Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ชี้เป้างานเด็ด “ช้อปแฟรนไชส์” งานเที่ยวที่อาจจะได้งานกลับบ้าน

    ชี้เป้างานเด็ด “ช้อปแฟรนไชส์” งานเที่ยวที่อาจจะได้งานกลับบ้าน

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เขามีไอเดียของฝากที่เด็ดกว่านั้น! เพราะเขาขนทัพ “ธุรกิจสำเร็จรูป” ขึ้นไปเสิร์ฟถึงกลางห้างดัง ให้คุณได้ช้อปกลับมาเปิดที่บ้าน เปลี่ยนสถานะจากนักท่องเที่ยว เป็น “ท่านประธาน” ได้เลย!

    ในงาน “แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2” ณ เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เขาเปลี่ยนลานกิจกรรมให้กลายเป็น “ตลาดนัดธุรกิจ” ที่เดินเพลินมาก โดยคัดเฉพาะแบรนด์ตัวท็อปจากส่วนกลางกว่า 40 แบรนด์ ขึ้นไปหาชาวเหนือและนักท่องเที่ยวถึงที่ เดินชิมให้พุงกาง! ร้านไหนอร่อย ร้านไหนคิวยาว ดีลซื้อสูตรซื้อร้านกลับไปเปิดที่บ้านเราได้เลย ไม่ต้องคิดสูตรเองให้ปวดหัว

    และธุรกิจสายดูแลตัวเอง ร้านซักผ้า หรือบริการต่างๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์ทำเงิน ก็มีมาให้เลือกครบ

    58949_0
    58950_0
    58951_0

    มางานนี้คุ้มกว่าดีลตั๋วโปรฯ เพราะมีสิทธิพิเศษที่หาไม่ได้จากหน้าเว็บ

    • ส่วนลดค่าแฟรนไชส์จุกๆ สูงสุด 30%: เซฟเงินลงทุนไปได้หลายหมื่น เอาไว้เป็นทุนหมุนเวียนสวยๆ
    • คุยตรงกับเจ้าของแบรนด์ (Business Matching): สงสัยอะไรถามได้เลย ต่อรองราคาได้หน้างาน
    • เงินทุนพร้อมเสิร์ฟ: ใครใจพร้อมแต่ทุนยังขาด มีสถาบันการเงินมาตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาและปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษกันในงานเลย

    ใครที่มีแพลนไปเดินตากแอร์เล่นที่ เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ช่วงนี้ แวะไปโฉบดูหน่อยครับ งานมีแค่ 4 วันเท่านั้น ตั้งแต่ 15 – 18 มกราคม 2569 ที่ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นเฟส)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453450/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WBu1HFUi4K9IcKi_lFi7n

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมกราคม 2569

    เดินหน้าทำงานรอบด้าน เพื่อเสริมความเข้มแข็งการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ทั้งการผลักดันงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องของภารกิจ การสร้างพลังและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการทำงาน การเสริมศักยภาพเครือข่ายเชิงพื้นที่ การยกระดับความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายผู้บริโภคสู่เวทีการเมือง และการสื่อสารสิทธิให้เข้าถึงทุกคน

    ยื่นของบกลาง 2569 เสริมภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายงานเลขาธิการ ยื่นขอรับงบอุดหนุนเพิ่มเติมจากงบกลาง ปี 2569 วงเงิน 48.82 ล้านบาท ต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา ตามกรอบกฎหมายจัดตั้งฯ มุ่งเสริมความต่อเนื่องและความเพียงพอในการขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค


    เสริมพลังใจและพื้นที่ทำงาน ฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดกิจกรรมทำบุญเลี้ยงพระ ครบรอบวันสถาปนาสภาองค์กรของผู้บริโภค เสริมสิริมงคลและความสามัคคีในองค์กร ควบคู่กิจกรรม Cleaning Day ร่วมกันจัดระเบียบและทำความสะอาดพื้นที่ทำงาน สร้างบรรยากาศที่เป็นระเบียบ เอื้อต่อการทำงาน และรองรับการขยายพื้นที่ในอนาคต


