Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม” ทำฮือฮาทั่วโซเชี่ยล! – INN News

    ​อะไรใหม่ๆ ก็มา โดย “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film)” ในเครือ iAM ปล่อยสปอยซีรีส์แนวตั้งครั้งแรก! เรื่อง “Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล” ซึ่งมีนักแสดงนำไอดอลจากวง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_989430/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239lcCKp0CJm3pAdRBGwR7

  • ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    ร่วมเปิดโลกการศึกษาเด็กตาบอด เพื่ออนาคตเด็กพิการทางสายตา

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

    Tag :

    เด็กคือรากฐานสำคัญของสังคมและอนาคตของประเทศ ที่ต้องได้รับการดูแลส่งเสริมและพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต เมื่อเด็กได้รับโอกาสทางการศึกษา การเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม พวกเขาจะสามารถก้าวสู่อนาคตที่ดี มีความหวัง มีคุณค่า และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

    ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเด็กๆทั่วประเทศ ที่ถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์การพัฒนาศักยภาพ ได้รับโอกาสมากมายจากครอบครัวและสังคม แต่ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือ เด็กผู้พิการทางสายตา เด็กกลุ่มเล็กๆ ที่แม้มองไม่เห็นโลกภายนอกด้วยดวงตา แต่ยังเปี่ยมไปด้วยศักยภาพและความฝัน การเปิดโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการยอมรับและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้เด็กพิการทางสายตาได้เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี มีความหวัง และมีอนาคตที่มั่นคงไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่นในสังคม โดยเฉพาะโอกาสด้านการศึกษา

    แม้ว่าการศึกษาจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน แต่สำหรับเด็กพิการทางสายตา เส้นทางการเรียนรู้มีข้อจำกัดที่มากกว่าเด็กทั่วไป ทั้งการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอน บุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงโอกาสทางการศึกษาในระยะยาว แต่ทั้งนี้ท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ยังมีพลังแห่งความหวังจากความร่วมมือของภาคสังคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ร่วมกันยื่นมือเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการเรียนรู้ เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก หรือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม เพื่อเปิดโลกการศึกษาที่แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจ ให้เด็กพิการทางสายตาได้ก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและมีคุณค่าในสังคม ช่วยให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคม สามารถสร้างอาชีพ พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2529 เป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กผู้พิการทางสายตา อายุระหว่าง 3-20 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เด็กส่วนใหญ่จะพักอาศัยอยู่ในโรงเรียน โดยเด็กๆจะได้รับการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อเตรียมตัวสู่สังคมหรือศึกษาต่อในอนาคต  อาทิ การฝึกอาชีพ ดนตรี กีฬา งานนวด งานฝีมือ รวมถึงการฝึกทักษะการใช้ชีวิตสำหรับคนตาบอด เช่น การช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน การเคลื่อนไหวและการเดินทาง การอ่านและเขียนอักษรเบรลล์ นันทนาการ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

    เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้พิการทางสายตา บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรีฯ เติมน้ำใจให้น้องตาบอด” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดย นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ ร่วมด้วย นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้แทนมอบเงินสมทบทุนการศึกษา อาหารกลางวัน รวมถึงสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนผู้พิการทางสายตาให้แก่น้องๆโรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยมี ครูวีระชัย เกียรติจรรยา เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์ฯ  เมื่อเร็วๆ นี้

    นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า แม้น้องๆ ผู้พิการทางสายตาจะมองไม่เห็นโลกภายนอกด้วยดวงตา แต่พวกเขามีศักยภาพและความสามารถไม่ต่างจากเด็กทั่วไป หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ชลิต อินดัสทรี ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมโอกาสทางการศึกษา เพื่อเปิดทางให้เด็กๆเหล่านี้ก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคง

    ด้านนางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กพิการทางสายตาที่ต้องการการดูแลและสนับสนุนเป็นพิเศษ เราหวังว่าการให้ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงที่มีส่วนช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิต และสร้างความหวังให้กับน้องๆและครอบครัวในระยะยาว”

    ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่ SCB เลขที่ 669-2-10787-4 สาขาพัทยาสาย 2 ชื่อ บ/ช ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536) หรืออาหารและสิ่งของจำเป็นต่างๆ ได้ที่ โทรศัพท์ 038-225-479 และ 081-359-0788 หรือเว็บไซต์ www.prsb.ac.th

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/940936&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wqX8znYXBAl8zqcz3xdxT

  • เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ ดีกรีธรรมะชั้นเอก สู่ผู้สมัคร สส.ตาก ปชน.

    เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ ดีกรีธรรมะชั้นเอก สู่ผู้สมัคร สส.ตาก ปชน.

