Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น่าน เปิดงานมหกรรม ส้มสีทอง 2569 ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ชุมชน | เดลินิวส์

    น่าน เปิดงานมหกรรม ส้มสีทอง 2569 ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ชุมชน | เดลินิวส์

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมส้มสีทองและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2569” ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งจังหวัดน่าน โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2569

    การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าชุมชน สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า งานในปีนี้มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ “ส้มสีทองน่าน” และของดีเมืองน่าน ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการมีชีวิตส้มสีทอง โซนจำหน่ายสินค้ากว่า 50 บูธ การประกวดส้มสีทองเมืองน่าน การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวด Chef’s Table ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    ด้านนายชัยนรงค์ ว กล่าวว่า “ส้มสีทองน่าน” เป็นส้มสายพันธุ์สัมเขียวหวานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่น ทำให้มีสีเหลืองทอง รสหวานอมเปรี้ยว และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างการรับรู้คุณภาพสินค้า พัฒนาแบรนด์ และขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในจังหวัดน่าน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานด้านความปลอดภัย และภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวน่านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    จังหวัดน่านขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ “ส้มสีทองน่าน” และของดีเมืองน่าน พร้อมกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน 3 คืน ตั้งแต่วันที่ 15–18 มกราคม 2569 ณ ถนนผากอง บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5506518/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lo0e3v3kFTsb23N5En1_O

  • 5 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย ปี 68” บุคลิกดี- มีเมตตา-รักวิชาชีพ

    5 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย ปี 68” บุคลิกดี- มีเมตตา-รักวิชาชีพ

    5 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย ปี 68” ภาระครูในระบบการศึกษาไทย แบกหนี้-ภาระงานล้น ปัญหาที่ไม่ควรถูกมองข้าม ล่าสุดผลสำรวจ “สวนดุสิตโพลล์” จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 68 พบประชาชนให้คะแนนสูงสุด คือ บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ ส่วนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน สะท้อนภาพครูไทย ยังแบกหนี้หนัก

    ภาระครูในระบบการศึกษาไทย

    แม้ “การสอน” จะเป็นหัวใจของวิชาชีพครู แต่ในความเป็นจริง ครูไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาระนอกห้องเรียนที่ถาโถม จนกลายเป็นความเครียดสะสมและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ปัญหาที่ครูไทยต้องเผชิญ มากกว่าแค่การสอน

    – ภาระงานเอกสารล้นมือ

    ครูต้องรับผิดชอบงานรายงาน งานประเมินวิทยฐานะ และงานธุรการจำนวนมาก ส่งผลให้เวลาที่ควรใช้เตรียมการสอนและพัฒนาผู้เรียนถูกเบียดบัง

    – ความคาดหวังจากสังคมที่สูง

    ครูถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ และมักตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายในโลกออนไลน์

    – แรงกดดันด้านเทคโนโลยี

    ครูต้องปรับรูปแบบการสอนให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีและ AI ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

    ภาระเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของครูไทยในปัจจุบันได้ขยายออกไปไกลกว่าหน้าที่การสอนในห้องเรียน จนกลายเป็นภาระเชิงระบบที่ส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยจึงไม่อาจมองเพียงการพัฒนาครูในเชิงทักษะหรือความทุ่มเทส่วนบุคคล แต่จำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนโครงสร้างงานและระบบสนับสนุน เพื่อคืนเวลา พลัง และสมาธิให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง

    วิกฤต “หนี้ครู” ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

    หนึ่งในปัญหาที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดของระบบการศึกษาไทย คือ ปัญหาหนี้สินของครู ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิต

    ข้อมูลสถานการณ์หนี้ครู

    ยอดหนี้รวม: ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

    จำนวนผู้เป็นหนี้: ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 9 แสนราย หรือราว 80% ของครูทั้งประเทศ

    แหล่งหนี้หลัก: สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และธนาคารพาณิชย์

    ครูจำนวนไม่น้อยมีรายได้สุทธิคงเหลือ ไม่ถึง 30% ของเงินเดือน หลังหักชำระหนี้ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และสมาธิในการทำหน้าที่ทางการศึกษา

