Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะมาตรการระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ นัยสำคัญต่อประเทศไทย

    เจาะมาตรการระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ นัยสำคัญต่อประเทศไทย

    การประกาศความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ (Immigrant Visa) หรือวีซ่าผู้พำนักถาวร สำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศทั่วโลก ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนระเบียบการเข้าเมือง แต่สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การบริหารประเทศที่เน้นผลประโยชน์ภายในเป็นหลักภายใต้แนวคิด “America First” อย่างเต็มรูปแบบ

    ส่องมาตรการระงับวีซ่าผู้ถาวร 

    มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.2569 โดยครอบคลุมประเทศในหลากหลายภูมิภาค อาทิ โซมาเลีย อิหร่าน รัสเซีย อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย เยเมน บราซิล รวมถึง ประเทศไทย

    สาระสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อลดความตระหนกคือ การระงับนี้มีผลเฉพาะกับ “วีซ่าเพื่อการตั้งถิ่นฐานถาวร” เท่านั้น ไม่กระทบต่อวีซ่าประเภทท่องเที่ยวหรือเยือนชั่วคราว

    เปิดเหตุผลสหรัฐฯ ระงับวีซ่าผู้อพยพ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมสหรัฐยุติให้ Visa สำหรับ Immigration หรือคนที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสหรัฐ !!!

    ภาพข้างล่างคือสิ่งที่ President Trump ส่งสัญญาณโพสต์ ใน Truth Social เมื่อ 4 มกราคม 2569

    เจาะมาตรการระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ นัยสำคัญต่อประเทศไทย

    ถ้าส่องดู จะเห็นรายชื่อของประเทศที่ผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้ เมื่อเข้าสหรัฐมาแล้ว เข้ามาอาศัยพึ่งพาระบบสวัสดิการของสหรัฐ ในการยังชีพ

    บางประเทศมีสัดส่วนครัวเรือน ที่ใช้สวัสดิการสหรัฐที่สูงมาก

    • Bhutan 81.4%
    • Yemen 75.2%
    • Somalia 71.9%
    • Marshall Island 71.4%
    • Dominican Republic 68.1%

    ประเทศไทย ก็อยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย
    อันดับที่ 46

    • Thailand 36.7%

    พูดง่ายๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่ย้ายเข้าไป ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี 
    สุดท้าย ก็ไปขอใช้ระบบสวัสดิการต่างๆ ของสหรัฐ
    ถ้าสหรัฐยังรวย มีฐานะดี 
    เขาก็จะมองข้าม

    ล่าสุด สหรัฐเริ่มมีหนี้มาก 
    รัฐขาดดุลการคลังสูง
    ระบบสวัสดิการสังคม ฐานะไม่ค่อยดี
    เขาก็เลยพยายามปิดช่องที่เป็นรายจ่ายภาครัฐ
    ที่เขาคิดว่า “ไม่จำเป็น”

    ก็เลยนำมาถึงข่าวว่า ทำไม่จึงจะต้องจัดการเรื่อง Visa ของ Immigrants หรือคนที่ย้ายเข้าไปอาศัยที่สหรัฐรอบนี้

    ส่วนคนอื่น ๆ ยังไม่ถูกกระทบ
    แต่เขาก็คงดูเพิ่ม ในสิ่งที่เป็นช่องโหว่ต่าง ๆ
    เพื่อให้เงินของสหรัฐ ใช้เฉพาะสำหรับคนสหรัฐเอง

    สะท้อนแนวทางนโยบายมากกว่ามิติใดมิติหนึ่ง

    บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า การจำกัดวีซ่ารอบล่าสุดของทรัมป์ สะท้อนแนวทางนโยบายที่ควรพิจารณาในภาพรวมมากกว่ามิติใดมิติหนึ่ง 

    1. โลกมีเกือบ 200 ประเทศ การที่สหรัฐฯ ระงับวีซ่าการย้ายถิ่นจาก 75 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า หนึ่งในสามของประเทศทั่วโลก สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวมีขอบเขตกว้าง และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ 

    2. มาตรการดังกล่าว เกี่ยวข้องกับวีซ่าการย้ายถิ่นและการตั้งถิ่นฐานถาวร ไม่ใช่การเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น ซึ่งช่วยแยกความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากพาดหัวข่าวในบางสื่อ 

    3. รูปแบบการสื่อสารของทรัมป์ในประเด็นนโยบายระหว่างประเทศ มักใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับฐานเสียงภายในประเทศเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในทันที 

    4. สิ่งที่ประเทศไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด อาจไม่ใช่เพียงผลกระทบโดยตรงของมาตรการวีซ่า แต่รวมถึงทิศทางและสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกกำลังแบ่งขั้วมากขึ้น โดยรายชื่อประเทศที่ถูกจำกัดวีซ่าในรอบนี้ อาจสะท้อนแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ควรนำมาพิจารณาในเชิงนโยบายระยะยาว 

    สัญญาณ America First กลับมา

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าฝ่ายงานวิจัย บล.กรุงศรี ให้มุมมองว่า US Visa สหรัฐฯ ไม่ได้ปิดประเทศ แต่คือสัญญาณ America First กลับมา

    กรณีสหรัฐฯ พักการพิจารณา Visa ถาวร (Work / Live ถาวร) กระทบเฉพาะกลุ่มที่ต้องการตั้งถิ่นฐานระยะยาว