    เปิดประวัติ “รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ” จากนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงในท้องถิ่น สู่ผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน ก่อนเส้นทางการเมืองจะสะดุด

    กรณีที่กำลังเป็นกระแสร้อนในแวดวงการเมือง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์นำกำลังเข้าจับกุม นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.จังหวัดตาก เขต 2 พรรคประชาชน ในข้อหาพัวพันเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อพื้นที่ภาคเหนือ และถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากสังคม

    จากนักการเมืองท้องถิ่น สู่ผู้สมัคร สส.ตาก

    นายรัชต์พงศ์ หรือ “ปอนด์” อายุ 32 ปี ถือเป็นคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เริ่มต้นเส้นทางการเมืองจากการเป็นผู้สมัคร ส.จ.ตาก ในนามคณะก้าวหน้า เมื่อปี 2563 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 ในนามพรรคประชาชน

    ที่ผ่านมา เขาเคยมีภาพลักษณ์เชิงบวกจากการทำกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะบทบาทอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่แม่สอด ทั้งการพ่นยาฆ่าเชื้อ แจกจ่ายอาหาร และช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤต

    เส้นทางการศึกษาและดีกรีธรรมศึกษาชั้นเอก

    ด้านการศึกษา นายรัชต์พงศ์จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์ และมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสรรพวิทยาคม นอกจากนี้ยังสำเร็จการศึกษาธรรมศึกษาชั้น ตรี โท และเอก

    ขณะเดียวกัน ยังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรม B.B.A. (Business Innovation Management) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีพื้นฐานทั้งด้านวิชาการและศาสนา

    ธุรกิจส่วนตัว โจ๊กชื่อดังเมืองแม่สอด

    ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นายรัชต์พงศ์ ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเป็นเจ้าของกิจการร้านโจ๊กในแม่สอด ในช่วงปี 2558–2560 ต่อด้วยร้านโจ๊กชื่อดังอีกร้าน ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงร้าน “ราชาทรัพย์” ที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2564

    ภาพลักษณ์ของผู้สมัครรายนี้จึงถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เติบโตจากฐานรากในพื้นที่ ก่อนก้าวสู่บทบาททางการเมืองระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9868222/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3diXItxo9ZR0mSNj_9aVHP

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D566998&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eSX2XN5j6ahP3QzMVFwLO

  • ชายแดนไทยเอายังไงดี? เวทีดีเบตแรก “เวิร์คพอยท์ 23” กับตัวแทน 6 พรรค

    พร้อมแล้ว! เวทีดีเบตแรกของ “ช่องเวิร์คพอยท์” ในหัวข้อ “สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา” ภายใต้ผู้นำคนใหม่จะเป็นอย่างไร? เช็กจุดยืนแต่ละพรรค กับ 6 ตัวแทน-ตัวตึง ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย, รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พรรคภูมิใจไทย, รัศมิ์ ชาลีจันทร์ พรรคเพื่อไทย, และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ

    .

    กับรายการพิเศษ “เลือกตั้ง69 เขย่าประเทศ” วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 15.15 น. เป็นต้นไป ติดตามได้ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 และช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook ข่าวเวิร์คพอยท์23, ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ และ YouTube https://youtube.com/live/TxteG4pdRAE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/Nj9s6d3xu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WQdIeyum1vNmGeZsGZ-uL

  • ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย” ชี้สร้างมูลค่าเพิ่ม ชูอีเวนต์โลกปักหมุดไทย หนุนเที่ยวเมืองรอง “ประชาชน” ตี 5 โจทย์ท้าทาย รายได้กระจุกตัว ไทยไร้แหล่งท่องเที่ยวใหม่ดึงนักท่องเที่ยวเที่ยวซ้ำ กระทบขีดแข่งขัน “ทุนเทา-นอมินี” แย่งเม็ดเงิน 20-30% “ประชาธิปัตย์” ย้ำรัฐต้องทำหน้าที่ผลักดัน “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” เอกชน ระยะสั้นเร่งสางปัญหาความปลอดภัยให้ภาคท่องเที่ยว

    “พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์” ประสานเสียงไม่เอา “กาสิโน-กัญชาเสรี” ขณะ “เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ ชี้โปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” จิ๊กซอว์ดึงดูด “เวิลด์คลาส แอทแทรคชัน” มาไทย “แอตต้า” ชงวาระแห่งชาติ “รัฐบาลใหม่” บังคับใช้กฎหมายกำราบทุนเทา นอมินี สมาคมโรงแรมไทย วอนรัฐเปิดทาง “เอกชน” มีส่วนร่วมเคลื่อนนโยบาย

    “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ย้อนไปก่อนโควิด-19 ระบาด สร้างความมั่งคั่งทางจีดีพี 15-20%

    ทว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 หลายพรรคการเมือง “ไร้นโยบายท่องเที่ยว” แต่สมาคมโรงแรมไทย (THA) และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ขอจัดเวทีให้ “พรรคการเมือง” ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ มาประชันนโยบายผ่านหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี”

