Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ ปม ทรัมป์ บุกคุมตัว ผู้นำเวเนซุเอลา

    วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ ปม ทรัมป์ บุกคุมตัว ผู้นำเวเนซุเอลา

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์สถานการณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ถล่มเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร และสหรัฐจะเข้าไปควบคุมบริหารประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว

    โดยระบุว่า ขออนุญาตแชร์มุมมองเหตุผลเชิงเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ว่าทำไมสหรัฐฯ จึงตัดสินใจ “ทำ” และ “มุ่งเป้า” ไปในทิศทางนี้

    FB Vorapak Tanyawong
    วรภัค อดีต รมช.คลัง วิเคราะห์ ปมสำคัญ ทำไมสหรัฐฯ จึงตัดสินใจ “ทำ” และ “มุ่งเป้า” บุกคุมตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนวุเอลา

    เวเนซุเอลา : เมื่อพลังงาน ดอลลาร์ และ Geopolitics บรรจบกัน และทำไมสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจเดินเกมที่แรงที่สุดในซีกโลกตะวันตก?

    เหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการจับกุม นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองระหว่างประเทศทั่วไป หากแต่เป็น จุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางนโยบายโลกของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน – จาก “การโน้มน้าวเชิงอุดมการณ์” ไปสู่ “การจัดการเชิงผลประโยชน์”

    หากมองให้ลึก เหตุการณ์นี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำว่า ประชาธิปไตย เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองผ่านเลนส์ของ เศรษฐกิจพลังงาน ระบบการเงินโลก และภูมิรัฐศาสตร์มหาอำนาจ

    พลังงาน: ทรัพยากรจริงที่โลกขาด และสหรัฐฯ ต้องการ

    เวเนซุเอลาถือครอง ปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทรัพยากรนี้กลับถูก “แช่แข็ง” ด้วยการคว่ำบาตร การบริหารที่ล้มเหลว และการเมืองแบบปิด

    สำหรับสหรัฐฯ เวเนซุเอลาไม่ใช่เพียงประเทศที่มีปัญหา แต่คือ

    แหล่งพลังงานขนาดยักษ์ที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด

    การเปิดเวเนซุเอลาอีกครั้งหมายถึง

    • แหล่ง supply ใหม่ที่ไม่ขึ้นกับตะวันออกกลาง
    • ต้นทุนขนส่งต่ำ ไม่มี choke point ทางภูมิรัฐศาสตร์
    • โอกาสให้บริษัทพลังงานอเมริกันกลับเข้าไปควบคุม upstream และ midstream

    ในยุคที่ OPEC+ ไม่ได้เป็นมิตร และ shale oil มีต้นทุนสูงขึ้น เวเนซุเอลาจึงกลายเป็น strategic energy reserve นอกแผนที่อย่างเป็นทางการ ของสหรัฐฯ

    เงินเฟ้อ: น้ำมันคือการเมืองภายในประเทศ

    ภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดโลก แต่คือคะแนนนิยมของรัฐบาล

    เมื่อน้ำมันราคาถูก → ค่าใช้จ่ายครัวเรือนลด → CPI ลด → แรงกดดันต่อธนาคารกลางลด

    ทั้งหมดนี้เชื่อมตรงไปยังการเมืองภายใน

    ดังนั้น ในมุมนี้ เวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องต่างประเทศ แต่คือเครื่องมือกดเงินเฟ้อโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

    ดอลลาร์ : ศึกเงียบที่อันตรายยิ่งกว่ากองทัพ

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลากลายเป็น “ห้องทดลอง” ของการค้าพลังงานนอกระบบดอลลาร์

    • ขายน้ำมันให้จีนและรัสเซีย
    • รับชำระเงินด้วยสกุลเงินทางเลือก
    • ใช้ barter และ crypto เพื่อเลี่ยงระบบการเงินตะวันตก

    สำหรับสหรัฐฯ นี่คือ ภัยเชิงโครงสร้าง เพราะถ้าน้ำมัน – สินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของโลก – ไม่ต้องซื้อขายด้วยดอลลาร์ สถานะของดอลลาร์ในฐานะ Reserve Currency จะถูกกัดกร่อนอย่างเงียบๆ การดึงเวเนซุเอลากลับเข้าสู่ระบบการค้าแบบเดิม จึงเท่ากับการปิดหนึ่งในแนวหน้าของกระบวนการ De-dollarisation

    ภูมิรัฐศาสตร์: การทวงคืน Backyard

    เวเนซุเอลาในยุคมาดูโร คือ จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของจีนและรัสเซียในซีกโลกตะวันตก

    •  จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่
    • รัสเซียมีบทบาทด้านความมั่นคงและพลังงาน
    •  Caribbean กลายเป็นพื้นที่อิทธิพลนอก NATO

    ดังนั้น การเข้าควบคุมทิศทางเวเนซุเอลาอีกครั้ง คือการส่งสัญญาณว่า Western Hemisphere ยังไม่ใช่พื้นที่ที่มหาอำนาจอื่นจะเข้ามาปักธงได้โดยไร้ต้นทุน นี่คือ Monroe Doctrine ในเวอร์ชันศตวรรษที่ 21 – ไม่ได้ประกาศ แต่ปฏิบัติจริง

    นายวรภัค บอกด้วยว่า เศรษฐกิจการเมืองภายใน: ชัยชนะที่ขายได้ ซึ่งต่างจากอิรักหรืออัฟกานิสถาน เวเนซุเอลาเป็น “สงคราม” ที่

    • อยู่ใกล้
    • ใช้เวลาสั้น
    • มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
    • และเล่าเรื่องได้ง่าย : ยาเสพติด น้ำมัน และความมั่นคง

    ในเชิงการเมืองภายใน นี่คือ Intervention ที่ ต้นทุนต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

    ดังนั้น บทสรุป: นี่ไม่ใช่สงครามเพื่ออุดมการณ์

    โดยมองว่า เหตุการณ์เวเนซุเอลาสะท้อนชัดว่า สหรัฐอเมริกากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของนโยบายต่างประเทศ

    ยุคที่

    • กฎหมายถูกใช้เพื่อลดสถานะอธิปไตย
    • การทหารถูกใช้แบบ surgical
    • และเศรษฐกิจ–การเงินคือเป้าหมายหลัก

    เพราะฉะนั้น นี่ไม่ใช่สงครามเพื่อประชาธิปไตยแต่คือ การจัดระเบียบอำนาจทางเศรษฐกิจโลกใหม่ ผ่านพลังงาน ดอลลาร์ และภูมิรัฐศาสตร์ และนี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศขนาดกลางทั่วโลกว่า ในโลกใบใหม่ “ทรัพยากร + ระบบการเงิน + ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์” คือปัจจัยที่กำหนดชะตาทางการเมืองมากกว่าอุดมการณ์ใดๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/265202&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tDEIYUM941ndbgDuVRakT

  • นิด้าโพล เผยเลือกตั้ง’69 “คนสงขลา” เทใจให้ประชาธิปัตย์ หนุน “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯ : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยเลือกตั้ง’69 “คนสงขลา” เทใจให้ประชาธิปัตย์ หนุน “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา”

    1. เมื่อถามถึง “บุคคล” ที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ในวันนี้ พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 40.67% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 24.18% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 12.56% ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 11.43% ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 2.16% ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.78% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    • อันดับ 7 ตัวอย่าง 1.41% ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    2. สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลา มีแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 45.45% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 19.49% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 15.09% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 11.90% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 2.16% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.97% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
    • อันดับ 7 ตัวอย่าง 1.78% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    3. เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนสงขลา มีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า

    • อันดับ 1 ตัวอย่าง 44.42% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
    • อันดับ 2 ตัวอย่าง 23.81% ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
    • อันดับ 3 ตัวอย่าง 13.96% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
    • อันดับ 4 ตัวอย่าง 10.87% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
    • อันดับ 5 ตัวอย่าง 1.87% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
    • อันดับ 6 ตัวอย่าง 1.22% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 20- 5 ธันวาคม 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MbH2zD4RTsT-iS-dy8gE8

  • มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ประกันสังคม ม.33 จ่ายเงินสมทบ 875 บาท/เดือน ได้สิทธิอะไรบ้าง

    มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ประกันสังคม ม.33 จ่ายเงินสมทบ 875 บาท/เดือน ได้สิทธิอะไรบ้าง

    เหล่ามนุษย์เงินเดือนฟังทางนี้ ประกันสังคม ปรับใหม่ ม. 33 จ่ายเงินสมทบ 875 บาท/เดือน เริ่มบังคับใช้ ม.ค. 69 ผู้ประกันตน ได้สิทธิอะไรบ้าง

    หลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบปรับฐานเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 รูปแบบใหม่ โดยเริ่มบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป ปรับเพดานเงินส่งเข้ากองทุนจากสูงสุด 750 บาท เพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นกลุ่มผู้ที่มีเงินเดือนสูงกว่า 17,500 บาท เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ทั้งเงินบำนาญและเงินทดแทนว่างงานให้สูงขึ้นตามฐานค่าจ้างจริง

    การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จากเดิมเพดานฐานเงินเดือนสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบ 5% คือ 750 บาทต่อเดือน ขยับเพดานฐานเงินเดือนขึ้นเป็น 17,500 บาท ทำให้ยอดเงินสมทบ 5% เพิ่มขึ้นเป็น 875 บาทต่อเดือน (เพิ่มขึ้น 125 บาท)

