Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    เจษฎ์ ดับกระแสผวา ทรัมป์ แบนเข้าประเทศ แจงชัด วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังฉลุยเข้าสหรัฐ

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

    ​”เจษฎ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ ดับกระแสผวา “ทรัมป์” แบนเข้าประเทศ แจงชัด “วีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน” ยังฉลุยเข้า USA ได้ ฝากรัฐบาลเร่งเจรจา เร่งด่วน 

    วันที่ 15 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ (เบอร์ 35) เผยถึงกรณีคนไทยตื่นตระหนก จากข่าว “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมแบน 75 ประเทศเข้าสหรัฐฯ ระบุความจริงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ยันวีซ่าท่องเที่ยว-นักเรียน ยังเดินทางได้ปกติ พร้อมจี้รัฐบาลไทยต้อง “รีบพูด รีบทำ” ใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตเจรจากู้เกียรติภูมิประเทศ

    ​นายเจษฎ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวความวิตกกังวลในหมู่คนไทย เรื่องการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าจะมีการจำกัดการเข้าประเทศของพลเมืองจาก 75 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

    ​นายเจษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนคนไทยมีความแตกตื่นกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่อยากขอให้ตั้งสติและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวนั้น ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมดในแง่ของการห้ามเข้าประเทศแบบเหมาเข่ง

    ​ทั้งนี้ หากจำแนกกลุ่มผู้เดินทางเพื่อสร้างความชัดเจนได้ดังนี้:
    • ​กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ: คือกลุ่ม Immigrants หรือผู้ที่ขอเข้าไปตั้งถิ่นฐานพำนักอาศัยถาวร และกลุ่มที่จะขอเข้าไปอยู่กับญาติ ซึ่งทางนโยบายของทรัมป์ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาต
    • ​กลุ่มที่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้ว: หากอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้มีการไล่กลับประเทศ
    • ​กลุ่มนักท่องเที่ยว (วีซ่า B1/B2): รศ.ดร.เจษฎ์ ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน” ผู้ที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้ตามปกติ
    • ​กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา: ผู้ที่มีสถาบันการศึกษา หรือมหาวิทยาลัยรองรับอย่างถูกต้อง ยังคงสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้เช่นเดิม

    “อย่าเพิ่งแตกตื่นเรื่องนี้ วีซ่าท่องเที่ยวยังไปได้ วีซ่าการศึกษายังไปได้ คนที่จะเดือดร้อนคือคนที่ขอเข้าไปพำนักอาศัยหรือไปอยู่กับญาติ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลต้องรีบเข้ามาดูแล”

    ​ทั้งนี้ นายเจษฎ์ ได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลชุดว่า ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งนอนใจ ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อหยุดความตื่นตระหนก รัฐบาลต้องรีบพูด ต้องรีบทำ จะนิ่งนอนใจไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสหรัฐอเมริกา เจรจาพูดคุยกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงจัดประเทศไทยไปอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศเหล่านั้น ประเทศอื่นจะดำเนินการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เขา แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทย ต้องรีบแก้ปัญหาให้คนที่กำลังจะได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18I92P4VynTHbEaOMR4b1I

  • กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แจงชัด สั่งระงับเฉพาะ วีซ่าถาวร เท่านั้น ท่องเที่ยว-ทำงานระยะสั้นไม่กระทบ

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.47 น.

    15 มกราคม 2569 จากกรณีที่สำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ รายงานอ้างเอกสารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าสำหรับ 75 ประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อปราบปรามผู้ขอวีซ่าที่อาจถูกมองว่าเป็นภาระของภาครัฐ ประเทศที่ได้รับผลกระทบได้แก่ โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน และประเทศอื่นๆ

    ต่อมาทางทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันว่า “เป็นความจริง” โดยระบุว่า รัฐบาลทรัมป์จะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวร (Immigrant Visa) จาก 75 ประเทศ จนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้อพยพที่เข้ามาจะไม่เป็นภาระของสังคมหรือเอาเปรียบผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า กระทรวงต่างประเทศจะระงับการดำเนินการขอวีซ่าผู้พำนักถาวรจาก 75 ประเทศ เนื่องจากผู้ย้ายถิ่นฐานเหล่านั้นได้รับสวัสดิการจากประชาชนชาวอเมริกันในอัตราที่ยอมรับไม่ได้ การระงับนี้จะมีผลจนกว่าสหรัฐฯ จะมั่นใจได้ว่าผู้ย้ายถิ่นฐานใหม่จะไม่เอาเปรียบความมั่งคั่งของประชาชนชาวอเมริกัน การระงับนี้ส่งผลกระทบต่อหลายสิบประเทศ รวมถึงโซมาเลีย เฮติ อิหร่าน และเอริเทรีย ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเหล่านี้มักกลายเป็นภาระของสังคมสหรัฐฯ เมื่อเดินทางมาถึง เรากำลังดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของประชาชนชาวอเมริกันจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไป รัฐบาลทรัมป์จะยึดหลัก อเมริกามาก่อน เสมอ 

    ส่วนในหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ  ได้เปิดเผยรายละเอียดของคำสั่งดังกล่าวแล้ว โดยระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานต้องสามารถพึ่งพาตนเองทางการเงินได้ และต้องไม่เป็นภาระทางการเงินแก่ชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังทบทวนนโยบาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็นภาระของสังคม

