Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ทำไม ‘ไทย’ ติดโผทรัมป์ระงับ วีซ่า 75 ประเทศ ทั้งที่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    ทำไม ‘ไทย’ ติดโผทรัมป์ระงับ วีซ่า 75 ประเทศ ทั้งที่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ

    ภาคเอกชน โดย สอท. จับตาสหรัฐฯ ระงับวีซ่าพำนักถาวร 75 ประเทศ ชี้แม้ไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยวคนไทย แต่มีผลต่อภาพลักษณ์ ‘บรรยากาศลงทุน’ พร้อมตั้งคำถามรัฐบาล ทำไมไทยติดโผประเทศเฝ้าระวัง? ทั้งที่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยืนยันระงับกระบวนการขอวีซ่าประเภทพำนักถาวร (Immigration Visa: IV) หรือวีซ่าย้ายถิ่นฐาน จาก 75 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมเป็นต้นไป โดยมีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลในหลายภาคส่วน ถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มดังกล่าว

    ทำไม ‘ไทย’ ติดโผ ทรัมป์ระงับวีซ่า 75 ประเทศ ทั้งที่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ แน่นแฟ้น? 1

    เกรียงไกรมองว่านโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ซึ่งมุ่ง ‘รีเซ็ต’ และ ‘ปฏิรูป’ ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรม ผู้ไร้บ้าน และผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่ผู้นำสหรัฐฯ มองว่าเป็นผลจากนโยบายเปิดเสรีและการรับผู้ลี้ภัยในอดีต

    “อเมริกาที่มีปัญหามากมาย โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกิดขึ้น มีทั้งบรรดาผู้เร่ร่อนที่ตกงาน แม้กระทั่งซานฟรานซิสโกที่เคยสวยงาม ตอนนี้ก็เป็นเต็มไปด้วย Homeless อาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากนโยบายผิดพลาดในอดีต ที่รับผู้ลี้ภัย หรือว่าผู้อพยพเนี่ย หรือเปิดเสรีให้กับประเทศอื่นๆ เข้ามามากจนเกินไป”

    ‘ไทย’ ในสายตาสหรัฐฯ เปลี่ยน?

    เกรียงไกรกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า การระงับวีซ่าจำนวนมาก ‘ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในเชิงนโยบาย’ แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจคือ “ทำไมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในรายชื่อดังกล่าว ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยไม่ควรอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกมองว่า ‘ไม่พึงประสงค์’ ในสายตาสหรัฐฯ”

    ขณะนี้ยังไม่ปรากฏคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าเหตุใดไทยจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 75 ประเทศ และกระทรวงการต่างประเทศควรเร่งสอบถามและขอคำชี้แจงจากฝ่ายสหรัฐฯ โดยตรง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแนวทางผลักดันให้ไทยหลุดออกจากรายชื่อดังกล่าวโดยเร็ว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “แม้จะเป็นการระงับวีซ่าบางประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากการที่ประเทศใดได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือได้รับการยอมรับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบ ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานของประเทศนั้น”

    ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางด้านการท่องเที่ยวสำคัญของโลก โดยในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 33 ล้านคน เดินทางเข้ามา รวมถึงชาวอเมริกันเกือบ 1 ล้านคน

    ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รายสำคัญของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์

    หรือปัญหา ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ มีผลต่อภาพลักษณ์?

    เมื่อถามว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ มีส่วนหรือไม่ “ผมมองว่า การถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเฝ้าระวังอาจเชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ทั้งประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ หรือภาพลักษณ์ด้านการฟอกเงิน ซึ่งข่าวเชิงลบเหล่านี้ล้วนถูกนำมาพิจารณาในภาพรวม แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ ให้น้ำหนักกับประเด็นใดเป็นหลัก”

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะเปราะบาง และประเทศไทยยังต้องการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญ ฉะนั้น การมีชื่ออยู่ในรายชื่อดังกล่าว แม้จะเป็นผลทางอ้อม แต่ย่อมกระทบต่อการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน และอาจกลายเป็นจุดถ่วงน้ำหนักในการตัดสินใจลงทุน

    ทั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเชิงรุก ทั้งในเชิงการทูตและการปรับปรุงภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อรักษาความเชื่อมั่น