    แน่นอนว่าเมื่อเสียเงินเพิ่ม หลายคนสงสัยว่า “แล้วจะได้อะไรเพิ่มจากเดิมบ้าง” ในจุดนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้ยืนยันแล้วว่าการปรับฐานเงินเดือนครั้งนี้จะทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นเงินทดแทนเพิ่มขึ้นตามกันไป ดังนี้

    เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย

    • รับ 8,750 บาทต่อเดือน เฉลี่ยวันละ 291 บาท สูงสุด 180 วัน (เพิ่มขึ้น 1,250 บาท)

    เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ

    • รับ 8,750 บาทต่อเดือน ตลอดสิทธิ (เพิ่มขึ้น 1,250 บาท)

    เงินทดแทนกรณีว่างงาน

    • กรณีลาออก รับ 30% ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 90 วัน สูงสุด 15,750 บาท (เพิ่มขึ้น 2,250 บาท)
    • กรณีเลิกจ้าง รับ 60% ของเงินเดือน เป็นระยะเวลา 180 วัน สูงสุด 63,000 บาท (เพิ่มขึ้น 18,000 บาท)

    เงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพิ่อการคลอดบุตร

    • รับ 26,250 บาท ต่อครั้ง (เพิ่มขึ้น 3,750 บาท)

    เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต

    • ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36-119 งวด : รับ 35,000 บาท (เพิ่มขึ้น 5,000 บาท)
    • ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 งวดขึ้นไป : รับ 105,000 บาท (เพิ่มขึ้น 15,000 บาท)

    เงินสมทบสะสมกรณีชราภาพ

    • รับ 1,050 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้น 150 บาท/เดือน)

    **หมายเหตุ : เงินทดแทนการขาดรายได้ เงินสงเคราะห์ต้องนำส่งเงินสมทบฐานค่าจ้าง 17,500 บาท ครบ 3 เดือน***

    ทั้งนี้ มาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้ประกันตนสามารถเช็คสิทธิของตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect เพื่อรักษาสิทธิที่พึงมี

    อ้างอิง : Facebook สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน – Social Security Office

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Bas

    Bas

    ผู้สื่อข่าวกีฬา จบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีประสบการณ์เขียนข่าวกีฬากับ SMMSport กว่า 10 ปี เริ่มทำงานกับ Thaiger เมื่อ 2021 ชอบและติดตามกีฬามาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะฟุตบอลทั้งบอลไทย และต่างประเทศ 5 ลีกดังของโลก พร้อมอัปเดตข่าวสารวงการฟุตบอล แบบเข้าใจง่าย ให้เพื่อนๆและแฟนบอลได้ติดตามกันทุกวัน ช่องทางติดต่อ saral@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1510912/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BTvMelPIUQZjyvZhQTeg7

  • เลือกตั้ง’69: ภท.แฉกลับ! ปมเพื่อไทยระงับ “เงินดิจิทัล” ชี้โยกงบ 1.57 แสนลบ. เข้ากระเป๋าผู้รับเหมา : อินโฟเควสท์

    นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีนางมนพร เจริญศรี ผู้สมัคร สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) ปราศรัยกล่าวหาพรรคเสียงข้างน้อย นำงบ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ไปทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ประชาชนสูญเสียประโยชน์ ว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และดำเนินต่อมาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งในที่สุด ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากถูกทักท้วงจากหลายหน่วยงาน

    อีกทั้งมีคำถามเรื่องกระบวนการสร้าง Token หรือสกุลเงินดิจิทัลใหม่ ซึ่งถึงเวลาน่าสงสัยว่าอาจเกี่ยวโยงไปถึง MOU กับบริษัทในสิงคโปร์ ที่นายเบน สมิธ อยู่เบื้องหลัง ในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งปัจจุบัน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กำลังตรวจสอบอยู่

    นายศุภชัย ย้ำว่า เมื่อรัฐบาลทำโครงการแจกเงินหมื่นไม่ได้ งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท แทนที่จะแจกเงินคนละ 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรงให้แก่ประชาชน กลับพลิกโครงการโดยนำเงินไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างถนน สร้างอาคาร พัฒนาแหล่งน้ำ แทนที่จะจ่ายเงินถึงมือชาวบ้าน แต่เปลี่ยนเป็นเอาเงินงบประมาณไปให้ผู้รับเหมา โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อกระตุ้น GDP ในระยะยาว

    “นี่คือสิ่งที่ต้องตอบกับประชาชนว่า เหตุผลที่ต้องระงับไปเพราะอะไร เงิน 1.57 แสนล้านบาท ในที่สุด กลายเป็นเงินเข้ากระเป๋าผู้รับเหมารายใหญ่ทั้งหลาย ที่ผมพูดมา เพื่อตอกย้ำว่าสิ่งที่ สส.มนพร พูด มันเป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย เมื่อท่านระงับแล้ว เงินดังกล่าวยังอยู่กับรัฐบาลแพทองธาร เรื่องนี้เราดำเนินคดีกับท่านแน่นอน อยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อ กกต. ฝากถึงพี่น้องชาวนครพนม ที่ได้ฟัง โปรดรับรู้ว่าเรื่องที่นางมนพรพูด ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นการใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย” นายศุภชัยกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15CNW_KhGI2ZsAl9Om15UP

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม.