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุต่ออีกว่า ผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นใบสมัครขอวีซ่าและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ และกระทรวงฯ จะยังคงกำหนดตารางนัดหมายให้กับผู้สมัครต่อไป แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้พำนักถาวรให้กับพลเมืองเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ระงับนี้

    สำหรับผู้ขอวีซ่าที่ถือ 2 สัญชาติ และมีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องของประเทศที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับนี้ สำหรับผลกระทบต่อผู้ที่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรอยู่แล้ว กระทรวงฯ ระบุว่า ไม่มีวีซ่าผู้พำนักถาวรใดถูกเพิกถอนอันเป็นส่วนหนึ่งของคำแนะนำนี้ ข้อกำหนดนี้ใช้เฉพาะกับผู้ขอวีซ่าผู้พำนักถาวรเท่านั้น วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าประเภทที่ไม่ใช่ผู้พำนักถาวร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/940808&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNGh-4PYZ_cJJWjDLOa7X

  • กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน

    กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน

    กกท.จัดประชุมกรรมการกีฬาอาชีพ มี รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาประธาน ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    การประชุมคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมฯ พร้อมด้วย นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ,นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการฯ ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ,นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ ,ผู้บริหาร กกท. ,คณะกรรมการกีฬาอาชีพ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองในการพิจารณาให้ความคุ้มครอง การช่วยเหลือ การส่งเสริม และการสนับสนุนกีฬาอาชีพ พร้อมทั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนและรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือ การส่งเสริม และการสนับสนุนสมาคมกีฬาอาชีพและสโมสรกีฬาอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบกีฬาอาชีพ และยกระดับการบริหารจัดการกีฬาอาชีพของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3865196/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xFyd5E_BiHVERZDzoDerj

  • ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    ธ.ก.ส. เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต้นแบบชุมชนอุดมสุขยั่งยืนระดับประเทศ

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

    นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมชมชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หนึ่งในต้นแบบชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยววิถีชุมชนมาแล้วกว่า 20 ปี มีความโดดเด่นทั้งในด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐานและสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามให้ผู้ที่มาเยือนได้สัมผัสกับวิถีชุมชน มีรูปแบบการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์สาธิตตุ๊กตาบาโหน การทอผ้าใต้ถุนบ้าน นั่งรถอีแต๊กดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติ เดินเล่นชมทุ่งนาสวยงามกับสะพานใจเชื่อมทุ่ง เดินช็อปปิ้งที่ตลาดฮิมฮ้วยและตลาดสามแคร่ ศูนย์แสดงสินค้าชุมชนและศูนย์ผลิตผ้าหมักโคลน ร่วมรับประทานอาหารขันโตก รสชาติอร่อย ด้วยฝีมือเชฟพื้นบ้าน พร้อมชมการแสดงลิเกก้อม พิธีบายศรีสู่ขวัญ รำวงย้อนยุค สัมผัสอากาศหนาวและชมทะเลหมอกยามเช้า เป็นต้น

    โดยในโอกาสนี้ คณะผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน พร้อมให้คำแนะนำแนวทางในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกมิติ และการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับชุมชนไปสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวระดับมาตรฐานสากล สำหรับผู้ที่สนใจมาท่องเที่ยวและสัมผัสประสบการณ์วิถีชีวิต วิถีชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืน  

    สำหรับโครงการชุมชนอุดมสุข ธ.ก.ส. เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้สโลแกน “กินอิ่ม นอนอุ่น หุ่นดี ทุนมี หนี้ลด หมดทุกข์” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในชุมชน มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมพัฒนาชุมชนครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประเพณี

     โดย ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูง พร้อมสนับสนุนช่องทางการตลาด ผ่านการจับคู่เกษตรกรหัวขบวนกับเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    รวมถึงการเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ในรูปแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่าน BAAC Matching https://baacmatching.baac.or.th และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลูกค้าผ่าน BAAC Outlet ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เกษตรได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2567 ธ.ก.ส. ได้ยกระดับชุมชนอุดมสุขไปแล้ว จำนวน 181 ชุมชนทั่วประเทศ โดยจัดทำแผนธุรกิจและขับเคลื่อนการทำเกษตรสมัยใหม่ เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 18.30 คิดเป็นเงินกว่า 131 ร้อยล้านบาท ส่วนในปี 2568 ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายในการยกระดับชุมชนอุดมสุขทั่วประเทศให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 300 ชุมชน

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/940639&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bmITcM6cN1J8Gho2CW-o2

  • เทียบยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

    เทียบยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ 8 พรรคการเมือง  ชูโมเดลแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ – ดึงทุนต่างชาติ มุ่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แก้ไขปัญหาการผูกขาด สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

    15 ม.ค.2569 ที่เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดพื้นที่ให้ 8 พรรคการเมือง ร่วมนำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญทั้งปัญหาภายในประเทศและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก 

    กรอบคำถามสำคัญของเวทีในช่วงแรกระบุว่าหากพรรคการเมืองได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลและร่วมกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ จะขับเคลื่อนนโยบายใดเพื่อสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ปีข้างหน้า 

