Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิริยะประกันภัย มอบทุน “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    วิริยะประกันภัย มอบทุน “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

    วันนี้, 12:47น.

       นายเอกสิทธิ์ ศักดิ์ธนาคร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบทุนการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 200 ทุน เป็นเงิน 294,599 บาท ภายใต้โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” ปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุน เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สังกัดสาขาวงศ์สว่าง มอบของที่ระลึกแก่เด็กนักเรียน โดยมี นางสาวกฤษณา ถาวรานุรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร  

      นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 150 ทุน เป็นเงิน 244,599 บาท แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดพวงแก้ว และโรงเรียนบ้านคลองเจ้าเมือง รวมทั้งจังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ โรงเรียนบ้านขุนสมุทรไทย พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา สังกัดฝ่ายปฏิบิตการภาค 6 (กรุงเทพฯ) ด้านสาขา ร่วมมอบอุปกรณ์การเรียน และจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความสุขแก่นักเรียนอีกด้วย

       สำหรับ โครงการ “สุขที่ให้…เพื่อน้องได้เรียน” บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมการศึกษา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของเด็กและเยาวชนไทย ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติและสังคมโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร พนักงาน และพันธมิตรของบริษัทฯ ทั้ง 6 ภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/158455&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kAhqumjPaRGsou8IHWOsl

  • ชายแดนไทยเอายังไงดี? เวทีดีเบตแรก “เวิร์คพอยท์ 23” กับตัวแทน 6 พรรค

    พร้อมแล้ว! เวทีดีเบตแรกของ “ช่องเวิร์คพอยท์” ในหัวข้อ “สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา” ภายใต้ผู้นำคนใหม่จะเป็นอย่างไร? เช็กจุดยืนแต่ละพรรค กับ 6 ตัวแทน-ตัวตึง ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย, รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พรรคภูมิใจไทย, รัศมิ์ ชาลีจันทร์ พรรคเพื่อไทย, และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ

    .

    กับรายการพิเศษ “เลือกตั้ง69 เขย่าประเทศ” วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 15.15 น. เป็นต้นไป ติดตามได้ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 และช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook ข่าวเวิร์คพอยท์23, ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ และ YouTube https://youtube.com/live/TxteG4pdRAE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/Nj9s6d3xu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WQdIeyum1vNmGeZsGZ-uL

  • กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ”

    กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ”

    กรมวิชาการเกษตร เชิญท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ชู ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ วิจัย สร้างมูลค่า พร้อมกระจายต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดี 1 ล้านต้น พัฒนาเกษตรกรไทยยั่งยืน

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิด “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง” วิจัย สร้างมูลค่า พัฒนาเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเริ่มโครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟ 1 ล้านต้น ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกพืชกาแฟ ชา และมะคาเดเมีย มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผสมผสานเชิงนิเวศเกษตร มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน โดยใช้พลังงานสะอาด และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ นำไปสู่โครงการกระจายพันธุ์ต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดี คือ กาแฟอะราบิกา กวก.เชียงใหม่ และ กวก. เกอิชา มาทดแทนต้นกาแฟเก่าที่เสื่อมโทรม และปลูกเสริมในพื้นที่เกษตรเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ที่มั่นคง เสริมสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เกษตรคอร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