    เสริมพลังแกนนำผู้บริโภคภาคเหนือ คุ้มครองสุขภาพเชิงพื้นที่ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้การสนับสนุน สสส. จัดเวทีพัฒนาศักยภาพใน 5 จังหวัดภาคเหนือ เสริมทักษะตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียนถึงแก้ปัญหาเชิงระบบ พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนและองค์ความรู้ด้านเฝ้าระวังภัย เพื่อขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคและข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม


    ดันสัญญาสินเชื่อทะเบียนรถ โปร่งใส เป็นธรรม ฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ หารือร่วมสมาคมสินเชื่อทะเบียนรถ แก้ปัญหาสัญญาซับซ้อนและดอกเบี้ยอัตราเดียวทั้งระบบ เดินหน้าจัดทำสัญญาเข้าใจง่าย สรุปสาระสำคัญและสิทธิผู้บริโภคไว้หน้าแรก เปิดข้อมูลตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ พร้อมผลักดันแนวทาง “ลูกหนี้ชั้นดีต้องได้ลดดอกเบี้ย” อย่างเป็นธรรม


    “ง่าย ดี มีคะแนน” ดันนโยบายผู้บริโภคสู่พรรคการเมือง ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม เดินหน้าพบพรรคการเมืองผลักดันนโยบายผู้บริโภค 3 กลุ่มหลัก ตั้งแต่รับมือภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เมืองที่เป็นธรรม ไปจนถึงคุณภาพชีวิต ครอบคลุมทุกปัญหาผู้บริโภค พร้อมลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายพรรคการเมือง


    สื่อสารสิทธิผู้บริโภค เข้าถึงทุกวัย ผ่านสื่อสร้างสรรค์ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เดินหน้าสื่อสารสิทธิผู้บริโภคอย่างรอบด้าน ผ่านข่าว อินโฟกราฟิก และกิจกรรมร่วมสนุกแลกรับของรางวัล ผสานการเล่าเรื่องกับกระแสสังคม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจสิทธิของตนเอง เข้าถึงง่าย จดจำได้ และมีส่วนร่วมในทุกช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/jan-2026-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qjrqzV1e5FPxHfQjaDUwH

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • พัทยาเอาจริง ปูพรมกวาดล้างขอทานกลางเมืองท่องเที่ยว ชูป้าย “หยุดให้ทาน หยุดปัญหา”

    พัทยาเอาจริง ปูพรมกวาดล้างขอทานกลางเมืองท่องเที่ยว ชูป้าย “หยุดให้ทาน หยุดปัญหา”

    พัทยาเอาจริง ปูพรมกวาดล้างขอทานกลางเมืองท่องเที่ยว ชูป้าย “หยุดให้ทาน หยุดปัญหา”

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 เมืองพัทยาเดินหน้าแก้ปัญหาขอทานอย่างจริงจัง หลังสถานการณ์เริ่มบั่นทอนภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดย นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย นางรัชนี วรรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์คนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดชลบุรี นำกำลังบูรณาการร่วมกับ นายณฐาภพ ยมจินดา ปลัดอำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจป้องกันและปราบปราม สภ.เมืองพัทยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เทศกิจ และฝ่ายกิจการพิเศษ

    เจ้าหน้าที่ได้ ปล่อยแถวที่บริเวณหน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา ก่อนกระจายกำลังเข้าตรวจสอบจุดเสี่ยงและย่านเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ถนนพัทยาสายสอง ชายหาดพัทยา และซอยบัวขาว พร้อมชูป้ายรณรงค์ “หยุดให้ทาน หยุดปัญหาขอทาน” ขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยว หากพบเห็นสามารถแจ้ง สายด่วน พม. 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    จากการตรวจสอบ พบกลุ่มขอทานจำนวนหลายราย ทั้งที่นั่งขอทานริมฟุตปาธ บางรายหลับนอนข้างทางต่อหน้าสายตานักท่องเที่ยว สร้างความไม่สบายใจและกระทบต่อภาพลักษณ์เมือง โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้ทั้งหมด 14 ราย แยกเป็น หญิงไทย 5 ราย ชายไทย 6 ราย ชาวเมียนมา 2 ราย และเด็ก 1 ราย อายุเพียง 1 ปี 2 เดือน

    ทั้งหมดถูกนำตัวไปยัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อทำการคัดแยก ตรวจสอบประวัติ และประเมินสภาพความเป็นอยู่ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ดำเนินการ บันทึกประวัติ ตักเตือน และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย สำหรับคนไทยที่ฝ่าฝืนกฎหมายขอทาน ส่วนชาวเมียนมาถูกส่งต่อให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและพิจารณาผลักดันออกนอกประเทศต่อไป

    ด้านนายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา การกวาดล้างครั้งนี้ไม่ใช่การจับกุมเพียงครั้งเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระยะยาวในการจัดระเบียบสังคม ควบคู่การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนอย่างถูกต้อง เพื่อคืนความปลอดภัย ความเป็นระเบียบ และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า การให้ทานอาจเท่ากับการส่งเสริมปัญหาโดยไม่รู้ตัว

    เครดิต Superball

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/64949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LgLZejYrzQyUDvwW6h9m9

  • ด่วน! ไซเบอร์บุกรวบ ‘รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ’ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน โยงเว็บพนันออนไลน์ | เดลินิวส์

    ด่วน! ไซเบอร์บุกรวบ ‘รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ’ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน โยงเว็บพนันออนไลน์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 และ บก.สอท.4 ได้ร่วมกันจับกุม นายรัชต์พงศ์ หรือปอนด์ สร้อยสุวรรณ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 196/69 ลง 13 ม.ค. 69 ในข้อหา ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ได้ที่บ้านพักย่านนวลจันทร์ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ แนวทางการสืบสวนตำรวจพบความเคลื่อนไหวของเว็บพนันออนไลน์ชื่อ nakarin789 ว่ามีการเปิดให้เล่นเว็บพนันออนไลน์ จึงได้ทำการสืบสวนแกะรอย ก่อนจับกุม

    โดยจากการตรวจสอบพบว่านายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ เป็นผู้สมัคร สส.เขต 2 จังหวัดตาก ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะของผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว

    อย่างไรก็ตามทางในเวลา 15.00 น. ที่ บช.สอท. (ปากเกร็ด) เมืองทองธานี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยธ. และ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5502614/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KZTl_Xp-FEImism110tZX

  • การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ ผลักเด็กหลุดจากระบบ

    การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ ผลักเด็กหลุดจากระบบ

    การศึกษาไทย เรียน “ฟรี” ไม่จริง ครอบครัวยากจนควักกระเป๋าจ่าย “ค่าใช้จ่ายแฝง” เสื้อผ้า-อุปกรณ์-ค่าเดินทาง ซ้ำเติมเด็กด้อยโอกาส ผลักหลุดออกจากระบบ 

    แม้ว่า “การศึกษา” จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดสรรให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย ผ่าน “โครงการเรียนฟรี 15 ปี” ที่ภาครัฐจัดสรรงบอุดหนุนรายหัว และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งค่าเทอม หนังสือ อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และค่าธรรมเนียมทางการศึกษาต่างๆ  ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 

    แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ยังไม่อาจเรียกได้ว่า “เรียนฟรี” อย่างแท้จริง เพราะงบที่จัดสรรยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ มี “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักกระเป๋าจ่ายเองปีละหลักพันจนอาจถึงหมื่นบาท 

    ตัดค่าใช้จ่ายแฝง ทำ “เรียนฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยกับ “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการศึกษา ต่อสู้เพื่อความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสมายาวนานกว่า 30 ปี ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นใน “ระบบการศึกษาไทย”

    อันดับแรก การผลักดันเรียน “ฟรี” ให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงอย่างน้อยคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกด้าน ตัดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ออก โดยปัจจุบันในโครงการเรียนฟรี 15 ปี มีการจัดสรรเงินอุดหนุนด้านต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วงบประมาณเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เกิดปัญหา “ค่าใช้จ่ายแฝง” ที่ผู้ปกครองต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม

    ด้านแรกคือ “อุปกรณ์การเรียน” ได้รับจัดสรรเฉลี่ยที่ 196-206 บาทต่อเทอมแล้วแต่ระดับชั้น แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่นักเรียนต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ทันสมัย เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยครูจิ๋วเผยว่า เคสที่เคยเจอคือเด็กหลุดจากการศึกษาไปเพราะไม่มีแท็บเล็ตทำการบ้านส่งครู

    ต่อมาคือ “เครื่องแต่งกาย” ที่เด็กไทยต้องแต่งทั้งชุดนักเรียน พละ ลูกเสือ และชุดพิเศษต่างๆ เช่น ชุดประจำจังหวัด ชุดปฏิบัติธรรม แม้ในกรณีเครื่องแบบลูกเสือยุวกาชาด จะมีการอนุโลมให้ใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคออย่างเดียวได้ แต่ในการเรียนจริงๆ ยังมีปัญหามาตรฐานของครูที่ไม่เท่ากัน เมื่อเด็กแต่งกายไม่ครบตามระเบียบ คุณครูบางคนก็ไม่ให้ผ่าน

    นอกจากชุดแล้ว เด็กแต่ละคนต้องมีรองเท้าอีกอย่างน้อย 2-3 คู่ คือรองเท้านักเรียน รองเท้าผ้าใบ รองเท้าลูกเสือ ยังไม่รวมถึงกระเป๋านักเรียนต่างๆ ซึ่งบางโรงเรียนก็บังคับให้ซื้อของโรงเรียนทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 700 – 1,000 บาท

    “เปิดเทอมแต่ละครั้ง ผู้ปกครองก็ไม่มีเงินมาจ่าย ยิ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ที่ทำให้รายได้ผู้ปกครองลดลง ส่งผลกระทบกับเด็กในระยะยาวอย่างมาก”

    ครูจิ๋วมองว่า ในปัญหานี้ กระทรวงศึกษา โรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็ก โรงเรียนในชนบทสามารถช่วยตัดค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ โดยการยกเลิกเครื่องแบบเพิ่มเติมให้เหลือแค่ชุดนักเรียน หรือไม่บังคับให้ซื้อยี่ห้อของโรงเรียนที่ราคาแพงกว่าตลาดได้หรือไม่

    ค่าใช้จ่ายแฝงต่อมาคือ “ค่าอาหารที่ไม่ครอบคลุม” โดยปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด กทม.มีการจัดหาอาหารให้เด็กทั้งมื้อเช้าและกลางวัน ขณะที่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.ฟรีแค่มื้อกลางวันเท่านั้น ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียค่าอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อที่สำคัญเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ยังมี “ค่าเดินทาง” ที่โครงการเรียนฟรี 15 ปี ไม่มีงบประมาณอุดหนุนในส่วนนี้ เด็กหลายคนที่สอบติดโรงเรียนไกลบ้าน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางไปโรงเรียนให้ทัน

    “ตัวอย่างเด็กที่โครงการดูแล บ้านอยู่เพชรบุรีตัดใหม่แต่สอบติดโรงเรียนชื่อดังย่านสุขุมวิท ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปขึ้นรถเมล์เที่ยวแรกให้ทัน มีค่าเดินทางเที่ยวละ 12 บาท แต่หากต้องขึ้นรถไฟฟ้า อย่างต่ำก็ต้องจ่ายเที่ยวละ 47 บาท ไปกลับก็เกือบ 100 บาทแล้ว นี่คือค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองไม่มีให้”