    การนำเสนอของแต่ละพรรคสะท้อนแนวคิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจในหลากหลายมิติตั้งแต่บทบาทของตลาดทุน การลงทุน นวัตกรรม การแก้ปัญหาหนี้ การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ พลังงาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมอนาคต

    1.พรรคกล้าธรรม : ปั้น EEC สู่ระดับสากล และการทูตเชิงเศรษฐกิจ

    นาย นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตทุกปี พรรคกล้าธรรมจึงเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่าน 4 หลักการสำคัญ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยด้วยนวัตกรรม AI และสนับสนุนทุนแก่ SME/Startup ในรูปแบบทุนพัฒนาสินค้า (By-product) พร้อมเสนอใช้สถานทูตไทยทั่วโลกเป็นตัวแทนขายสินค้าพรีเมียมสู่ตลาดโลก

    – นโยบาย EEC: พัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องตั้งแต่ชลบุรีถึงตราด ไม่จำกัดเพียงแค่อุตสาหกรรม แต่รวมถึงการดึงดูดนักลงทุนด้วยนโยบายที่โปร่งใสและต่อเนื่อง

    – การท่องเที่ยว: เน้นกลุ่ม High Spending ผ่านการสร้างจุดขายใหม่ (New Attraction) และ Entertainment ในระดับสากล

    – การส่งออก: เร่งกระบวนการคืนภาษี VAT ให้เร็วขึ้นเพื่อช่วยสภาพคล่องผู้ส่งออกรายย่อย

    2. พรรคไทยก้าวใหม่: สร้าง “Thailand Investment Team” ผสานตลาดทุน มุ่งเน้นการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine) 

    ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจนำเสนอการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” (New Engine) โดยชี้ชัดว่าภาคเศรษฐกิจจริงและตลาดทุนต้องทำงานควบคู่กันดยมองว่าเศรษฐกิจและตลาดทุนไม่สามารถแยกจากกันได้

    – ยุทธศาสตร์การลงทุน: จัดตั้งทีมร่วมระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเข้าหานักลงทุนต่างชาติตั้งแต่วันแรก (Day 1) เสนอแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ที่รวมเครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนไว้ด้วยกัน

    – การปฏิรูประบบราชการ: ลดการทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) โดยตั้ง Head of Country FDI เพื่อมีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวง และสร้างมาตรฐานนิติรัฐให้ชัดเจน

    3.พรรคไทยสร้างไทย : โมเดล 25 ปี เติมออกซิเจนเศรษฐกิจผ่านตลาดทุน

    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ นำเสนอการบริหารจัดการแบบ “นักรบเศรษฐกิจ” ผ่านโมเดลระยะยาว 25 ปี เพื่อเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    – เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย : ใช้ตลาดทุนระดมทุนผ่านบริษัทที่รัฐบาลท้องถิ่น/เทศบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อกระจายอำนาจการลงทุนสู่ต่างจังหวัด คาดกระตุ้นเม็ดเงินได้ปีละ 2 แสนล้านบาท

    – การระดมทุน FDI : ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ผ่านเทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์ทางการค้า

    – กองทุนปลดหนี้ : จัดตั้ง Matching Fund แก้ปัญหาหนี้ SME และหนี้ครัวเรือน 5 แสนล้านบาท โดยดึงเงินฝากจากภาคประชาชนมาบริหารจัดการแทนการกู้เงินที่กระทบหนี้สาธารณะ

    4. พรรคประชาชน: ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทลายผูกขาดด้วยนวัตกรรม

    ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง (Structural Decline) จึงต้องใช้การปฏิรูปขนาดใหญ่ (Major Reform) แทนที่ประชานิยม

     – การแข่งขันนิยม: ทลายการผูกขาดด้วย พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ SME เติบโตเป็น New Economy

    – เปลี่ยนปัญหาเป็นธุรกิจ: รัฐจะใช้งบประมาณสนับสนุนการสร้างเทคโนโลยีของไทยเอง เช่น ระบบเซ็นเซอร์จัดการน้ำ หรือพลังงานสะอาด (Smart Grid) เพื่อสร้างอุปสงค์ในประเทศ

    – นิติรัฐและนิติธรรม: สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติด้วยระบบกฎหมายที่โปร่งใส มาตรฐานเดียว และดึงตัวบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent) จากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย

    5.พรรคประชาธิปัตย์: ปฏิรูปราชการ เปิดเสรีพลังงาน และ “Super Act”

    คุณกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เสนอยุทธศาสตร์เปลี่ยนรัฐจาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” เพื่อลดอุปสรรคการประกอบอาชีพและธุรกิจ โดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอ 7 หลักยุทธศาสตร์

     – ปฏิรูประบบราชการ: ออกกฎหมาย “Super Act” ให้อำนาจรัฐสภายกเลิกกฎหมายล้าหลังโดยเร็ว และทำ “Digital Government” เต็มรูปแบบ

    – เปิดเสรีไฟฟ้า: อนุญาตให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้ากันเองผ่านระบบสายส่งของรัฐ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟอย่างถาวรโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ

    – ยกระดับเกษตรและโลจิสติกส์: ปฏิรูประบบสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และตั้งเป้าลดต้นทุนขนส่งจาก 17% ให้ต่ำกว่า 10% ของ GDP

    6.พรรคเพื่อไทย: แก้หนี้เบ็ดเสร็จ ประกันกำไรเกษตรกร และความมั่นคงทางการคลังชู

    ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคนำเสนอแพ็กเกจแก้หนี้ นโยบายครอบคลุมทุกมิติ โดยยึดความมั่นคงทางการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญ

    – มาตรการแก้หนี้: ใช้ระบบ AMC บริหารหนี้เสีย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี และดึงหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

    – ประกันกำไรเกษตร: ประกันกำไรให้เกษตรกร 30% โดยรัฐจะเติมเงินส่วนต่างให้หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์

    – E-commerce สัญชาติไทย: สนับสนุน SME ให้ขายสินค้าฟรีค่าธรรมเนียม 2 ปี และเพิ่มสัดส่วนให้รัฐเป็นคู่ค้าหลักของ SME

    7.พรรคภูมิใจไทย: อัดฉีดการลงทุน 30% และ Silver Economy

    นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตั้งเป้าผลักดัน GDP ให้เติบโตมากกว่า 3% ภายในปี 2569 ผ่านการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ที่เข้มข้นขึ้น เน้นการลงทุนเชิงรุกและการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

    – งบลงทุนใหม่: ตั้งเป้าเพิ่มงบลงทุนเป็น 30% ของงบประมาณเพื่อกระตุ้น GDP ให้โต 3% Plus

    – Silver Economy: เปลี่ยนผู้สูงวัยจาก “ภาระ” เป็น “ศักยภาพ” สร้างงานสร้างรายได้รองรับสังคมสูงวัย

    – Thailand Digital Account (TISA): ใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลเพิ่มความโปร่งใสในภาครัฐ และลดภาระหนี้สินประชาชน

    8. พรรครวมไทยสร้างชาติ : ชนทุนพลังงาน เปิดเสรีโซลาร์เซลล์

    ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค

    ชู จุดยืนความเด็ดขาดในการแก้ต้นทุนการผลิตด้วยนวัตกรรม โดยระบุว่านวัตกรรมก้าวกระโดดจะเกิดได้ต้องมีพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ทุกคนโดยไม่มีระบบเส้นสาย

    – ทลายกำแพงนวัตกรรม: ชี้ว่านวัตกรรมไม่เกิดเพราะขาดพลังงานสะอาดราคาถูก เสนอเปิดเสรีโซลาร์เซลล์โดยไม่ต้อง “มีเส้น” เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรม Semiconductor และ Data Center

    – ปฏิรูปต้นทุน: ยืนยันผลงานการลดค่าไฟลง 16% และมุ่งเน้นการสร้าง “ต้นน้ำ” ของอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น โอบิโอเคมีจากปาล์มน้ำมันเพื่อสร้างนวัตกรรมก้าวกระโดด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wTmlcn2Fb05LrDpNB4NSJ

  • ธพ.ชี้เศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง รอบ 11 เดือนภาพรวมหดตัว 0.5%

    ธพ.ชี้เศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง รอบ 11 เดือนภาพรวมหดตัว 0.5%

    ธพ.เผยสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รอบ 11 เดือน ของปี 68 ลดลง 0.5% ย้ำเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันการใช้น้ำมันลดลง ลั่นมาตรการหนุนท่องเที่ยวด้นผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัว 1.1% โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ หนุนน้ำมัน Jet A1 เพิ่มขึ้น 7.8%

    15 ม.ค. 2569 – นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนม.ค. – พ.ย. 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 153.98 ล้านลิตร/วัน ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ 16.4% ตามด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 2.2% และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลง 2.8% ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 7.8% การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 4.5% และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 0.9% โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

    ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.56 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 0.9% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.55 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.51 ล้านลิตร/วัน 5.05 ล้านลิตร/วัน 0.38 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ

    ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 64.80 ล้านลิตร/วัน ลดลง 2.8% โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 64.79 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ที่ขยายตัว 1.2% แต่ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 25681 เป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจการค้าโลก และหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งการลดลงของผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเฉลี่ย 11 เดือน ที่ลดลง 1.08% จากปีก่อนส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น การปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อย้ายฐานการผลิตยานยนต์จากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

    ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.95 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 7.8% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ย 11 เดือน ที่มีการขยายตัว 5.63% จากปีก่อนหน้า ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัว 1.1% โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามลำดับ นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีปริมาณการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลและเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

    ด้าน ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.99 ล้านกก./วัน ลดลง 2.2% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.77 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.25 ล้านกก./วัน สอดคล้องกับปริมาณรถจดทะเบียนสะสมที่ใช้เชื้อเพลิง LPG ซึ่งลดลง 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.90 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.07 ล้านกก./วัน ส่วนปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.33 ล้านกก./วัน ลดลง 16.4% โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 11.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 รวมถึงเมื่อพิจารณาจำนวนสถานีบริการ NGV ในเดือนพ.ย. 2568 มีสถานีบริการปิดตัวลง 16 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,012,138 บาร์เรล/วัน ลดลง 2.5% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 75,160 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,276 บาร์เรล/วัน ลดลง 35.5% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,010 ล้านบาท/เดือนขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 975,862 บาร์เรล/วัน ลดลง 0.6% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 73,150 ล้านบาท/เดือน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/932009/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MfEiqIJSZciRGwv2USN0f