    คนไทยได้รับผลกระทบจริงเพียง ประมาณ 3,000 คน/ปี ไม่กระทบ Visa กลุ่มท่องเที่ยว/การทำธุรกิจ ซึ่งมีคนไทยเดินทางเข้าสหรัฐราว 100,000 คน/ปี ดังนั้นการท่องเที่ยวไม่ควรได้รับผลกระทบ /ไม่ใช่การปิดประเทศ / ไม่ใช่การแบนคนไทย

    แต่สิ่งที่สะท้อนชัดคือ Trump กำลังส่งสัญญาณว่า “America First” กลับมาเต็มรูปแบบ เข้มงวดผู้อพยพถาวร ลดภาระรัฐ และคุมโครงสร้างแรงงานในประเทศ

    เป็นเรื่องนโยบาย-การเมือง มากกว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    แม้ว่าในมิติของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจระยะสั้น มาตรการนี้อาจจะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคนไทยส่วนใหญ่ แต่ในมิติของนโยบายระหว่างประเทศ นี่คือบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังปรับทิศทางสู่การเป็นรัฐที่เลือกเฟ้นผู้ที่จะเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและภาระทางเศรษฐกิจเป็นที่ตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736514&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dxdmn3J2WVOaEwkY1lhSb

  • มรภ.พระนครศรีอยุธยา มหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน” | TOPNEWS

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา มหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 15/01/2026 22:13

    มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ประกอบพิธีบวงสรวง และแถลงข่าว เตรียมจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน”เพื่อเปิดการท่องเที่ยวเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย Soft Power บนฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่สากล

    วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ ลานแสดงหลังวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา    สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จัดพิธีบวงสรวง และแถลงข่าว งานมหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน”เพื่อเปิดการท่องเที่ยวเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากสินมหาราชด้วย Soft Power บนฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่สากล โดยมี ดร.ธาตรี มหันตรัตน์  รองอธิการบดี รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธี   มี ผศ.วัชรากร พาหะนิชย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์  ผศ.ดร.ภิศักดิ์  กัลป์ยาณมิตร รองอธิการบดีมหาวิทยนาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์  ผศ.ดร.วยากร อุดมโภชน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี  และอาจารย์ ณฤทธิ์  ประจงแต่ง  ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี  ร่วมพิธีบวงสรวงและร่วมแถลง และมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

    ดร.ธาตรี มหันตรัตน์  รองอธิการบดี รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมในครั้งนี้ มีที่มาและความสำคัญสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ อันเป็นภารกิจที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา ต่อยอด และยกระดับภูมิปัญญาโบราณของท้องถิ่น ผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และส่งมอบคืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในมิติทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม  แกนหลักของการจัดกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมในปีนี้สืบเนื่องจากโครงการร่วมระดับภูมิภาคกลุ่มภาคกลาง ห้าจังหวัดในภาคกลาง ได้แก่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดปทมธานี จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นจุดสนใจของนานาชาติ สามารถนำมาพัฒนาเป็น Soft Power เพื่อสร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีในระดับสากล

    สำหรับงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน” จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 – 25 มกราคม 2569 ณ ลานแสดงหลังวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา     ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ “รำลึกวีระมหากษัตราพระเจ้าตากสิน กู้แผ่นดิน”  การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเครือข่ายต่าง ๆ และการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน

    เกียรติยศ ศรีสกุล บก.ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคกลาง

    SOCAIL 16-9

    1111

    ปากดีเหลือเกิน โซเชียลกระหน่ำสวน “ไอซ์ รักชนก” โพล่งประเทศถูกปกครองด้วย “กาลกิณี” รัวซัดเมื่อไหร่จะติดคุกจริงๆ

    “อุตุฯ” เผยทั่วไทยมีอากาศหนาวเย็นในช่วงเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาฯ ภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่

    ฮือฮา! ร่างทรงทวดตาปู่ชีชี้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 240 ปี โผล่วัดดังเมืองคอน

    ผู้สมัครนายก อบต.เพิ่มพูนทรัพย์ ร้อง กกต.สุราษฎร์ฯ ขอให้นับคะแนนใหม่

    อาละวาดหนัก! ตัวตึงหมู่บ้านควงมีดขู่พระ ก่อนถูกจับคาบ้านร้าง

    มรภ.พระนครศรีอยุธยา มหกรรมศิลปวัฒนธรรม “อยุธยา เฟสติวัล”และรำลึก 259 ปี “วีระมหากษัตราพระเจ้าตากสินกู้แผ่นดิน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456430&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FNmXN8QrsORQpHMJHcUpb

  • สัปดาห์การดูแลสุขภาพนานาชาติกลับมาอีกครั้งที่ประเทศไทยในปี 2569 พร้อมขยายการเข้าถึงอุตสาหกรรม

    สัปดาห์การดูแลสุขภาพนานาชาติกลับมาอีกครั้งที่ประเทศไทยในปี 2569 พร้อมขยายการเข้าถึงอุตสาหกรรม

    สัปดาห์การดูแลสุขภาพระหว่างประเทศ ปี 2026

    กรุงเทพฯ, 15 มกราคม 2026 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ – สัปดาห์การดูแลสุขภาพระหว่างประเทศจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 โดยมีการรวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านสุขภาพและความงามจากทั่วภูมิภาค งานนี้จัดโดย Informa Markets และมีกิจกรรมหลักสามงานรวมถึง CPHI เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ Medtec เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 26,000 คน

    งานนี้ยังมีผู้แสดงสินค้าชั้นนำกว่า 1,000 ราย มุ่งเน้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพและการขยายเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพในชุมชน

    สัปดาห์การดูแลสุขภาพนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือและแบ่งปันความรู้ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพในภูมิภาค และเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพที่ทันสมัย.

