหว แต่คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านเป็นประจำ บริษัทจึงใช้กลยุทธ์สำคัญ คือ ออกแบบเมนูอาหารให้เข้าถึงได้ง่าย ราคาเหมาะสม มีขนาดเสิร์ฟที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น เมนูสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว เพิ่มความคุ้มค่าในรายละเอียด อย่างข้าว หรือเครื่องเคียงบางรายการ รวมถึงทำโปรโมชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง

    3.สร้างการเติบโตจากช่องทางใหม่ ไม่พึ่ง Dine-in (การรับประทานอาหารที่ร้าน) อย่างเดียว จึงเร่งขยายผ่านช่องทางดิจิทัลและดีลิเวอรี ทั้ง Grab, LINE MAN และ Shopee เป็นต้น โดยใช้จุดแข็งจำนวนสาขาที่ครอบคลุม ทำให้การทำแคมเปญสร้างยอดขายในระดับ Volume ได้ และยังต่อยอดสู่ CRM (การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า) และ Personalized Menu ใช้ข้อมูลลูกค้านำเสนอเมนูเฉพาะบุคคล รวมถึงขยายไปสู่ Retail (ค้าปลีก) ผ่าน Tops และร้านสะดวกซื้อ พร้อมทดลองโมเดลร้านขนาดเล็ก เช่น คีออส เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นการขยายสาขา

    4.แบรนด์จีนเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตร เมื่อการแข่งขันจากร้านอาหารแบรนด์จีน “หลีกเลี่ยงไม่ได้” บริษัทจึงใช้แนวทางผสมผสาน ทั้งการแข่งขันและความร่วมมือ โดยนำเทคโนโลยีโนว์ฮาว และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากต่างชาติมาปรับใช้กับธุรกิจ ขณะเดียวกัน ก็เปิดรับการร่วมมือกับแบรนด์ต่างประเทศที่มีศักยภาพ

    5.Growth Engine ใหม่ ทั้งแบรนด์ สุขภาพ เทคโนโลยี และคน การเอาตัวรอดอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยายไปพร้อมกัน บริษัทจึงมองหา Growth Engine ใหม่ ที่จะสร้างการเติบโต ทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ การเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพและแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ การลงทุนระบบข้อมูล ระบบครัว และเทคโนโลยีหลังบ้าน รวมถึงขยายสู่ต่างประเทศในระยะยาว

    “อีกหัวใจสำคัญคือ “คน” จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่หลากหลาย และการดึง Talent ใหม่ เพราะเชื่อว่า ยุคดิจิทัลและ AI คนจำนวนน้อยลงสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 15,000–16,000 คน ทั้งพนักงานประจำและพาร์ตไทม์ โดยเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z เพิ่มขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแรงงานในอุตสาหกรรมร้านอาหาร”

    วิโรจน์ ชัยเทอดเกียรติ
    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นำวิวัฒน์เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น

    ส่วนในฝั่งของผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าจากต่างปะเทศเข้ามาขายในตลาดไทย “วิโรจน์” ให้ความเห็นว่า ในฐานะผู้นำเข้าอุปกรณ์การแพทย์ แม้อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีอัตราการเติบโต แต่ก็เติบโตในอัตราต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ถือว่าได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับหลายๆธุรกิจ จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทั้งจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยรุมเร้า โดยเฉพาะสถานการณ์การเมือง ที่รัฐบาลขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ มีผลต่อเนื่องถึงนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน ภาคเอกชนจึงต้องรอดูสถานการณ์ และชะลอการลงทุน

    สำหรับการปรับตัวของธุรกิจในปีนี้ ด้วยการจัดทำกลยุทธ์การบริหารงานใหม่ นำปัจจัยที่เกิดขึ้นมาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจัง ทั้งความขัดแย้งทางชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน ปัจจัยการเมือง มาตรการภาษีสหรัฐฯ ภัยธรรมชาติ ซึ่งทำให้ต้องลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้มากขึ้น และอาจต้องชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพราะต้องรอดูสถานการณ์การเมือง สงครามชายแดน พร้อมทั้งต้องบริหารจัดการโครงการต่างๆที่มีอยู่ให้มีกำไรเท่าเดิม จากรายได้ที่ลดลง

    “ผมเชื่อว่าทุกองค์กร รายได้ลดลงแน่นอน แต่ต้องบริหารธุรกิจ ปรับกลยุทธ์ เพื่อไม่ให้กำไรลดลง หรือกำไรเท่าเดิม ดังนั้น ต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือการลีนค่าใช้จ่าย (Lean Cost) เพื่อลดต้นทุนโดยรวมไว้ รอวันที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง”