  • เลือกตั้งแล้ว เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ KKP ชี้ 6 โจทย์เศรษฐกิจที่ไม่ควรเป็นแค่นโยบายประคองอาการ

    เลือกตั้งแล้ว เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ KKP ชี้ 6 โจทย์เศรษฐกิจที่ไม่ควรเป็นแค่นโยบายประคองอาการ

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนา “KKP Year Ahead 2026” รวบรวมผู้นำทางความคิด และผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งที่เป็นความหวังของประชาชน

    เศรษฐกิจไทย บุญเก่าเริ่มหมด และบุญใหม่ยังไม่มี

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ Andrew Tilton หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภาคเอเชียจาก Goldman Sachs บรรยายร่วมกันภายใต้หัวข้อ 2026 Global and Thai Macro Divergence Opportunity and Uncertainty สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    สำหรับประเทศไทย ดร.พิพัฒน์ เผยว่า วิกฤติเศรษฐกิจของไทยส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจาก 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ รถยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน สาเหตุหลักมาจากสินค้าจากจีนที่เร่งขยายกำลังการผลิตและส่งออกมายังไทยและอาเซียนมากขึ้น ทำให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยชะลอตัวต่อเนื่อง แม้การส่งออกจะดูเหมือนขยายตัว

    ร่วมกับภาวะ Financial Deleveraging คือ การที่ภาคธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชะลอตัวลง

    ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวถึง การเลือกตั้งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางประเทศไทย โดยให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย “เอาใจ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวน GDP 1-2%

    พร้อมชี้ 6 ประเด็นสำคัญรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    1. การปฏิรูปภาคเกษตรกรรม การเปลี่ยนยุทธศาสตร์การผลิตจากการเน้นคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว มาเป็นการผลิตโปรตีน เนื่องจากประชากรโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการลดแป้งและเพิ่มโปรตีนนอกจากนี้ยังเสนอให้เปิดเสรีการนำเข้าวัตถุดิบเกษตร เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อลดต้นทุนในการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง

    2. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเสรี แนะนำการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้กว้างขวางที่สุด เพื่อช่วยให้ทุกภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593

    3. การยกระดับโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวเชิง ชี้ว่า ควรมีการเปิดสัมปทานให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการและเดินรถไฟบนรางที่รัฐลงทุนสร้างไว้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันการรถไฟฯ ขาดงบประมาณ และหัวรถจักร การเปิดเสรีนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงรถไฟแบบญี่ปุ่น 

    4. การเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ จะเป็นกลไกสำคัญในการบังคับให้ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ มาตรฐานความโปร่งใส การลดคอร์รัปชัน ให้เป็นสากล

    5. การปรับโครงสร้างการค้าต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ ต้องจัดการกับปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น และต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป โดยต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ และสร้างความแตกต่างทางการค้า

    6. ปรับสมดุลนโยบายการเงิน ภาวะบาทแข็งคือ แรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง

    การรวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาในงาน KKP Year Ahead 2026 สะท้อนศักยภาพและความเชื่อมั่นของแต่ละภาคส่วนที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะช่วยยกระดับความสามารถของประเทศได้อย่างแท้จริง

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2907968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YbeFOT0hdPVkD2zK8zfml

  • FETCO เปิดเวที 8 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์นโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    FETCO เปิดเวที 8 พรรคการเมือง ประชันวิสัยทัศน์นโยบายพลิกโฉมเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเวทีให้ผู้แทนพรรคการเมือง การแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย และแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศ และปัจจัยโลก ในงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?” 

    นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ต้องการปฏิรูปขนาดใหญ่ ต้องหันสู่ New Economy ซึ่งพรรคประชาชนไม่มีแนวคิดประชานิยม การที่จะเกิด New Economy ต้องทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีศักยภาพ ต้องพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง แต่ที่ทำไม่ได้ เพราะมีการผูกขาด ดังนั้น สิ่งแรกที่พรรคจะทำ คือ พรรคจะเปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยพรรคเคยได้ยื่นกฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ มาแล้ว แต่เกิดการยุบสภาไปก่อน ซึ่งพรรคจะยื่นกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยจะมีการยกร่างกฎหมายให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    “เราจะสร้างเศรษฐกิจที่เป็น New Economy ขึ้นมา เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางมีศักยภาพ…จะใช้งบประมาณมาเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และใช้นโยบายต่างประเทศเข้ามาเสริม ดึงคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ง่าย ๆ แทนที่จะเอาทุนเทาเข้ามา แต่เราจะเอาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามา” นายชัยวัฒน์ กล่าว

    พร้อมเห็นว่า สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสุด คือ “นิติรัฐ” ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ทั้งนิติรัฐ และนิติธรรม

    สำหรับในมุมมองของการพัฒนาเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทย ต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และผลของการใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ก็เห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทย สังคมไทยเป็นอย่างไร ประเทศต้องถูกแช่แข็งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