    Source : สัปดาห์การดูแลสุขภาพนานาชาติกลับมาอีกครั้งที่ประเทศไทยในปี 2569 พร้อมขยายการเข้าถึงอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailand-business-news.com/th/%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C/279538-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22GByOXEQyawtP2QO8bXYd

  • เปิดยุทธศาสตร์ “รัฐบาลประชาชน” “ธนาธร” ลั่นทำได้จริง ฟื้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

    เปิดยุทธศาสตร์ “รัฐบาลประชาชน” “ธนาธร” ลั่นทำได้จริง ฟื้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศ

    “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน พร้อมด้วย “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปรัฐ และ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมทีมเศรษฐกิจของพรรค ร่วมกางแผนผ่าตัดโครงสร้างประเทศด้วยความมั่นใจเกิน 100% ว่าหากได้รับฉันทานุมัติให้จัดตั้งรัฐบาล พวกเขาพร้อมบริหารประเทศทันทีโดยไม่ขายฝัน ภายใต้แผนงานที่ผ่านการจำลองสถานการณ์ (Simulation) มาอย่างละเอียด เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางงบประมาณและพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยด้วยนโยบายที่ทำได้จริงตั้งแต่วันแรก

    นายธนาธร กล่าวให้ความมั่นใจว่า หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล จะมีความพร้อมในการบริหารประเทศได้ทันที เนื่องจากพรรคไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดหรือเตรียมนโยบายในช่วงใกล้การเลือกตั้ง แต่เริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมทันทีหลังการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อทราบว่าต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และมองไปข้างหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องใช้เวลาทั้งหมดในการเตรียมตัวอย่างจริงจัง

    “พรรคเตรียมครบทั้ง What, How และ Who คือรู้ว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีการสร้างทีมงานและระบบการทำงานควบคู่กันไปโดยเห็นว่าการบริหารประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ต้องมีโครงสร้างการทำงานและทีมงานที่พร้อมปฏิบัติจริง”

    นายธนาธรกล่าวว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายได้มีการยกร่างเตรียมไว้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งมีแผนงานหรือโรดแมปในระดับปฏิบัติการอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เรื่องการปฏิรูปพลังงาน ด้วยการลงทุนระบบ Smart Grid และ Smart Meter ทั่วประเทศมูลค่า 400,000-500,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี เพื่อรื้อโครงสร้างจากระบบผูกขาดรับซื้อรายเดียว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี ที่ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันขายไฟ จะทำให้ประชาชนเลือกซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าได้ตามพฤติกรรม หรือขายไฟจากแบตเตอรี่รถ EV คืนเข้าระบบได้ ตั้งเป้าว่ากลไกการแข่งขันนี้จะช่วยลดค่าไฟได้ 50 สตางค์ต่อหน่วยอย่างยั่งยืน โดยรัฐไม่ต้องนำงบประมาณไปอุดหนุน โดยทีมงานได้เดินสายหารือกับหน่วยงานราชการและเอกชนรายใหญ่ เช่น บี.กริม, บ้านปู เพาเวอร์, เอ็กโก, กัลฟ์, ปตท. ที่มีความพร้อมปรับตัว แผนงานเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการเป็น ASEAN Grid เป็นศูนย์กลางส่งผ่านพลังงานจากลาว เมียนมาไปสู่สิงคโปร์, มาเลเซีย

    “พรรคดำเนินงานด้วยเงินบริจาคจากประชาชนและเงินอุดหนุนกองทุนพัฒนาการเมืองปีละกว่า 90 ล้านบาท ทำให้พรรคไม่มีหนี้บุญคุณที่ต้องไปถอนทุนคืนด้วยการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน การไม่มีเงินทอนที่ทำให้กล้าเข้าไปรื้อโครงสร้างพลังงานและสัมปทานต่าง ๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะกลับมาช่วยหาเสียง โดยตอนนี้กำลังเดินสายรณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้นในต่างประเทศเพื่อส่งสัญญาณกลับมายังประเทศไทย โดยเริ่มจากสหรัฐอเมริกา, ลอสแอนเจลิส, ชิคาโก ข้ามไปยังยุโรป, ลอนดอน และจะไปสิ้นสุดที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ก่อนจะบินกลับมาประเทศไทย”

    นายธนาธรกล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของเขาคือการส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน และเชื่อว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล หน้าตาของรัฐบาลจะสะท้อนผลการเลือกตั้งอย่างสอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน

    “วีระยุทธ” ชู 4 กลไกปลดล็อก SME

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า ได้วางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาปากท้องผ่าน “4 Pain Points” ของธุรกิจ SME แบบครบวงจร ได้แก่ 1. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับ SME รายเล็ก หรือกลุ่ม S เป็น 30% จากเดิมที่รัฐมักค้ำประกันให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางมากกว่า มาตรการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านมติคณะรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนที่สามารถทำได้ภายใน 100 วันแรกของการบริหารประเทศ 2. สภาพคล่องสะดุด ใช้มาตรการ “หวยใบเสร็จ” ให้คนซื้อของร้านรายย่อยครบ 500 บาท ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ เพื่อกระตุ้นยอดขาย 3. เครดิตเทอมยาว แก้ปัญหา SME ต้องรอเงิน 45-60 วันด้วยระบบ E-Factoring ให้ SME สามารถนำใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Invoice) ไปแปลงเป็นเงินสดได้ทันที เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดภาระการรอคอย 4. ขาดตลาด รัฐสนับสนุนการตั้งโกดังสินค้า (Warehouse) ในต่างประเทศให้สินค้าไทยพร้อมส่งเหมือนสินค้าจีน

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดึง SME เข้าระบบด้วยมาตรการภาษีใหม่ โดยขยายเพดานจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 1.8 ล้าน เป็น 3.6 ล้านบาท เพื่อให้รายเล็กกล้าโต และเสนอระบบ VAT เหมาจ่าย 2.1% โดยไม่ต้องเก็บใบกำกับภาษีซื้อ เพื่อลดภาระเอกสาร นอกจากนี้ยังเตรียมสร้าง Medical Industry ที่ไทยจะไม่ใช่แค่คนใช้เครื่องมือแพทย์นำเข้า แต่จะผลิตอุปกรณ์เอง เพื่อลดการขาดดุลและสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมจาก Smart Meter 30 ล้านตัว ที่จะสร้างงานให้โรงงานพลาสติก ทองแดง และชิปในไทยมหาศาล

    “ศิริกัญญา” มั่นใจมีงบทำตามนโยบาย

    น.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยว่า ใช้ระบบ Policy Simulation หรือจำลองงบประมาณล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “Digital Wallet Moment” หรือภาวะถังแตกจากนโยบายขายฝัน ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกันในพรรค อยากทำโครงการใหญ่แต่พอถึงหน้างานจริงเงินไม่มี จึงได้ทำการนำนโยบายพรรคกว่า 70-80 เรื่อง เช่น สวัสดิการเด็กเล็ก, น้ำประปา, การศึกษา มาใส่ในกระดานจำลองงบประมาณ (Policy Simulation) ไปจนถึงปี 2573 เพื่อให้มั่นใจว่าทำได้จริงและมีเงินจ่าย พร้อมยอมรับว่าจำเป็นต้องขาดดุลการคลังที่ระดับ 3.9% ในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงเหลือ 3% ในปีท้าย ๆ

    พบว่าในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลใหม่จะมีพื้นที่ทางการคลัง (Budget Space) ให้ใช้ทำนโยบายใหม่ได้จริงเพียงประมาณ 680,000 ล้านบาท จึงจะนำระบบ Zero-Based Budgeting หรืองบประมาณฐานศูนย์มาใช้ เพื่อรื้องบโครงการเก่าที่ไม่จำเป็นทิ้ง ไม่ให้ตั้งงบเพิ่มตามฐานเดิม อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2570 รื้อทั้งหมดไม่ทัน จึงวางแผนรื้อเท่าที่จำเป็น แล้วค่อยทำเต็มรูปแบบในปีถัดไป

    สำหรับคำถามว่าเอาเงินมาจากไหน จะไม่รีดภาษีใหม่หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง แต่จะหาเงินจาก 2 แหล่งหลัก คือ 1. เข้าไปจัดการงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ที่เชื่อว่ามีส่วนต่างราคา (เงินทอน) อยู่ราว 20-30% หากแก้ระเบียบให้โปร่งใส จะดึงเงินกลับมาได้ถึง 300,000 ล้านบาท 2. ใช้เงินนอกงบประมาณ เช่น ให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่ง รมว. คลัง น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ขอเก็บไว้เป็นตัว Secret (ความลับ) และเตรียมไว้เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์จะเปิดตัวในภายหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2908073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b89lQ_JXdHffoTl839-TU

  • เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า โตสวนเศรษฐกิจในยุค ‘Quality Shopping’ สร้างตัวตนและครองใจนักช้อปยุคใหม่บนอีคอมเมิร์ซ ด้วยคุณภาพ-ความเชื่อมั่น

    ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะตลาดที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ ‘แบรนด์ไทย’ จำนวนไม่น้อยกลับสร้างปรากฏการณ์เติบโตสวนกระแส จนสามารถยืนหยัดและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นแถวหน้าได้อย่างน่าจับตา โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและบิวตี้ที่ครองใจนักช้อปยุคใหม่ได้อย่างเหนียวแน่น สะท้อนจากอัตราการซื้อซ้ำและความภักดีต่อแบรนด์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค ‘Quality Shopping’ อย่างเต็มตัว ยุคที่ป้ายราคาไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเพียงอย่างเดียว แต่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายให้กับ ‘คุณภาพ’ และ ‘คุณค่า’ ตลอดจนให้การสนับสนุนแบรนด์ไทยที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และบริบทความต้องการของพวกเขาได้อย่างแท้จริง

    ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์  ตอกย้ำเทรนด์นี้ด้วยสถิติที่ชี้ว่า ผู้บริโภคไทยให้ความไว้วางใจในการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่นิยมซื้อสินค้าหมวดแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าสุขภาพ

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี

    ขณะที่กลุ่มกำลังซื้อสูงหันมาจับจ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรฐานและประสบการณ์การช้อปปิงที่ได้รับ สอดคล้องกับข้อมูลจากลาซาด้าในแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ายอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตขึ้นถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า อีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นอีกช่องทางหลักที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ที่เชื่อถือได้ 

    “อีคอมเมิร์ซ” จากช่องทางขาย สู่พื้นที่แห่งการสร้างแบรนด์

    ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป อีคอมเมิร์ซจึงไม่ใช่เพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างตัวตนและขยายธุรกิจ โดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่ฉับไวและตอบโจทย์อินไซต์ลูกค้า แพลตฟอร์มอย่างลาซาด้าจึงทำหน้าที่เป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพแบรนด์ไทยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการเติบโต ด้วยเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าไปจนถึงการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อต่อยอดประสบการณ์ที่ดึงดูดนักช้อปต่อเนื่อง

    นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ความสำเร็จของแบรนด์ไทยแถวหน้ายังเกิดจากการอยู่บนแพลตฟอร์มที่สามารถรักษามาตรฐานการให้บริการ พร้อมมอบความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์พรีเมียมได้อย่างสม่ำเสมอในทุก touchpoint ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ขยายตัวตน และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ข้อมูลจากเมกะแคมเปญล่าสุดของลาซาด้ายังพบว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์มล้วนเป็นแบรนด์สัญชาติไทย ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จร่วมกันคือการสร้างสรรค์ ‘ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์’ ควบคู่กับ‘ความเข้าใจอินไซต์คนไทย’ อย่างลึกซึ้ง 

    กลยุทธ์สร้างดีมานด์ หัวใจความสำเร็จของแบรนด์ไทยแถวหน้า

    กลยุทธ์สำคัญที่พาเหล่าแบรนด์ไทยประสบความสำเร็จในโลกอีคอมเมิร์ซ คือการสร้างความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษหรือสินค้าลิมิเต็ด เพื่อสร้างความรู้สึกพิเศษ (Exclusivity) และแรงกระตุ้นการตัดสินใจ (Urgency) ควบคู่กับการรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนผ่าน 3 แบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างโดดเด่นบนลาซาด้า อาทิ

    • Endless Holiday: หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นไทยที่มาแรงแห่งปี 2568 สร้างเอกลักษณ์ผ่านลวดลายและสีสันที่สดใหม่ สามารถรักษาฐานลูกค้าประจำได้อย่างแข็งแกร่ง และต่อยอดความสำเร็จด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Disney จนกวาดยอดขายกว่า 170 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งสัดส่วนกว่า 95% มาจากช่องทางลาซาด้า

    • Rally Movement: แบรนด์ต้นแบบที่สร้างกระแส Sold Out ด้วยกลยุทธ์เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า ถือกำเนิด It-Bag ที่ครองใจนักช้อปอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำพลังของความลิมิเต็ดอิดิชั่นที่สามารถสร้างดีมานด์ได้อย่างทรงพลัง

    • YVIS: แบรนด์เครื่องประดับที่มัดใจกลุ่มเป้าหมายด้วยดีไซน์และคุณภาพพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้ เน้นความถี่ในการออกคอลเลกชันใหม่ให้ลูกค้าสนุกกับการเลือกซื้ออย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการทำคอลแลบพิเศษกับแฟชั่นไอคอนเพื่อครองพื้นที่ Top of Mind ในใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

    เปิดสูตรลับแบรนด์ไทยแถวหน้า เศรษฐกิจแย่ แต่ทำไมยังขายดี แบรนด์สินค้าแฟชั่นไทยที่โดดเด่นและยอดขายดี
         

    แพลตฟอร์มพรีเมียม กับการสร้างการเติบโตในระยะยาว 

    เหตุผลที่แบรนด์ไทยชั้นนำเลือกเติบโตบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซพรีเมียม คือการเข้าถึงกลุ่มนักช้อปที่มีความตั้งใจซื้อสูง (High-intent shoppers) ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ช้อปปิงจากแบรนด์แท้ที่วางใจได้ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มพรีเมียมอย่างลาซาด้ายังมีฐานลูกค้าที่มีความภักดี และมีมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อออเดอร์สูง (Average Order Value) ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถต่อยอดมูลค่าผ่านสินค้าพรีเมียม บริการเสริม หรือการเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดได้อย่างมั่นใจมากขึ้น 

    นอกจากนี้ ลาซาด้ายังสร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนาอีโคซิสเต็มที่ยกระดับประสบการณ์นักช้อปอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น 4 การันตี บน LazMall สร้างความเชื่อมั่นให้นักช้อป ของแท้-ส่งไว-คืนง่าย-สต็อกของพร้อมส่ง ตลอดจน AI Lazzie ที่คัดกรองและแนะนำสินค้าจากฐานข้อมูลหลายล้านรายการ ช่วยให้การตัดสินซื้อสะดวกและตรงใจยิ่งขึ้นผ่านแชตบอต

    ขณะเดียวกัน โปรแกรมสมาชิกลาซาด้า ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าผ่านสิทธิประโยชน์เฉพาะสมาชิก อาทิ คูปองส่วนลดเพิ่มเติม สิทธิพิเศษในวันเกิด และบริการลูกค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ช้อปสู่ความผูกพันและการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

    ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าเพียงโปรโมชัน ความสำเร็จของแบรนด์ไทยจึงไม่ได้วัดจากยอดขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่คือความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานลูกค้าอย่างยั่งยืน

    บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ในยุค Quality Shopping ไม่ใช่เพียงการ “ขายให้ได้” แต่คือการเลือกแพลตฟอร์มและกลยุทธ์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ แบรนด์ที่สามารถผสานจุดแข็งของสินค้า ความเข้าใจผู้บริโภค

    การเลือกพาร์ทเนอร์อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสม กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า สมรภูมิตลาดออนไลน์ยังเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับแบรนด์ที่พร้อมก้าวสู่แถวหน้า และต่อยอดการเติบโตอย่างมีคุณภาพและมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/736539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S6ynkZwdiJUzpFqDcXsac

  • เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    อเด็คโก้ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระดับโลกด้านการสรรหาและให้คำปรึกษาด้านงานบุคคล ครอบคลุมทุกธุรกิจและสายอาชีพ ได้เผยภาพรวมตลาดแรงงานไทยในช่วงปี 2568–2569 โดยอธิบายว่า ตลาดแรงงานในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ไม่มากนัก ความคาดหวังของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว และความต้องการทักษะที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นจากผู้หางานและองค์กร

    ในรายงานล่าสุดจาก อเด็คโก้ประเทศไทย ได้เผยแพร่ คู่มืออัตราเงินเดือนพนักงานเอกชนประจำปี 2569 หรือ Adecco Thailand Salary Guide 2026 รวมทั้งผลสำรวจ Career & Work Trends 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากคนทำงานไทยกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ เรื่องแผนการเปลี่ยนงาน ค่าตอบแทน และเทรนด์การทำงานที่น่าสนใจในปัจจุบัน มีการเน้นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับคนต่างวัยและการปรับตัวกับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น งานฟรีแลนซ์หรืองานตามโครงการ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน

    ในปี 2568 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 2.2% และจะลดลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์การบริหารกำลังคนอย่างระมัดระวังมากขึ้น อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการจ้างงานเติบโตได้แก่ อุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และดิจิทัล ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI , Cloud computing และ Big Data

    ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่มาก การจ้างงานจะเน้นเฉพาะตำแหน่งที่มีความจำเป็นต่อธุรกิจ เช่น ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดิจิทัล หรือทักษะเฉพาะทาง รวมถึงตำแหน่งผู้นำที่มีบทบาทในการตัดสินใจและการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ในขณะเดียวกัน การจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น พนักงานสัญญาจ้าง งานตามโครงการ และการเอาท์ซอร์ส (การจ้างงานจากภายนอก) ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนของธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มงานไอที วิศวกรรม และดิจิทัล

    มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร

    อย่างไรก็ตาม งานประจำยังคงเป็นโครงสร้างหลักของตลาดแรงงานไทยที่ทั้งองค์กรและคนทำงานส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

    แนวโน้มการจ้างงานและค่าจ้าง

    จากข้อมูลใน Thailand Salary Guide 2026 ระบุว่า ภาพรวมเงินเดือนในปี 2569 ยังคงเติบโตในอัตราค่อยเป็นค่อยไป โดยมี 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับการปรับเงินเดือนในปีที่ผ่านมาในช่วง 2–5% และมีเพียง 15% ที่คาดหวังจะได้รับการปรับขึ้นมากกว่า 10% ในปีหน้า

    สำหรับตำแหน่งที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 3 ปี ค่าเฉลี่ยเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 – 38,000 บาท ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 5–10% ยกเว้นตำแหน่งด้านไอที เช่น Data Scientist และ Data Engineer ซึ่งมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงถึง 80,000 บาท ขณะที่ตำแหน่งผู้บริหารก็มีการเติบโตขึ้น โดยตำแหน่ง CEO (Chief Executive Officer) หรือ General Manager ในบริษัทข้ามชาติอาจได้รับเงินเดือนสูงถึง 800,000 บาท

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    การที่ตลาดแรงงานมีการเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างตำแหน่งที่ต้องการและตำแหน่งทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าค่าจ้างไม่ได้เติบโตอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งการที่จะได้ค่าตอบแทนสูงในตลาดนี้ ผู้สมัครต้องมีทั้งทักษะเฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับงาน และทักษะอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น ทักษะด้าน AI และ ดิจิทัล การใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

    แรงงานมั่นคงขึ้น แต่แรงกดดันยังคงอยู่

    ผลสำรวจจาก Thailand Career & Work Trend 2025-2026 พบว่า 72% ของคนทำงานยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนงานใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการความมั่นคงในการทำงานมากขึ้น โดยลดลงจากปี 2567 ที่มีผู้ที่กำลังหางานใหม่ถึง 40%

    ปัจจัยหลักที่ทำให้คนลาออกยังคงเด่นชัด เช่น ความก้าวหน้าในอาชีพที่จำกัด (47%), ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง (34%), และสมดุลชีวิตและการทำงานที่ไม่ดี (34%) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงที่ต้องเผชิญกับความกดดันจากงานที่เพิ่มขึ้นและความคาดหวังที่สูงขึ้นจากองค์กร

    ในด้านรูปแบบการทำงาน งานประจำแบบเต็มเวลายังคงเป็นตัวเลือกหลักของแรงงานถึง 69% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการรายได้ที่มั่นคงและสวัสดิการที่ชัดเจน ในขณะเดียวกัน รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เช่น งานฟรีแลนซ์ งานสัญญาจ้าง ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากคนทำงานที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พร้อมพิจารณางานที่ยืดหยุ่นหากค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ

    เปิดผลสำรวจคนทำงานปี69 กลัวเศรษฐกิจซบ ไม่กล้าลาออก ยอมทนแบกงาน

    ผลสำรวจพบว่า 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการทำงานร่วมกับคนต่างวัยมีทั้งข้อดีและความท้าทาย โดยข้อดีคือการได้รับมุมมองที่หลากหลายและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความท้าทายหลักคือความแตกต่างในการสื่อสารและค่านิยมในการทำงานที่ไม่เหมือนกัน