    “เพื่อไทย” สานต่อนโยบาย ไทย “ฮับ” อีเวนต์ระดับโลก

    สุรเกียรติ เทียนทอง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคมีนโยบายพัฒนา ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มทักษะของคนทำงานในภาคบริการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” ระหว่างทำงานหากไปอัปสกิลหรือรีสกิล จะได้รับเงินชดเชย 1 หมื่นบาท/เดือน

    นอกจากนี้ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของอีเวนต์ระดับโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยที่มีนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    การมุ่งสู่ “เมดิคัล ฮับ” รวมถึงสุขภาพและความงาม ซึ่งไทยมีจุดแข็งเป็นแต้มต่อ ทั้งนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเหล่านี้ จะพำนักยาว 7-10 วัน พาครอบครัวมาด้วย มีการใช้จ่ายสูง เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ไทยเป็น “ฮับของการจัดงานแต่งงาน” จับกลุ่มเป้าหมายความหลากหลายทางเพศ(LGBTQ+) ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นต้น

    พรรคเพื่อไทยยังวางยุทธศาสตร์การพัฒนา “เมืองรอง” รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นรูปธรรมเชื่อมต่อการเดินทางเมืองหลัก เพื่อยกระดับเมืองรองที่มีศักยภาพก้าวเป็น “เมืองหลัก” ใน 10 ปี และจะสร้างสมดุลการค้า โดยเฉพาะการจองโรงแรม ที่พักต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ (OTA) ข้ามชาติ ซึ่งโกยค่าธรรมเนียม “กำไร”(GP)สูง ที่สำคัญต้อง “สร้างความเชื่อมั่น” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะสั้นและยาวเมื่อมาเที่ยวไทย

    “แพลตฟอร์มออนไลน์ รัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหรือ Affiliate เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ให้ตลาดเกิดความสมดุล”

    “ประชาธิปัตย์” เล็งสางกฎหมายที่ซับซ้อน “ลดต้นทุน” ธุรกิจเอกชน

    วีระพงศ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) มอง 4 เทรนด์มีอิทธิพลต่อท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.การเที่ยวอย่างยั่งยืน 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี ทรงพลังสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจ 3.ลักษณะประชากรศาสตร์ และ 4.บริบทโลกแบ่งขั้ว (Decupling)

    “4 เทรนด์มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ การกำหนดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของไทย”

    ทั้งนี้ นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ เน้นบทบาทของภาครัฐจะต้อง “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหายใหม่ ๆ เล็งการ “สะสางกฎหมายใหม่” โดยเฉพาะที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจ

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    “ประเทศไทยมีกฎหมายค่อนข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายบางประการเป็นภาระต้นทุนธุรกิจภาคเอกชน จึงมีแนวทางการปฏิรูประบบราชการผ่านกฎหมายหรือ Super Act ที่มีความล้าสมัย ไม่ได้บังคับใช้ ไม่มีประโยชน์ เพื่อเอื้อให้ธุรกิจมีความคล่องตัว สะดวก ลดภาระการทำงานกับภาครัฐ”

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้ปัญหาท่องเที่ยว ระยะสั้น เรื่องเร่งด่วน คือแก้ปัญหา ยกระดับความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวเมื่อมาเยี่ยมเยือนไทยทั้งปมสแกมเมอร์ ภัยพิบัติต่าง ๆ กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน ทั้งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หนุนนักท่องเที่ยว LGBTQ+ การผลักดันระบบ Open Data เพื่อรู้ข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้เจาะ หรือมีโอกาสใหม่ ๆ ระยะกลาง สร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จับนักท่องเที่ยวฮาลาล ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเที่ยวเมืองรอง สร้างแหล่งท่องเที่ยว Man Made ดึงนักเดินทาง ฯ

    ระยะยาว มอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อสร้างแรงกระตุ้นลงทุน ใช้วัสดุในประเทศเพื่อก่อสร้าง ใช้กลไกการค้าเสรี (FTA) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมบริการให้เป็นพันธมิตรเข้ามาลงทุนในไทย เป็นต้น

    “ประชาชน” ลั่นขจัด “ทุนเทา-นอมินี” ตั้งแต่ต้นทาง

    สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจจากพรรคประชาชน เดินหน้าย้ำ 5 โจทย์ใหญ่ที่ท่องเที่ยวเผชิญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวกระจุกตัวสูง 5 เมืองหลัก ทำรายได้กว่า 70% 2.นักท่องเที่ยวไม่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำ เพราะ 5-10 ปี จุดหมายปลายทาง แหล่งท่องเที่ยวเหมือนเดิม 3.นอมินี “ทุนเทา” ชิงเม็ดเงินจากอุตสาหกรรม 20-30% ทำรัฐ เอกชนเหนื่อย

    “รัฐ เอกชนไทย เราไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ทั้งที่ลงทุน ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีให้ประเทศ แทนที่จะแข่งขันได้ กลับเจอต้นทุนทางการเงินที่สกปรกมาฟอกเงิน สร้างโรงแรม แล้วยังมาตัดราคา”

    อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนได้เป็น “รัฐบาลบริหารประเทศ” จะขจัดปัญหาต่างๆ เช่น ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำภายใน 100 วัน จัดการ “ต้นทาง” คือตรวจสอบ “บริษัทบัญชี” และ “บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย”

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    “ผู้ประกอบการไทยเทา นักการเมืองไทยเทา ข้าราชการไทยเทา เราไม่เอา ไม่ปล่อยไว้”

    4.การบริหารจัดการแพลตฟอร์ม OTA ซึ่งไม่เห็นด้วยที่ “รัฐจะทำเอง” เพราะส่วนใหญ่ “เจ๊ง” แต่มองการต่อยอด “TAGTHAi” (ทักทาย) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทยครบวงจรที่ธนาคารกสิกรไทย (KBTG) ร่วมพัฒนา และมองการบังคับใช้กฎหมายหรือพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าเข้าไปจัดการ และ 5.การปฏิรูปงบประมาณ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีงบประมาณ 7,000 ล้านบาท/ปี เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (บอร์ด) ต้องเปลี่ยนคนนั่งหัวโต๊ะหรือ “นายกรัฐมนตรี” เนื่องจากมีภารกิจมากเกินไป

    “วาระเร่งด่วนที่สุด คือการจัดการทุนเทา นอมินีให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจัดการได้ในทางคดี 11 รายเท่านั้น น้อยมาก 2-3 ปีมานี้เคสนอมินีเพิ่มสูงขึ้น คอนโดมิเนียมปล่อยเช่าผิดกฎหมาย หากมี 1 หมื่นห้อง ปล่อยเช่าราคา 3,000 บาทต่อคืน ระยะเวลา 1 ปีเงินหายจากอุตสาหกรรมหมื่นล้านบาท”

    “เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ “กาสิโน”

    อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ THA และแอตต้า ได้โยนคำถาม “คานิโน-กัญชาเสรี” คำตอบจาก พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์คือ “ไม่เอา” ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” เลือกให้เหตุผลของการริเริ่มโครงการเอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือกาสิโน เพราะต้องการดึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกให้มาปักหมุดที่ไทย รวมถึงมีรายได้ จะนำไปอุดหนุนค่าตั๋ว โดยยกตัวอย่าง ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ ราคาถูกสุดในโลก เพราะมีเงินจากกาสิโนไปอุดหนุน

    ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมือง  ชูวาระเร่งด่วน “ปราบทุนเทา-ไม่เอากาสิโน”

    เอกชน จี้รัฐบังคับใช้กฎหมาย ยก “ปราบทุนเทา” วาระแห่งชาติ

    ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า ปัญหาทุนเทา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และควรเป็นวาระแห่งชาติ

    “รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง เข้มงวด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการที่ทำดีเหนื่อย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะตามคู่แข่งไม่ทัน”

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อยากให้ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของภาครัฐมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบการอยู่ในบอร์ดเลย นอกจากนี้ ต้องการให้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTA แห่งชาติ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวไทยที่สร้างรายได้ในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1216745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nc2uI4kFqY9G-w-qba8sW

  • “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้

    “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้

    “เจษฎ์” ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แบนไทยเข้าประเทศ แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า สหรัฐฯ ได้ ฝากรัฐบาลเร่งเจรจาด่วน

    วันที่ 15 ม.ค. 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (รช.) กล่าวถึงกรณีหลายคนวิตกกรณีข่าวสหรัฐอเมริกา เตรียมระงับการพิจารณาวีซ่าชั่วคราวห้ามเข้าประเทศ ตั้งแต่ 21 ม.ค.แบบไม่มีกำหนด พร้อม 75 ประเทศ โดยมีประเทศไทยด้วยว่า ความจริงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ยันวีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังเดินทางได้ปกติ ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความแตกตื่นกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่อยากขอให้ตั้งสติและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวนั้น “ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดในแง่ของการห้ามเข้าประเทศแบบเหมาเข่ง”

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า โดยจำแนกกลุ่มผู้เดินทางเพื่อสร้างความชัดเจน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ 1.กลุ่ม Immigrants หรือผู้ที่ขอเข้าไปตั้งถิ่นฐานพำนักอาศัยถาวร และกลุ่มที่จะขอเข้าไปอยู่กับญาติ ซึ่งทางนโยบายของทรัมป์ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาต 2.กลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วหากอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้มีการไล่กลับประเทศ 3.กลุ่มนักท่องเที่ยว (วีซ่า B1/B2) ยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน” ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ตามปกติ 4.กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ผู้ที่มีสถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยรองรับอย่างถูกต้อง ยังคงสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้เช่นเดิม

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งแตกตื่นครับ วีซ่าท่องเที่ยวยังไปได้ วีซ่าการศึกษายังไปได้ คนที่จะเดือดร้อนคือคนที่ขอเข้าไปพำนักอาศัยหรือไปอยู่กับญาติ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องรีบเข้ามาดูแล