    ทำไมครูถึงเป็นหนี้เยอะ? ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และการส่งบุตรเรียน ประกอบกับระบบการเข้าถึงเงินกู้ที่ทำได้ง่ายผ่านสวัสดิการหน่วยงาน ทำให้เกิดการกู้ซ้ำซ้อนจนเกินขีดความสามารถในการชำระ

    วิกฤตหนี้ครูจึงไม่ใช่ปัญหาทางการเงินส่วนบุคคล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความไม่สมดุลระหว่างรายได้ สวัสดิการ และภาระความคาดหวังที่ครูต้องแบกรับ เมื่อครูจำนวนมากต้องใช้พลังและเวลาไปกับการจัดการหนี้สิน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อสมาธิ ขวัญกำลังใจ และคุณภาพการทำหน้าที่ทางการศึกษา การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมองไกลกว่าการแก้เฉพาะหน้า และต้องอาศัยการปรับระบบสนับสนุน สวัสดิการ และกลไกทางนโยบาย เพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ครู และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการศึกษาไทยในระยะยาว

    ดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2568

    ผลสำรวจโดยสวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” เป็นประจำทุกปี (ปีที่ 21) สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2568 คะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 8.00 คะแนน (เพิ่มขึ้นจากปี 67 ได้ 7.94 คะแนน)โดยตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ เฉลี่ย 8.27 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน เฉลี่ย 7.44 คะแนน (ได้คะแนนต่ำสุด 6 ปีติดต่อกัน)

    จุดเด่นของครูไทย

    – 56.30% ใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดการเรียนการสอน

    – 52.01% มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

    – 50.72% เข้าใจผู้เรียนและการเปลี่ยนแปลงของสังคม

    จุดด้อยของครูไทย

    – 49.28% มีภาระงานมาก ไม่มีเวลาเพียงพอ

    – 44.99% ขาดงบประมาณสนับสนุน

    – 40.97% ประสบปัญหาหนี้สิน

    แม้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อครูไทยในปี 68 จะอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครูไทยมีจุดแข็งด้านบุคลิกภาพ มนุษยสัมพันธ์ และการปรับตัวด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะภาระงานที่มาก ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาหนี้สิน ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาคุณภาพครูในระยะยาว จำเป็นต้องควบคู่กับการแก้ไขระบบสนับสนุนและสวัสดิการ เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่หลักด้านการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ศธ.ออกนโยบาย ‘ลดภาระครู-นักเรียน’ 

    หลังจากเสียงสะท้อนจากแวดวงการศึกษาไทยยังคงวนเวียนอยู่กับปัญหา “ภาระงาน” ที่ทับถมทั้งครูและนักเรียน ครูต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก ขณะที่นักเรียนต้องเผชิญกับการบ้านและการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น

    ปี 2568–2569 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหานี้ตั้งแต่ต้นตอ ภายใต้แนวคิดหลัก “ลดภาระครูและนักเรียน” บทความนี้จะพาไปสำรวจนโยบายที่เป็นรูปธรรม พร้อมวิเคราะห์ความท้าทายในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกโรงเรียน ดังนี้

    1. คืนครูสู่ห้องเรียน: ปลดล็อกภาระงานที่ไม่ใช่การสอน

    – ยกเลิกครูเวรอย่างเป็นทางการ โดย ศธ. ได้จัดสรรงบประมาณจ้างนักการภารโรงหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาทดแทน เพื่อช่วยปลดล็อกภาระที่สร้างความเหนื่อยล้าและเสี่ยงต่อความปลอดภัยของครูมาอย่างยาวนาน

    – ลดงานเอกสารและการประเมินที่ซ้ำซ้อน ปรับปรุงระบบการประเมินวิทยฐานะ (Performance Agreement: PA) ให้มีความซับซ้อนน้อยลง ลดการทำเอกสารรายงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูนำเวลาไปพัฒนาการสอนแทนการทำเอกสารเพื่อการประเมิน

    – 1 ครูต่อนักเรียน 1 ห้อง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล 

    2. เรียนรู้ไร้ขีดจำกัด: ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

    – “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” ศธ. กำลังเร่งพัฒนาระบบ แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (National Learning Platform) ที่รวบรวมเนื้อหาการเรียนรู้คุณภาพสูงจากแหล่งต่างๆ ให้นักเรียนสามารถเข้ามาทบทวนบทเรียนย้อนหลังหรือเรียนรู้ล่วงหน้าได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับนโยบาย “1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต” ที่จะทยอยจัดสรรอุปกรณ์ดิจิทัลให้นักเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งความรู้

    – ปรับการบ้าน ลดการแข่งขัน เน้นการมอบหมายงานที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการลงมือทำ มากกว่าการบ้านเชิงท่องจำจำนวนมาก เพื่อลดความเครียดของนักเรียนและลดภาระผู้ปกครองที่ต้องพาลูกไปเรียนพิเศษเพื่อแข่งขันทำเกรด

    ภาระที่ครูไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน

    ภาระที่ครูไทยต้องเผชิญในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะบุคคล หากแต่สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ทั้งภาระงานนอกเหนือการสอน ปัญหางบประมาณ และวิกฤตหนี้สินที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต แม้ครูจะยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวและทุ่มเทต่อวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่หากระบบยังปล่อยให้ครูต้องแบกรับภาระเกินขีดความสามารถ ย่อมยากที่จะคาดหวังผลลัพธ์ทางการศึกษาที่มีคุณภาพในระยะยาว

    นโยบาย “ลดภาระครูและนักเรียน” จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การขับเคลื่อนนโยบายจากระดับแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง หากสามารถลดภาระที่ไม่จำเป็น คืนเวลาให้ครู และสร้างระบบสนับสนุนที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง ครูจะไม่เพียงกลับคืนสู่ห้องเรียนอย่างเต็มศักยภาพเท่านั้น แต่ยังจะเป็นพลังหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับผู้เรียนและสังคมโดยรวมในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2908082&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_iktLKqEqw_W-ZeEpPXgt

  • วินมอเตอร์ไซค์ยังต้องสอบ! เพจดัง ‘แอบแดก’ ฉะยับมาตรฐาน ‘รมต.’ ไทย ต่ำกว่าอาชีพทั่วไป จี้เลิกยุคแบ่งเค้ก-ลองผิดลองถูก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “แอบแดก” โพสต์ข้อความวิพากษ์ระบบการเมืองและการบริหารประเทศ ตั้งคำถามถึงมาตรฐานและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นเนื้อหาที่เคยเขียนลงในเว็บไซต์พันทิปเมื่อหลายปีก่อน แต่ถูกลบออกโดยอัตโนมัติ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงและเผยแพร่อีกครั้ง

    เนื้อหาในโพสต์สะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทย โดยชี้ให้เห็นว่าอาชีพทั่วไปในประเทศ ตั้งแต่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เภสัชกร แพทย์ ไปจนถึงข้าราชการระดับต้น ล้วนต้องผ่านการสอบใบอนุญาต หรือการรับรองความสามารถอย่างเข้มงวด เพราะสังคมตระหนักว่าเป็นงานที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    อย่างไรก็ตาม เพจดังตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่ง “ผู้บริหารประเทศ” ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล กำหนดนโยบายการศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน กลับเป็นพื้นที่เดียวที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ที่ตรงกับงานที่รับผิดชอบ

    โพสต์ยังวิพากษ์ระบบการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เปรียบเสมือนการ “แบ่งเค้กทางการเมือง” หลังการเลือกตั้ง มากกว่าการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถ ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายบุคคลไปบริหารกระทรวงต่าง ๆ โดยไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาซ้ำซากในหลายมิติ ทั้งการศึกษา ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจฐานราก

    เพจดังยังระบุว่า การกำหนดนโยบายของรัฐจำนวนมากเป็นไปในลักษณะ “ลองผิดลองถูก” โดยใช้ทรัพยากรของประเทศและชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน ขณะที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง และสามารถโยกย้ายตำแหน่งหลีกเลี่ยงแรงกดดันได้

    นอกจากนี้ โพสต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงระบบการคัดเลือกผู้นำที่อิงกับความสัมพันธ์และความจงรักภักดี มากกว่าความสามารถ พร้อมเปรียบเทียบกับภาคเอกชนที่สามารถปลดผู้บริหารที่ขาดประสิทธิภาพได้ทันที

    ช่วงท้ายของโพสต์ เพจ “แอบแดก” ได้เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ อาทิ

    • การกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือรัฐมนตรี โดยยกตัวอย่างประเทศภูฏานที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
    • การจัดให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติและความรู้ของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่งในลักษณะเดียวกับการไต่สวนรับรองของวุฒิสภาสหรัฐ
    • การสร้างระบบไต่ระดับจากผลงานจริง (Meritocracy) ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งระดับชาติ คล้ายแนวทางของจีนและสิงคโปร์

    เพจดังเสนอให้มีระบบตรวจสอบสาธารณะ การแสดงวิสัยทัศน์ต่อประชาชนโดยไม่ใช้โพย และกำหนดช่วงทดลองงานของรัฐมนตรี หากไม่ผ่านตัวชี้วัดผลงานควรพ้นจากตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งคือการให้โอกาสเข้ามาทำงาน ไม่ใช่การมอบอำนาจให้บริหารประเทศโดยปราศจากความรับผิดชอบ

    ทั้งนี้ เพจ “แอบแดก” ระบุว่า การนำเสนอความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการชวนสังคมตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรฐานการบริหารประเทศที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

    ขอบคุณเพจแอบแดก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5503182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7FKBIgo01WXRa6pacAOI

  • การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างอารักชี กับเลขาธิการสหประชาชาติ

    การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างอารักชี กับเลขาธิการสหประชาชาติ

    ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้อธิบายเหตุการณ์ล่าสุดในประเทศ ซึ่งเริ่มต้นจากการชุมนุมอย่างสันติของประชาชนที่มีข้อเรียกร้องด้านเศรษฐกิจและวิชาชีพ ก่อนจะถูกดึงเข้าสู่ความรุนแรงจากการแทรกแซงของกลุ่มก่อการร้าย พร้อมยืนยันถึงบทบาทโดยตรงของระบอบไซออนิสต์ในการจัดหาอาวุธและจัดตั้งกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ รวมทั้งการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

    นอกจากนี้ เขายังอ้างถึงแถลงการณ์และคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐทั้งในปัจจุบันและอดีต ที่มีลักษณะแทรกแซงและยุยงให้เกิดความรุนแรงและการสังหารประชาชน เพื่อปูทางไปสู่การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐในอิหร่าน พร้อมเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบระหว่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐจากการแทรกแซงที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อกิจการภายในของอิหร่าน

    อารักชี มองว่าการที่สหรัฐผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยอ้างประเด็นสถานการณ์ภายในของอิหร่าน เป็นการหนีไปข้างหน้า

    ด้านเลขาธิการสหประชาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยทุกรัฐ และปฏิเสธการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นทุกรูปแบบ รวมถึงการแทรกแซงทางทหาร พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการเคารพหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยเฉพาะหลักการห้ามใช้หรือข่มขู่ใช้กำลัง

  • วินมอเตอร์ไซค์ยังต้องสอบ! เพจดัง ‘แอบแดก’ ฉะยับมาตรฐาน ‘รมต.’ ไทย ต่ำกว่าอาชีพทั่วไป จี้เลิกยุคแบ่งเค้ก-ลองผิดลองถูก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “แอบแดก” โพสต์ข้อความวิพากษ์ระบบการเมืองและการบริหารประเทศ ตั้งคำถามถึงมาตรฐานและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นเนื้อหาที่เคยเขียนลงในเว็บไซต์พันทิปเมื่อหลายปีก่อน แต่ถูกลบออกโดยอัตโนมัติ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงและเผยแพร่อีกครั้ง

    เนื้อหาในโพสต์สะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทย โดยชี้ให้เห็นว่าอาชีพทั่วไปในประเทศ ตั้งแต่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เภสัชกร แพทย์ ไปจนถึงข้าราชการระดับต้น ล้วนต้องผ่านการสอบใบอนุญาต หรือการรับรองความสามารถอย่างเข้มงวด เพราะสังคมตระหนักว่าเป็นงานที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    อย่างไรก็ตาม เพจดังตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่ง “ผู้บริหารประเทศ” ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล กำหนดนโยบายการศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน กลับเป็นพื้นที่เดียวที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ที่ตรงกับงานที่รับผิดชอบ

    โพสต์ยังวิพากษ์ระบบการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เปรียบเสมือนการ “แบ่งเค้กทางการเมือง” หลังการเลือกตั้ง มากกว่าการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถ ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายบุคคลไปบริหารกระทรวงต่าง ๆ โดยไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาซ้ำซากในหลายมิติ ทั้งการศึกษา ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจฐานราก

    เพจดังยังระบุว่า การกำหนดนโยบายของรัฐจำนวนมากเป็นไปในลักษณะ “ลองผิดลองถูก” โดยใช้ทรัพยากรของประเทศและชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน ขณะที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง และสามารถโยกย้ายตำแหน่งหลีกเลี่ยงแรงกดดันได้

    นอกจากนี้ โพสต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงระบบการคัดเลือกผู้นำที่อิงกับความสัมพันธ์และความจงรักภักดี มากกว่าความสามารถ พร้อมเปรียบเทียบกับภาคเอกชนที่สามารถปลดผู้บริหารที่ขาดประสิทธิภาพได้ทันที

    ช่วงท้ายของโพสต์ เพจ “แอบแดก” ได้เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ อาทิ

    • การกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือรัฐมนตรี โดยยกตัวอย่างประเทศภูฏานที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
    • การจัดให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติและความรู้ของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่งในลักษณะเดียวกับการไต่สวนรับรองของวุฒิสภาสหรัฐ
    • การสร้างระบบไต่ระดับจากผลงานจริง (Meritocracy) ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งระดับชาติ คล้ายแนวทางของจีนและสิงคโปร์

    เพจดังเสนอให้มีระบบตรวจสอบสาธารณะ การแสดงวิสัยทัศน์ต่อประชาชนโดยไม่ใช้โพย และกำหนดช่วงทดลองงานของรัฐมนตรี หากไม่ผ่านตัวชี้วัดผลงานควรพ้นจากตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งคือการให้โอกาสเข้ามาทำงาน ไม่ใช่การมอบอำนาจให้บริหารประเทศโดยปราศจากความรับผิดชอบ

    ทั้งนี้ เพจ “แอบแดก” ระบุว่า การนำเสนอความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการชวนสังคมตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรฐานการบริหารประเทศที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

    ขอบคุณเพจแอบแดก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5503182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7FKBIgo01WXRa6pacAOI

  • น่านจัดใหญ่! มหกรรมส้มสีทองและของดีเมืองน่าน ปี 2569

    น่านจัดใหญ่! มหกรรมส้มสีทองและของดีเมืองน่าน ปี 2569

    จังหวัดน่าน – เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ ถนนผากอง บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน จัดงาน มหกรรมส้มสีทองและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15–18 มกราคม 2569

    การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยกระดับการท่องเที่ยวสู่คุณภาพสูงและยั่งยืน ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าชุมชน สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

    นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ “ส้มสีทองน่าน” และของดีเมืองน่าน โดยภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการมีชีวิตส้มสีทอง โซนจำหน่ายสินค้าของดีเมืองน่านกว่า 50 บูธ การประกวดส้มสีทองเมืองน่าน การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวด Chef’s Table ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดการจัดงาน

    ด้านนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวในพิธีเปิดว่า “ส้มสีทองน่าน” เป็นส้มสายพันธุ์ส้มเขียวหวานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่น ทำให้มีสีเหลืองทอง รสหวานอมเปรี้ยว และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างการรับรู้คุณภาพสินค้า พัฒนาแบรนด์ และขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างยั่งยืน

    การจัดงานได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานด้านความปลอดภัย และภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวน่านให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    จังหวัดน่านขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ “ส้มสีทองน่าน” และของดีเมืองน่าน พร้อมกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน 3 คืน ในงานมหกรรมส้มสีทองและของดีเมืองน่าน ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 15–18 มกราคม 2569 ณ ถนนผากอง บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3865544/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sEdmI-E25U5WFfPDNr09-

  • แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day ว่า ในมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและโครงสร้าง GDP นั้น เศรษฐกิจไทยในปีนี้เผชิญปัญหามากมาย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

    • การส่งออกชะลอตัว: จากปีที่แล้วที่เคยเติบโตถึง 12.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 0.6% ซึ่งส่งผลให้ GDP หายไปประมาณ 0.4%
    • การใช้จ่ายภาครัฐ (ตัว G): ในช่วงรัฐบาลรักษาการ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไป 3-5 เดือน ส่งผลกระทบต่อ GDP อีกประมาณ 0.2-0.3%
    • ปัจจัยประคองเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเหลือเพียงการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แม้การบริโภคจะชะลอตัวลงจาก 4-5% เหลือ 1.9% ก็ตาม
    • ศักยภาพเศรษฐกิจไทย: ผู้ว่าฯ ชี้ให้เห็นว่าในอดีตศักยภาพไทยเคยอยู่ที่ 4% แล้วลดลงมาเหลือ 3% จนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและท้าทายในการยกระดับกลับไป

    ในด้านปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนจาก ‘ทองคำ’ นั้น มองว่าว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การทำธุรกรรมทองคำ

    • อิทธิพลของทองคำ: จากข้อมูลพบว่าในวันที่บาทแข็งค่ามากๆ มีแรงขายดอลลาร์ที่มาจากร้านทอง (ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์) สูงถึง 45% และในบางช่วงอย่างเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 62%
    • การกำกับดูแล: แบงก์ชาติได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อขออำนาจในการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เพื่อรายงานธุรกรรมและควบคุมไม่ให้กระทบต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยไม่ได้เข้าไปกำกับธุรกิจทองคำทั้งหมด

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ขณะที่การกวาดล้าง ‘ทุนเทา’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ นั้น ส่วนตัวก็มีความกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ผิดซึ่งกระทบต่อค่าเงิน ประกอบด้วย

    • ธุรกรรมผิดปกติ: พบว่ามีการใช้ USDT ในไทยสูงเกินความจำเป็น (50% ของการซื้อขาย) และกว่า 40% เป็นธุรกรรมจากคนต่างชาติ (Non-residence) ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดต้องมาขายในไทย
    • การใช้อำนาจตามกฎหมาย: แบงก์ชาติได้ตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้อำนาจที่ไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปี ในการตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่น่าสงสัย ทั้งในส่วนของทองคำและ USDT เพื่อจัดการกับปัญหาเงินเทา

    ส่วนยุทธศาสตร์ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ และการช่วยเหลือ SME แบงก์ชาติปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพ มาเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    • แก้หนี้รายย่อย: มีโครงการโอนหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท (ประมาณ 1.1 ล้านบัญชี) ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่าง SAM เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กลับมาใช้ชีวิตได้
    • วินัยทางการเงิน: เน้นให้ลูกหนี้มีวินัยเพื่อจะได้กลับมากู้ในระบบได้ใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนที่เหลือจากการช่วยเหลือช่วงโควิดประมาณ 20,000 ล้านบาท
    • สนับสนุน SME: ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยให้สินเชื่อเพื่อให้ SME ปรับตัว (Transformation) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)

    นโยบายดอกเบี้ยและบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ

    • ดอกเบี้ยนโยบาย: ผู้ว่าฯ ย้ำว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.25%) ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น
    • พื้นที่ดำเนินนโยบาย (Policy Space): แม้จะยังมีพื้นที่ให้ปรับลดได้ แต่ต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินและพิจารณาตามความจำเป็นของข้อมูล
    • การควบคุมเงินสด: แบงก์ชาติสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมการแลกเงินหรือเบิกเงินที่ผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อป้องกันปัญหาช่วงเลือกตั้งและเงินนอกระบบ
    • การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าปัญหาปัจจุบันอย่าง Productivity ต่ำ หรือสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่ไป

    ทั้งนี้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าการฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคในที่สุด