    “เอกนัฏ” บอกรอเซอร์ไพรส์ “อนุทิน” ช่วยหาเสียง กทม. จ่อจัดคิว “สีหศักดิ์-ศุภจี” ร่วมขบวน รับงานหิน ยกประสบการณ์ 15 ปี  เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ปชป.แข่ง ปชน. แค่ 2 พรรค

    ที่ตลาดวังหลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัครสส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัครสส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ 

    โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก 

    ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาทจึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

    นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี 

    ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน และไม่ใช่แค่นายอนุทิน แต่จะมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้วย โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ ในช่วงที่ไม่ได้ปฎิบัติหน้าที่รัฐมนตรี 

    เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่น ลงพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้ให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วตลาดกรุงเทพมหานคร เป็นตลาดเปิดและหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือนพรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากเครื่องพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงาน อย่างรองนายกฯในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพฯ แต่ จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้นเพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้นเพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพฯ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจและมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นในวันนี้จะทำให้เต็มที่

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพล อาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตน และ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชน ในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจตัดสินใจจะเลือกพรรคใด  พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดีต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใครโดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่า ว่าประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก 

    นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัคร พรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้ และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่ มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุดไม่ต้องซับซ้อนไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครเพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

    ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพกทม.  ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทาย กลับทุกพรรคดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จคนอื่นเดิน 1 ชั่วโมงผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวันและในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้วสูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xs3ER8yXTw-1JPPF5T9_L

  • “ทรัมป์” ลั่นสหรัฐคุม “เวเนซุเอลา” ดึงบิ๊กพลังงานขุดน้ำมัน กู้เศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (04 ม.ค.69) กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการจู่โจมทางทหารในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) และเข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

    ปธน.ทรัมป์ เปิดเผยว่า ผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาถูกส่งตัวออกจากประเทศไปยังนิวยอร์ก เพื่อเตรียมเข้ารับการพิจารณาคดีอาญาในสหรัฐฯ พร้อมทั้งตราหน้านายมาดูโรว่าเป็น “เผด็จการที่ขาดความชอบธรรม” และเป็น “ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้าสู่สหรัฐฯ”

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในการแถลงข่าวที่รัฐฟลอริดา เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศความสำเร็จของปฏิบัติการดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ปธน.ทรัมป์ กล่าวว่า “เราจะเข้าไปบริหารประเทศ (เวเนซุเอลา) จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างปลอดภัย ถูกต้อง และรอบคอบ”

    “เราไม่ต้องการให้ใครอื่นเข้ามาแทรกแซงกระบวนการนี้” ปธน.ทรัมป์ กล่าว โดยไม่ได้ลงรายละเอียดถึงกลไกที่สหรัฐฯ จะใช้ในการบริหารจัดการภายในเวเนซุเอลา

    อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ ระบุว่า เขามีแผนจะให้บริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อระดมทุนมาฟื้นฟูประเทศและทำให้เวเนซุเอลา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

    นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่ากองกำลังสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีอีกครั้งหากมีความจำเป็น และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

    ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ออกมาประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นการ “รุกรานจากพวกจักรวรรดินิยม” ต่อสถานที่พลเรือนและฐานทัพทหาร หลังจากพบเหตุระเบิดหลายจุดและมีอากาศยานบินในระดับต่ำเหนือกรุงคารากัส

    ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามด้านข้อกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างเร่งด่วน

    สถานการณ์นี้ยังอาจส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วโลก โดยรัสเซียและจีนซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเวเนซุเอลาทั้งคู่ ได้ออกมาประณามการแทรกแซงของสหรัฐฯ อย่างทันควัน

    กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ว่า “จีนรู้สึกตกใจอย่างยิ่งและขอประณามการใช้กำลังทหารอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตยและการดำเนินการต่อตัวประธานาธิบดี” พร้อมเสริมว่าการกระทำที่มุ่งแสวงหาอำนาจนำของรัฐบาลทรัมป์ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

    ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินในเช้าวันจันทร์ (5 ม.ค.) ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา

    ด้านเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า นายมาดูโรซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2556 ยังคงเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวเขาและภรรยาทันที

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zT_U4PYP6gyOjuo7uaaI1