    “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้พี่เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่สูง มีการจัดการด้านกานเกษตรปลอดภัย สามารถที่จะมีรายได้จากการเชิญนักท่องเที่ยวต่างๆ เข้ามาซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรในราคาที่สมเหตุสมผล สามารถสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรในชุมชนได้มากยิ่งขึ้น เป็นข่าวดีที่สำคัญที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์ และรับรองสายพันธุ์ กาแฟสายพันธุ์ เกอิชา ซึ่งถือว่าเป็นกาแฟที่มีรสชาติเรียกว่าโดนเด่น มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือเป็นกาแฟที่มีมูลค่าสูง และเราได้นำสายพันธุ์ เกอิชา ที่เราได้ขึ้นทะเบียนแล้ว มาสร้างแปลงขยายพ่อแม่พันธุ์ ที่ขุนวาง และแม่จอนหลวง รวมไปถึงในศูนย์พัฒนาเกษตรที่สูงของกรมวิชาการเกษตร และวันนี้ได้มีการแจกต้นกล้าพันธุ์ เกอิชา และกล้าพันธุ์กาแฟต่างๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจ เพื่อรณรงค์การขยายพันธุ์กาแฟที่มีคุณภาพ ให้มากยิ่งขึ้นครับ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142853&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W9l4RqxFCRStCG0neBtm3

  • เปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้เกษตรกรพื้นที่สูง | เดลินิวส์

    เปิดแหล่งท่องเที่ยวเกษตรคาร์บอนต่ำ ยกระดับรายได้เกษตรกรพื้นที่สูง | เดลินิวส์

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  กรมวิชาการเกษตรมุ่งยกระดับภาคเกษตรไทย โดยใช้งานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ แลดอกนางพญาเสือโคร่ง  ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ อุโมงค์ต้นนางพญาเสือโคร่ง แปลงปลูกพืชผสมผสาน โรงแปรรูปกาแฟ และพื้นที่ต้นไม้ทรงปลูก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างรายได้ให้ชุมชน

    นอกจากนี กรมวิชาการเกษตรได้ขับเคลื่อนโครงการขยายพันธุ์นางพญาเสือโคร่ง จำนวน 100,000 ต้น เพื่อพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนพื้นที่สูง ควบคู่การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นไม้ให้ร่มเงาในระบบการปลูกกาแฟ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวที่โดดเด่น และยังได้มีการจัดทำแปลงทดสอบการปลูกซากุระจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 111 ต้น บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาการปรับตัวของไม้ดอกเมืองหนาวต่อสภาพภูมิอากาศ และต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอนาคต

    ในส่วนของโครงการผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟ 10 ล้านต้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ต่อยอดจากโครงการกระจายต้นกล้ากาแฟ 1 ล้านต้น โดยกรมวิชาการเกษตรได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อพัฒนากาแฟไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การใช้พันธุ์ดีมีคุณภาพ การผลิตที่ได้มาตรฐาน การแปรรูปด้วยเครื่องจักรกลเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    ปัจจุบันมีการผลิตและขยายแปลงแม่พันธุ์กาแฟในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และจัดตั้งศูนย์เครือข่ายขยายพันธุ์ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร โดยเป็นกาแฟอะราบิกา 5 พันธุ์ ได้แก่ กวก.เชียงใหม่ 80 กวก.เชียงใหม่ 1 กวก.เชียงราย 1 กวก.เชียงราย 2 และกวก.เกอิชา รวมถึงกาแฟโรบัสตา 2 พันธุ์ คือ กวก.ชุมพร 2 และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งปัจจุบันได้กระจายต้นกล้ากาแฟแล้วกว่า 1 ล้านต้น สู่เกษตรกรมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่

    กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมการปลูกกาแฟในระบบป่า (Forest system) โดยปลูกกาแฟร่วมกับไม้ยืนต้นและพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น มะคาเดเมีย เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในระบบการผลิตกาแฟคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และยกระดับกาแฟไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการจัดการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของกรมวิชาการเกษตรในการบูรณาการงานวิจัย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สู่การยกระดับภาคเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504227/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AVQcwG17rShqkTlFpoipm

  • กัมพูชาขยายเส้นทางบิน เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลก

    กัมพูชาขยายเส้นทางบิน เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วโลก

                ปัจจุบัน กัมพูชามีเที่ยวบินตรงจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ รวมถึงจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย ญี่ปุ่น กาตาร์ ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