    ลุ้นศาลฏีกาสหรัฐยกเลิกการเก็บภาษี ‘ค้าโลก’ คลี่คลาย

    ส่วนกรณีที่ศาลฏีกาสหรัฐ (Supreme Court) กำลังอยู่ระหว่างพิจาณาตัดสินการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต้องจับตาว่า หากศาลสั่งยกเลิกการเก็บภาษีคือ สหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บไปแล้วก่อนหน้านี้หรือไม่

    หากศาลมีคำสั่งให้คืนจากการคำนวณ เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็จะกลายเป็นภาระเรื่องเงิน ซึ่งจะทำให้สถานะทางการเงินการคลังของสหรัฐรวน เนื่องจากภาระการคลังของสหรัฐเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา

    “หากศาลตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษี ในภาพรวมน่าจะทำให้การค้าของโลกคลี่คลาย ขณะที่จีนก็จะส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯได้มากขึ้น สภาวะการค้าของโลกกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ผลดีต่อไทยก็คือการไม่ต้องถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 19% ส่วนทางอ้อมก็จะช่วยลดปัญหาจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาแย่งตลาดจำนวนมากในประเทศ”

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก็คือ กระแสการย้ายฐานการผลิตจะหยุดหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าการมีสงครามการค้าได้ส่งผลให้มีโรงงานหลายแห่งย้ายฐานการผลิตจีน

    สำหรับ สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยมาโดยตลอด โดยไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้ดุลการค้ามหาศาล สินค้าส่งออกหลักๆ คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์, เครื่องจักรกล, ผลิตภัณฑ์ยาง, ยานยนต์และชิ้นส่วน, และอัญมณี

    ไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้าที่เชื่อมอยู่กับการลงทุนของธุรกิจไทยในสหรัฐฯ เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ บริการด้านซอฟแวร์และเทคโนโลยีฯ อาหารและเครื่องดื่ม ชิ้นส่วนยานยนต์

    ทำไม ‘ไทย’ ติดโผ ทรัมป์ระงับวีซ่า 75 ประเทศ ทั้งที่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ แน่นแฟ้น? 2

    เปิดชื่อประเทศที่สหรัฐฯระงับวีซ่าพำนักถาวร 75 ประเทศ

    รายงานข่าวระบุว่า ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการระงับดังกล่าว ตามที่เจ้าหน้าที่สหรัฐ ระบุ ได้แก่: อัฟกานิสถาน, อัลบาเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนีย, บราซิล, พม่า, กัมพูชา, แคเมรูน, เคปเวอร์เด, โคลอมเบีย, คองโก, คิวบา, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย,

    กานา, เกรนาดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, ไอวอรี่โคสต์, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, คีร์กีซสถาน, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มาซิโดเนีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เซเนกัล, เซียร์ราลีโอเน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน เยเมน และไทย

    ภาพ: Westend61 / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-trump-visa-us-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00krvDuxvMgw2QNVKAb3Ui

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ‘ยศชนัน’ ถก ‘ทปอ.’ เสนอใช้วิจัยนำเศรษฐกิจ ปั้นคนป้อนอุตสาหกรรมใหม่ | เดลินิวส์

    ‘ยศชนัน’ ถก ‘ทปอ.’ เสนอใช้วิจัยนำเศรษฐกิจ ปั้นคนป้อนอุตสาหกรรมใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ห้องประชุมกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพมหานคร คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับคณะกรรมการบริหารที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษา และแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้นโยบายของพรรคเพื่อไทยในด้านการศึกษา และการวิจัย ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของประเทศอย่างตรงจุด

    นายยศชนัน ได้กล่าวถึงภาพรวมและทิศทางของประเทศ ในที่ประชุมว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ ที่โหมกระหน่ำพร้อมกัน ทั้งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของประเทศ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีความได้เปรียบตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้ไม่ยากนัก เนื่องจากภาระผูกพันจากการลงทุนเดิมยังไม่สูงจนถอนตัวลำบาก

    ในด้านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน นายยศชนัน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ 1.การยกระดับเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เจาะกลุ่มเป้าหมายในคลัสเตอร์ท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงไปสู่ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และระบบขนส่ง โดยเฉพาะนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และระบบ Feeder เชื่อมต่อการเดินทาง 2.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยขั้นแนวหน้า และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป้าหมายคือการยกระดับไปสู่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

    นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ตนไม่เคยเปลี่ยนความคิดเรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีอธิปไตยทางทรัพย์สินทางปัญญา และขอให้ภาคการศึกษาเลิกความคิดที่ว่าจะต้องคอยหมุนตามการเมือง แต่ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อยกระดับประเทศ โดยเปรียบเทียบสไตล์การทำงานของตนว่า แม้บุคลิกภายนอกจะดูสุภาพ แต่เนื้อแท้คือความมุ่งมั่นแบบ “กัดไม่ปล่อย” เพราะหากไม่สามารถผ่านปัญหาโครงสร้างเดิมๆ ได้ ประเทศก็ไปข้างหน้าไม่ได้ พร้อมทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า การนำตรรกะทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องการเมือง จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนที่ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลกในอนาคตได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ สำหรับประเด็นสะท้อนจากวงหารือ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อสังเกตและความกังวลในหลายประเด็น อาทิ การนำนโยบายไปปฏิบัติจริง ความกังวลเรื่องประสิทธิผล การติดตามผล ช่องว่างทางการศึกษา และการพัฒนาคน ซึ่งต้องเร่งผลิตบุคลากรที่จำเป็นต่อการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกมากขึ้น

    ในช่วงท้าย ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้กล่าวชื่นชมนโยบายในอดีตอย่าง “1 อำเภอ 1 ทุน” (ODOS) ของพรรคเพื่อไทย ที่นำรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลมามอบโอกาสให้เด็กจากทุกอำเภอได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมวิสัยทัศน์ของนายยศชนัน ในการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม และเชื่อมโยงทุกมิติ ซึ่งเข้ามาเติมเต็มจุดอ่อนของไทยที่มักขาดการวางแผนระยะยาวด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ทำให้มองเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5505140/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIP43WVKsUohH2CioHzLK

  • มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ ปี 2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนต่างประเทศ ปี 2569 | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ปี 2025 ที่ผ่านไป เป็นปีที่การลงทุนในต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีอีกหนึ่งปี ต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี แต่จากผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ไม่มากเท่าการคาดการณ์ในช่วงแรก ร่วมกับแรงหนุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของกำไรบริษัทในตลาด หรือนโยบายการเงินที่มีทิศทางผ่อนคลายลงทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวสูงขึ้นตลอดช่วงครึ่งหลังของปี

    ในปี 2026 เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังสามารถขยายตัวได้ต่อ โดยอาจะชะลอตัวลงจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายด้านภาษีศุลกากร และมีความเสี่ยงที่สำคัญ คือความไม่แน่นอนในด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากทางสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมประเทศเวเนซูเอลาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก จากปริมาณการผลิตน้ำมันของเวเนซูเอลาที่ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับอุปทานในตลาดโลก แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย และจีน

    ในด้านตลาดหุ้นนั้น ยังมีทั้งปัจจัยบวกและลบต่อแนวโน้มการลงทุน โดยด้านปัจจัยบวก คือแรงหนุนจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่คาดการณ์ว่าจะยังสามารถเติบโตได้ต่อจากปีก่อนหน้า รวมถึงแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ปัจจัยลบที่สำคัญ คือระดับ Valuation ของตลาดในภาพรวมที่ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดในระยะหลัง สะท้อนความคาดหวังกำไรสูงและการลงทุน CapEx เพิ่มในกลุ่มบริษัท AI/Tech ซึ่งหากผลไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ อาจมีความผันผวนสูงขึ้นและมีการปรับฐานของตลาดได้

    ในด้านมุมมองการลงทุน จากประเด็นเรื่อง Valuation ที่อยู่ในระดับสูงของหุ้นกลุ่ม tech และหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม เราจึงเน้นเรื่องการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่มีระดับ Valuation ยังไม่สูงมาก และมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    1. ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งยังมีโครงสร้างที่น่าสนใจใน 2026 จาก 3 แรงหนุน ได้แก่ (1) การปฏิรูปตลาดและบรรษัทภิบาลที่ลึกขึ้น (2) ระดับ Valuation ที่ยังไม่แพงมาก และ (3) วัฏจักรเงินเฟ้ออ่อน ค่าจ้างเพิ่ม และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

    2. ตลาดประเทศกำลังพัฒนา หรือ Emerging Markets (EM) โดยในปี 2025 ตลาด EM ได้แรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนลง รวมถึง Valuation ที่ยังไม่สูง ซึ่งเราคาดว่าในปี 2026 แรงหนุนทั้งสองปัจจัยจะยังช่วยหนุนตลาด EM ได้