    ครูจิ๋ว เล่าความจริงที่น่าเศร้าต่อว่า ในปีที่ผ่านมามีเด็กที่โครงการครูข้างถนนช่วยดูแล หลุดจากระบบการศึกษาอย่างน้อย 27 คน แม้ว่าทางโครงการฯ จะช่วยเหลือให้การหาทุนการศึกษา จัดหาชุดนักเรียนให้ก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ได้

    อันดับ 2 อยากเห็นเด็กไทย อยากเรียนต้องได้เรียน แม้เด็กบางรายต้องหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน แต่หากสามารถไปเรียนในระบบกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.(ชื่อเดิมคือ กศน.) ควรเข้าเรียนได้ทันที โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องจบการศึกษาชั้นใดมาก่อน เช่น จะสมัครเรียน ม.ต้น ต้องมีวุฒิ ป.6 มาก่อน

    อันดับ 3 หลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามรายบุคคล ดูว่าเด็กคนไหนเหมาะสมกับความถนัดใด เช่น เด็กด้อยโอกาสหรือหลุดจากระบบกลางคันที่ไม่สามารถเข้าไปเรียนตามระบบปกติได้ควรจัดหลักสูตร การสอบวัดผลที่แตกต่างกัน หรือเด็กบางคนที่ไม่ถนัดหลักสูตรพื้นฐานแต่มีความสามารถอื่น เช่น ก่อสร้าง ให้เด็กใช้ความสามารถนี้มาสอบเทียบได้หรือไม่

    ทองพูล บัวศรี  ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

    ปัจจัยเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษา

    ในปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษากลางคัน ครูจิ๋ว มองว่า ประการแรกคือ ปัจจัยจากตัวของเด็กเอง เพราะเมื่อเติบโตก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและอารมณ์สูงมาก มีการเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบกับการตั้งใจเรียน การคบเพื่อน การเสี่ยงต่ออบายมุข บุหรี่ ยาเสพติด

    ประการที่ 2 เกิดจากสภาพแวดล้อมและรายได้ของครอบครัว บางครอบครัวมีรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำแค่ประมาณ 350 บาท เสาหลักของบ้านมีแค่คนเดียวแต่ต้องเลี้ยงดูลูกหลายคน ซึ่งรายได้เท่านี้ก็แทบไม่เพียงพอซื้ออาหารเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน ไม่ต้องพูดถึงการจ่ายเงินเพื่อส่งลูกหลานเข้าเรียน เด็กหลายคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน แต่ก็ยังมีปัญหาค้างค่าเทอมหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท สุดท้ายก็หลุดจากระบบการศึกษา

    “บางเคสที่เราเจอคือ อยู่กับตายาย ได้เงินผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ก็ไปต่อรองกับโรงเรียนขอผ่อนเดือนละ 100 บาท แต่มันก็ใช้หนี้ไม่หมด ถูกทวงตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างมาก”

    เมื่อเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัด ก็เสี่ยงเข้าสู่อาชีพผิดกฎหมาย ติดอบายมุข ยาเสพติด เพราะอาชีพเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตร ซึ่งการดึงเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือฝึกอาชีพก็ทำได้ยากมาก หรือแม้เด็กจะไปทำอาชีพทั่วไป ก็อาจไม่มีสวัสดิการรองรับ เป็นปัญหาระยะยาวในอนาคต

    สิ่งที่ “ครูจิ๋ว” อยากเห็น

    ครูจิ๋ว บอกทิ้งท้ายว่า สิ่งแรกที่อยากเห็นคือการที่ คุณครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กที่ยากจนจริงๆ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะปัจจุบันนี้ครูหลายคนใช้วิธีเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์ ทำให้ไม่เห็นสภาพของปัญหา

    ต่อมาคือการ “ไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” แม้จะมีนักเรียนแค่หลักสิบคน เพราะโรงเรียนเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในชุมชน สามารถดึงคนในชุมชนเข้ามาเป็นครู เช่น ครูสอนวัฒนธรรม ครูสอนเกษตร การยุบโรงเรียนเล็กๆ ไปรวมกันในตัวอำเภอ ทำให้ค่าใช้จ่ายของเด็กเพิ่มสูงขึ้นมาก และนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษา อันเป็นโอกาสสำคัญที่จะให้เด็กผลักตัวเองพ้นจากความยากจน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2907809&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15BPMZFGzyyBEkNgPt-hq5

  • ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    เบอร์สัน (Burson) ที่ปรึกษาการสื่อสารระดับโลก เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดที่เปลี่ยนนิยามความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง” (Reputation Economy) ซึ่งมีมูลค่าประเมินทั่วโลกสูงถึง 7.07 ล้านล้านดอลลาร์

    โดยรายงานยืนยันว่าบริษัทที่มีรากฐานชื่อเสียงแข็งแกร่ง สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้สูงถึง 4.78% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และวัดผลกำไรขาดทุนได้จริง

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    เปลี่ยน “ความเชื่อมั่น” ให้เป็น “มูลค่าทางการเงิน”

    รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า “The Global Reputation Economy: A New Asset Class for a New Era” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้

    จากการวิเคราะห์พบว่า มูลค่าชื่อเสียง (Reputation Return) สามารถเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้ตั้งแต่ 2 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมหาศาลระดับ 2.02 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขส่วนเพิ่มที่เหนือกว่าการคาดการณ์จากตัวชี้วัดทางการเงินแบบดั้งเดิม

    คอรีย์ ดูโบรวา ซีอีโอของเบอร์สัน อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า

    “ในอดีตผู้นำธุรกิจทราบดีว่าชื่อเสียงสำคัญ แต่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ แต่วันนี้เราทำได้แล้ว งานวิจัยชี้ชัดว่าเมื่อบริหารจัดการชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้นับพันล้านดอลลาร์ และเป็นเกราะป้องกันวิกฤตที่ทรงประสิทธิภาพ เพราะชื่อเสียงที่สร้างเม็ดเงินได้จริงนั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า ‘ความไว้วางใจ’ เพียงอย่างเดียว”

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    AI และพนักงาน ปัจจัยใหม่ของ “เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง”

    แม้องค์กรชั้นนำจะทำผลงานได้ดีในหลายมิติ แต่ผลวิจัยพบจุดเปราะบางคือเรื่อง “สถานที่ทำงาน” (Workplace) โดยเฉพาะประเด็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้

    แม้ปัจจัยด้านสถานที่ทำงานจะถูกให้ความสำคัญน้อยที่สุด (11%) แต่กลับพบช่องว่างคะแนนระหว่างบริษัทที่ทำได้ดีกับทำได้แย่สูงถึง 11.8% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงระดับวิกฤต

    แมตต์ รีด ซีอีโอภูมิภาคสหรัฐฯ ของเบอร์สัน ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจต้องมีมากกว่าแค่กลยุทธ์ AI แต่ต้องสร้าง “นักกลยุทธ์ AI” ขึ้นมาด้วย

    “วิธีที่องค์กรจัดการการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี คือตัวชี้วัดว่าองค์กรให้คุณค่ากับพนักงานแค่ไหน องค์กรที่ร่วมสร้างอนาคตและพัฒนาทักษะใหม่ให้คนทำงาน จะได้รับผลตอบแทนทางชื่อเสียง ในทางกลับกัน หากมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดคน ต่อให้ประสิทธิผลเพิ่มขึ้น ก็จะถูกหักล้างด้วยชื่อเสียงที่เสียหายไป”

    ส่องเทรนด์ธุรกิจโลก บริษัทชื่อเสียงดี ดันกำไรผู้ถือหุ้นพุ่ง

    นอกจากนี้ รายงานยังเจาะลึกถึงความแตกต่างในแต่ละภาคธุรกิจที่น่าจับตามอง 

    • ผู้นำตลาด: องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นจะมีคะแนนนำหน้าคู่แข่งเฉลี่ย 11–15 คะแนนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม (+15.5) และคุณภาพผลิตภัณฑ์ (+15.2)
    • การบินและพลังงาน: แม้เป็นอุตสาหกรรมที่ความผิดพลาดมีต้นทุนสูง แต่กลับกู้คืนชื่อเสียงได้ดีด้วยวิธี “จากข้างในสู่ข้างนอก” บริษัทการบินมีคะแนนดีขึ้นจากธรรมาภิบาล (+7.9%) และสภาพแวดล้อมการทำงาน ขณะที่กลุ่มพลังงานเน้นการปรับปรุงภายใน (+0.9%) มากกว่าแค่การโฆษณาเรื่องความยั่งยืน
    • ภาคการเงิน: น่ากังวลด้วยคะแนนที่ลดลงต่อเนื่อง ทั้งด้านภาวะผู้นำ (-24%) และธรรมาภิบาล (-11%) ส่งผลให้มูลค่าชื่อเสียงกว่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 38% ของมูลค่าชื่อเสียงรวม) ตกอยู่ในความเสี่ยง

    ชื่อเสียงคือสินทรัพย์ที่ต้องบริหารแบบเรียลไทม์

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Burson กล่าวทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำถึงตลาดเอเชียและเกาหลีว่า ชื่อเสียงไม่ใช่แค่แนวคิดอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขัน

    การใช้เครื่องมืออย่าง Reputation Capital ช่วยให้ธุรกิจเห็นสถานะชื่อเสียงแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แท้จริง

    ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าวครอบคลุมบริษัทจดทะเบียน 66 แห่งทั่วโลก ระหว่างเดือนตุลาคม 2024 ถึงตุลาคม 2025 โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อถอดรหัสปัจจัยขับเคลื่อน เศรษฐกิจแห่งชื่อเสียง ทั้ง 8 ด้าน (อาทิ ธรรมาภิบาล, นวัตกรรม, ภาวะผู้นำ) เพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงจุดอ่อนได้อย่างตรงจุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736497&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q_naNmGmVC-uZ9OzKg1lU

  • ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเฉลย “เวลานอนที่ดีที่สุด” เพื่อหน้าเด็ก-อายุยืน-โรคไม่มา

    ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเฉลย “เวลานอนที่ดีที่สุด” เพื่อหน้าเด็ก-อายุยืน-โรคไม่มา

    ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเผย “ช่วงเวลาทอง” ของการเข้านอน ช่วยอายุยืน หน้าเด็ก โรคไม่ถามหา

    หลายคน (รวมถึงผู้เขียนเอง) มักจะมีความเชื่อฝังหัวว่า “ขอแค่เข้านอนก่อน 5 ทุ่ม (23.00 น.) ก็ถือว่าดีต่อสุขภาพแล้ว” ใช่ไหมคะ? แต่ความเชื่อนี้อาจจะต้องถูกปัดฝุ่นใหม่เสียแล้วค่ะ!

    เมื่อผลการศึกษาล่าสุดจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า เส้นตาย 5 ทุ่มอาจจะยัง “ช้าเกินไป” สำหรับคนที่อยากมีอายุยืนยาว เพราะกุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเรานอนกี่ชั่วโมง แต่อยู่ที่ว่าเรา “เริ่มนอนตอนกี่โมง” ต่างหากค่ะ

    ทำไมต้องนอนก่อน 5 ทุ่ม? ความลับของ “Golden Hour”

    งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 02.00 น. คือ “นาทีทอง” (Golden Hour) ของร่างกายค่ะ เป็นช่วงที่ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะหลับลึกได้ดีที่สุด และเป็นช่วงเวลาที่โรงงานในร่างกายเราทำงานหนักที่สุดในการซ่อมแซมตัวเอง

    หากเราหลับสนิทในช่วงเวลานี้ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนนางฟ้า 2 ตัวออกมาอย่างมหาศาล ได้แก่:

    • เมลาโทนิน (Melatonin): ช่วยปรับนาฬิกาชีวิต สร้างภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญคือช่วย “ชะลอความแก่”
    • โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone): ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ รีบูตระบบเผาผลาญ และขับสารพิษ

    จุดพีคคือ: นักวิจัยย้ำว่า ถ้าเราไปนอนหลัง 5 ทุ่ม แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ร่างกายจะพลาดช่วงเวลาทองนี้ไป ทำให้การซ่อมแซมเซลล์ไม่สมบูรณ์ ตื่นมาก็ยังเพลีย แถมเสี่ยงแก่ไวด้วยค่ะ!

    นอนดึก = อายุสั้นลง 30%?

    ทีมนักวิจัยฮาร์วาร์ดได้เปรียบเทียบกลุ่มคนที่นอนก่อน 4 ทุ่ม กับคนที่นอนดึก พบความแตกต่างที่น่ากลัวมากค่ะ:

    • ทีมคนนอนเร็ว (ก่อน 22.00 น.): สุขภาพจิตดี สมองไบร์ท ภูมิคุ้มกันแข็งแรง
    • ทีมคนนอนดึก: เสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วน และซึมเศร้าถามหา

    ที่น่าตกใจคือ ความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนนอนดึก สูงกว่าคนนอนเร็วถึง 15-30% เลยทีเดียว เพราะการฝืนถ่านตอนดึกๆ คือการบังคับให้ร่างกายทำงานสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ ทำให้อวัยวะภายในพังเร็วกว่ากำหนดค่ะ

    How to นอนให้ทัน “นาทีทอง” (ฉบับทำได้จริง)

    รู้นะคะว่าการนอนก่อน 4 ทุ่มสำหรับคนยุคนี้มันยาก แต่เพื่อแลกกับหน้าเด็กและอายุยืน ฮาร์วาร์ดแนะนำทริคไว้ดังนี้ค่ะ:

    1. ตั้งเวลาเข้านอนเป๊ะๆ: ทำให้เหมือนเด็กอนามัย แม้แต่วันหยุดก็ห้ามเลท เพื่อเซตระบบร่างกายใหม่
    2. บอกลา “แสงสีฟ้า” 1 ชั่วโมงก่อนนอน: วางมือถือ ปิดไอแพด เพราะแสงพวกนี้จะไปกดปุ่ม “ปิด” การหลั่งเมลาโทนิน ทำให้นอนไม่หลับ
    3. มื้อเย็นสำคัญ: เลี่ยงกาแฟ แอลกอฮอล์ และอาหารรสจัด ลองจิบ นมอุ่นๆ หรือทาน กล้วย สักลูก จะช่วยให้หลับง่ายขึ้นค่ะ

    รู้แบบนี้แล้ว คืนนี้ลองท้าทายตัวเองดูไหมคะ? วางโทรศัพท์ แล้วกระโดดขึ้นเตียงก่อน 4 ทุ่มดูสักคืน ร่างกายของคุณจะขอบคุณด้วยความสดชื่นในตอนเช้าแน่นอนค่ะ ด้วยความปรารถนาดีจาก Sanook Health ค่ะ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9868206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LL9AvZhwcBUe1AGOxKLJo

  • กยศ. ชวนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ผ่อนสูงสุด 15 ปี-ส่วนลดเบี้ยปรับ 100% : อินโฟเควสท์

    กยศ. ชวนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ผ่อนสูงสุด 15 ปี-ส่วนลดเบี้ยปรับ 100% : อินโฟเควสท์

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ให้มาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้ให้น้อยลง โดยจะมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็นรายเดือนนานสูงสุด 15 ปี ซึ่งหากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์แล้ว กยศ. จะงดการฟ้องคดีหรือบังคับคดีทันที

    น.ส.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้กับ กยส.ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก โดยในปี 69 หากผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษา กยศ. จะต้องฟ้องคดีจำนวนกว่า 100,000 ราย และบังคับคดีอีกกว่า 80,000 ราย

    กยศ. จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถวางแผนและชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม โดยได้รับประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%

    ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมเงินผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาโดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดีทันที ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตน และการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID

    น.ส.นันทวัน กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561540&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r6WNe7z7lucubWJt_Ta5-