             ภาคการบินของกัมพูชาปิดฉากปี 2025 ด้วยความสำเร็จครั้งสำคัญ จากการเพิ่มจำนวนสายการบินระหว่างประเทศทั้งในกลุ่มอาเซียนและภูมิภาคสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนการเปิดเส้นทางบินใหม่จากอินเดียและตะวันออกกลาง โดยไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการดึงดูดสายการบินระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งช่วยย่นระยะทางระหว่างกัมพูชากับจุดหมายปลายทางหลักของโลกให้ใกล้ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

             ในช่วงปีก่อนหน้า เส้นทางบินจากกัมพูชามีให้บริการภายในกลุ่มอาเซียนและภูมิภาค เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่การเปิดเส้นทางใหม่จากอินเดียและตะวันออกกลางได้ช่วยขยายตลาดด้านการท่องเที่ยวและการค้า

               ตามรายงานล่าสุดของสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนแห่งรัฐ (SSCA) ภาคการบินของกัมพูชามีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยระบุว่า ปี 2025 ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการเปิดเที่ยวบินตรงระยะไกลไปยังจุดหมายปลายทางเพิ่มเติมในอนาคต อันเป็นผลจากโครงสร้างพื้นฐานระดับ 4F ที่พร้อมใช้งาน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชแห่งใหม่

               นาย Sinn Chanserey Vutha รัฐมนตรีช่วยว่าการและโฆษกของ SSCA กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นของภาคการบิน เป็นผลจากนโยบายเปิดน่านฟ้าของรัฐบาลควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินให้ทันสมัย โดยการเข้ามาของสายการบินระหว่างประเทศสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพทางเศรษฐกิจของกัมพูชา อีกทั้งยังช่วยยกระดับประเทศให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการเดินทางสำคัญของภูมิภาค อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางมายังกัมพูชาได้จากจุดหมายปลายทางหลักทั่วโลก

             ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของสายการบินระหว่างประเทศไม่เพียงช่วยส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทางอากาศของกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    ข้อมูลที่น่าสนใจของ SSCA

             1. ปัจจุบัน กัมพูชามีสายการบินที่ให้บริการ ทั้งสิ้น 32 แห่ง โดยเป็นสายการบินภายในประเทศ 4 แห่ง

             2. ในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน ปี 2025 มีจำนวนผู้โดยสารรวม 6.33 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024

          3. ในเดือนตุลาคม ปี 2025 สายการบิน Air Cambodia ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่น นับเป็นการกลับมาเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศระหว่างสองประเทศอีกครั้ง หลังจากเส้นทางดังกล่าวซึ่งเคยให้บริการโดยสายการบิน ANA ของญี่ปุ่นต้องหยุดดำเนินการในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

            4. ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 สายการบิน IndiGo Airlines ได้เปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างเมืองโกลกาตาและจังหวัดเสียมราฐ ส่งผลให้เป็นสายการบินอินเดียรายแรกที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างกัมพูชาและอินเดีย

           5. สายการบินระหว่างประเทศ อาทิ Emirates Airways และ Qatar Airways ได้เพิ่มความถี่เที่ยวบิน ขณะที่สายการบิน Turkish Airlines ได้เปิดเส้นทางบินใหม่เชื่อมต่อกัมพูชา โดยให้บริการการเดินทาง จากพนมเปญและเสียมราฐไปยังยุโรปและจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ผ่านดูไบ โดฮา และอิสตันบูล

    ความเห็นของสำนักงานฯ

    1. ภาคการบินของกัมพูชากำลังฟื้นตัวและเติบโตอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19 จากการเพิ่มขึ้นของสายการบิน เส้นทางบิน และจำนวนผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กัมพูชามีบทบาทมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการเดินทางและการเชื่อมต่อของภูมิภาค ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่ทันสมัยระดับ 4F ของท่าอากาศยานนานาชาติเตโช ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการระยะแรกในเดือนตุลาคม 2025