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า ได้ฝากข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อหยุดความตื่นตระหนก รัฐบาลต้องรีบพูด ต้องรีบทำ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เจรจาพูดคุยกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงจัดประเทศไทยไปอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศเหล่านั้น ประเทศอื่นจะดำเนินการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เขา แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย ต้องรีบแก้ปัญหาให้คนที่กำลังจะได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2907959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XvXSpp94ebsGTwQdVLYJ7

  • เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    ในเวทีดีเบต “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี” ที่จัดโดยสมาคมโรงแรมไทยและแอตต้า เราได้เห็นการประชันวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจจากตัวแทน 3 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งแต่ละพรรคมีมุมมองต่อการแก้ปัญหาและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    เจาะนโยบายท่องเที่ยว 3 พรรค: เพื่อไทย ประชาชน ปชป. ใครคือตัวจริง?

    พรรคเพื่อไทย: เน้นเศรษฐกิจมูลค่าสูงและ “เงินหมื่น” พัฒนาทักษะ

    นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย นำเสนอแนวทางที่มุ่งเน้นการสร้าง High Value Economy หรือเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง โดยมีหัวใจสำคัญคือการยกระดับบุคลากรและการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำหากได้บริหารคือ

    • นโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน”: พรรคเสนอจ่ายเงินชดเชยเดือนละ 10,000 บาท ให้แรงงานในระหว่างการ Up-skill และ Re-skill เพื่อลดภาระการขาดรายได้ พร้อมระบบ Matching งานทันทีหลังจบหลักสูตร

    • ปั้นไทยสู่ศูนย์กลางโลก: มุ่งเป้าเป็น World Class Event Destination และศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) โดยเฉพาะการดึงกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง เช่น กลุ่มผ่าตัดแปลงเพศ และกลุ่ม Wedding LGBTQ+ หลัง พรบ. สมรสเท่าเทียมผ่าน

    • ยุทธศาสตร์เมืองรอง: พัฒนาเมืองรองให้รองรับนักท่องเที่ยวได้ถึง 40 ล้านคนภายใน 10 ปี ผ่านกลยุทธ์ Music Marketing และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่โรงแรม 3 ดาวในพื้นที่

    • รัฐในบทบาท Affiliate: เพื่อแก้ปัญหาส่วนแบ่งการตลาด (GP) ที่สูงของแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ช่วยสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย

    พรรคประชาชน: กวาดล้างทุนเทาและสร้างจุดขายใหม่ด้วย Man-made

    ดร. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มองว่าปัญหาใหญ่คือการกระจุกตัวของรายได้และผลกระทบจากทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย นโยบายของพรรคจึงเน้นไปที่ความโปร่งใสและการสร้างความยั่งยืน ดังนี้

    • ปราบปรามทุนเทา-นอมินี: นี่คือภารกิจเร่งด่วน โดยพรรคจะไล่ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือบริษัทบัญชี/กฎหมาย ไปจนถึงการสร้าง “กระดานสาธารณะ” ให้ประชาชนติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ และบังคับใช้กฎหมายอายัดทรัพย์อย่างจริงจัง

    • งบหมื่นล้านสร้าง Man-made Destination: เตรียมงบประมาณ 5,000 – 10,000 ล้านบาท สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น 5-10 แห่ง และอัดฉีดงบก้อนละ 200 ล้านบาทให้ 25 เมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว

    • จาก Event สู่ Community: เน้นเจาะกลุ่มความชอบเฉพาะทาง (Community-based) เช่น กลุ่มนักวิ่ง หรือกลุ่มรักคอนเสิร์ต ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 20-100%

    • การกระจายอำนาจ: ให้อำนาจท้องถิ่น (อบจ.) จัดการระบบขนส่งเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน “หลังบ้าน”

    ดร. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

    พรรคประชาธิปัตย์: รัฐคือผู้สนับสนุน (Enabler) และยุทธศาสตร์ 3 ระยะ

    นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอมุมมองที่มองผ่านเลนส์ความเปลี่ยนแปลงของโลก (4D) โดยย้ำว่ารัฐต้องเลิกเป็นผู้กำกับดูแล แต่ต้องเป็นผู้ “ชี้ทาง เปิดทาง และไม่ขวางทาง”, สิ่งที่พรรคจะทำแบ่งเป็น 3 ระยะ

    • ระยะสั้น (แก้ความเชื่อมั่น): นำมาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กลับมาใช้ในช่วง Low Season และสร้างระบบความปลอดภัยที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน

    • ระยะกลาง (ยกระดับศักยภาพ): เน้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (ESG) เพื่อดึงกลุ่มคุณภาพจากยุโรป และการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรองในรูปแบบ Seed Capital เช่น ทรงวาดโมเดล พร้อมแจกคูปองการศึกษาให้แรงงานไปอัปสกิล