    นอกจากนี้ ยังต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจด้วย เพราะเชื่อว่า “ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” แม้เศรษฐกิจไทยซบเซาต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจหลายๆประเทศ ยังคงเติบโตได้ อาทิ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ที่เติบโตกว่าไทย จึงเป็นโอกาสของผู้ส่งออก และกรณีภาษีสหรัฐฯ หากมีการศึกษารายละเอียด อาจมีโอกาสส่งออกสินค้าบางชนิดเพิ่มขึ้นได้

    “ผู้ประกอบการต้องมองหาช่องทางต่างๆเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้มีรายได้และกำไรให้องค์กรอยู่รอดอย่างยั่งยืน”

    ฤดีมาศ สกุลพงศ์ไพศาล
    ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Endless Holiday

    ด้านผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นอย่าง “ฤดีมาศ” กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮอลิเดย์ เอฟเวอรี่แวร์ จำกัด (HOLIDAY EVERY WEAR) เจ้าของแบรนด์ “Endless Holiday” ระบุว่า เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่อาจโตในระดับต่ำหรืออาจไม่โตเลยในปี 2569 การทำธุรกิจ ต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวังมากขึ้นแน่นอนและในฐานะเจ้าของกิจการ ย่อมต้องทำการบ้านให้มากขึ้น ใช้กระสุน (เงิน) ที่มีอยู่เล็งเป้าให้แม่นยำ เพื่อทำให้มั่นใจจริงๆว่า สินค้าเรา จะขายได้ และบริหารสต๊อกอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น แม้เน้นขายออนไลน์เป็นหลัก มีคอลเลกชันที่สั่งจองแบบพรีออเดอร์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสต๊อก แต่การขายแบบพรีออเดอร์ มีจุดอ่อนตรงที่ลูกค้ามักไม่อยากรอนาน ไม่ว่าจะ 1 สัปดาห์หรือ 1 เดือน ขณะที่การเปิดตัวคอลเลกชันที่มีสินค้าในสต๊อก รอส่งมอบได้เลย คือ การปิดจบการขายได้เบ็ดเสร็จ

    ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เล็งเป้าให้แม่นกว่าเดิม อธิบายให้เห็นภาพชัดๆ คือ ก่อนหน้านี้ บางทีเราทำเสื้อแบบเดียวกัน 4 สี เพราะความอยาก อาจลดเหลือ 2 สี เอาที่แน่ว่าจะโดนใจลูกค้า เทสต์ตลาดหลายๆรอบ, ลดแบบการผลิตหรือแบบที่ใกล้เคียงกัน, เพิ่มเสื้อผ้าแนวเบสิก ซื้อง่าย ใส่ง่ายมากขึ้น ฉีกจากสไตล์ปกติของ Endless Holiday ที่เน้นออกแบบให้เตะตา ดีเทลแน่น

    “ปี 2568 Endless Holiday ปิดยอดขายได้ประมาณ 180 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่เห็น ปี 2569 เป็นธรรมดาของคนทำธุรกิจ ยังอยากเห็นยอดขายโตต่อ แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องรักษาให้ใกล้เคียงระดับเดิม”

    เนื่องจากเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว Endless Holiday จึงจะเดินตามแผนธุรกิจปี 2569 ที่วางไว้ โดยเปิดคอลเลกชันใหม่ ซึ่งจะร่วมทำกับดารา และเซเลบริตี้มากขึ้น, เปิดช็อปร้านแรกแถวซอยอารีย์ จากเดิมที่ขายออนไลน์เป็นหลัก โดยการลงทุนเปิดร้านแห่งแรก เป็นการลงทุนในสเกลที่ปลอดภัย ไม่ได้ใหญ่โตเกินตัว

    Endless Holiday ยังมีแผนขยายทีมงานเพิ่ม จากปัจจุบัน 10 คน แม้เศรษฐกิจไม่เอื้อ เพราะการเพิ่มกำลังเสริม ช่วยแบ่งเบาภาระของทีมงานปัจจุบัน ไม่ให้โหลดเกินไป “นี่คือสิ่งที่จำเป็น จะไม่ให้เศรษฐกิจมาเป็นอุปสรรค” และยังจะริเริ่มโปรแกรมดูแลลูกค้า ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่อยู่กันมานาน สั่งซื้อสินค้าต่อเนื่อง ยอดต่อบิลสูง ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น ระบบสะสมแต้ม “เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ Endless Holiday ขึ้นมา เกาะเกี่ยวฐานลูกค้ากลุ่มนี้เอาไว้ให้แน่น”

    “ทำธุรกิจเข้าปีที่ 10 แล้ว ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาด Endless Holiday จึงจะฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปีนี้ไปได้”.