    2. การเติบโตของภาคการบินกัมพูชาสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบด้านทำเลและความเชี่ยวชาญ สามารถขยายการลงทุนหรือความร่วมมือในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวมถึงธุรกิจสนามบิน การจัดการภาคพื้น การซ่อมบำรุงอากาศยาน และเทคโนโลยีการบิน เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งในเส้นทางไทย–กัมพูชา–ประเทศที่สาม ในช่วงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการให้บริการและมีความต้องการพันธมิตรทางธุรกิจ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต

     _________________________________________________________________

    ที่มา Khmer Times

    14 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/kazskskkzsic57ae7s2jexuq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l1yvjAjl3_KnyM4BU92Kt

  • มท.4

    มท.4

    มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจราชการสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต


    15/01/2569 | 22 | |

    มท.4 “ศศิธร” ลงพื้นที่ตรวจราชการสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต

    วันที่ 14 – 15 ม.ค. 69 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามผลการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และรับฟังการดำเนินงานของกลไกการเงินชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายพิชัย มณีลาภ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำ อช. และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียก ร่วมให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

    รมช.ศศิธร ได้พบปะพูดคุยกับคณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ รับฟังผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการเงินออมของชุมชน พร้อมเน้นย้ำให้กลุ่มเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้ง ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะสำนักงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารกองทุน การจัดทำบัญชี และการพัฒนาอาชีพ เพื่อให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านเหนียกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ รมช.ศศิธร ยังได้ลงพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เยี่ยมชมและให้กำลังใจชุมชนประมงพื้นบ้าน ชุมชนบนเกาะเล็กๆ ใกล้ชายฝั่ง โดยประชากรบนเกาะส่วนใหญ่เป็นชาวจีนไหหลำ อาชีพหลักของชุมชนที่นี่ก็คือ การทำประมงพื้นบ้าน และการบริการโฮมสเตย์เล็กๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมศักยภาพชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #OTOPนวัตวิถี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/309297&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_acs613XEoKkONjnzSMYL

  • ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยฝ่ายตลาดในประเทศ เตรียมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ผ่านการต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ภายใต้แนวคิด “ยิ่งเดินทางด้วยใจ ยิ่งได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม” สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ที่ยึดหลัก Value Over Volume ให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ของการเดินทาง มากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง

    แนวคิดดังกล่าวมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวของคนไทย จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือคลายเครียดในระยะสั้น ไปสู่การเดินทางที่มีความหมาย สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์คุณค่าภายในของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง เพื่อสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ในปี 2569 ททท. จะเดินหน้าสื่อสารและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกเดินทาง โดยมุ่งส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ Holistic Travel ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวไปไกลกว่า Wellness Tourism แบบเดิม

    การเดินทางในมุมมองใหม่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลสุขภาพกายหรือการพักผ่อน แต่เป็นการเติมพลังชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิด Thailand Premium

    นายอภิชัย ระบุว่า ททท. ต้องการยกระดับความหมายของคำว่า “ความสุข” ให้ลึกซึ้งและชัดเจนมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เพียงความสนุกหรือการพักผ่อนในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากการเดินทางซึ่งสะท้อนตัวตน ความเชื่อ และคุณค่าภายในของแต่ละคน หรือที่เรียกว่า Identity-led Travel ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เลือกออกเดินทางอย่างมีเป้าหมาย และให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์มากกว่าจำนวนกิจกรรมหรือสถานที่ท่องเที่ยว

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    “เราเชื่อว่า Purpose is the New Pleasure หรือการเดินทางที่มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มคุณค่าของชีวิต จะทำให้ความสุขที่ได้รับลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น” 

    สำหรับการต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ในปี 2569 จะมุ่งกระตุ้นให้คนไทยตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านการสื่อสารแนวคิดความสุขที่ลึกซึ้งขึ้น ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่