    3. หุ้นกลุ่ม Healthcare โดยแม้ปี 2025 จะถูกกดดันด้วยความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย แต่พื้นฐานยังคงน่าสนใจ โดยมีจุดเด่นด้านคุณลักษณะความ Defensive คือมีผลการดำเนินการที่แข็งแกร่งแม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ ซึ่งสามารถลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนได้ รวมทั้งระดับ Valuation ยังอยู่ในจุดที่น่าสนใจ หลังจาก Underperform ตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

     ในภาพรวม เรามองว่าปี 2026 อาจมีความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังสามารถเติบโตต่อได้ เรายังมองว่ามีโอกาสที่การลงทุนในต่างประเทศจะยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่อาจลดลงต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา จากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพระยะยาว การลงทุนในต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะกับการเป็นส่วนสำคัญของการลงทุนเพื่อการเกษียณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20250115-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glSbIJtpV-uINUMyEUQuE

  • “ระงับวีซา 75 ประเทศ -มาตรการภาษีทรัมป์”เผือกร้อนโลก “ล้อมรอบ” ไทย

    “ระงับวีซา 75 ประเทศ -มาตรการภาษีทรัมป์”เผือกร้อนโลก “ล้อมรอบ” ไทย

    วันนี้ (15 ม.ค.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีคำสั่งระงับการออกวีซาใน 75 ประเทศ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ในรายชื่อด้วยว่า ขณะนี้สิ่งที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ รอความชัดเจนจากสหรัฐฯ ว่าสุดท้ายแล้วมาตรการเกี่ยวกับวีซาจะออกมาในลักษณะใด และมีความผูกพันกับไทยอย่างไร

    โดยข้อมูลข่าวสารในช่วงแรกมีการระบุว่า สหรัฐระงับวีซากับไทยทุกกรณี แต่ในระยะหลังข้อมูลเริ่มชี้ว่าอาจเป็นการระงับเฉพาะวีซ่าที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยอย่างถาวร ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับวีซาท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศและภาครัฐควรทำงานขนานกัน ทั้งการหาข้อมูล สอบทาน และชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงการประเมินแนวทางลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

    ทั้งนี้ แม้กรณีนี้ยังไม่เห็นภาพชัดเจน แต่มูลเหตุของการที่สหรัฐฯ อาจระงับวีซาในอดีต มักเกิดจาก 2–3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประเทศที่มีความผูกพันกับประเทศที่สหรัฐมองว่าไม่ได้ปฏิบัติต่อสหรัฐอย่างเหมาะสม ประเทศที่มีการดำเนินการเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามกติกาสากล หรือ ประเทศที่มีการดำเนินการส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ของสหรัฐ รวมถึงอาจเป็นกรณีเฉพาะกิจเฉพาะการ

    ซึ่งไทยไม่น่าจะเข้าข่ายมูลเหตุดังกล่าว เนื่องจากไทยมีอัตราภาษีการค้าอยู่ที่ 19% ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ได้ถูกตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรง อีกทั้งกรณีที่สหรัฐอาจพิจารณาประเทศที่มีความผูกพันกับอิหร่าน จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมา ขณะนี้สถานการณ์อิหร่านมีสัญญาณคลี่คลาย และสหรัฐเองก็ระบุว่ามีเพียงการติดตามเฝ้าระวัง

    อย่างไรก็ตาม อาจมีบางกรณีที่ประเทศซึ่งมีพลเมืองเดินทางเข้าไปใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีหรือสวัสดิการของสหรัฐเป็นจำนวนมาก จนเกิดผลกระทบต่อสหรัฐ อาจทำให้มีการจำกัดวีซาประเภทการอยู่อาศัยถาวรได้ แต่จากข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไทยจะได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

    ส่วนมิติทางเศรษฐกิจนั้น นายธนวรรธน์ ระบุว่า การค้าไทยยังไม่ถูกตอบโต้จากสหรัฐอย่างรุนแรง ด้านการท่องเที่ยว ไทยมีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐประมาณ 1 ล้านคนต่อปี และไม่มีมาตรการห้ามชาวอเมริกันเดินทางมาไทย จึงไม่น่ากระทบต่อภาคท่องเที่ยว ขณะที่ ด้านการค้า สหรัฐยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยไทยส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นประมาณ 18% หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท และไม่มีสัญญาณว่าสหรัฐจะระงับการนำเข้าสินค้าไทยหรือปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม

    ดังนั้น หากการระงับวีซาไม่ได้ครอบคลุมวีซานักท่องเที่ยว วีซ่าการศึกษา หรือวีซาทั่วไป ก็คาดว่าไม่น่ากระทบต่อไทยในภาพรวม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายธนวรรธน์ กล่าวถึงกรณีศาลสูงสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปว่า ไม่สามารถก้าวล่วงเหตุผลของศาลได้ เนื่องจากการเลื่อนพิจารณาคดีเป็นสิ่งที่ศาลดำเนินการด้วยความรอบคอบ ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

    สำหรับไทย มองว่า การเลื่อนการตัดสินยังไม่มีผลกระทบในเชิงลบ เนื่องจากไทยยังคงเสียภาษีการค้าในอัตราเดิมที่ 19% และหากศาลพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีที่ผ่านมาไม่ครบถ้วนตามกระบวนการ ไทยอาจได้รับประโยชน์จากภาษีที่ลดลงด้วยซ้ำ

    อย่างไรก็ตาม การเลื่อนคำตัดสินไม่ได้ส่งผลให้ไทยเสียประโยชน์เพิ่มเติม การดำเนินธุรกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐยังคงเป็นไปตามปกติ และจำเป็นต้องรอคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐอีกครั้งว่าแนวทางสุดท้ายจะเป็นอย่างไร และจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลสูงสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปว่า ทางสภาผู้ส่งออกมีความเชื่อว่าแนวโน้มที่ศาลฎีกาจะตัดสินคล้อยตามศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์มี แต่ไม่สามารถที่จะประกาศทันที เพราะถ้าประกาศทันทีแล้ว ทางฝั่งผู้บริหารของสหรัฐฯ ทีมงานของทรัมป์อาจจะยังไม่พร้อมที่จะ handle เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกคนทราบว่าภาษีนำเข้าได้มีการเก็บเข้าไปในระบบคลังเรียบร้อยแล้ว พอเก็บไปแล้วโอกาสที่จะเอาไปใช้แล้วก็คงมีสูง เพราะฉะนั้น เงินบางส่วนอาจจะหายออกไป

    อีกทั้ง ในเมื่อยังไม่มีทางออก เข้าใจว่าคงจะต้องทอดเวลาออกไปนิดหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับศาลฎีกาอาจจะให้ความเห็น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไมถึงคิดว่าจำเป็น ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาใช้กับประเทศต่างๆ ซึ่งถึงแม้ต้องผ่านสภา แต่อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอยู่อันหนึ่ง คือ มาตรา 230 และ 232 ซึ่งเป็นอำนาจที่สามารถเลือกปฏิบัติกับสินค้าตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ หรือหลายตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นคุณ หากตัดสินใจตามนั้น แต่เนื่องจากว่ากระทบทางฝั่งสหรัฐฯ มากพอสมควร และฝ่ายบริหารได้ออก Executive Order ไปแล้ว จึงต้องพยายามประคองว่า Executive Order เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยังมีผลให้เป็นคุณกับประเทศสหรัฐฯ ต่อ ดังนั้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การเก็บภาษียังคงต้องมีอยู่ เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบอื่น

    ในส่วนของผู้ประกอบการและผู้ส่งออก จริงๆ แล้วสถานการณ์นี้อาจจะเกี่ยวกับผู้นำเข้ามากกว่า โดยเมื่อประเมินแล้วมองว่าเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้วคงจะไม่คืนให้ผู้นำเข้า ขณะเดียวกัน เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว ผู้ส่งออกเองมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิด จะโดนภาษีนำเข้า ดังนั้น ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ได้มีผลกระทบมาก เพราะการเจรจา การดีลราคา และเทอมการซื้อขายต่างๆ ได้ตกลงกันไปหมดแล้ว เอฟเฟกต์ในเชิงผลกระทบจึงไม่หนักมาก เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะโดน

    ทั้งนี้ แม้ในกรณีที่ตัดสินออกมาว่าไม่โดนภาษีในรูปแบบเดิม ก็ยังอาจจะต้องโดนในรูปแบบอื่น จึงมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างเฉยๆ หากผลออกมาเป็นคุณกับผู้ส่งออก หรือ ผู้นำเข้ามากขึ้น ก็ถือว่าดี แต่โดยรวมเข้าใจว่าน่าจะใกล้เคียงเดิม และสหรัฐฯ คงไม่ถอนเงินออกมาเพื่อคืน เพียงแต่ต้องไปจัดการกันภายในว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ

    อย่างไรก็ตาม กรณีการใช้มาตราอื่น นายธนากร อธิบายว่า อาจหมายถึงภาษีที่สูงกว่าเดิม แต่เป็นการเก็บเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะสินค้า โดยขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ และทีมเจรจามีข้อมูลรายการสินค้าทุกประเทศที่ค้าขายด้วยอยู่แล้ว และมีการพิจารณาไว้แล้วว่าจะดูแลสินค้าตัวใดบ้าง จึงมองว่า ขณะนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะสหรัฐฯ เข้าใจบริบทของการนำเข้าทั้งระบบของประเทศตนเองแล้ว

    หากให้เดาในมุมของ สรท. มองว่า มีโอกาสเป็นคุณ แต่เนื่องจาก Executive Order ของสหรัฐฯ ยังมีอยู่เต็มมือ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ในรูปแบบใด หากเก็บเงินมาแล้วและยังอยากจะเก็บต่อ ก็ต้องหาวิธีในการจัดเก็บต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับเม็ดเงินที่คำนวณไว้แล้วว่าจะเข้ามาเพิ่มงบประมาณประเทศเท่าใด พร้อมมองว่า Executive Order ของสหรัฐฯ น่าจะออกมาต่อเนื่อง หากมีการตัดสินว่าแนวทางเดิมไม่ถูกต้อง

    ส่วนกระแสข่าวว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ น่าจะออกมาประมาณเดือนมิถุนายนนั้น ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ในการเตรียมการ เพื่อประคองสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว รวมถึงเงินที่จัดเก็บไปแล้ว จึงไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยวิตกกังวลจนเกินไป เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้ว และควรตั้งรับอย่างมีสติ เนื่องจากเป็นเรื่องภายในของสหรัฐฯ ว่าเขาจะจัดการต่ออย่างไร เงินจะคืนหรือไม่คืน เป็นเรื่องที่เขาต้องบริหารจัดการกันเอง

    อ่านข่าว:

    จับตาศาลสหรัฐฯ ชี้ชะตา “ภาษีทรัมป์” TDRI ประเมินไทยมีทางเลือกใหม่หากผลเป็นโมฆะ

    “พณ” มั่นใจ สหรัฐฯไม่กดดันเรื่องภาษี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    หวังสหรัฐฯเข้าใจไทย ปมขัดแย้งชายแดน ไม่กระทบเจรจาการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26VkE5EhaL0bX9Pda_ZGGZ

  • มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


    15/01/2569 | 73 | |

    มท.4 ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตามตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 09.30 น. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามและให้กำลังใจการดำเนินงานพัฒนาชุมชน การส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านอาชีพและการบริหารจัดการครัวเรือน สร้างทักษะอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงในชีวิตและชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยหัวหน้าผู้ตรวจราชการ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ พัฒนาการอำเภอ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างพร้อมเพรียง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มท.4 ได้ติดตามตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและแนวทางการต่อยอดศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงธรรมชาติ และเชิงเกษตรวัฒนธรรม ดังนี้

    – กลุ่มท่องเที่ยววิถีหมุย : เยี่ยมชมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของชุมชน ซึ่งบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาทิ การทำลูกประคบสมุนไพร ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้การคัดเลือกสมุนไพร การผสมสูตร และการประยุกต์ใช้เพื่อสุขภาพ การทำเมี่ยงคำสมุนไพร ส่งเสริมอาหารพื้นถิ่นเพื่อสุขภาพ สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมการกินของชุมชน การทำผ้าบาติก ผ่านกระบวนการออกแบบลวดลาย ย้อมสี และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เชื่อมโยงสู่การจำหน่ายสร้างรายได้ในชุมชน

    – ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหินลาด : ลงพื้นที่ติดตามและตรวจเยี่ยมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านหินลาด ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมรับฟังแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ การบริหารจัดการนักท่องเที่ยว และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายผลประโยชน์สู่คนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    – ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง : ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเชือกร่ม ศูนย์เรียนรู้สายพันธุ์มะพร้าวเกาะสมุย กลุ่มท่องเที่ยวนวัตวิถีบ้านหินลาดเชิงเกษตรและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่รวมองค์ความรู้ด้านอาชีพ เกษตร และการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม

    – วิสาหกิจชุมชน ณ ดี เกาะสมุย ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย : เยี่ยมชมและให้กำลังใจกลุ่มผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ OTOP จากเชือกกล้วย พร้อมชมการสาธิตการทำเชือกกล้วย การทำสบู่

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมศักยภาพชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #OTOPนวัตวิถี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/309436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LBEKK_0nYngNjwZk0v0ky

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn