Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถึงเวลาเคนยาคุมเข้ม ‘ไขมันทรานส์อุตสาหกรรม’ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพและเศรษฐกิจประเทศ

    ถึงเวลาเคนยาคุมเข้ม ‘ไขมันทรานส์อุตสาหกรรม’ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพและเศรษฐกิจประเทศ

    ครัวเรือนชาวเคนยามีกี่ครัวเรือนที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า “กรดไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม” (Industrially Produced Trans-Fatty Acids: iTFAs) คืออะไร และสารเหล่านี้แฝงอยู่ในอาหารที่เราบริโภคเป็นประจำ เช่น น้ำมันประกอบอาหาร มาการีน และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปขั้นสูงอย่างไร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มีผู้บริโภคจำนวนเท่าใดที่สละเวลาอ่านและทำความเข้าใจฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างจริงจัง

    ฉลากขนาดเล็กที่มักถูกมองข้ามนี้ แท้จริงแล้วเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของเรา เพราะบ่งบอกถึงสิ่งที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักว่า เบื้องหลังส่วนประกอบบางรายการนั้น มี “ภัยเงียบ” ซ่อนอยู่ เช่น ไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

    องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กรดไขมันทรานส์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

    1. ไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า “ไฮโดรจิเนชันบางส่วน” (partial hydrogenation) โดยเติมไฮโดรเจนลงในไขมันไม่อิ่มตัวเพื่อให้กลายเป็นไขมันแข็งหรือกึ่งแข็ง ไขมันชนิดนี้พบได้บ่อยในเบเกอรี ขนมทอด และอาหารแปรรูป

    2. ไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม

    แม้ว่าการใช้น้ำมันทอดซ้ำหรือการให้ความร้อนสูงมากกับน้ำมันปรุงอาหาร อาจทำให้ระดับไขมัน
    ทรานส์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปริมาณดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2–3 เท่านั้น เมื่อเทียบกับระดับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจิเนชันบางส่วน (PHOs) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตามแนวทางการจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งชาติของเคนยา ปี 2024 ระบุว่า ไขมันทรานส์ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่กลับก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง โดยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตร้อยละ 13 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 25 ของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่อปีในประเทศ นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภคไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพในปริมาณสูง ยังถูกระบุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถปรับเปลี่ยนได้

    รัฐบาลเคนยา โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเชิงบวกครั้งสำคัญผ่านกฎระเบียบว่าด้วยอาหาร ยา และสารเคมี (การติดฉลากอาหาร สารปรุงแต่ง และมาตรฐาน) ฉบับแก้ไข ปี 2015 เพื่อควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบดังกล่าวยังขาดการกำหนดเพดานปริมาณไขมันทรานส์ที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงมีความเสี่ยงต่อการได้รับไขมันทรานส์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย และอียิปต์ ได้กำหนดข้อจำกัดไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรมไม่เกินร้อยละ 2 ของไขมันทั้งหมด ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน แนวปฏิบัติสากลเป็นที่ยอมรับ และเหตุผลด้านสาธารณสุขก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เคนยาจึงสามารถและควรดำเนินรอยตาม ด้วยการออกกฎหมายและบังคับใช้มาตรการควบคุม iTFAs อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

    อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายบัน คี-มุน เคยกล่าวไว้ว่า ประชากรที่มีสุขภาพดี คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากปราศจากสุขภาพ ก็ย่อมไม่มีการพัฒนา เมื่อประชาชนมีสุขภาพดี ประชาชนจะมีประสิทธิภาพ มีนวัตกรรม และมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น”

    ดังนั้น การควบคุมไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย ชาวเคนยาทุกคนสมควรได้รับอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ และเคนยาสามารถปกป้องประชาชนของตนได้ด้วยการกำหนดเพดานไขมันทรานส์อุตสาหกรรมที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ทุกกฎระเบียบที่เกิดประโยชน์และเน้นการปกป้องล้วนมีความหมาย เพราะการคุ้มครองสุขภาพประชาชนไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางศีลธรรม แต่คือ นโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดที่ประเทศสามารถเลือกได้

    เขียนโดย นางเซลีน อาวัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันกิจการนิติบัญญัติระหว่างประเทศ (IILA) และนายเคลวิน มิธาโม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่โครงการ ด้านธรรมาภิบาลสุขภาพ IILA

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี

    การควบคุม iTFAs อย่างเข้มงวดจะส่งผลต่อโครงสร้างตลาดอาหารของเคนยา โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป น้ำมันปรุงอาหาร เบเกอรี และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ไขมันเป็นวัตถุดิบหลักผู้ประกอบการในประเทศจะต้องปรับสูตรการผลิต เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ และยกระดับมาตรฐานการผลิต ซึ่งในระยะสั้นอาจเพิ่มต้นทุน แต่ในระยะยาวจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และลดต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งยังสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคเมืองในเคนยาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น ดังนั้น ศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการไทยควบคู่กับโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มตลาดเคนยา  ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของไทย โดยไทยมีสินค้าหลากหลายในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว เช่น น้ำมันพืชทางเลือก อาหารแปรรูปที่ใช้ไขมันดี รวมถึงผลิตภัณฑ์ plant-based และ functional food การเน้นจุดขายด้าน “ปลอดไขมันทรานส์” “ดีต่อหัวใจ” และ “สอดคล้องมาตรฐาน WHO” จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าไทยในสายตาผู้นำเข้าและผู้บริโภคเคนยา ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพและกฎระเบียบใหม่ได้ จะไม่เพียงช่วยรักษาตลาดเดิม แต่ยังสามารถขยายบทบาทของสินค้าอาหารไทยในฐานะทางเลือกที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจและสาธารณสุขของเคนยาในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://businesstoday.co.ke

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี

    มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dt3fevv5rtwu0j5qv25fxnl2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JC63tkh17dxKPVlWrIaqs

  • 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026

    ที่ผ่านมา การแข่งขันของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ไม่ได้ชี้วัดที่สถานที่จัดการประชุมและงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ สวยหรู สมหน้าตาของประเทศเท่านั้น ทว่า เป็น “ประสบการณ์ที่เมืองสร้างให้ผู้เข้าร่วมงาน” ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มสร้างภาพลักษณ์เมือง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณชัดว่าความได้เปรียบของไมซ์อยู่ที่การออกแบบเมืองควบคู่กับประสบการณ์ สำหรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน สงครามการค้า ทำให้องค์กรและภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในงาน ไมซ์จึงต้องออกแบบประสบการณ์ให้คุ้มค่าและมีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    ขณะที่ ในด้านบุคลากร อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ต้องการคนที่ออกแบบประสบการณ์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ใช้เทคโนโลยีได้ และเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย คนเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม นอกจากนี้ งานไมซ์ต้องปรับตัวเร็ว เพราะความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด การจัดงานต้องทำได้เร็ว มีเวลาวางแผนสั้น และปรับเปลี่ยนได้ทันที ความคล่องตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นคุณสมบัติของทั้งเมืองและประเทศ
    สุดท้าย การทำงานร่วมกันระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม นี่คือสัญญาณว่า ไมซ์ในปี 2026 ต้องก้าวสู่การจัดงานที่ “เหนือกว่าการจัดงาน” (Beyond Event Execution) คือสร้างประสบการณ์ สร้างข้อมูลเชิงลึก และสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง

    เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ในปี 2026 MICE Intelligence Center ได้นำเสนอ 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026 สู่ความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย
    MICE
    • Live Experience as Strategic Capital – MICE ในฐานะ Human Verification Layer ของโลก AI
    เมื่อการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความท้าทายของโลกยุค AI จึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อถือ” ผู้คนเริ่มระมัดระวังกับสิ่งที่เห็นและอ่านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็โหยหาประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง Live Experience จึงกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และไมซ์ถูกยกระดับจากการเป็นอุตสาหกรรมจัดงาน ไปสู่ Human Verification Layer ของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมซ์ในเชิงโครงสร้างไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะจริง และการสร้างความไว้วางใจผ่านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
    ดังนั้น งานไมซ์คุณภาพสูงจึงต้องทำหน้าที่เป็น AI-free / Authentic Space พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด เห็นท่าที น้ำเสียง และบริบทของกันและกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจ ความร่วมมือ และเครือข่ายในโลกจริง ทำให้ไมซ์จะพัฒนาและกลายเป็น Trust Infrastructure และ Soft Infrastructure ของเศรษฐกิจ ที่ออกแบบทั้งโครงสร้างงาน พื้นที่ และจังหวะของประสบการณ์ให้เอื้อต่อบทสนทนาที่มีคุณค่า
    • From Mega Events to Precision MICE เล็กลง แต่ลึกกว่า และทรงอิทธิพลกว่า (Smaller, Deeper, More Influential)
    อุตสาหกรรมไมซ์ไทย กำลังเคลื่อนไปสู่ Precision MICE ซึ่งเป็นงานที่ออกแบบปฏิสัมพันธ์อย่างมีเป้าหมาย (Intentional interaction design) ผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Curated audience) และบทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น “ผู้ฟัง” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-author of the experience) ที่สามารถต่อยอดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคุณภาพ (Micro-community) เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning network) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Innovation sandbox) และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเชิงลึกในประเด็นที่ซับซ้อน (Trusted space) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไมซ์กลายเป็นเครื่องมือสร้างทุนทางสังคม (Social capital) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว (Intangible but strategic infrastructure)
    นอกจากนี้ ไมซ์ในบริบทนี้จะต้องสามารถออกแบบเส้นทางประสบการณ์ (Experience journey) อย่างมีความหมาย และเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากเชิงปริมาณ (Quantity-based KPIs) ไปสู่ผลกระทบเชิงคุณภาพ (Quality-based impact) เช่น จากการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไปสู่คุณภาพของเครือข่าย, จากการวัดการใช้จ่ายไปสู่ความร่วมมือระยะยาว, และจากความสำเร็จของงานไปสู่บทบาทของงานในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม
    ดังนั้น คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 คือ “งานไมซ์จะทิ้งอะไรไว้ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม?” ซึ่ง Precision MICE จะเป็นแก่นสำคัญของยุคที่ผู้เข้าร่วมงานให้คุณค่ากับความลึกซึ้ง ความหมายมากกว่าขนาดของงานไมซ์

    การจัดงานไมซ์ภูมิภาค

    • Destination as Experience Platform – เมือง = เนื้อหา ไม่ใช่แค่สถานที่ (City as Content, Not Just a Venue)
    ในปี 2026 บริบทการแข่งขันของไมซ์จะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Venue, Infrastructure และ Service standard ของเมืองเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถของเมืองในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย และแตกต่าง ไมซ์จึงต้องปรับจากกิจกรรมจัดงานไปสู่ Experience Platform ที่ใช้เมืองสื่อสารตัวตน วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ชุมชน และ Creative Economy เข้ากับงานไมซ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ของเมืองเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดเมืองให้มีส่วนร่วม (City-integrated MICE) และสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน และท้องถิ่น
    • Talent as National Capability คนไมซ์ คือขีดความสามารถของประเทศ (MICE Talent as National Capability)
    การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของบุคลากรไมซ์ขยับ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบประสบการณ์และการจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่ทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยี ความยั่งยืน ความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการทำงานข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural collaboration) สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาคนไมซ์ให้เป็นกำลังหลักของ Global MICE Value Chain สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ไมซ์กลายเป็นเส้นทางอาชีพใหม่ที่ผสาน Hard skills, Creative skills และ Strategic thinking เข้าด้วยกัน สำหรับประเทศที่สามารถพัฒนา MICE Professional of the Future ได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการ” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานและผู้ออกแบบคุณค่า” ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก
    • Cost Pressure สู่ Value Engineering Lean โครงสร้าง งานไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช่
    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไมซ์กำลังถูกบังคับให้ทบทวนโครงสร้างคุณค่า และวิธีจัดงานใหม่ ผลที่ตามมาคือการ “Trade-off” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดงานจำนวนมากหันไปใช้การประชุมแบบ Virtual มากขึ้น หรือเลือกเมืองระดับรองที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมตัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เคยมองว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่ง คุณภาพของวิทยากร หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่า ไมซ์ต้องหันมาใช้แนวคิด Value Engineering โดยมุ่งรักษา “คุณค่าที่รับรู้ได้” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้น Access & Status และความหมายเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายเชิงกายภาพ
    งานไมซ์จึงต้องเริ่มจากการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจนว่าอะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องส่งมอบ อะไรคือกิจกรรมที่สร้าง Impact ต่อธุรกิจ เครือข่าย ความรู้ และภาพลักษณ์ของประเทศ และอะไรคือต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องเสนอ “Total Value” ตั้งแต่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเชื่อม Business Matching กับองค์ความรู้และ City Experience ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยงานไมซ์ในอนาคตจำเป็นต้อง Lean ในโครงสร้าง, Smart ในการใช้เทคโนโลยี และ Experience-driven ในการสร้างคุณค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

    • Planner-Destination Alliance จากการซื้อ-ขาย สู่การกำกับร่วมของเมืองและผู้จัดงาน
    สัญญาณไมซ์ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานไมซ์ที่จะไม่เกิดจากผู้จัดงานหรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากพันธมิตรระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ ในรูปแบบของ Planner–Destination Alliance ที่ทำงานร่วมกันเสมือนทีมเดียวกัน หรือ One-Team Model และสามารถทำงานร่วมกันในฐานะ “ผู้กำกับร่วม” (Co-Governance) ตั้งแต่การวางเป้าหมาย ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวจากงานไมซ์ ที่สำคัญ ไมซ์จะไม่ถูกแยกออกจากนโยบายเมืองและประเทศ แต่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน Inclusivity,& Sustainability การออกแบบงานไมซ์ต้องคิดให้ไกลกว่าวันจัดงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ การกระจายประโยชน์สู่ธุรกิจท้องถิ่นและซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างผู้จัดงานและเมือง
    • Agile MICE under Uncertainty – Shorter Lead Time = ความสามารถแข่งขัน
    ไมซ์จะต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของ “การมีเวลาในการจัดงานที่น้อยลง แต่ความคาดหวังสูงขึ้น” ความเร่งด่วนในการวางแผนและจัดหาทรัพยากร (Time Crunch for Sourcing) การตัดสินใจแบบกระชั้นชิด ความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ไมซ์ไม่สามารถล็อกแผนล่วงหน้ายาวเหมือนเดิมได้ แม้แต่งานขนาดใหญ่ งบสูง ก็ยังมี Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
    ในปี 2026 ไมซ์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น Agile MICE หรือการออกแบบงานให้พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต้องยืดหยุ่นตั้งแต่สัญญา รูปแบบงาน ไปจนถึงซัพพลายเชน เช่น สัญญาที่ปรับขนาดงานได้ Venue ที่รองรับหลายรูปแบบ ซัพพลายเออร์ที่เพิ่มหรือลดกำลังได้ทันที ที่สำคัญ Agile MICE ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดงานฝ่ายเดียว แต่คือความพร้อมของทั้งเมืองและประเทศ
    ดังนั้น ประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม หรือมาตรการความปลอดภัย จะถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับองค์กรระดับโลก ซึ่งความยืดหยุ่นจะไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ และแสดงถึงวิธีการรับมือที่จะเป็นจุดขายใหม่ของประเทศเพื่อดึงดูดงาน ไมซ์คุณภาพสูง
    • MICE as Strategic Intelligence & Economic Platform = คุม Early Signal ของเศรษฐกิจ
    ความผันผวนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ไมซ์จึงถูกยกระดับสู่ Strategic Intelligence และ Economic Platform ของประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อม SME และผู้ประกอบการสู่ตลาดโลก สร้าง Knowledge IP ผ่านการประชุม การจับคู่ธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิด Economic Spillover ต่อเมือง อุตสาหกรรม และแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ ไมซ์มีความได้เปรียบคือ การเป็น High-value First-party Data ข้อมูลจากไมซ์ ที่จะสะท้อนสัญญาณการตัดสินใจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่มา : บทความเรื่อง “อ่านเกม MICE ล่วงหน้ากับ 8 สัญญาณในปี 2026” จากเว็บไซต์ MICE Intelligence Center


    อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2026

    ชิป “เมดอินไทยแลนด์” หมุดหมายความสำเร็จอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

    แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    Post Views: 270

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/14/8-signals-mice-industry-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ruiD0SAyfsLOE6gQBiZ1

  • 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026

    ที่ผ่านมา การแข่งขันของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ไม่ได้ชี้วัดที่สถานที่จัดการประชุมและงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ สวยหรู สมหน้าตาของประเทศเท่านั้น ทว่า เป็น “ประสบการณ์ที่เมืองสร้างให้ผู้เข้าร่วมงาน” ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มสร้างภาพลักษณ์เมือง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณชัดว่าความได้เปรียบของไมซ์อยู่ที่การออกแบบเมืองควบคู่กับประสบการณ์ สำหรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน สงครามการค้า ทำให้องค์กรและภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในงาน ไมซ์จึงต้องออกแบบประสบการณ์ให้คุ้มค่าและมีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    ขณะที่ ในด้านบุคลากร อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ต้องการคนที่ออกแบบประสบการณ์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ใช้เทคโนโลยีได้ และเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย คนเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม นอกจากนี้ งานไมซ์ต้องปรับตัวเร็ว เพราะความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด การจัดงานต้องทำได้เร็ว มีเวลาวางแผนสั้น และปรับเปลี่ยนได้ทันที ความคล่องตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นคุณสมบัติของทั้งเมืองและประเทศ
    สุดท้าย การทำงานร่วมกันระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม นี่คือสัญญาณว่า ไมซ์ในปี 2026 ต้องก้าวสู่การจัดงานที่ “เหนือกว่าการจัดงาน” (Beyond Event Execution) คือสร้างประสบการณ์ สร้างข้อมูลเชิงลึก และสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง

    เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ในปี 2026 MICE Intelligence Center ได้นำเสนอ 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026 สู่ความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย
    MICE
    • Live Experience as Strategic Capital – MICE ในฐานะ Human Verification Layer ของโลก AI
    เมื่อการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความท้าทายของโลกยุค AI จึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อถือ” ผู้คนเริ่มระมัดระวังกับสิ่งที่เห็นและอ่านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็โหยหาประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง Live Experience จึงกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และไมซ์ถูกยกระดับจากการเป็นอุตสาหกรรมจัดงาน ไปสู่ Human Verification Layer ของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมซ์ในเชิงโครงสร้างไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะจริง และการสร้างความไว้วางใจผ่านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
    ดังนั้น งานไมซ์คุณภาพสูงจึงต้องทำหน้าที่เป็น AI-free / Authentic Space พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด เห็นท่าที น้ำเสียง และบริบทของกันและกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจ ความร่วมมือ และเครือข่ายในโลกจริง ทำให้ไมซ์จะพัฒนาและกลายเป็น Trust Infrastructure และ Soft Infrastructure ของเศรษฐกิจ ที่ออกแบบทั้งโครงสร้างงาน พื้นที่ และจังหวะของประสบการณ์ให้เอื้อต่อบทสนทนาที่มีคุณค่า
    • From Mega Events to Precision MICE เล็กลง แต่ลึกกว่า และทรงอิทธิพลกว่า (Smaller, Deeper, More Influential)
    อุตสาหกรรมไมซ์ไทย กำลังเคลื่อนไปสู่ Precision MICE ซึ่งเป็นงานที่ออกแบบปฏิสัมพันธ์อย่างมีเป้าหมาย (Intentional interaction design) ผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Curated audience) และบทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น “ผู้ฟัง” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-author of the experience) ที่สามารถต่อยอดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคุณภาพ (Micro-community) เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning network) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Innovation sandbox) และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเชิงลึกในประเด็นที่ซับซ้อน (Trusted space) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไมซ์กลายเป็นเครื่องมือสร้างทุนทางสังคม (Social capital) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว (Intangible but strategic infrastructure)
    นอกจากนี้ ไมซ์ในบริบทนี้จะต้องสามารถออกแบบเส้นทางประสบการณ์ (Experience journey) อย่างมีความหมาย และเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากเชิงปริมาณ (Quantity-based KPIs) ไปสู่ผลกระทบเชิงคุณภาพ (Quality-based impact) เช่น จากการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไปสู่คุณภาพของเครือข่าย, จากการวัดการใช้จ่ายไปสู่ความร่วมมือระยะยาว, และจากความสำเร็จของงานไปสู่บทบาทของงานในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม
    ดังนั้น คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 คือ “งานไมซ์จะทิ้งอะไรไว้ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม?” ซึ่ง Precision MICE จะเป็นแก่นสำคัญของยุคที่ผู้เข้าร่วมงานให้คุณค่ากับความลึกซึ้ง ความหมายมากกว่าขนาดของงานไมซ์

    การจัดงานไมซ์ภูมิภาค

    • Destination as Experience Platform – เมือง = เนื้อหา ไม่ใช่แค่สถานที่ (City as Content, Not Just a Venue)
    ในปี 2026 บริบทการแข่งขันของไมซ์จะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Venue, Infrastructure และ Service standard ของเมืองเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถของเมืองในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย และแตกต่าง ไมซ์จึงต้องปรับจากกิจกรรมจัดงานไปสู่ Experience Platform ที่ใช้เมืองสื่อสารตัวตน วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ชุมชน และ Creative Economy เข้ากับงานไมซ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ของเมืองเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดเมืองให้มีส่วนร่วม (City-integrated MICE) และสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน และท้องถิ่น
    • Talent as National Capability คนไมซ์ คือขีดความสามารถของประเทศ (MICE Talent as National Capability)
    การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของบุคลากรไมซ์ขยับ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบประสบการณ์และการจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่ทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยี ความยั่งยืน ความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการทำงานข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural collaboration) สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาคนไมซ์ให้เป็นกำลังหลักของ Global MICE Value Chain สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ไมซ์กลายเป็นเส้นทางอาชีพใหม่ที่ผสาน Hard skills, Creative skills และ Strategic thinking เข้าด้วยกัน สำหรับประเทศที่สามารถพัฒนา MICE Professional of the Future ได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการ” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานและผู้ออกแบบคุณค่า” ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก
    • Cost Pressure สู่ Value Engineering Lean โครงสร้าง งานไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช่
    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไมซ์กำลังถูกบังคับให้ทบทวนโครงสร้างคุณค่า และวิธีจัดงานใหม่ ผลที่ตามมาคือการ “Trade-off” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดงานจำนวนมากหันไปใช้การประชุมแบบ Virtual มากขึ้น หรือเลือกเมืองระดับรองที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมตัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เคยมองว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่ง คุณภาพของวิทยากร หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่า ไมซ์ต้องหันมาใช้แนวคิด Value Engineering โดยมุ่งรักษา “คุณค่าที่รับรู้ได้” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้น Access & Status และความหมายเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายเชิงกายภาพ
    งานไมซ์จึงต้องเริ่มจากการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจนว่าอะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องส่งมอบ อะไรคือกิจกรรมที่สร้าง Impact ต่อธุรกิจ เครือข่าย ความรู้ และภาพลักษณ์ของประเทศ และอะไรคือต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องเสนอ “Total Value” ตั้งแต่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเชื่อม Business Matching กับองค์ความรู้และ City Experience ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยงานไมซ์ในอนาคตจำเป็นต้อง Lean ในโครงสร้าง, Smart ในการใช้เทคโนโลยี และ Experience-driven ในการสร้างคุณค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

    • Planner-Destination Alliance จากการซื้อ-ขาย สู่การกำกับร่วมของเมืองและผู้จัดงาน
    สัญญาณไมซ์ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานไมซ์ที่จะไม่เกิดจากผู้จัดงานหรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากพันธมิตรระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ ในรูปแบบของ Planner–Destination Alliance ที่ทำงานร่วมกันเสมือนทีมเดียวกัน หรือ One-Team Model และสามารถทำงานร่วมกันในฐานะ “ผู้กำกับร่วม” (Co-Governance) ตั้งแต่การวางเป้าหมาย ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวจากงานไมซ์ ที่สำคัญ ไมซ์จะไม่ถูกแยกออกจากนโยบายเมืองและประเทศ แต่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน Inclusivity,& Sustainability การออกแบบงานไมซ์ต้องคิดให้ไกลกว่าวันจัดงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ การกระจายประโยชน์สู่ธุรกิจท้องถิ่นและซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างผู้จัดงานและเมือง
    • Agile MICE under Uncertainty – Shorter Lead Time = ความสามารถแข่งขัน
    ไมซ์จะต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของ “การมีเวลาในการจัดงานที่น้อยลง แต่ความคาดหวังสูงขึ้น” ความเร่งด่วนในการวางแผนและจัดหาทรัพยากร (Time Crunch for Sourcing) การตัดสินใจแบบกระชั้นชิด ความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ไมซ์ไม่สามารถล็อกแผนล่วงหน้ายาวเหมือนเดิมได้ แม้แต่งานขนาดใหญ่ งบสูง ก็ยังมี Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
    ในปี 2026 ไมซ์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น Agile MICE หรือการออกแบบงานให้พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต้องยืดหยุ่นตั้งแต่สัญญา รูปแบบงาน ไปจนถึงซัพพลายเชน เช่น สัญญาที่ปรับขนาดงานได้ Venue ที่รองรับหลายรูปแบบ ซัพพลายเออร์ที่เพิ่มหรือลดกำลังได้ทันที ที่สำคัญ Agile MICE ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดงานฝ่ายเดียว แต่คือความพร้อมของทั้งเมืองและประเทศ
    ดังนั้น ประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม หรือมาตรการความปลอดภัย จะถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับองค์กรระดับโลก ซึ่งความยืดหยุ่นจะไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ และแสดงถึงวิธีการรับมือที่จะเป็นจุดขายใหม่ของประเทศเพื่อดึงดูดงาน ไมซ์คุณภาพสูง
    • MICE as Strategic Intelligence & Economic Platform = คุม Early Signal ของเศรษฐกิจ
    ความผันผวนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ไมซ์จึงถูกยกระดับสู่ Strategic Intelligence และ Economic Platform ของประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อม SME และผู้ประกอบการสู่ตลาดโลก สร้าง Knowledge IP ผ่านการประชุม การจับคู่ธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิด Economic Spillover ต่อเมือง อุตสาหกรรม และแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ ไมซ์มีความได้เปรียบคือ การเป็น High-value First-party Data ข้อมูลจากไมซ์ ที่จะสะท้อนสัญญาณการตัดสินใจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่มา : บทความเรื่อง “อ่านเกม MICE ล่วงหน้ากับ 8 สัญญาณในปี 2026” จากเว็บไซต์ MICE Intelligence Center


    อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2026

    ชิป “เมดอินไทยแลนด์” หมุดหมายความสำเร็จอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

    แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    Post Views: 252

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/14/8-signals-mice-industry-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ruiD0SAyfsLOE6gQBiZ1

  • 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026

    ที่ผ่านมา การแข่งขันของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ไม่ได้ชี้วัดที่สถานที่จัดการประชุมและงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ สวยหรู สมหน้าตาของประเทศเท่านั้น ทว่า เป็น “ประสบการณ์ที่เมืองสร้างให้ผู้เข้าร่วมงาน” ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มสร้างภาพลักษณ์เมือง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณชัดว่าความได้เปรียบของไมซ์อยู่ที่การออกแบบเมืองควบคู่กับประสบการณ์ สำหรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน สงครามการค้า ทำให้องค์กรและภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในงาน ไมซ์จึงต้องออกแบบประสบการณ์ให้คุ้มค่าและมีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    ขณะที่ ในด้านบุคลากร อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ต้องการคนที่ออกแบบประสบการณ์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ใช้เทคโนโลยีได้ และเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย คนเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม นอกจากนี้ งานไมซ์ต้องปรับตัวเร็ว เพราะความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด การจัดงานต้องทำได้เร็ว มีเวลาวางแผนสั้น และปรับเปลี่ยนได้ทันที ความคล่องตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นคุณสมบัติของทั้งเมืองและประเทศ
    สุดท้าย การทำงานร่วมกันระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม นี่คือสัญญาณว่า ไมซ์ในปี 2026 ต้องก้าวสู่การจัดงานที่ “เหนือกว่าการจัดงาน” (Beyond Event Execution) คือสร้างประสบการณ์ สร้างข้อมูลเชิงลึก และสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง

    เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ในปี 2026 MICE Intelligence Center ได้นำเสนอ 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026 สู่ความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย
    MICE
    • Live Experience as Strategic Capital – MICE ในฐานะ Human Verification Layer ของโลก AI
    เมื่อการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความท้าทายของโลกยุค AI จึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อถือ” ผู้คนเริ่มระมัดระวังกับสิ่งที่เห็นและอ่านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็โหยหาประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง Live Experience จึงกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และไมซ์ถูกยกระดับจากการเป็นอุตสาหกรรมจัดงาน ไปสู่ Human Verification Layer ของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมซ์ในเชิงโครงสร้างไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะจริง และการสร้างความไว้วางใจผ่านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
    ดังนั้น งานไมซ์คุณภาพสูงจึงต้องทำหน้าที่เป็น AI-free / Authentic Space พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด เห็นท่าที น้ำเสียง และบริบทของกันและกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจ ความร่วมมือ และเครือข่ายในโลกจริง ทำให้ไมซ์จะพัฒนาและกลายเป็น Trust Infrastructure และ Soft Infrastructure ของเศรษฐกิจ ที่ออกแบบทั้งโครงสร้างงาน พื้นที่ และจังหวะของประสบการณ์ให้เอื้อต่อบทสนทนาที่มีคุณค่า
    • From Mega Events to Precision MICE เล็กลง แต่ลึกกว่า และทรงอิทธิพลกว่า (Smaller, Deeper, More Influential)
    อุตสาหกรรมไมซ์ไทย กำลังเคลื่อนไปสู่ Precision MICE ซึ่งเป็นงานที่ออกแบบปฏิสัมพันธ์อย่างมีเป้าหมาย (Intentional interaction design) ผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Curated audience) และบทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น “ผู้ฟัง” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-author of the experience) ที่สามารถต่อยอดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคุณภาพ (Micro-community) เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning network) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Innovation sandbox) และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเชิงลึกในประเด็นที่ซับซ้อน (Trusted space) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไมซ์กลายเป็นเครื่องมือสร้างทุนทางสังคม (Social capital) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว (Intangible but strategic infrastructure)
    นอกจากนี้ ไมซ์ในบริบทนี้จะต้องสามารถออกแบบเส้นทางประสบการณ์ (Experience journey) อย่างมีความหมาย และเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากเชิงปริมาณ (Quantity-based KPIs) ไปสู่ผลกระทบเชิงคุณภาพ (Quality-based impact) เช่น จากการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไปสู่คุณภาพของเครือข่าย, จากการวัดการใช้จ่ายไปสู่ความร่วมมือระยะยาว, และจากความสำเร็จของงานไปสู่บทบาทของงานในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม
    ดังนั้น คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 คือ “งานไมซ์จะทิ้งอะไรไว้ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม?” ซึ่ง Precision MICE จะเป็นแก่นสำคัญของยุคที่ผู้เข้าร่วมงานให้คุณค่ากับความลึกซึ้ง ความหมายมากกว่าขนาดของงานไมซ์

    การจัดงานไมซ์ภูมิภาค

    • Destination as Experience Platform – เมือง = เนื้อหา ไม่ใช่แค่สถานที่ (City as Content, Not Just a Venue)
    ในปี 2026 บริบทการแข่งขันของไมซ์จะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Venue, Infrastructure และ Service standard ของเมืองเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถของเมืองในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย และแตกต่าง ไมซ์จึงต้องปรับจากกิจกรรมจัดงานไปสู่ Experience Platform ที่ใช้เมืองสื่อสารตัวตน วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ชุมชน และ Creative Economy เข้ากับงานไมซ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ของเมืองเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดเมืองให้มีส่วนร่วม (City-integrated MICE) และสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน และท้องถิ่น
    • Talent as National Capability คนไมซ์ คือขีดความสามารถของประเทศ (MICE Talent as National Capability)
    การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของบุคลากรไมซ์ขยับ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบประสบการณ์และการจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่ทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยี ความยั่งยืน ความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการทำงานข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural collaboration) สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาคนไมซ์ให้เป็นกำลังหลักของ Global MICE Value Chain สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ไมซ์กลายเป็นเส้นทางอาชีพใหม่ที่ผสาน Hard skills, Creative skills และ Strategic thinking เข้าด้วยกัน สำหรับประเทศที่สามารถพัฒนา MICE Professional of the Future ได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการ” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานและผู้ออกแบบคุณค่า” ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก
    • Cost Pressure สู่ Value Engineering Lean โครงสร้าง งานไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช่
    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไมซ์กำลังถูกบังคับให้ทบทวนโครงสร้างคุณค่า และวิธีจัดงานใหม่ ผลที่ตามมาคือการ “Trade-off” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดงานจำนวนมากหันไปใช้การประชุมแบบ Virtual มากขึ้น หรือเลือกเมืองระดับรองที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมตัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เคยมองว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่ง คุณภาพของวิทยากร หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่า ไมซ์ต้องหันมาใช้แนวคิด Value Engineering โดยมุ่งรักษา “คุณค่าที่รับรู้ได้” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้น Access & Status และความหมายเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายเชิงกายภาพ
    งานไมซ์จึงต้องเริ่มจากการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจนว่าอะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องส่งมอบ อะไรคือกิจกรรมที่สร้าง Impact ต่อธุรกิจ เครือข่าย ความรู้ และภาพลักษณ์ของประเทศ และอะไรคือต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องเสนอ “Total Value” ตั้งแต่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเชื่อม Business Matching กับองค์ความรู้และ City Experience ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยงานไมซ์ในอนาคตจำเป็นต้อง Lean ในโครงสร้าง, Smart ในการใช้เทคโนโลยี และ Experience-driven ในการสร้างคุณค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

    • Planner-Destination Alliance จากการซื้อ-ขาย สู่การกำกับร่วมของเมืองและผู้จัดงาน
    สัญญาณไมซ์ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานไมซ์ที่จะไม่เกิดจากผู้จัดงานหรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากพันธมิตรระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ ในรูปแบบของ Planner–Destination Alliance ที่ทำงานร่วมกันเสมือนทีมเดียวกัน หรือ One-Team Model และสามารถทำงานร่วมกันในฐานะ “ผู้กำกับร่วม” (Co-Governance) ตั้งแต่การวางเป้าหมาย ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวจากงานไมซ์ ที่สำคัญ ไมซ์จะไม่ถูกแยกออกจากนโยบายเมืองและประเทศ แต่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน Inclusivity,& Sustainability การออกแบบงานไมซ์ต้องคิดให้ไกลกว่าวันจัดงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ การกระจายประโยชน์สู่ธุรกิจท้องถิ่นและซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างผู้จัดงานและเมือง
    • Agile MICE under Uncertainty – Shorter Lead Time = ความสามารถแข่งขัน
    ไมซ์จะต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของ “การมีเวลาในการจัดงานที่น้อยลง แต่ความคาดหวังสูงขึ้น” ความเร่งด่วนในการวางแผนและจัดหาทรัพยากร (Time Crunch for Sourcing) การตัดสินใจแบบกระชั้นชิด ความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ไมซ์ไม่สามารถล็อกแผนล่วงหน้ายาวเหมือนเดิมได้ แม้แต่งานขนาดใหญ่ งบสูง ก็ยังมี Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
    ในปี 2026 ไมซ์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น Agile MICE หรือการออกแบบงานให้พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต้องยืดหยุ่นตั้งแต่สัญญา รูปแบบงาน ไปจนถึงซัพพลายเชน เช่น สัญญาที่ปรับขนาดงานได้ Venue ที่รองรับหลายรูปแบบ ซัพพลายเออร์ที่เพิ่มหรือลดกำลังได้ทันที ที่สำคัญ Agile MICE ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดงานฝ่ายเดียว แต่คือความพร้อมของทั้งเมืองและประเทศ
    ดังนั้น ประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม หรือมาตรการความปลอดภัย จะถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับองค์กรระดับโลก ซึ่งความยืดหยุ่นจะไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ และแสดงถึงวิธีการรับมือที่จะเป็นจุดขายใหม่ของประเทศเพื่อดึงดูดงาน ไมซ์คุณภาพสูง
    • MICE as Strategic Intelligence & Economic Platform = คุม Early Signal ของเศรษฐกิจ
    ความผันผวนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ไมซ์จึงถูกยกระดับสู่ Strategic Intelligence และ Economic Platform ของประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อม SME และผู้ประกอบการสู่ตลาดโลก สร้าง Knowledge IP ผ่านการประชุม การจับคู่ธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิด Economic Spillover ต่อเมือง อุตสาหกรรม และแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ ไมซ์มีความได้เปรียบคือ การเป็น High-value First-party Data ข้อมูลจากไมซ์ ที่จะสะท้อนสัญญาณการตัดสินใจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่มา : บทความเรื่อง “อ่านเกม MICE ล่วงหน้ากับ 8 สัญญาณในปี 2026” จากเว็บไซต์ MICE Intelligence Center


    อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2026

    ชิป “เมดอินไทยแลนด์” หมุดหมายความสำเร็จอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

    แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    Post Views: 234

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/14/8-signals-mice-industry-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ruiD0SAyfsLOE6gQBiZ1

  • เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่

    เศรษฐกิจไทยใต้เงา ‘สแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี’ บททดสอบรัฐบาลใหม่

    กกร.จี้ทุกพรรค เร่งปราบสแกมเมอร์-ทุนสีเทา ชี้ไทยเผชิญ ‘สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่’ ปี 2568 สูญกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท 3.23 แสนคดี เยียวยาเหยื่อได้แค่ 1% เตือนรัฐบาลใหม่เร่งบังคับใช้กฎหมายใน 6 เดือน หยุดอำนาจมืดก่อนประเทศล่มสลาย

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวในงานเสวนา “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ภายใต้คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยนวัตกรรม แต่เป็นการต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์และขบวนการทุนสีเทาที่กำลังกัดกินรากฐานเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของประเทศ

    ดร.พจน์ ระบุว่า ในปี 2568 เพียงปีเดียว ประเทศไทยมีความเสียหายจากคดีหลอกลวงออนไลน์และทุนเทากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากกว่า 3.23 แสนคดี แต่สามารถเยียวยาเหยื่อได้เพียง 1% เท่านั้น

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของคนถูกหลอก แต่คือการที่ ‘ทุนเทา’ เข้ามาฟอกเงินผ่าน ‘นอมินี’ เพื่อทำธุรกิจในไทย ใช้ไทยเป็นฐานของการฟอกเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจ อย่างตรงไปตรงมาต้องล้มตาย และสู้ต้นทุนและอิทธิพลที่ผิดกฎหมายไม่ได้และเสี่ยงต่อการถูกขบวนการเหล่านี้ ‘ยึดรัฐ’ ผ่านการติดสินบนเจ้าหน้าที่และนักการเมืองระดับสูง

    “นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่คือมะเร็งร้ายของคอร์รัปชัน หากไม่หยุดตอนนี้ โครงสร้างประเทศอาจพังทลาย” ดร.พจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ เอกชนจึงอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรค ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ชัดว่า “การแก้ปัญหาต้องไม่ใช่เพียงการปราบปรามเป็นรายคดี แต่ต้องเป็น การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว”

    ดร.พจน์ ระบุอีกว่า ผลกระทบรุนแรงของสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งการบิดเบือนกลไกตลาด ทำลาย SME การแย่งยึดธุรกิจสงวนของคนไทยผ่านนอมินี จนถึงการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนจากต่างประเทศ

    ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย Action Plan ต่อรัฐบาลใหม่ให้ดำเนินการภายใน 6 เดือนแรก คือ

    1. การทบทวนกฎหมายเพื่อปิดช่องว่างนอมินีโดยพิจารณาผู้มีอำนาจควบคุมและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO)

    2. การปฏิรูปหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มาตรการเชิงรุก 6 ด้าน ตั้งแต่การรณรงค์ไม่จ่ายใต้โต๊ะ การใช้ Open Data การนำเทคโนโลยีตรวจสอบโครงการรัฐ ไปจนถึงการคุ้มครองผู้ให้เบาะแสคอร์รัปชัน

    “ประเทศไทยไม่ใหญ่เกินกว่าจะแก้ปัญหานี้ หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หากปล่อยให้ขบวนการเหล่านี้ยึดรัฐได้ ประเทศชาติล่มจมแน่นอน กกร. และเพื่อนไม่ทนจะไม่ยอมอีกต่อไป และขอให้รัฐบาลใหม่พิสูจน์ความจริงใจด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม”

    ห่วง ‘การเมือง-ผู้มีอำนาจรัฐ’ พัวพันทุนเทา จี้รัฐบาลใหม่แก้ 3 เรื่อง

    ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เผยว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 48.7% ของ GDP (ราว 8-9 ล้านล้านบาท) มาจากคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งออกทองคำไปกัมพูชาที่สูงขึ้นผิดปกติ

    โดยมีการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินคริปโต ซึ่งอาจเป็นช่องทางการฟอกเงินสำคัญของทุนเทา “หากไม่หยุดพฤติกรรมคอร์รัปชัน ก็จะไม่มีทางปราบสแกมเมอร์และทุนเทาให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้”

    รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน ชี้ว่า การแก้ปัญหาต้องทำลายโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจรัฐ และต้องตัดแรงจูงใจไม่ให้ใครเข้าไปพัวพันทุนเทาอีก

    “การปราบปรามสแกมเมอร์และทุนสีเทาจะเดินหน้าไม่ได้ หากการเมืองยังขาดความน่าเชื่อถือ”

    ด้านสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน แนะรัฐบาลใหม่ เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ 3 ข้อ

    • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องทำงานร่วมกับองค์กรสากลอย่างเป็นรูปธรรม
    • การปฏิรูปองค์กรอิสระ: โดยเฉพาะ ปปช. ที่ปัจจุบันมีข้อกล่าวหาเรื่องสินบน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อาจมีคนในเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินให้สแกมเมอร์
    • การบังคับใช้กฎหมายกับคนไทย: ต้องจัดการกับข้าราชการและนักการเมืองระดับสูงที่เป็นเครือข่ายอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนเทาอย่างจริงจัง

    ภาพ : Punnarong/Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-dark-power-test/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UbOyD__xioBfYdcs_Oai-