    องค์กรส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัฒนธรรมองค์กรแบบไม่เป็นทางการมากกว่าการมีโครงการหรือโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น ระบบพี่เลี้ยงหรือการถ่ายทอดความรู้ แม้ว่า 39% ขององค์กรจะมีโครงการที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันของแรงงานต่างเจเนอเรชันอย่างเป็นรูปธรรม

    กลยุทธ์กำลังคน ความได้เปรียบขององค์กรไทย

    มาเรีย อันโทเน็ท อันซิโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เพียงแต่การควบคุมต้นทุนแรงงาน แต่ยังต้องออกแบบกลยุทธ์กำลังคนที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของการจ้างงาน พร้อมกับการบริหารทีมงานจากหลายเจเนอเรชันอย่างมีระบบ

    ในโลกการทำงานที่ตำแหน่งงานเปลี่ยนแปลงไปเร็ว ทักษะต่างๆ ที่มีความสำคัญ เช่น ทักษะด้านดิจิทัลและการสื่อสาร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้หางานมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถปรับตัวได้ในตลาดแรงงาน

    ทักษะที่สามารถใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรมหรือ Skills Portability จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้พนักงานสามารถปรับตัวและเติบโตในตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง รวมถึงการเปิดรับรูปแบบการทำงานที่หลากหลายจะช่วยให้ผู้หางานมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถต่อยอดไปสู่บทบาทใหม่ๆ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/649024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28U12h95I5L_dnDmWuyw3C

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 15 มกราคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 15 มกราคม 2569 – InterGold

    วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 10.29 น.

    กลยุทธ์ : รอย่อซื้อ
    แนวรับ : $4,570 หรือ 68,300
    แนวต้าน : $4,650 หรือ 69,100

    ข่าว :

    .

    ภาพรวมข่าวหนุนทองคำยังมาจาก “โทนการเงินผ่อนคลาย + ความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น” โดยฝั่งสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากตัวเลข PPI เดือน พ.ย. ที่ออกมาต่ำกว่าคาด (โดยเฉพาะ Core PPI ทรงตัว) ทำให้ตลาดมองว่า Fed มีพื้นที่เดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ต่อและเริ่มให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยรอบถัดไปช่วงมิถุนายน 2026 ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคุกรุ่น ส่งให้ทองคำทำสถิติใหม่ที่ $4,641 และราคาเงินพุ่งแรงตามมา อีกด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงจากแรงกดดันกลุ่มเทคและธนาคาร (ประเด็นจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิต 10% กระทบกำไรแบงก์) จึงเกิดภาวะ Risk-off เงินบางส่วนไหลเข้าทองคำเพิ่ม ส่วนจีนรายงานเกินดุลการค้าปี 2025 สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนแรงส่งการค้าที่ยังแข็ง แต่ก็เพิ่มความเสี่ยง “ศึกการค้า” รอบใหม่ภายใต้นโยบายภาษีของทรัมป์ ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    ปัจจัยมหภาคกำลังเอื้อให้ทองคำยืนสูงได้ เพราะความคาดหวังดอกเบี้ยขาลงมีแนวโน้มกดดันดอลลาร์และช่วยพยุงทองในระยะกลาง–ยาว ขณะเดียวกันเมื่อหุ้นผันผวนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่จบ ตลาดมักเพิ่มน้ำหนัก “ถือสินทรัพย์ปลอดภัย” ทำให้แรงซื้อทองยังหนาแน่น แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณผ่อนคลายบางประเด็น แต่ภาพรวมความไม่แน่นอนยังอยู่ จึงทำให้โซนบนยังมีแรงประคอง อย่างไรก็ตามในเชิงเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณแรงส่งอ่อนตัวจาก MACD ในกรอบ 4 ชั่วโมง แปลว่ามีโอกาสพักฐาน/ย่อสั้นๆ ก่อนลุ้นขึ้นรอบใหม่

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์หลักคือ “รอย่อซื้อ” โดยโฟกัสการเข้าซื้อเมื่อราคาพักตัวลงมาใกล้แนวรับ $4,570 (ประมาณ 68,300 บาท) เพื่อรอจังหวะรีบาวด์ตามแนวโน้มขาขึ้นเดิม เป้าหมายทำกำไรให้มองบริเวณแนวต้าน $4,650 (ประมาณ 69,100 บาท) และต้องมีวินัยคุมความเสี่ยง หากราคาหลุด $4,500 (ประมาณ 67,600 บาท) ให้ยอมตัดขาดทุนเพื่อป้องกันการย่อลึกเกินคาด โดยภาพรวมคือเน้น “ทยอยสะสมตอนย่อ” มากกว่าการไล่ราคาเมื่อวิ่งขึ้นแรงแล้ว

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-15-jan-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v-CXvIaTczgwGKhV_pBPs

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,166 ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค. 2569 โดย…กาแฟขม

    *** โลกป่วนไม่หยุดพัก จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าพ่อใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ฟาดงวงฟาดงาสะเทือนไปทั่วโลก บุกยึดเวเนซุเอลาเข้าบริหารแหล่งนํ้ามันสำรองอันดับแรกๆ ของโลก และไม่ปฎิเสธการหมายตากรีนแลนด์พื้นที่ของเดนมาร์ก อันกระทบกระทั่งกับยุโรป แต่ไม่สนใจใครตามสไตล์ และเป็นไปตามคำประกาศอเมริกาต้องมาก่อน และเพื่อปกป้องผลประโยชน์อมเริกาเท่านั้น พร้อมฉีกทุกกติกา ล่าสุดประกาศขึ้นภาษี 25% สำหรับประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน จากการที่อิหร่านปราบปรามผู้ประท้วง คาบนี้ “ทรัมป์” เป็นปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนของโลก เศรษฐกิจ สังคมโลกที่สูงยิ่งไปแล้ว