    • ระยะยาว (โครงสร้างและกฎหมาย): ผลักดันการออก “Super Act” เพื่อโละกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเอกชน และใช้การเจรจา FTA เพื่อพัฒนาระบบ Payment และเทคโนโลยีร่วมกับนานาชาติ

    วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    บทสรุป

    โดยทั้ง 3 พรรคต่างเห็นตรงกันว่าเมืองรองและกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพคือทางรอด แต่ เพื่อไทย เน้นการใช้เม็ดเงินอุดหนุนแรงงานและอีเวนต์ระดับโลก 

    พรรคประชาชน เน้นการรื้อโครงสร้างงบประมาณ ปราบทุนเทาและกระจายอำนาจ 

    ส่วน ประชาธิปัตย์ เน้นการปฏิรูปกฎหมายและบทบาทของภาครัฐให้เป็นผู้สนับสนุนภาคเอกชนอย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการนำไปปฏิบัติจริงหากได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/736487&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ApP4rTtgBdNJ8j38I-tfh

  • สีหศักดิ์ ยืนยันมะกัน ระงับวีซ่าอพยพ ไม่กระทบท่องเที่ยว-ธุรกิจ

    สีหศักดิ์ ยืนยันมะกัน ระงับวีซ่าอพยพ ไม่กระทบท่องเที่ยว-ธุรกิจ

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศระงับกระบวนการออกวีซ่าถาวร หรือ Immigrant Visas ที่มีไทยเป็น 1 ใน 75 ประเทศที่ถูกระงับว่า วันนี้ (15 ม.ค.) ตนนางเอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐอเมริกาประจำประเทศได้ มาพบหารือพูดคุย เพื่อรับทราบรายละเอียดข้อมูล ซึ่งฝ่ายสหรัฐอเมริกา ก็แจ้งว่า ตนเองยังไม่มีข้อมูลทั้งหมด และจะพยายามหาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ พร้อมยืนยันว่า การระงับวีซ่านี้ เป็นเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ไปจะอยู่ถาวร หรือ ไปอยู่ในระยะยาว หรือ เป็นบุคคลที่มุ่งหวังจะมีสัญชาติอเมริกันต่อไป ดังนั้น นักเดินทาง นักธุรกิจ นักศึกษา ไม่เกี่ยว จึงขอให้สังคมเข้าใจ และการระงับดังกล่าว ไม่ได้ประกาศถาวรต่อเนื่อง แต่เพื่อขอดูกระบวนการ และดูสถานการณ์ในภาพรวม

    นายสีหศักดิ์ ยังคาดว่า เหตุผลที่มีการประกาศนี้ เนื่องจากสหรัฐมองว่า งบประมาณสำหรับดูแลบุคคลเหล่านี้ ที่หลายคนต้องพึ่งระบบสวัสดิการของอเมริกัน  ทำให้ไปแย่งงบประมาณที่จะไปดูแลในส่วนของคนอเมริกัน ซึ่งตนเองได้ขอบคุณอุปทูตสหรัฐอเมริกา ที่ได้มาชี้แจง และจะหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

    นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า ตนเองยังได้แสดงความกังวล และไม่สบายใจผ่านอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยด้วยว่า การจะเหมารวมทุกประเทศ ใน 75 ประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เหมือนกับหลายประเทศในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเหตุใดจึงไม่คุยกับแต่ละประเทศเป็นราย ๆ ไป และคนไทยที่อยู่ในอเมริกัน ที่อยู่แบบผิดกฎหมาฎหมายอาจไม่เยอะ เมื่อเทียบกับบางประเทศ และมีบางประเทศที่อาจจะมีปัญหามากกว่าไทยแต่ไม่อยู่ในลิสต์ ซึ่งคนไทยที่อยู่ในอเมริกาหลายคน ประกอบอาชีพสุจริต ทำงานในสาขาต่าง ๆ รวมถึงมีการเปิดร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นการช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปที่สหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้จึงสงสัย ว่า เหตุผลที่การประกาศนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ ที่ประกาศแบบเหมารวม ซึ่งตรงนี้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดความกระจ่าง เพราะขณะนี้ มีการส่งสัญญาณความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เพราะผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเพิ่งมาเยือนประเทศไทย และบอกว่า จากนี้จะต้องเดินหน้าความสัมพันธ์ ซึ่งไทย – สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่พิเศษ เป็นพันธมิตรที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่เหตุใดไทยถึงไปอยู่ในลิสต์นี้ และไทยมีสิทธิที่จะตั้งคำถาม ซึ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐฯ ก็เข้าใจ