    • ธีมแรก Memory (ความทรงจำ) คือความสุขจากการได้กลับไปเชื่อมโยงกับตัวตนและความทรงจำที่ดีในอดีต เพื่อนำมาเป็นพลังในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
    • ธีมที่สอง Miracle (ความมหัศจรรย์) คือความอิ่มเอมใจจากการได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่
    • และธีมที่สาม Giving (การส่งต่อ) คือความสุขจากการมอบสิ่งดีให้กับตัวเอง ผู้อื่น และโลกใบนี้ ซึ่งช่วยเติมเต็มคุณค่าทางใจ และสร้างความหมายที่ยั่งยืนให้กับทุกการเดินทาง

    ททท. ปั้มไทยเที่ยวไทย ต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย”  ดันรายได้ 1 ล้านล้าน

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ทำงานร่วมกับกลุ่ม Creators เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวของ “ความสุข” จากประสบการณ์จริง ผ่านมุมมองที่สะท้อนความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง โดยใช้พลังของการเล่าเรื่องจากคนจริง เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น และจุดประกายให้นักท่องเที่ยวลุกขึ้นออกเดินทาง ค้นหาความสุขและช่วงเวลาที่มีความหมายในแบบของตนเอง

    ทั้งนี้ ททท. คาดว่าแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศปี 2569 จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ราว 1 ล้านล้านบาท และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้ประมาณ 210 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างทั่วถึง

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ทาง Facebook Page: The Story of Thailand สุขทันที ที่เที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/649054&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0minf1BGuJZ4OKpF-CQUS_

  • Q

    Q

    ตอบโจทย์การพักอาศัยที่หลากหลาย เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” รับท่องเที่ยวคึก

    QHHRREIT โชว์ศักยภาพ 4 ทรัพย์สินระดับท็อป ภายใต้แบรนด์

    ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ QHHRREIT (กองทรัสต์ฯ) ตอกย้ำ Hospitality REIT ชั้นนำของไทย โชว์ศักยภาพทรัพย์สินระดับท็อป 4 โครงการภายใต้แบรนด์ “Centre Point” บน Super Prime Location ทั้งประตูน้ำ สุขุมวิท สีลม และชิดลม เตรียมเดินหน้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 หลังสำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคาร “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” โรงแรมระดับพรีเมียม บนถนนหลังสวน ทำเลที่เป็น Super Prime CBD ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และจุดประสงค์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งท่องเที่ยวพักผ่อนหรือประชุมทางธุรกิจของผู้รับบริการหลากหลายสัญชาติ รองรับการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะยาว รับอานิสงส์การท่องเที่ยวฟื้นตัว

    นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ เปิดเผยว่า QHHRREIT เป็นกองทรัสต์ที่มีความโดดเด่นจากทรัพย์สินคุณภาพในทำเลศักยภาพสูง (Super Prime Location) ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของ QHHRREIT ประกอบด้วย โรงแรมคุณภาพแบรนด์ “Centre Point” ภายใต้การบริหารงานโดยมืออาชีพ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มผู้รับบริการและนักท่องเที่ยวรวมถึงชาวต่างชาติที่พักอาศัยระยะยาว (Expat) โดยทรัพย์สินปัจจุบันทั้ง 4 โครงการที่ ล้วนตั้งอยู่ใน Super Prime Location ได้แก่

    “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ” (Centre Point Plus Pratunam) ตั้งอยู่ใจกลางย่านประตูน้ำ ศูนย์กลางธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น และแหล่งช้อปปิ้งระดับโลกอย่าง Central World และ Platinum ฯลฯ จุดหมายของนักช้อปนานาชาติ ได้รับความนิยมจากนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเข้าพักตลอดทั้งปี “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 10” (Centre Point Sukhumvit 10) ติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีอโศก และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสุขุมวิท ทำเลที่ถือเป็นโอเอซิสใจกลางเมืองที่ผสมผสานความสงบเป็นส่วนตัวเข้ากับสีสันของย่านอโศก-สุขุมวิท ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและนักธุรกิจที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางสวนสวยและทะเลสาบ ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม” (Centre Point Plus Silom) ตั้งอยู่ในโครงการ Mixed-use ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนเจริญกรุง แหล่งพักอาศัยที่สำคัญในย่านสีลม และสาทร ใกล้ท่าเรือสาทรและรถไฟฟ้าบีทีเอส สะพานตากสิน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ลงตัวทั้งการทำงานและการพักผ่อน รองรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบวิถีชีวิตริมน้ำและย่านบางรัก

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับความคึกคักของการท่องเที่ยว กองทรัสต์ฯ เตรียมลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคาร “โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม” (Centre Point Hotel Chidlom) ที่จะหมดอายุสิทธิการเช่าในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยการเข้าลงทุนดังกล่าวจะมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากทรัพย์สินเดิมที่มีศักยภาพสูง ให้สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนที่มั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว โดยทรัพย์สินที่กองทรัสต์ฯจะลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ ตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าชิดลมและสวนสาธารณะลุมพินี ซึ่งเป็น Super Prime CBD รายล้อมด้วยที่พักอาศัยระดับ High-end มีความเงียบสงบแต่เชื่อมต่อกับแหล่งช้อปปิ้งลักชัวรี่ในย่านชิดลม ราชประสงค์ และเพลินจิต โดดเด่นด้วยห้องพักขนาดใหญ่ที่หาได้ยากในย่านใจกลางเมือง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งกลุ่มครอบครัวและกลุ่มนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของทรัพย์สิน QHHRREIT ไม่ได้อยู่แค่ทำเลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “Centre Point” ที่โดดเด่นในเรื่องมาตรฐานการบริการ ความกว้างขวางของห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเสมือนอยู่บ้าน ทำให้สามารถดึงดูดฐานลูกค้าที่หลากหลายในแง่ของสัญชาติ และจุดประสงค์การเดินทาง ทั้งนักท่องเที่ยวระยะสั้น (Short-stay) และผู้พักอาศัยระยะยาว (Long-stay) ซึ่งช่วยลดความผันผวนของรายได้และสร้างเสถียรภาพให้กับกองทรัสต์ฯ และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างหลากหลายกลุ่ม นอกจากนี้ โครงการบริหารงานโดยทีมงานมืออาชีพอย่าง บริษัท เซนเตอร์ พอยต์ ฮอสพิทอลิตี้ จำกัด (CPH) และบริหารจัดการทรัพย์สินโดย บริษัท คิว.เอช.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (QHI) ในเครือ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจโรงแรมมากกว่า 30 ปี มีฐานลูกค้าที่กว้างและหลากหลาย ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่พักระยะยาว (Long-stay) และมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ ทำให้อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นและสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับกองทรัสต์ฯ

    นายยศวีร์ สุทธิกุลพานิช ผู้บริหารสายงาน Investment Banking and Primary Markets Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า QHHRREIT ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์ (Filing) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหน่วยทรัสต์ (Filing) ของ QHHRREIT เป็นที่เรียบร้อย โดยการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 จะมีมูลค่าไม่เกิน 1,233.50 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 130.20 ล้านหน่วย และการกู้ยืมเงินสถาบันการเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ที่อยู่ในทำเลศักยภาพสูง ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้กองทรัสต์ฯ มีการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievou1ii1liqyn22mj7zu8c6k1qmenic&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Df_qmT3Zw6qlrysafeHA

  • ‘ษัษฐรัมย์’ หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    ‘ษัษฐรัมย์’ หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) สำนักงานใหญ่ กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า จัดกิจกรรม “เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม” โดยมีการเชิญบุคลากรจากแวดวง IT เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณด้าน IT ของสำนักงานกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท

    โดยกิจกรรมในวันนี้ เริ่มต้นด้วยนำเสนอจากตัวแทนกองทุนประกันสังคม เกี่ยวกับการปรับระบบไอทีที่ผ่านมาของสำนักงานกองทุนประกันสังคม ไปถึงรายละเอียดทางเทคนิค วิธีการดำเนินงาน อุปสรรค รวมถึงวิธีการใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานกองทุนประกันสังคมที่เกี่ยวกับด้านไอที โดยระหว่างการนำเสนอ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนจากผู้ร่วมรับฟังการนำเสนออย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ของการตั้งคำถามต่อวิธีการดำเนินงานของสำนักงานฯ การดำเนินการที่มีปัญหา การตั้งสเปกที่ชวนให้ตั้งคำถาม และข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงในอนาคตต่อไป

    ในช่วงหนึ่งของการสนทนา นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี บอร์ดประกันสังคม สัดส่วนลูกจ้าง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนโดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประกันสังคมในรอบปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนระบบไอทีครั้งใหญ่ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมากกว่า 15 ล้านคน มีเงินเข้าปีหนึ่งมากกว่า 3 แสนล้านบาท ดูแลเงินสิทธิประโยชน์กว่า 1 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานมากกว่า 5 พันล้านบาททุกปี และที่สำคัญคือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณด้านไอทีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

    'ษัษฐรัมย์' หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    การจัดงานเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามและการทำงานของอนุกรรมการไอที โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลในโครงการที่มีการตั้งข้อสงสัยในวันนี้ เชื่อว่าจะมีผลทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่บวกมากขึ้นได้ ขณะที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันในบอร์ด แต่เหตุผลว่าทำไมต้องมาฟ้องประชาชนและทำให้เรื่องสาธารณะ ก็เพราะเรื่องนี้ลำพังบอร์ดอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันได้ 100% แต่หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่บวกขึ้นบอร์ดก็น่าจะสามารถผลักดันอะไรได้เยอะขึ้น

    นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการทำงานของบอร์ดประกันสังคมได้รับการสนับสนุนผลักดัน โดยที่หลายเรื่องมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ต้องการเห็นสำนักงานฯ ดีขึ้นในทุกระดับร่วมสนับสนุน แต่ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี โดยเฉพาะในสิ่งที่มีผลประโยชน์มากและไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ก็ต้องยอมรับว่า บอร์ดประกันสังคมฝ่ายพวกตนก็ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกันในการทำให้ทุกอย่างมีความเป็นปกติมากขึ้น

    'ษัษฐรัมย์' หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    นายษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่มีการพูดคุยกันในวันนี้ ที่หลายคนร่วมแลกเปลี่ยนว่าเป็นการติดบั๊กของระบบ หากจะทำให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของบอร์ด แต่เป็นอำนาจของรัฐบาล คือการการทำให้องค์กรมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยการนำออกนอกระบบราชการ อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใสมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าสำนักงานฯ ยังค้างอยู่กับระบบแบบนี้ สิทธิประโยชน์หลายอย่างก็จะติดขัด ไม่ได้รับการผลักดันอย่างที่สมควรเป็น

    “ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างวันนี้พอที่จะทำได้ และควรที่จะมีการทำต่อไปในอนาคต คือการทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลและทำให้การใช้จ่ายเป็นที่ตรวจสอบได้โดยสาธารณะต่อไป ในอนาคตอาจจะเกิดได้ยากขึ้นแล้ว หากมีการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งเพื่อกีดกันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งอยู่ในชั้นประชาพิจารณ์” นายษัษฐรัมย์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1216818&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vpqJ3YsV4BUKFeqJixNWV

  • “รฟท.” ลุยประมวลข้อมูล ชง “กรมบัญชีกลาง” แบล็กลิสต์ “ไอทีดี” รักษาการผู้ว่า รฟท. ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด | เดลินิวส์

    “รฟท.” ลุยประมวลข้อมูล ชง “กรมบัญชีกลาง” แบล็กลิสต์ “ไอทีดี” รักษาการผู้ว่า รฟท. ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ทำสัญญางานก่อสร้างโครงการต่างๆ ของ รฟท. ประมาณ 4 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด และอีก 2 สัญญาในนามของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนก่อนหน้านี้มีโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย

    นายอนันต์ กล่าวต่อว่า รฟท. คงไม่ได้เพ่งเล็ง หรือตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัดเฉพาะบริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะต้องดูทั้งระบบ โดยหลังจากนี้ต้องไปดูงานก่อสร้างทุกจุด ของทุกโครงการทั้งรถไฟไฮสปีด และรถไฟทางคู่ ที่ใช้ตำแหน่งก่อสร้างที่คร่อมทางรถไฟที่เดินรถอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับจุดเกิดเหตุของสัญญา 3-4 ซึ่งจะต้องเพิ่มมาตรการเข้าไป อาทิ การติดตั้ง CCTV และการติดตั้งเซ็นเซอร์ ระบบตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีเหตุอันตรายเกิดขึ้นอีก

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเหตุการณ์ครั้งนี้จะขึ้นบัญชีดำบริษัท อิตาเลียนไทยฯ หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. คงต้องประมวลผล ซึ่งการจะขึ้นแบล็กลิสต์ ต้องประมวลผล และเตรียมรายงานไปที่กรมบัญชีกลาง อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ รฟท. ประเมินเบื้องต้นพบว่า ขบวนรถไฟดีเซลรางเสียหายทั้งคัน 2 คัน คันละประมาณ 70 ล้านบาท ประเมินค่าซ่อมแซมทั้งขบวนรถไฟ และรางรถไฟประมาณ 105 ล้านบาท นอกจากนี้ รฟท. จะดำเนินการด้านกฎหมาย คดีอาญา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต และทางแพ่ง ที่ทำให้ รฟท. เสียภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในการใช้บริการของประชาชน

    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้ผู้ว่า รฟท. พิจารณาตัวเอง นายอนันต์ กล่าวว่า เวลานี้ขอทำงานอย่างเต็มที่ รฟท. ซึ่งจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ รฟท. ดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อน และทำให้ดีที่สุด พวกเราทุกคนรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียครั้งนี้ ส่วนนโยบายจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับนโยบายจะเป็นผู้พิจารณา คิดว่าไม่น่าจะมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม ขอทำหน้าที่ต่อไปก่อน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงไม่หยุดการก่อสร้างในขณะที่มีการเดินขบวนรถไฟ นายอนันต์ กล่าวว่า ตามปกติโครงสร้างทางยกระดับของโครงการรถไฟไฮสปีดจะอยู่ด้านข้างของทางรถไฟเดิม มากกว่าระยะปลอดภัยประมาณ 4-5 เมตร จากเขตทางรถไฟ แต่บางจุด อาทิ จุดที่เกิดเหตุครั้งนี้เป็นการเบี่ยงทางโค้ง จึงคร่อมทางรถไฟเดิม เซกเมนต์ประมาณ 6 ตัว ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้อยู่บนทางรถไฟซึ่งไม่สามารถหยุดการเดินรถได้ แต่ถ้าวิศวกรควบคุมงานจำเป็นต้องเลื่อน หรือเคลื่อนตัวอุปกรณ์ใดๆ ที่มีโอกาสที่จะตกหล่นลงมาได้ ก็ต้องหยุดการเดินรถ ขณะนี้ รฟท. กำลังสอบสวนข้อเท็จจริงว่า เป็นการเคลื่อนตัวไปสุด และล็อกเรียบร้อยหรือยัง หรืออยู่ระหว่างเคลื่อนตัว หรือหล่นลงมา หรือใครทำให้หล่น นอกจากนี้จะต้องสอบสวนอีกว่า มีผู้ควบคุมงาน หรือผู้รับจ้างที่อยู่ประจำทุกสถานี ได้แจ้งผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ว่าจะมีรถไฟผ่าน ซึ่งผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จใน 15 วัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504747/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NGYJaUZEFhiLYaO-gA24v