    *** ทรัมป์ประกาศถอนตัวออกจากภาคี องค์กรหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ 66 ข้อตกลง รายการที่ถอนตัวส่วนใหญ่องค์กรที่เน้น สภาพภูมิอากาศ การพัฒนา การค้า การพลังงาน การศึกษา และนโยบายสากลต่างๆ ที่ทรัมป์มองว่าขัดกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ผลจากการถอนตัว กระทบกับงบประมาณในการช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาหลายแห่ง มาตรฐานการค้า การลงทุน ขาดการคุมตามกรอบจากกลไกระหว่างประเทศ บริษัทสหรัฐต้องรับมือกับมาตรฐานต่างประเทศ โดยไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดเอง ตลาดทุน ตลาดเงินระสํ่า และนักลงทุนหวาดผวาในการเข้าลงทุนในสหรัฐจากความไม่แน่นอนของกฎการค้าระหว่างประเทศและมาตรฐานธุรกิจ

    *** ผลกระทบอย่างจังเรื่องโลกร้อน ที่หลายฝ่ายมีความพยายามกำหนดเป้าหมายและแสวงหาความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจก เมื่อถอนตัวจาก UNFCCC และ IPCC ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ข้อตกลงสากลอ่อนแอลงมาก และอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่น ชะลอความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันมีผลกระทบต่อเนื่องมากมายอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคมโลก

    *** การถอนตัวของสหรัฐในภาคีต่างๆ หรือการบุกไปยึดครองตามใจฉันของ ทรัมป์ จะทำให้ภูมิรัฐศาสตร์โลกแปรเปลี่ยน และเต็มไปด้วยไม่แน่นอนและความหวาดระแวง ซึ่งอเมริกามักใช้ท่าทีเช่นนี้เสมอเมื่อเศรษฐกิจภายในของตัวเองมีปัญหา นโยบายเจ้าพ่อมาเฟียแบบ ทรัมป์ แห่งอเมริกา จะเป็นผู้ยื่นมือเข้าไปกำหนดชะตากรรมของโลก แน่นอนโลกไม่อาจยินยอมให้มาเฟียทรัมป์ทำตามใจฉัน จีน รัสเซีย ต้องหาทางสู้ กระทั่งการรวมกลุ่มของหลายๆ ภาคี กลุ่มจี 20 กลุ่มCPTPP กลุ่ม BRICS (บริกส์) บราซิล รัสเซีย อินเดีย, จีน แอฟริกาใต้และกำลังขยายสมาชิก พวกนี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น 

    *** ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง จากการถอนตัวจาก UNCTAD และ ESCAP ที่เป็นเวทีวิเคราะห์นโยบายการค้า การพัฒนา และเศรษฐกิจในภูมิภาค ความร่วมมือด้าน การค้าเสรี การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานสินค้า อาจต้องกลับมาทบทวนกลไกระดับภูมิภาค ขณะที่ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐถอน กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกา อาจจะชะลอการช่วยเหลือทางเทคโนโลยี การระดมทุน กระทบการขับเคลื่อนพลังงานสะอาด พลังงานสีเขียว ต้องหาทางเสริมสร้างความร่วมมือใหม่หรือภูมิภาคอื่นให้ทันท่วงที

     *** ไทยกำลังสู่โหมดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้นำคนใหม่ มากำหนดนโยบาย ทิศทางและบริหารประเทศ แต่ละพรรค หรือแคนดิเดตที่เสนอตัว ยังไม่มีใครโดดเด่นเพียงพอในการนำพาประเทศฝ่าคลื่นลมกระแสโลก ส่วนใหญ่เป็นนโยบายประเภท “เสือคล้อย” มากกว่า การสร้างหรือนำให้ไทยยืนหยัดได้ในเวทีโลก …แต่ยังเป็นช่วงกลางๆ ของการหาสียงเสนอนโยบาย ช่วงโค้งท้ายอาจมีหมัดเด็ดของแต่ละค่ายออกมา คงต้องรอดู ใครจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนประเทศ 

                             “ทรัมป์”ป่วนโลก ไทยกลางพายุเศรษฐกิจ การเมืองยังไร้เข็มทิศ

    *** ตบท้ายฉบับนี้ นโยบายไทยในห้วงอวกาศ เป็นฝันค้างคา เมื่อดาวเทียม THEOS-2A เกิดเหตุขัดข้องและเกิดความผิดปกติของการควบคุม การทรงตัว ไม่สามรถเข้าสู่วงโคจรได้ตามแผน จะแตกระเบิดในชั้นบรรยากาศและตกสู่โลกตามมา มูลค่าดาวเทียมก็หลายพันล้านบาท ซึ่งการจัดการดาวเทียม การสร้างฝันไทยไปอวกาศ อยู่ภายใต้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA ผู้อำนวยการ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ คงต้องตอบหลายๆ คำถามให้เคลียร์ๆ ชัดๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีการสร้าง การเลือกฐานยิงจรวดนำส่ง มีอายุการใช้งานกี่ครั้ง มาตรฐานแต่ละประเทศเป็นอย่างไร การจัดซื้อ จัดจ้างอย่างไร ระบบการประกันภัย การเคลมประกันอย่างไรให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้สบายใจ นโยบายอวกาศไทยไม่ฝันค้าง…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/649011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw085ggKeVLfOmQUpkk8oVlR