    นายสีหศักดิ์ ยังย้ำว่า ความจริงแล้ว สหรัฐฯ ควรต้องมองในภาพรวม เพราะมีบริษัทไทย ที่ไปลงทุนในอเมริกา สร้างงานเป็นหมื่นงานให้กับคนอเมริกัน และหลังจากนี้ภายใต้ข้อตกลงที่ไทยกำลังเจรจาเรื่องภาษีการค้า ไทยจะลงทุนมากขึ้น ซื้อสินค้ามากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ทำคุ้มหรือไม่กับความรู้สึกของคนไทย สวนทางกับนโยบายที่กำลังเดินหน้าหรือไม่ เพราะฉะนั้น ภายในรัฐบาลสหรัฐฯ คงต้องไปคุยกันเอง เพื่อให้มีทิศทางเดียวกัน และการที่เชิญอัครราชทูตที่ปรึกษาสหรัฐฯ มาพูดคุยวันนี้ เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของคนไทย เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของประเทศไทยว่า ทำไมถึงได้รับการปฏิบัติแบบนี้ และหลังจากนี้ขอให้รอฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KJkZF7kjOk8cF6rwHWTi4

  • ‘Wellness Tourism’ เติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานในธุรกิจนี้ยังต้องเผชิญการจ้างงานที่ขาดมาตรฐานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ | SDG Move

    ‘Wellness Tourism’ เติบโตต่อเนื่อง แต่แรงงานในธุรกิจนี้ยังต้องเผชิญการจ้างงานที่ขาดมาตรฐานและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ | SDG Move

    ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรีทรีตโยคะในบาหลี การพักผ่อนแบบงดหรือลดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นการชั่วคราวในป่าฝน หรือการไปพักผ่อนบนเกาะหรูเพื่อ “ค้นหาตัวเอง” 

    กระแสดังกล่าวทำให้การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การถ่ายเซลฟี่ริมชายหาดหรือหน้าสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ อีกต่อไป แต่นักท่องเที่ยวยุคนี้ต้องการลงทุนในกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพจิต จิตวิญญาณ และร่างกาย ซึ่งพวกเขายินดีจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์เหล่านี้ 

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายทั่วโลกในการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจะมีมูลค่าแตะ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 และการใช้จ่ายในภาคนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า ภายในปี 2578 ขณะที่สมาคมการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism Association) ระบุว่า 90% ของนักท่องเที่ยวเปิดเผยว่ากิจกรรมสุขภาพเป็นส่วนสำคัญของแผนการเดินทางของพวกเขา

    อย่างไรก็ดี การเติบโตของธุรกิจประเภทนี้ก็มีประเด็นน่ากังวลที่ต้องจับตา เพราะขณะที่นักท่องเที่ยวแสวงหาความสงบ แรงงานในอุตสาหกรรมนี้กลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะนักนวดบำบัด พนักงานสปา ครูสอนโยคะ และเจ้าของรีทรีต ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แรงงานข้ามชาติ และแรงงานจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมักต้องเผชิญสภาพการทำงานที่ไม่ได้มาตรฐานและขาดการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    รายงานฉบับใหม่ชื่อ “In Decent or Dirty Work?” ได้สำรวจศึกษาประเด็นที่มักถูกมองข้ามในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขและเปลี่ยน ‘งานที่สกปรก’ เป็น ‘งานที่มีคุณค่า’ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ข้อค้นพบที่น่าสนใจซึ่งปรากฏในรายงานข้างต้น เช่น 

    • ช่องว่างของมาตรฐานและกฎระเบียบทำให้แรงงานอยู่ในสภาพเปราะบาง เช่น องค์กร Massage and Myotherapy Australia ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการทำสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบและข้อตกลงการจ้างงานที่หละหลวม ซึ่งการไม่มีการรับรองที่เป็นมาตรฐาน การบังคับใช้สัญญาที่เป็นธรรม และการยอมรับในวิชาชีพ แรงงานจำนวนมากต้องประสบกับการว่างงานบางส่วนหรือสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย
    • พนักงานในสปาบางแห่งเปิดเผยถึงรู้สึกความไม่ปลอดภัยเพราะงานของพวกเขาถูกทำให้ใกล้เคียงกับงานบริการทางเพศ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เส้นแบ่งไม่ชัดเจนและความต้องการอาจข้ามเส้นทางศีลธรรม
    • งานบริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมักถูกมองว่าเป็นงานสตรี (feminised work) มากกว่างานที่ต้องใช้ทักษะหรือความเชี่ยวชาญ ของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้ จึงมักถูกคาดหวังให้ต้องมีความสงบ อบอุ่น เอาใจใส่ และให้ความช่วยเหลือทางอารมณ์ไปพร้อม ๆ กับการต้องจัดการภาระงานที่หนักหน่วงและเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน
    • กรณีศึกษาของธุรกิจในเมลเบิร์น เปิดเผยให้เห็นว่ามีการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐานแก่แรงงานข้ามชาติ และพนักงานนวดบำบัดชาวเอเชียยังเคยถูกให้บริการทางเพศเป็นประจำ สะท้อนถึงการลดทอนคุณค่าและความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมทางเพศในแรงงานกลุ่มนี้