    เอกชนดิ้นพลิกตำราฝ่าวิกฤตินำพา “ธุรกิจต้องรอด”

    สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ
    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย)

    ส่วน “สัณหวุฒิ” ผู้ประกอบการรถยนต์ ตลาดสินค้าที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มองว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำต่อเนื่อง และตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการแข่งขันรุนแรงจากผู้ผลิตจีน ที่เน้นความได้เปรียบด้านต้นทุนและราคา

    ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถตอบโจทย์ด้วยการลดราคาเพียงอย่างเดียวได้ เพราะจะนำไปสู่การแข่งขันที่บั่นทอนความยั่งยืนในระยะยาว

    แต่มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC–ASIA มองว่า EV จากจีน และแบรนด์พรีเมียมไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขันเดียวกันโดยตรง ผู้เล่นจีนตอบโจทย์การขยายตลาดในวงกว้าง ขณะที่ MGC–ASIA เลือก

    โฟกัสกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และประสบการณ์ในระยะยาว มากกว่าราคาซื้อเริ่มต้น

    “กลยุทธ์ของเรา คือ ยกระดับ EV จาก “สินค้า” สู่ “Premium Mobility Experience” ผ่านระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่การคัดสรรแบรนด์ระดับโลก บริการหลังการขายมาตรฐานสูงและครอบคลุม ผ่านโซลูชันทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลตลอดอายุการใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

    ขณะเดียวกัน ได้นำระบบดิจิทัลและข้อมูลลูกค้า (Digital & Data) มาวิเคราะห์ เพื่อเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์พรีเมียม สามารถสร้างความแตกต่างได้เหนือการแข่งขันด้านราคา เพราะในโลกที่กำลังซื้อชะลอตัว ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมจะเลือกแบรนด์ที่ “ไว้ใจได้ในระยะยาว” มากกว่า นี่คือเหตุผลที่ MGC-ASIA ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

    “สุดท้ายเชื่อว่า MGC–ASIA สามารถผสมผสานเทคโนโลยี EV เข้ากับ Mobility, Digital และ Premium Service ผ่านระบบนิเวศขององค์กรได้อย่างสมดุล ส่งผลให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ตลอดช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านของทั้งอุตสาหกรรม”

    ไพรัตน์ เอื้อชูยศ
    ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด

    ปิดท้ายที่ “ไพรัตน์” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท สตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศแบรนด์ไทย “Star Aire” มากกว่า 35 ปี มียอดขายหลัก

    หมื่นล้านบาท ซึ่งยืนยันแนวคิดที่ใช้เป็นหลักในการบริหารธุรกิจในวันที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง และมีปัจจัยเสี่ยงสารพัด ว่า “เราเป็นนักชกที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่เคยหยุดซ้อมและพร้อมขึ้นชกบนเวทีตลอดเวลา ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เราปรับตัวได้เสมอ”

     แม้กำลังซื้อในประเทศตกลง แต่เราพยายามหาช่องทางการขายเพิ่มขึ้น ทั้งทางออนไลน์ และออฟไลน์ เข้าร่วมประมูลงานโครงการของทั้งภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญเรามั่นใจในศักยภาพและจุดแข็งของสินค้าที่ทัดเทียมและเหนือกว่าคู่แข่ง แต่ราคาสมเหตุสมผล และมีบริการที่ดี จึงได้รับผลกระทบไม่มาก

    ต่างจากฝั่งผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ต่างประเทศที่ส่งออกไปทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯในช่วงแรก ทำให้การส่งออกต้องชะงักหรือชะลอลง แต่เราได้ติดต่อลูกค้า เจรจาเพื่อหาทางออกตลอดเวลา และในที่สุดเราก็สามารถหาทางออกได้ คำสั่งซื้อกลับมาเพิ่มขึ้น ตอนนี้เราส่งออกได้เพิ่มขึ้นมาก

    นอกจากนี้ การที่เรามีความใกล้ชิดกับลูกค้า และซัพพลายเออร์ มีการแลกเปลี่ยนและรับฟังความเห็น ทำให้รับรู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ละแบรนด์ และที่สำคัญเรามั่นใจในผลิตภัณฑ์ว่า เป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ สุดท้ายลูกค้าก็กลับมาหาเรา และแนะนำลูกค้าอื่นให้เราเพิ่มด้วย