    สิ่งที่ตนมักถูกนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติตั้งคำถาม คือ เมื่อไรประเทศไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะในรัฐธรรมนูญ ส่งผลทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายใด ๆ และแม้ต่อให้ สว.ไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้จริง แต่ที่มาของ สว.ที่มีการกล่าวหาเรื่องฮั้วสว.ก็เงียบไป จึงเป็นที่มาที่ทุกคนต้อง “เห็นชอบ” ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ได้กำหนดนโยบายจาก 7 ยุทธศาสตร์หลักของพรรค โดยสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการไม่เป็นตัวถ่วง เปลี่ยนเป็นผู้ชี้ทาง เปิดทางและไม่ขวางทาง ส่วนปัญหากฏหมายที่ล้าหลัง และมีจำนวนมากนั้น พรรคจึงเสนอนโยบายที่จับต้องได้ คือ การออกกฏหมายให้อำนาจสภาฯ สามารถแก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฏหมายได้โดยเร็ว นำระบบราชการเข้ามาอยู่ในระบบมือถือ เพื่อให้การเข้าถึงภาคประชาชนได้สะดวก โปร่งใส

    ส่วนเรื่องฐานข้อมูลของภาครัฐ ต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าถึงได้ สามารถใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ และจะมีการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า และเปิดให้เพื่อนบ้านซื้อขายไฟระหว่างกัน โดยส่งผ่านระบบสายส่งของไทยเพื่อเป็นรายได้ให้กับประเทศ เป้าหมายคือการลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน เอาจริงกับการลงทุนและซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนจากประเทศเพื่อนบ้าน

    นอกจากนั้น จะต้องมีการปฏิรูปภาคส่วนที่สำคัญ เช่น ปฏิรูปภาคเกษตร เพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูประบบสหกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อปรับลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยมีเป้าหมายลดลงให้ต่ำกว่า 10% ของจีดีพีให้ได้

    นายกรณ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การทำบ้านเมืองให้การเมืองสุจริต เพราะตราบใดการเมืองเกี่ยวโยงทุนเทา จะไม่มีทางขจัดทุนเทาออกจากระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนได้

    ส่วนมุมมองเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายกรณ์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นคำถามประชามติเปิดกว้างมากเกินไป เพราะหากรัฐบาลมีความตั้งใจว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคม ก็ควรระบุชัดเจนไปในคำถามตั้งแต่แรก ว่านอกเหนือจาก หมวด 1 หมวด 2 เห็นควรให้แก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ตนเชื่อว่าประชาชนจำนวนมาก จะกล้าตอบด้วยความมั่นใจ

    ทั้งนี้ ในส่วนตัวเห็นว่า มีหลายมาตราที่ควรจะมีการแก้ไข และพรรคประชาธิปัตย์ จะสนับสนุนการแก้ไขที่มาของ สว. แก้ไขที่มาขององค์กรอิสระ ซึ่งทั้ง 2 องค์กร มีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ ต้องปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนทั่วไป รวมถึงแก้หนี้สินในวัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกร นโยบายผ่อนดี ผ่อนฟรี และการแก้หนี้นอกระบบ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีนโยบายสวัสดิการดูแลหลายมิติ ทั้งเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี นโยบายคนไทยไร้จน ให้พ้นจากเส้นยากจน ดูแลในยามเกษียณ ด้วยนโยบายหวยเกษียณ และภาคเกษตร มีโครงการประกันกำไรให้พี่น้องเกษตร ในส่วน SME มีโครงการ E-commerce สัญชาติไทย และมีโครงการให้ภาครัฐเป็นลูกค้าซื้อของจาก SME มากขึ้น

    ตลอดจนการสานต่อในหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, โครงการบ้านเพื่อคนไทย, พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเรื่องการศึกษา มีโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เป็นต้น

    นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการคลัง เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ โดยไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม

    ส่วนมุมมองความเห็นเรื่องควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานฝ่ายบริหารด้านเศรษฐกิจมาก่อน เรื่องเสถียรภาพรัฐบาล จะโยงไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เพราะฉะนั้น ในความเห็นส่วนตัวเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า พรรคมีนโยบายเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และเรื่องการดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งหมด และภาพเศรษฐกิจที่พรรคตั้งใจไว้ ซึ่งหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ จะต้องทำให้เกิดความทั่วถึง และเติมเต็มศักยภาพของคนไทย โดยกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ต้องโตเกิน 3% ในปี 69

    ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 30% รวมถึงมีการลงทุนจากต่างประเทศ และอุตสาหกรรรมแห่งอนาคต และเรื่อง Green Economy ผ่านโครงการต่าง ๆ และนำ AI มาใช้ในภาครัฐให้เกิดความโปร่งใส และแม่นยำ

    ขณะที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค ว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ เนื่องจากไม่มีนวัตกรรม เพราะไม่ว่าจะมีนักลงทุนกี่คนสนใจเข้ามาลงทุน แต่สุดท้ายก็หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยหากจะมีนวัตกรรมได้ ต้องมีพลังงานสะอาด และคนที่จะมีพลังงานสะอาดได้ ต้อง “มีเส้น” เท่านั้น

    นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนได้ทำงานอยู่ในกระทรวงพลังงานมา 2 ปี ได้ทำให้ค่าไฟฟ้า จาก 4.70 บาท/หน่วย ลงมาเหลือ 3.97 บาท/หน่วย หรือลดลงไปได้ 76 สตางค์

    “ผมแลกมาด้วยอะไรรู้หรือไม่ สส.ผม 36 คน ก่อนยุบสภา ผมเหลือ 3 คน เพราะผมประกาศ ผมชนกับทุนพลังงาน” นายอรรถวิชช์ กล่าว

    พร้อมย้ำว่า สส.จะหายไปเท่าไร ก็ให้หายไป แต่วันที่ 8 ก.พ.นี้ จะวัดว่าวิธีคิดแบบเด็ดขาด เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรม ด้วยการชนแบบนี้ ต้องเป็น “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

    ส่วนความเห็นว่าต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากมีการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญควรแก้ไขหรือไม่ ตนมองว่าควรแก้ แต่เป็นความขี้ขลาดของนักการเมืองที่ไม่บอกว่า จะให้แก้เรื่องใดบ้าง

    “เขาถามท่านว่า ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วไปมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กัน เหมือนเรากำลังซื้อรถใหม่ โดยเราไม่รู้ว่า รถคันนั้นเป็นรถอะไร เครื่องยนต์อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าว

    ด้านนายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงวิกฤติ ซึ่งพรรคมี 4 หลักนโยบาย คือ 1.พัฒนาฐานราก ดูแลประชาชนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ต้องพัฒนาผ่าน AI ผ่านนวัตกรรมใหม่ 2.ต้องมีทุนเพื่อพัฒนาสินค้า 3.หาตลาดใหม่สู่ตลาดโลก 4.รัฐบริการ

    นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรม จะมีการพัฒนา EEC ให้เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ชลบุรีไปถึงตราด และอยากเชิญนักลงทุนมาดูว่า เรามีนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส พรรคพร้อมสานต่อนโยบายจากพรรคหรือรัฐบาลไหนก็ตามที่ทำมาแล้วได้ผลดี เพื่อให้นโยบายเกิดความต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความไว้ใจ

    นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้น 1.พัฒนาการศึกษา 2.เศรษฐกิจ (คนไทยต้องมาก่อน) 3.คุณภาพชีวิต และ 4.คนดีต้องมีที่ยืน

    พร้อมมองว่า เศรษฐกิจกับตลาดทุนแยกจากกันไม่ได้ ต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ ซึ่งที่ผ่านมายุทธศาสตร์การลงทุนของชาติไม่ชัดเจน ติดเรื่องระบบราชการทำงานต่างคนต่างทำ และเห็นว่ารัฐบาลควรดึงเอาตลาดทุนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และควรให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปอยู่ทีมส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันแรก ว่าถ้าเข้ามาลงทุน จะใช้เครื่องมือในการต่อยอด ต่อทุนได้อย่างไร

    โดยพรรคมีนโยบายตั้งทีม Thailand Investment โดยมี EEC, BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหัวหอกในการพบนักลงทุนแบบมีกลยุทธ์ และมีกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาเชื่อมโยงกับทีมไทยแลนด์ เพื่อทำให้แคมเปญประเทศชัดเจนต่อนักลงทุน

    ส่วนนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคมีโมเดล 25 ปีประเทศไทย โดยในสัปดาห์หน้า พรรคจะนำเสนอโมเดลนี้ ว่าประเทศไทยจะไปอย่างไร ผ่าน 3 scenario คือ 1.ปล่อยประเทศไปแบบนี้ ไม่สนใจเรื่องทุนเทา 2.เดินหน้าด้วยการลดการคอรัปชั่น 3.เติมทุนใหม่ และสิ่งสำคัญ คือ เรื่องหนี้สาธารณะ โดยจะมีการตั้งกองทุน ปลดหนี้ เติมสภาพคล่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ufyL2chhtXCbimJH8Bvby

  • ภูมิใจไทยชู “EV-พลังงานสีเขียว” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    ภูมิใจไทยชู “EV-พลังงานสีเขียว” พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย


    แคนดิเดตขุนคลัง ภูมิใจไทย “เอกนิติ” โชว์แนวคิดเปลี่ยนไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนรถไฟฟ้าโลก พร้อมหนุน “โซลาร์ชุมชน” สร้างรายได้เสริม และปั้นธุรกิจ Longevity รับเทรนด์สุขภาพโลก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ว่า โลกยุคใหม่เป็นรถไฟฟ้า ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า ในช่วงที่มีโอกาสดูแล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดูแลกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต ให้แรงจูงใจผู้ผลิตรถยนต์ ที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องมาผลิตที่เมืองไทย ต้องนำชิ้นส่วนต่าง ๆ มาผลิตที่เมืองไทย เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เกียร์อัตโนมัติ และจะต้องมาสอนงานให้คนไทย และธุรกิจไทยให้เข้าสู่ซัพพลายเชน คือห่วงโซ่อุปทาน    วันนี้มีอีกหลายสิบบริษัท ที่ต้องการขยายโรงงานในประเทศไทย ใช้ฐานของเมืองไทย ผลิตเพื่อส่งออก มีกลุ่มนักบิดของไทยที่สามารถจูนเครื่องต่างๆ จะต้องเทรนคนเหล่านี้ ให้ไปทำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะมีโครงการที่จะสนับสนุนให้คนไทย เปลี่ยนรถยนต์ จากรถสันดาปไปเป็นรถไฟฟ้า ให้ผ่อนในราคาถูก อุตสาหกรรม Smart Electronic   การผลิตที่จัดเก็บข้อมูล Server เราเป็น Top Five ของโลก ใครที่มาลงทุนในประเทศไทย จะต้องมีเงื่อนไขว่าจะต้องนำธุรกิจไทย เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การผลิต และจะต้องเข้ามาสอน Training ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต้องการพลังงานสะอาด ไฟฟ้าสีเขียว โครงการโซลาร์ชุมชน ให้ชุมชนสามารถขายไฟแล้วมีรายได้ช่วยชุมชน แต่ในเรื่องของอุตสาหกรรม จะทำในเรื่องของ Solar Farm มีอ่างเก็บน้ำอยู่เยอะ เราจะทำ Floating Solar (เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนทุ่นลอยน้ำบนแหล่งน้ำ) ที่มี Solar ลอยน้ำ จะเพิ่มศักยภาพประเทศไทย

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึง  ธุรกิจที่เติบโตมากคือธุรกิจ Wellness (สุขภาพ) มีโครงการที่เรียกว่า Longevity (เทรนด์อายุยืนยาวแบบสุขภาพดี ทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น) นักท่องเที่ยวยินดีจ่ายในบริหารเหล่านี้ เป็นธุรกิจใหม่ที่ให้บริการ เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวที่เคยขายแต่ปริมาณ แต่จะเน้นคุณภาพ เน้นคุณค่า ต้องทำ Wellness ให้อยู่กับชุมชน รายได้จะอยู่กับชุมชน ถ้านับตามมาตรฐานโลกจริง ๆ ในส่วนคนไทยที่อายุเกิน 60 ปี  นโยบายผู้สูงวัยพลัส  จะเพิ่มโอกาสให้บริษัทที่จ้างงาน สามารถกลับมาจ้างคนสูงวัย  ได้รับการจ้างงานต่อมากขึ้น โดยจะให้หักค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ 2 เท่า  คนสูงวัย คือ มีประสบการณ์อาจจะจ้างมาเป็นที่ปรึกษา จะได้มีรายได้หลังจากเกษียณ  นอกจากนั้น จะมีการเพิ่มทักษะให้คนสูงวัย  โครงการ Skill Biz ส่วนถ้าผู้สูงอายุเจ็บป่วย จะมีหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งพยาบาลอาสา  จะมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในแต่ละจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bcI3JkeU1feiVJ7kO-RAO

  • พปชร. ปลดล็อกวัยเก๋า หนุนผู้สูงอายุเป็นพลังเศรษฐกิจ ตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานทั่วประเทศ

    พปชร. ปลดล็อกวัยเก๋า หนุนผู้สูงอายุเป็นพลังเศรษฐกิจ ตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานทั่วประเทศ

    พปชร. ปลดล็อกวัยเก๋า หนุนผู้สูงอายุเป็นพลังเศรษฐกิจ ตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานทั่วประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

    “พปชร.” ปลดล็อกวัยเก๋า หนุนผู้สูงอายุเป็นพลังเศรษฐกิจ ตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานทั่วประเทศ

    วันที่ 15 มกราคม 2569 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วย นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ พร้อมผลักดันนโยบาย “คนไทยต้องมีงานทำ” มุ่งยกระดับบทบาทผู้สูงอายุจากผู้พึ่งพิง สู่กำลังแรงงานคุณภาพของประเทศ

    น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า พปชร.ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ที่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ เพื่อลดภาระทางสังคมและเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ผ่านความร่วมมือภาครัฐและเอกชน โดยรัฐจะออกมาตรการจูงใจทางภาษี ให้บริษัทที่จ้างแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำค่าจ้างมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ภายใต้เงื่อนไขเป็นผู้สูงอายุสัญชาติไทย ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และมีสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของลูกจ้างทั้งหมด

    ขณะที่ นายภัครธรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีความพร้อมและต้องการทำงาน แต่ขาดโอกาสและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม พปชร.จึงเสนอให้ภาคเอกชนปรับรูปแบบการจ้างงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งงานพาร์ทไทม์ และการจ้างงานต่อเนื่องหลังเกษียณ เพื่อดึงประสบการณ์และทักษะของแรงงานสูงวัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว

    น.ส.ตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าจ้างผู้สูงอายุขั้นต่ำชั่วโมงละ 45 บาทไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น พรรคพลังประชารัฐจึงเตรียมผลักดันทบทวนปรับเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 50 บาทต่อชั่วโมง หรือจ่ายตามศักยภาพ โดยเฉพาะแรงงานผู้มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์พัฒนาแรงงานผู้สูงอายุระดับจังหวัด เพื่อฝึกทักษะ เชื่อมโยงนายจ้าง และจัดหางานที่เหมาะสม ย้ำผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระ แต่คือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/940939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28E6-xSZmxtHB00Cdqe0an