  • 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026

    ที่ผ่านมา การแข่งขันของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ไม่ได้ชี้วัดที่สถานที่จัดการประชุมและงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ สวยหรู สมหน้าตาของประเทศเท่านั้น ทว่า เป็น “ประสบการณ์ที่เมืองสร้างให้ผู้เข้าร่วมงาน” ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มสร้างภาพลักษณ์เมือง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณชัดว่าความได้เปรียบของไมซ์อยู่ที่การออกแบบเมืองควบคู่กับประสบการณ์ สำหรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน สงครามการค้า ทำให้องค์กรและภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในงาน ไมซ์จึงต้องออกแบบประสบการณ์ให้คุ้มค่าและมีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    ขณะที่ ในด้านบุคลากร อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ต้องการคนที่ออกแบบประสบการณ์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ใช้เทคโนโลยีได้ และเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย คนเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม นอกจากนี้ งานไมซ์ต้องปรับตัวเร็ว เพราะความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด การจัดงานต้องทำได้เร็ว มีเวลาวางแผนสั้น และปรับเปลี่ยนได้ทันที ความคล่องตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นคุณสมบัติของทั้งเมืองและประเทศ
    สุดท้าย การทำงานร่วมกันระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม นี่คือสัญญาณว่า ไมซ์ในปี 2026 ต้องก้าวสู่การจัดงานที่ “เหนือกว่าการจัดงาน” (Beyond Event Execution) คือสร้างประสบการณ์ สร้างข้อมูลเชิงลึก และสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง

    เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ในปี 2026 MICE Intelligence Center ได้นำเสนอ 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026 สู่ความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย
    MICE
    • Live Experience as Strategic Capital – MICE ในฐานะ Human Verification Layer ของโลก AI
    เมื่อการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความท้าทายของโลกยุค AI จึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อถือ” ผู้คนเริ่มระมัดระวังกับสิ่งที่เห็นและอ่านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็โหยหาประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง Live Experience จึงกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และไมซ์ถูกยกระดับจากการเป็นอุตสาหกรรมจัดงาน ไปสู่ Human Verification Layer ของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมซ์ในเชิงโครงสร้างไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะจริง และการสร้างความไว้วางใจผ่านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
    ดังนั้น งานไมซ์คุณภาพสูงจึงต้องทำหน้าที่เป็น AI-free / Authentic Space พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด เห็นท่าที น้ำเสียง และบริบทของกันและกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจ ความร่วมมือ และเครือข่ายในโลกจริง ทำให้ไมซ์จะพัฒนาและกลายเป็น Trust Infrastructure และ Soft Infrastructure ของเศรษฐกิจ ที่ออกแบบทั้งโครงสร้างงาน พื้นที่ และจังหวะของประสบการณ์ให้เอื้อต่อบทสนทนาที่มีคุณค่า
    • From Mega Events to Precision MICE เล็กลง แต่ลึกกว่า และทรงอิทธิพลกว่า (Smaller, Deeper, More Influential)
    อุตสาหกรรมไมซ์ไทย กำลังเคลื่อนไปสู่ Precision MICE ซึ่งเป็นงานที่ออกแบบปฏิสัมพันธ์อย่างมีเป้าหมาย (Intentional interaction design) ผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Curated audience) และบทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น “ผู้ฟัง” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-author of the experience) ที่สามารถต่อยอดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคุณภาพ (Micro-community) เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning network) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Innovation sandbox) และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเชิงลึกในประเด็นที่ซับซ้อน (Trusted space) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไมซ์กลายเป็นเครื่องมือสร้างทุนทางสังคม (Social capital) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว (Intangible but strategic infrastructure)
    นอกจากนี้ ไมซ์ในบริบทนี้จะต้องสามารถออกแบบเส้นทางประสบการณ์ (Experience journey) อย่างมีความหมาย และเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากเชิงปริมาณ (Quantity-based KPIs) ไปสู่ผลกระทบเชิงคุณภาพ (Quality-based impact) เช่น จากการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไปสู่คุณภาพของเครือข่าย, จากการวัดการใช้จ่ายไปสู่ความร่วมมือระยะยาว, และจากความสำเร็จของงานไปสู่บทบาทของงานในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม
    ดังนั้น คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 คือ “งานไมซ์จะทิ้งอะไรไว้ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม?” ซึ่ง Precision MICE จะเป็นแก่นสำคัญของยุคที่ผู้เข้าร่วมงานให้คุณค่ากับความลึกซึ้ง ความหมายมากกว่าขนาดของงานไมซ์

    การจัดงานไมซ์ภูมิภาค

    • Destination as Experience Platform – เมือง = เนื้อหา ไม่ใช่แค่สถานที่ (City as Content, Not Just a Venue)
    ในปี 2026 บริบทการแข่งขันของไมซ์จะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Venue, Infrastructure และ Service standard ของเมืองเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถของเมืองในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย และแตกต่าง ไมซ์จึงต้องปรับจากกิจกรรมจัดงานไปสู่ Experience Platform ที่ใช้เมืองสื่อสารตัวตน วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ชุมชน และ Creative Economy เข้ากับงานไมซ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ของเมืองเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดเมืองให้มีส่วนร่วม (City-integrated MICE) และสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน และท้องถิ่น
    • Talent as National Capability คนไมซ์ คือขีดความสามารถของประเทศ (MICE Talent as National Capability)
    การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของบุคลากรไมซ์ขยับ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบประสบการณ์และการจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่ทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยี ความยั่งยืน ความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการทำงานข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural collaboration) สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาคนไมซ์ให้เป็นกำลังหลักของ Global MICE Value Chain สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ไมซ์กลายเป็นเส้นทางอาชีพใหม่ที่ผสาน Hard skills, Creative skills และ Strategic thinking เข้าด้วยกัน สำหรับประเทศที่สามารถพัฒนา MICE Professional of the Future ได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการ” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานและผู้ออกแบบคุณค่า” ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก
    • Cost Pressure สู่ Value Engineering Lean โครงสร้าง งานไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช่
    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไมซ์กำลังถูกบังคับให้ทบทวนโครงสร้างคุณค่า และวิธีจัดงานใหม่ ผลที่ตามมาคือการ “Trade-off” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดงานจำนวนมากหันไปใช้การประชุมแบบ Virtual มากขึ้น หรือเลือกเมืองระดับรองที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมตัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เคยมองว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่ง คุณภาพของวิทยากร หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่า ไมซ์ต้องหันมาใช้แนวคิด Value Engineering โดยมุ่งรักษา “คุณค่าที่รับรู้ได้” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้น Access & Status และความหมายเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายเชิงกายภาพ
    งานไมซ์จึงต้องเริ่มจากการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจนว่าอะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องส่งมอบ อะไรคือกิจกรรมที่สร้าง Impact ต่อธุรกิจ เครือข่าย ความรู้ และภาพลักษณ์ของประเทศ และอะไรคือต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องเสนอ “Total Value” ตั้งแต่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเชื่อม Business Matching กับองค์ความรู้และ City Experience ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยงานไมซ์ในอนาคตจำเป็นต้อง Lean ในโครงสร้าง, Smart ในการใช้เทคโนโลยี และ Experience-driven ในการสร้างคุณค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

    • Planner-Destination Alliance จากการซื้อ-ขาย สู่การกำกับร่วมของเมืองและผู้จัดงาน
    สัญญาณไมซ์ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานไมซ์ที่จะไม่เกิดจากผู้จัดงานหรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากพันธมิตรระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ ในรูปแบบของ Planner–Destination Alliance ที่ทำงานร่วมกันเสมือนทีมเดียวกัน หรือ One-Team Model และสามารถทำงานร่วมกันในฐานะ “ผู้กำกับร่วม” (Co-Governance) ตั้งแต่การวางเป้าหมาย ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวจากงานไมซ์ ที่สำคัญ ไมซ์จะไม่ถูกแยกออกจากนโยบายเมืองและประเทศ แต่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน Inclusivity,& Sustainability การออกแบบงานไมซ์ต้องคิดให้ไกลกว่าวันจัดงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ การกระจายประโยชน์สู่ธุรกิจท้องถิ่นและซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างผู้จัดงานและเมือง
    • Agile MICE under Uncertainty – Shorter Lead Time = ความสามารถแข่งขัน
    ไมซ์จะต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของ “การมีเวลาในการจัดงานที่น้อยลง แต่ความคาดหวังสูงขึ้น” ความเร่งด่วนในการวางแผนและจัดหาทรัพยากร (Time Crunch for Sourcing) การตัดสินใจแบบกระชั้นชิด ความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ไมซ์ไม่สามารถล็อกแผนล่วงหน้ายาวเหมือนเดิมได้ แม้แต่งานขนาดใหญ่ งบสูง ก็ยังมี Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
    ในปี 2026 ไมซ์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น Agile MICE หรือการออกแบบงานให้พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต้องยืดหยุ่นตั้งแต่สัญญา รูปแบบงาน ไปจนถึงซัพพลายเชน เช่น สัญญาที่ปรับขนาดงานได้ Venue ที่รองรับหลายรูปแบบ ซัพพลายเออร์ที่เพิ่มหรือลดกำลังได้ทันที ที่สำคัญ Agile MICE ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดงานฝ่ายเดียว แต่คือความพร้อมของทั้งเมืองและประเทศ
    ดังนั้น ประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม หรือมาตรการความปลอดภัย จะถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับองค์กรระดับโลก ซึ่งความยืดหยุ่นจะไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ และแสดงถึงวิธีการรับมือที่จะเป็นจุดขายใหม่ของประเทศเพื่อดึงดูดงาน ไมซ์คุณภาพสูง
    • MICE as Strategic Intelligence & Economic Platform = คุม Early Signal ของเศรษฐกิจ
    ความผันผวนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ไมซ์จึงถูกยกระดับสู่ Strategic Intelligence และ Economic Platform ของประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อม SME และผู้ประกอบการสู่ตลาดโลก สร้าง Knowledge IP ผ่านการประชุม การจับคู่ธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิด Economic Spillover ต่อเมือง อุตสาหกรรม และแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ ไมซ์มีความได้เปรียบคือ การเป็น High-value First-party Data ข้อมูลจากไมซ์ ที่จะสะท้อนสัญญาณการตัดสินใจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่มา : บทความเรื่อง “อ่านเกม MICE ล่วงหน้ากับ 8 สัญญาณในปี 2026” จากเว็บไซต์ MICE Intelligence Center


    อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2026

    ชิป “เมดอินไทยแลนด์” หมุดหมายความสำเร็จอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

    แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    Post Views: 214

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/14/8-signals-mice-industry-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ruiD0SAyfsLOE6gQBiZ1

  • งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 รวมโปรเด็ด แพ็กเกจโดนใจ

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 งานมหกรรมท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ เพียบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 กลับมาอีกครั้งเพื่อชวนทุกคนออกเดินทาง เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบในที่เดียว รวบรวมเสน่ห์จากทุกภูมิภาคของไทยและจุดหมายปลายทางน่าสนใจจากทั่วโลก เหมาะสำหรับสายเที่ยวที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พร้อมวางแผนการเดินทางครั้งต่อไปอย่างสนุกและคุ้มค่า กับโปรโมชั่นและกิจกรรมดี ๆ ในงานมากมาย ว่าแต่ครั้งนี้จะมีอะไรมาเอาใจสายเที่ยวบ้าง ตามมาดูกัน

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก
    ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก แจ้งกำหนดการจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 วันที่ 22-25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 มีอะไรบ้าง

              สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กำหนดจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ครั้งนี้มาในธีม “GO BEYOND AMAZING TRAVEL” นำทัพผู้ประกอบการมาจัดเต็มกว่า 600 บูธ ได้แก่

    • แพ็กเกจทัวร์ โปรแกรมท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ 

    • ตั๋วเครื่องบินราคาสุดพิเศษจากสายการบินชั้นนำ, ที่พักโรงแรม, รีสอร์ท, รถเช่า, เรือสำราญ, ตั๋วรถไฟ,JR pass, Swiss Pass และอื่น ๆ  

    • สินค้าท่องเที่ยว หลากหลาย เช่น ตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว, ตั๋วล่องเรือ, Travel Sim, Pocket wifi และอื่น ๆ 

    • ศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยว เตรียมตัวก่อนการเดินทาง มีข้อมูลการท่องเที่ยวอัพเดทจากการท่องเที่ยวโดยตรงจากหลายประเทศ

    • สนุกสนานไปกับกิจกรรมและการแสดงที่นำมาให้ท่านเพลิดพลินตลอดงาน

    • พิเศษ ! เพิ่มบูธโซนอาหาร อิ่มท้องจัดเต็ม และของแจกเพียบ

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    +++ รายชื่อผู้จัดแสดงงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ตัวอย่างโปรโมชั่น

              ภายในงานจะมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวหลากหลายบูธ นำเสนอโปรโมชั่นและแพ็กเกจพิเศษมากมาย เช่น

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 คือโอกาสดีในการเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว ชวนทุกคนออกเดินทาง สร้างความทรงจำดี ๆ และค้นหาเสน่ห์ของโลกใบนี้ไปด้วยกัน ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ท่องเที่ยวไทย เที่ยวต่างประเทศ งานท่องเที่ยว 2569 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297973.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AXmPoCCev3HzuZu2aCjnW

  • ไทย-เวียดนาม 2026: เศรษฐกิจไทยยังขาดเสถียรภาพ  เวียดนามก้าวหน้าเกินคาด

    ไทย-เวียดนาม 2026: เศรษฐกิจไทยยังขาดเสถียรภาพ  เวียดนามก้าวหน้าเกินคาด

    ภาพเศรษฐกิจปี 2569 ฉายภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองประเทศ ในขณะที่ไทยยังต้องเผชิญกับลมต้านรอบด้านที่กดดันให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเปราะบาง เวียดนามกลับมีกันชน (Buffers) ที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งจากโครงสร้างการส่งออกและการท่องเที่ยว ช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า  

    ไทย: การฟื้นตัวบนความเสี่ยงและข้อจำกัด 

    สำหรับเศรษฐกิจไทย เรายังคงมุมมองระมัดระวังโดยประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% YoY (Base Case) ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่เปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงขาลง (Downside Risks) ที่รุมเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน

    ตั้งแต่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่จ่อกดดันภาคส่งออก ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ล่าช้า ซึ่งจะลดทอนประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ 

    ซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่กดทับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค หากขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดและมีประสิทธิผล เราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ 

    ไทย-เวียดนาม 2026: เศรษฐกิจไทยยังขาดเสถียรภาพ  เวียดนามก้าวหน้าเกินคาด

    จุดที่เป็นแสงสว่าง: ท่องเที่ยวและ FDI 

    อย่างไรก็ดี ในความท้าทายยังมีปัจจัยบวกเฉพาะจุดที่คอยประคองเศรษฐกิจ นั่นคือ

    1. ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 34 ล้านคน (+3.1% YoY) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากตลาดอินเดีย รัสเซีย และการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน
    2. เม็ดเงินลงทุน FDI ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ระบบจริง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วง 4Q24–2Q25 ที่ผ่านมา

    เวียดนาม: แข็งแกร่งด้วย Structural Buffers 

    เมื่อข้ามมาดูฝั่งเวียดนาม ภาพรวมสดใสกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เราประเมินการเติบโตของ GDP ปี 2026 ในกรอบ 6.5%–7.0% YoY แม้เวียดนามจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับไทย

    แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนามแตกต่างคือ โครงสร้างการส่งออกที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนถึง 32% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า ประกอบกับการเป็นฐานการผลิตสินค้า Global Brands (สิ่งทอ/รองเท้า) ทำให้เวียดนามมีเกราะป้องกันผลกระทบที่ดีกว่า

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี (สัดส่วนราว 8% ของ GDP) ยังทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่ง Buffer สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด

    จับตาความเสี่ยงระยะสั้น (Cyclical Headwinds) 

    แม้โครงสร้างระยะยาวจะดูดี แต่ระยะสั้นเวียดนามกำลังเผชิญการชะลอตัวเชิงวัฏจักร (Cyclical Slowdown) ในฝั่งการบริโภค สะท้อนจากยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ที่โตเพียง 6.6% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี) และภาวะ Destocking ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กดดันยอดขายและการผลิต

    อย่างไรก็ตาม เรามองว่านี่เป็นเพียงการปรับฐานชั่วคราวเพื่อให้ Inventory กลับสู่สมดุล โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายได้ในระยะถัดไป หลังจากที่สินค้าคงคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติราวช่วงกลางปี

    บทความโดย ชราภรณ์ กันทะพะเยา, PhD Economist, BLS Wealth Research

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,166 วันที่ 15 – 17 มกราคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/648962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CH_lk7rIeoLNjLX7xlpC4

  • ปชน.เปิดตัว ‘อิสริยะ’ ผู้บริหารรัฐบาลประชาชน คุมเศรษฐกิจใหม่

    ปชน.เปิดตัว ‘อิสริยะ’ ผู้บริหารรัฐบาลประชาชน คุมเศรษฐกิจใหม่

    เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว “ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน” ในแคมเปญ The Professionals เพิ่มเติม ได้แก่ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ เครือธุรกิจไลน์แมน และวงใน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ลำดับที่ 5 เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านเศรษฐกิจใหม่

    โดยพรรค ปชน.เปิดเผยวิสัยทัศน์ของนายอิสริยะ ระบุว่า ทำงานภาคเอกชนมา อยู่ในภาคธุรกิจมานานพอสมควร มีความรู้ประสบการณ์ค่อนข้างพร้อม การตัดสินใจเข้ามาร่วม เราก็ต้องมีความตั้งใจจริงที่อยากจะเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทย ในประเด็นสำคัญเรื่องการปฏิรูปรัฐ การที่พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหารล่วงหน้า ก็ถือว่าเป็นก้าวย่างแบบใหม่ที่ทำให้การเมืองไทยเห็นสัญญาณว่าจะขยับไปจากจุดเดิม

    ระบบการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตมีหลายพรรคมาตั้งรัฐบาล แล้วก็มีโควตารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแยกกันไป จะต่อรองเก้าอี้กันยังไง แล้วพอวางโควตากันเสร็จ ก็ต่างคนต่างทำ ไม่ยุ่งกัน คิดว่าโมเดลนี้มันไม่เวิร์กแล้ว นี่เป็นปัญหาสำคัญที่หลายคนเห็นตรงกัน ว่าแม้ไทยจะมีจุดแข็งหลายอย่าง แต่จุดอ่อนสำคัญกลับซ่อนอยู่ในภาครัฐ นั่นคือการทำงานแบบไซโล ต่างคนต่างทำ ยิ่งเจ้ากระทรวงมาจากคนละพรรคการเมือง ความเชื่อมโยงของนโยบายกับข้อมูลยิ่งไปกันคนละเรื่อง และเมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาทาบกับไทม์ไลน์วิกฤตการเมืองไทยใน 2 ทศวรรษ ผลก็คือ เราแทบไม่เคยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

    ปชน.เปิดตัว 'อิสริยะ' ผู้บริหารรัฐบาลประชาชน คุมเศรษฐกิจใหม่

    สิ่งที่เกิดจากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่แค่การเมืองไม่เข้มแข็ง แต่ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างชาติก็ลดน้อยถอยลง ของดีในประเทศไทยก็ไม่มีช่องทางไปอวดโฉมบนเวทีโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการปฏิรูปการเมืองใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถึงต้องทำไปพร้อมๆ กัน

    “เหตุผลหนึ่งที่ผมเข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาชน เพราะว่าผมเห็นความหวัง ประเทศไทยยังมีฐานที่ดีอีกหลายเรื่อง ขาดแค่การบริหารจัดการที่ดี การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ เป็นการตัดสินอนาคตประเทศไทย ถ้าตัวรัฐบาลเอง ตัวผู้บริหารประเทศเอง มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าระดับหัวตั้งต้นถูกต้อง กลไกรัฐต่างๆ บริษัทเอกชนต่างๆ ก็จะไล่ลงมาเอง” นายอิสริยะ ระบุ

    นายอิสริยะ ระบุอีกว่า ถ้ารัฐบาลไม่มีปัญหาคอร์รัปชัน ทำงานมีประสิทธิภาพ เข้าใจภาคเอกชน เชื่อว่าภาคเอกชนเองก็จะลดต้นทุนในการทำธุรกิจลงไปได้เยอะมาก ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ อนุมัติอะไรต่างๆ ได้เร็วกว่าเดิมเยอะ คิดว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา ไม่ว่าจะเป็นเอกชนไทยหรือต่างชาติก็ตาม

    “ผมเชื่อว่าถ้าต้นตั้งต้นของรัฐบาลที่ถูกต้อง ความหวังยังมี และยังไม่สายเกินไป เรายังไม่ได้เป็นรัฐล้มเหลวขนาดนั้น ผมคิดว่ายังกลับมาได้” นายอิสริยะ ระบุ

    ปชน.เปิดตัว 'อิสริยะ' ผู้บริหารรัฐบาลประชาชน คุมเศรษฐกิจใหม่

    นายอิสริยะ เปิดเผยเพิ่มเติมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตอนไปถ่ายคลิปของพรรค นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ชวนคุยหลากหลายประเด็นมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายการต่างประเทศ ฯลฯ เรียกได้ว่าถ่ายเสร็จคือแทบหมดแรง เพราะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ตามคำถามของนายสุทธิชัยให้ทัน แต่ประเด็นที่อยากเน้นคือ ทุกวันนี้มันไม่มีนโยบายด้าน digital แบบเดี่ยวๆ โดดๆ อีกแล้ว (ถ้าสักเมื่อ 20 ปีก่อนอาจจะใช่) เพราะ digital แทรกซึมไปในทุกอณูของชีวิต มันกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกม เป็นตัว enabler ให้เราสามารถสร้างระบบรัฐ และการทำงานของภาคเอกชนที่ดีขึ้นได้แบบก้าวกระโดด แบบที่รัฐในอดีตไม่เคยสามารถทำได้

    นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย รัฐแพลตฟอร์ม ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ว่ารัฐจะคิดแค่เปลี่ยนช่องทางเป็น digital อย่างเดียวไม่พอ ไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหา “อายุน้อย 100 แอพ” มีแอพภาครัฐซ้ำซ้อนมากมายเต็มไปหมด ที่ใช้งานไม่ได้จริง หรืออาจล็อกอินไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

    รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากตัวเองทุกอย่าง มาเป็นการทำเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทาง digital ที่มีแต่ “รัฐเท่านั้นที่ทำได้” แล้วดึงภาคเอกชน ดึงภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มใหม่นี้

    ถ้าลองสังเกตดู นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายทางสังคมของพรรคประชาชนหลายๆ ข้อจะอิงอยู่บนหลักคิดเดียวกันนี้ รัฐจะไม่ทำเอง แต่จะดึงภาคเอกชนเข้ามาแก้ปัญหา เข้ามาทำงานแทน โดยรัฐจะเตรียมฐานไว้ให้ แล้ว “ให้คูปอง” หรือ subsidize จูงใจให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการของภาคเอกชนอีกที

    วิธีการนี้ ภาคเอกชนได้ประโยชน์ สร้างตลาดในประเทศ สร้างการจ้างงานที่ดี สร้าง Good Jobs ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ ได้ใช้บริการที่ดี มีคุณภาพจากภาคเอกชน ที่เกิดจากการแข่งขันของระบบตลาด ดีกว่ารัฐไปทำบริการเองแน่ๆ รัฐก็ได้ประโยชน์ในภาพรวม โดยจ่ายต้นทุนน้อยกว่า เงินรั่วไหลยากกว่า ทุกคน win-win-win

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1216554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q53O8VK6HQ6FVzpTBTec5

  • งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 รวมโปรเด็ด แพ็กเกจโดนใจ

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 งานมหกรรมท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ เพียบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 กลับมาอีกครั้งเพื่อชวนทุกคนออกเดินทาง เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบในที่เดียว รวบรวมเสน่ห์จากทุกภูมิภาคของไทยและจุดหมายปลายทางน่าสนใจจากทั่วโลก เหมาะสำหรับสายเที่ยวที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พร้อมวางแผนการเดินทางครั้งต่อไปอย่างสนุกและคุ้มค่า กับโปรโมชั่นและกิจกรรมดี ๆ ในงานมากมาย ว่าแต่ครั้งนี้จะมีอะไรมาเอาใจสายเที่ยวบ้าง ตามมาดูกัน

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก
    ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก แจ้งกำหนดการจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 วันที่ 22-25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 มีอะไรบ้าง

              สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กำหนดจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ครั้งนี้มาในธีม “GO BEYOND AMAZING TRAVEL” นำทัพผู้ประกอบการมาจัดเต็มกว่า 600 บูธ ได้แก่

    • แพ็กเกจทัวร์ โปรแกรมท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ 

    • ตั๋วเครื่องบินราคาสุดพิเศษจากสายการบินชั้นนำ, ที่พักโรงแรม, รีสอร์ท, รถเช่า, เรือสำราญ, ตั๋วรถไฟ,JR pass, Swiss Pass และอื่น ๆ  

    • สินค้าท่องเที่ยว หลากหลาย เช่น ตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว, ตั๋วล่องเรือ, Travel Sim, Pocket wifi และอื่น ๆ 

    • ศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยว เตรียมตัวก่อนการเดินทาง มีข้อมูลการท่องเที่ยวอัพเดทจากการท่องเที่ยวโดยตรงจากหลายประเทศ

    • สนุกสนานไปกับกิจกรรมและการแสดงที่นำมาให้ท่านเพลิดพลินตลอดงาน

    • พิเศษ ! เพิ่มบูธโซนอาหาร อิ่มท้องจัดเต็ม และของแจกเพียบ

    เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก

    +++ รายชื่อผู้จัดแสดงงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31

    งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 ตัวอย่างโปรโมชั่น

              ภายในงานจะมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวหลากหลายบูธ นำเสนอโปรโมชั่นและแพ็กเกจพิเศษมากมาย เช่น

              งานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 31 คือโอกาสดีในการเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว ชวนทุกคนออกเดินทาง สร้างความทรงจำดี ๆ และค้นหาเสน่ห์ของโลกใบนี้ไปด้วยกัน ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ท่องเที่ยวไทย เที่ยวต่างประเทศ งานท่องเที่ยว 2569 อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view297973.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AXmPoCCev3HzuZu2aCjnW