    “เราพร้อมปรับตัวตลอดเวลา สำรวจตัวเองว่าอะไรเป็นจุดอ่อน และต้องเร่งแก้ ทำให้ดี ให้แข่งขันได้ อะไรที่เป็นจุดแข็งก็ทำให้ดีขึ้น และนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการผลิตให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ปฏิวัติการทำงาน แก้ปัญหาให้เร็ว และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น พร้อมมองหาโอกาสธุรกิจ หรือต่อยอดพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ลูกค้าต้องการ การไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทำให้เราเสมือนเป็น “นักมวยที่ไม่เคยหยุดซ้อมและพร้อมขึ้นชกตลอดเวลา” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตต่ำมาต่อเนื่อง และทุกที่มีปัญหา แต่เราได้รับผลกระทบไม่มาก และอยู่รอดได้”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2905740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hL3K45Ld-sm4wJjZrcmeE

  • สปอร์ติ้งลิสบอน กับค่ำคืนที่ได้หนึ่งแต้ม แต่เสียกลับบ้าน

    สปอร์ติ้งลิสบอน กับค่ำคืนที่ได้หนึ่งแต้ม แต่เสียกลับบ้าน

    ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป

    ดาวน์โหลด ทรูไอดีแอป

    สัมผัสโลกไร้ขีดจำกัดกับทรูไอดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sport.trueid.net/detail/A7r3KepPQyo0&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LlgLSXh35Qp79TjakBKxU

  • เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย

    เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย

    เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย – สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำความสำเร็จปีใหม่ 2569 เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

    วันนี้ (4 มกราคม 2569) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นเทศกาลปีใหม่ 2569 ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้ให้เห็นว่าความปลอดภัยในแลนด์มาร์กสำคัญสะท้อนถึงมาตรฐานการดูแลที่เป็นสากล

    จากการรวบรวมข้อมูลและเสียงสะท้อนจากช่องทางต่าง ๆ พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 30,000 นาย ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและเฝ้าระวังความปลอดภัยทั่วประเทศอย่างเข้มงวดตลอดช่วงวันหยุดยาว โดยหลักฐานความสำเร็จที่สะท้อนผ่านมุมมองสังคมและนักท่องเที่ยว ได้แก่

    ความเชื่อมั่นในพื้นที่แลนด์มาร์ก : ในพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ อาทิ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น จากการรายงานของสื่อและข้อมูลจากแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล ระบุว่าระบบการจัดการความปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และกล้อง CCTV อัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ร่วมงานรู้สึกปลอดภัยและลดความกังวลต่อการเกิดเหตุอาชญากรรม

    ความประทับใจจากการบริการ : ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้รับการตอบรับในเชิงบวกด้านความรวดเร็วในการให้บริการ แม้จะมีปริมาณผู้เดินทางเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก โดยการใช้ระบบอัตโนมัติและการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

    การเข้าถึงความช่วยเหลือที่รวดเร็ว : ข้อมูลจากสายด่วน 1155 และแอปพลิเคชัน “Tourist Police Bureau” แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวสามารถขอรับความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการประสานงานด้วยภาษาต่างประเทศที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร

    สถิติความปลอดภัยทางถนน : ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้รถใช้ถนนด้วยตนเอง พบว่ามาตรการกวดขันและจุดบริการประชาชนช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น

    รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความสำเร็จดังกล่าวไม่ใช่เพียงผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจ” ในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะที่ได้รับในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นตลอดปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/64349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i9diuR6lSJPxRg9r0M5gR

  • ตำรวจท่องเที่ยว ลุยจัดระเบียบ “ช่างภาพเจ้าถิ่น” วัดอรุณฯ กีดกันนักท่องเที่ยว

    ตำรวจท่องเที่ยว ลุยจัดระเบียบ “ช่างภาพเจ้าถิ่น” วัดอรุณฯ กีดกันนักท่องเที่ยว

    ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว สั่ง ผกก.ทท.1 ลุยจัดระเบียบ “ช่างภาพเจ้าถิ่น” ในวัดอรุณฯ หลังโซเชียลร้องพฤติกรรมกีดกันนักท่องเที่ยว หวั่นกระทบภาพลักษณ์บรรยากาศการท่องเที่ยวไทย นัดวางมาตรการร่วมกับวัด 5 ม.ค.นี้

    เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 เปิดเผยว่า จากกรณีมีการร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มช่างภาพเจ้าถิ่น บริเวณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีลักษณะกีดกันนักท่องเที่ยวรายอื่นออกจากพื้นที่สาธารณะ เพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ว่าจ้างของตนเอง ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรงนั้น

    ล่าสุด ตามคำสั่งการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายและสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวไทย

    โดยมอบหมายให้ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 นำโดย ตน พร้อมด้วย พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รอง ผกก.1 บก.ทท.1, พ.ต.ท.นิมิตร จรรยาลักษณ์ สวญ.ส.ทท.3 กก.1 บก.ทท.1, ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในทันที

    ผกก.ทท.1 เปิดเผยอีกว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าพบตัวแทนวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อหารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับทางวัดในการจัดระเบียบการใช้พื้นที่ถ่ายภาพ และการทำงานของกลุ่มช่างภาพภายในวัดให้เป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    นอกจากนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือจากตัวแทนช่างภาพภายในวัดอรุณฯ ให้ร่วมกันอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างสุภาพ เป็นมิตร และไม่สร้างความเดือดร้อน เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ในวันที่ 5 มกราคม 2569 จะมีการประชุมร่วมระหว่างตำรวจท่องเที่ยวกับคณะกรรมการวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม อันจะเป็นมาตรการป้องกันปัญหาในระยะยาว และไม่ให้เหตุลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก “ผกก.1 บก.ทท.1 กล่าว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2905796&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AeapcGNjM2_YaCLRT6Auh

  • เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย

    เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย

    เสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศเชื่อมั่นมาตรการความปลอดภัยไทย – สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำความสำเร็จปีใหม่ 2569 เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

    วันนี้ (4 มกราคม 2569) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นเทศกาลปีใหม่ 2569 ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการพื้นที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้ให้เห็นว่าความปลอดภัยในแลนด์มาร์กสำคัญสะท้อนถึงมาตรฐานการดูแลที่เป็นสากล

    จากการรวบรวมข้อมูลและเสียงสะท้อนจากช่องทางต่าง ๆ พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 30,000 นาย ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและเฝ้าระวังความปลอดภัยทั่วประเทศอย่างเข้มงวดตลอดช่วงวันหยุดยาว โดยหลักฐานความสำเร็จที่สะท้อนผ่านมุมมองสังคมและนักท่องเที่ยว ได้แก่

    ความเชื่อมั่นในพื้นที่แลนด์มาร์ก : ในพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ อาทิ ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น จากการรายงานของสื่อและข้อมูลจากแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล ระบุว่าระบบการจัดการความปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยี AI และกล้อง CCTV อัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ร่วมงานรู้สึกปลอดภัยและลดความกังวลต่อการเกิดเหตุอาชญากรรม

    ความประทับใจจากการบริการ : ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้รับการตอบรับในเชิงบวกด้านความรวดเร็วในการให้บริการ แม้จะมีปริมาณผู้เดินทางเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก โดยการใช้ระบบอัตโนมัติและการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

    การเข้าถึงความช่วยเหลือที่รวดเร็ว : ข้อมูลจากสายด่วน 1155 และแอปพลิเคชัน “Tourist Police Bureau” แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวสามารถขอรับความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการประสานงานด้วยภาษาต่างประเทศที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร

    สถิติความปลอดภัยทางถนน : ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้รถใช้ถนนด้วยตนเอง พบว่ามาตรการกวดขันและจุดบริการประชาชนช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น

    รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความสำเร็จดังกล่าวไม่ใช่เพียงผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจ” ในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะที่ได้รับในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นตลอดปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/64349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wD9lOFjz4RWrl4dVvo4Po

  • “เท้ง” หาเสียงอุดรฯ ชูนโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง-12 คูปองช่วยเกษตรกร

    “เท้ง” หาเสียงอุดรฯ ชูนโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง-12 คูปองช่วยเกษตรกร

    “เท้ง ณัฐพงษ์” ลุยหาเสียงขอคนอุดรธานี เลือกให้ถล่มทลาย ชูสารพัดนโยบายท่องเที่ยว อัดฉีด 200 ล้าน ต่อ 1 เมืองรอง เปิดนโยบาย 12 คูปอง สนับสนุน จูงใจเกษตรกร