    นายวิทัย ได้เน้นย้ำถึงค่านิยม 4 ประการของแบงก์ชาติที่ต้องยึดถือ คือ ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน’ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แบงก์ชาติได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสองคำหลัง คือ ‘ยื่นมือ’ เข้าไปช่วยแก้ปัญหา และ ‘ติดดิน’ เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรเพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

    นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาของประเทศ โดยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี ‘คนวิเคราะห์’ จำนวนมาก แต่กลับมี ‘คนทำ’ น้อยเกินไป

    ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างถูกวิเคราะห์ซ้ำไปมาเป็นเวลานับสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคส่วนต่างๆ มีดังนี้

    • แบงก์ชาติ: พร้อมปรับบทบาทและขยายขอบเขตการทำงานเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ
    • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ: ขอความร่วมมือให้ช่วยกัน ‘ปล่อยสินเชื่อ’ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนที่ต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคแต่ต้องค่อยๆ แก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหา
    • ภาคเอกชน: สนับสนุนให้ช่วยกัน ลงทุน และหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ‘ทุนเทา’

    “เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเปรียบเทียบว่าการจะยกประเทศออกจาก ‘หล่ม’ และทำให้เศรษฐกิจกลับมา ‘วิ่งได้’ อีกครั้งนั้น ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างจริงจัง”

    แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ส่งผลให้โครงการต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลายโครงการ (อาทิ โครงการ Ignite) สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 99%

    อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากแบงก์ชาติในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก การปรับตัวของ ธปท. และการเรียกร้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ

    รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปลดล็อกปัญหาคอขวดของเศรษฐกิจไทย หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/649087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TxyINsffMbE5rVR89LBXv

  • รียูเนียนกับเพื่อนเก่าวิชากรีกโบราณศึกษา ณ ซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย เมืองหลวงแห่งโลกดนตรีคลาสสิก

    รียูเนียนกับเพื่อนเก่าวิชากรีกโบราณศึกษา ณ ซัลซ์บวร์ก ออสเตรีย เมืองหลวงแห่งโลกดนตรีคลาสสิก

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เทศกาลดนตรีซัลซ์บวร์ก ประเทศออสเตรีย แถลงข่าวเปิดตัวปฏิทินการแสดงสำหรับฤดูกาลปี 2026 ประกอบไปด้วยโอเปรา 9 เรื่อง จัดแสดงทั้งแบบโปรดักชันเต็มและแบบคอนเสิร์ต ละคร 7 เรื่อง และรายการคอนเสิร์ตอีก 16 รายการ นับรวมมหรสพทุกรอบการแสดงทั้งหมดได้ 171 รอบ พ่วงด้วยกิจกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรมอีกจำนวนมาก โดยมีศิลปินชั้นนำของวงการละครและดนตรีคลาสสิกมากหน้าหลายตาร่วมแสดงในทุกรายการตลอดระยะเวลา 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมจนถึง 30 สิงหาคม ปี 2026

    ย้อนกลับไปราวปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ Café Bazar ร้านกาแฟเก่าแก่ริมแม่น้ำซัลซัค ผมนัดเจอกับ มักซิมิเลียน เพื่อนเก่าชาวเยอรมันจากภาควิชากรีกโบราณศึกษา วันนั้นฝนตกตั้งแต่ช่วงเที่ยงเรื่อยมาจนถึงเวลาที่เรานัดกันตอนบ่าย ผมเดินเลาะหลบฝนมาตามชายคาของอาคารสองข้างทางตั้งแต่ออกจากโรงแรมที่พักใกล้กับสถานีรถไฟ ร่มที่พกมาด้วยไม่ได้ช่วยให้เปียกน้อยลงแต่อย่างใด เพราะช่องเขาอันเป็นที่ตั้งของเมืองซัลซ์บวร์ก ทำให้ลมที่พัดผ่านเข้ามาเพิ่มกำลังจนเม็ดฝนฟุ้งกระจายไปทุกทิศทาง

    มักซ์อดไม่ได้ที่จะแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ผมต้องมาตกระกำลำบากกับช่วงเวลาที่ควรจะครื้นเครงที่สุดในทวีปยุโรป เพราะอุตส่าห์นั่งเครื่องบินหนีมรสุมมาจากไทย แต่กลับต้องมาเจอพายุหลงฤดูที่กำลังปกคลุมบาวาเรียและออสเตรียตะวันตกในห้วงสัปดาห์นั้นพอดี