    รายงานยังเสนอแนวทางจัดการกับปัญหาข้างต้น ได้แก่  

    1. ระดับบุคคล: แรงงานต้องได้รับการเสริมพลัง แรงงานที่มีความผูกพันกับงานจะได้รับความพึงพอใจส่วนตัวจากการช่วยเหลือลูกค้าด้านสุขภาพและการพักผ่อน แรงงานที่มีความสุข จึงหมายถึงลูกค้าที่มีความสุขและคุณภาพงานที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี พนักงานควรได้รับการสนับสนุนจากภายนอกเพื่อช่วยเพิ่มความพึงพอใจในการทำงานด้วย เช่น การที่ผู้บริหารเน้นย้ำถึงคุณค่าของพนักงานที่มีต่อธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยเสริมสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองของพนักงานได้ นอกจากนี้ การปกป้องพนักงานจากภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น คำขอที่ไม่เหมาะสมจากลูกค้า ก็เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ปลอดภัยและมีเกียรติ
    2. ระดับมหภาค: นโยบาย โครงสร้างทางสังคม และการรับรู้ของสาธารณะ ล้วนมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่างานบริการด้านสุขภาพมีคุณค่าอย่างไร หากไม่มีการรับรองวิชาชีพหรือการยอมรับ งานเหล่านี้จะยังคงถูกประเมินคุณค่าต่ำ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เช่น การปฏิรูปของรัฐบาลและแคมเปญสาธารณะ ซึ่งจะช่วยยกระดับการยอมรับในวิชาชีพและสนับสนุนศักดิ์ศรี

    สำหรับประเทศไทย รายงาน “ข้อมูลเศรษฐกิจเชิงสุขภาพของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566”ระบุให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับด้าน Wellness Tourism มาต่อเนื่องหลายปี โดยปี 2566 อุตสาหกรรม Wellness Economy ของไทยมีมูลค่ากว่า 40.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) เเละ Wellness Tourism เป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้อันดับ 1 ในทั้งหมด 11 อุตสาหกรรมเวลเนสประเทศไทย ซึ่งมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดีสถานการณ์ของเเรงงานในอุตสาหกรรมนี้ก็ยังน่าจับตาไม่เหมือนที่อื่น ๆ เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะเเละเพิ่มจำนวนเเรงงาน รวมถึงระเบียบการปฏิบัติงานต่อลูกค้า ขณะที่การปกป้องคุ้มครองเเรงงานจากความเสี่ยงในการทำงานอาจจำเป็นต้องมีการถกสนทนาเพื่อออกเเบบมาตรการหรือกฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    –  World Bank เผยปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วงเผชิญภาวะหยุดชะงัก – พร้อมชี้เศรษฐกิจหมุนเวียนคือหนึ่งในทางออก 
    – รายงานของธนาคารโลก ชี้ไทยจำเป็นต้องเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ เตรียมรับมือการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
    – 15 องค์กรการกุศลชั้นนำเรียกร้องให้ World Bank Group และ IMF ลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดให้มากขึ้น 
    รายงานเศรษฐกิจไทยปี 2566 การท่องเที่ยวกลับมาเติบโตอีกครั้ง – แต่ยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้ง
    บทเรียนการฟื้นฟูรถไฟสายท้องถิ่นในญี่ปุ่น ไปสู่การพัฒนาชุมชน การเดินทาง และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
    SDG Updates | ‘ท่องเที่ยวโดยชุมชน‘ ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังท้องถิ่น: สำรวจผลกระทบเเละกรณีศึกษา ‘เเม่กำปอง‘

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
    – (5.1) ยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงในทุกที่
    – (5.2) ขจัดความรุนแรงทุกรูปแบบที่มีต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั้งในที่สาธารณะและที่รโหฐาน รวมถึงการค้ามนุษย์ การแสวงประโยชน์ทั้งทางเพศ และในรูปแบบอื่น
    #SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    – (8.3) ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่มีคุณค่า ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม และให้การสนับสนุนการรวมตัวและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงิน
    – (8.5) บรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้มีภาวะทุพพลภาพ และให้มีการจ่ายค่าจ้างที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (8.7) ดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพโดยทันที เพื่อขจัดแรงงานที่ถูกบังคับ ยุติความเป็นทาสสมัยใหม่และการค้ามนุษย์ และยับยั้งและกำจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งรวมถึงการเกณฑ์และการใช้ทหารเด็ก และภายในปี พ.ศ. 2568 ยุติการใช้แรงงานเด็กในทุกรูปแบบ
    – (8.8) ปกป้องสิทธิแรงงานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับผู้ทำงานทุกคน รวมถึงผู้ทำงานต่างด้าว โดยเฉพาะหญิงต่างด้าว และผู้ที่ทำงานเสี่ยงอันตราย

    แหล่งที่มา 
    Behind the wellness industry’s scented oils and soothing music are often underpaid, exploited workers
    BDMS Wellness Clinic จับมือ Global Wellness Institute เป็นปีที่ 3

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 123

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/01/15/wellness-tourism-violation/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CAqfldPwwIOlpMfp74nwH