    วันที่ 4 ม.ค. 2569 ที่จ.อุดรธานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมผู้สมัคร สส.อุดรธานี ลงพื้นที่หาเสียง และขอเสียงสนับสนุนไว้วางใจให้พรรคมากขึ้น พร้อมกล่าวแสดงความมั่นใจ ว่า พรรคปชน.มีจุดเด่นไม่แพ้ใคร ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง ทั้งนโยบายดีที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ทั้งผู้สมัคร สส. ที่มีความสามารถโดดเด่น และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง เชื่อใจ เชื่อมือได้ โดยจังหวัดอุดรธานีมีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้ง พรรคปชน. ส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 10 เขต คือ นายอานันท์ อมรินทร์ เขต 1 นายธนากร จำปาหอม เขต 2 นายอริยะฤทธิ์ สุสุวรรณสิริ เขต 3 นายศักดา เกตุแก้ว เขต 4 นายชัยฤทธิ์ เขาวงศ์ทอง เขต 5 นายสรวิชญ์ นาแพงสอน เขต 6 นายสุริยา วงศ์อารีย์ เขต 7 นายอนุเทน สีดาอุบล เขต 8 นายนภาดล ดวงสอนแสง เขต 9 และ น.ส.สุภาวดี วงษ์คำ เขต 10 ตน ขอแรงใจจากพี่น้อง ให้เลือกพรรคปชน.ให้ถล่มทลาย เพื่อไปเป็นปากเป็นเสียง ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ยังผลประโยชน์ให้ประชาชนให้สำเร็จได้

    ชูสารพัดนโยบายท่องเที่ยว อัดฉีด 200 ล.ต่อ1เมืองรอง

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยนโยบายท่องเที่ยวของพรรค ยกตัวอย่างเช่น โครงการร่วมจ่าย “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” เราจะพัฒนาระบบสนับสนุนการใช้จ่ายที่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เรียกว่า “กลไกร่วมจ่าย” มีการร่วมจ่าย โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาท ต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป โดยรับสิทธิได้ 1 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ก็ยังมีระบบหมุนเวียนพื้นที่ โดยทุก 4 เดือน (ตามฤดูกาล) จะมีการประกาศรายชื่อจังหวัดเมืองรอง ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวให้สมดุลตลอดทั้งปี ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น ไปจนถึงสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (Man-Made Destination) คือเมกะโปรเจกต์ของพรรคปชน. ที่รัฐบาลลงทุน 5,000–10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made Destination) ขนาดใหญ่ อย่างน้อย 5–10 แห่งทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี พรรคปชน. มีนโยบายเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น โดยจะอัดฉีดงบประมาณ 200 ล้านบาท ต่อหนึ่งเมืองรอง เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยว Man-Made Destination ที่ตอบโจทย์ความต้องการของท้องถิ่นเอง ตั้งเป้าเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใน 25 เมืองรอง ภายใน 4 ปี เป็นต้น

    เปิดนโยบาย 12 คูปอง สนับสนุน จูงใจเกษตรกร

    นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ในด้านเกษตรกรนั้น เราจะทำเกษตรกรรมให้ทันสมัยขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยทางพรรคมีนโยบายเกษตรแบบไม่เผา สำหรับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐหากพรรคปชน. ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องมากเพียงพอจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้ เกษตรกรจะได้รับการบริการและการสนับสนุนผ่าน 12 คูปอง และแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 1.คูปองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต คูปองไม่เผา 250 บาทต่อไร่ คูปองท่อนพันธุ์มันทนโรค 800 บาทต่อไร่ คูปองวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาทต่อไร่ คูปองปลูกพืชบำรุงดิน 1,000 บาทต่อไร่ 2.คูปองแก้ปัญหาฐานราก คูปองขุดบ่อน้ำ 50,000 บาท + ลดหนี้ คูปองฟาร์มปลอดโรค 5,000 บาทต่อราย คูปองเปลี่ยนพืชที่ไม่เหมาะสม 2,000 บาทต่อไร่ คูปองปลูกไม้ยืนต้น 5,000 บาทต่อไร่ + ลดหนี้ 3.คูปองเพิ่มมาตรฐาน แปรรูป ทักษะ คูปอง GAP เกษตรอินทรีย์ 5,000 บาทต่อราย คูปองข้าวลดโลกร้อน 500 บาทต่อไร่ คูปองแปรรูปผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 50,000 บาทต่อราย คูปองฝึกทักษะ 5,000 บาทต่อคนต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2905771&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw140ODSnOynziiEkvgR-k7L