    เมฆขมุกขมัวเหนืออาสนวิหารซัลซ์บวร์ก เบื้องหลังมองเห็นป้อมปราการซัลซ์บวร์ก

    หลังจากสั่งเมอลองจ์ (Melange) มาดื่มสงบสติอารมณ์ ผมบอกกับมักซ์ว่า ต้นไม้ในกระถางที่อะพาร์ตเมนต์ล้วนอยู่ในสภาพดี และจัดการรดน้ำให้ทั้งหมดอีกรอบก่อนจะขึ้นรถไฟออกมาซัลซ์บวร์กเมื่อตอนเช้า มักซ์กับผมไม่ได้เจอกันตัวเป็น ๆ มาร่วม 6 ปีแล้ว หลังจากรู้จักกันที่เวียนนาเพราะบังเอิญเป็นมนุษย์เพียง 2 คนที่ศึกษาจารึกโบราณในบรรดากลุ่มนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนวิจัยที่ถูกจับมาให้แนะนำตัวแก่กันละกันในวันปฐมนิเทศ 

    พวกเราสนิทกันอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่าต่างคนต่างก็เป็นคอดนตรีคลาสสิก มักซ์จบ Conservatoire สาขาโอเปรา ก่อนเปลี่ยนสายมาศึกษาจารึกโบราณและกำลังจะปิดเล่มวิทยานิพนธ์เรื่องจารึกบนป้ายหลุมศพกรีก ส่วนผมกำลังหนีความจำเจจากมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยพิธีกรรม มาตามหาแสงสี ณ สถานที่อันเป็นดั่งวิหารค้ำจุนโลกดนตรีคลาสสิกมาหลายชั่วอายุคนอย่างโรงโอเปรา Wiener Staatsoper 

    ผมออกจะมีท่าทางตื่นเต้นมากกว่าอีกฝ่ายที่กำลังจะขึ้นเวทีแสดงต่อหน้าผู้ชมนับพันใน Großes Festspielhaus และอีกนับไม่ถ้วนผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ดูเหมือนว่าเมอลองจ์ที่สั่งมาจะมีคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกินไป แทนที่จะช่วยดึงสติกลับทำให้สมองสูญเสียความสามารถในการเรียบเรียงความคิดไปชั่วขณะ 

    พวกเราพยายามสรุปรายละเอียดเหตุการณ์สำคัญในชีวิตห้วง 6 ปีที่ผ่านมาให้อยู่ในกรอบบทสนทนาราวชั่วโมงกว่า ๆ เพื่อให้มักซ์ออกไปทันเวลานัดหมายศิลปินราว 6 โมงเย็น ถึงเราจะส่งข้อความพูดคุยกันอยู่เนือง ๆ หลังจากผมย้ายกลับไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นมักซ์ที่จะส่งข้อความมาทักทายด้วยการบอกว่าตนกำลังดูโอเปราเรื่องอะไร ที่โรงละครไหน และศิลปินดาราที่พวกเราชื่นชอบท่านใดเป็นผู้แสดง

    ในบรรดาข้อความที่ส่งข้ามทวีปมานี้ มีอยู่ข้อความหนึ่งที่มาถึงในช่วงสงกรานต์ มีใจความว่า มักซ์ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของคณะนักร้องประสานเสียง Wiener Singverein และกำลังจะได้ขึ้นแสดงบนเวทีที่เทศกาลซัลซ์บวร์กในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในการแสดงโอเปราผสมโอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ผลงานสุด Avant-garde ของ Igor Stravinsky คีตกวีชาวรัสเซียมากอิทธิพลผู้บุกเบิกแนวดนตรีคลาสสิกแบบสมัยใหม่ 

    เจ้าตัวบอกว่าตนจะต้องย้ายไปพักที่เวียนนาเพื่อซ้อมการแสดงล่วงหน้าเป็นเวลาราว 2 สัปดาห์ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทิ้งกุญแจอะพาร์ตเมนต์ที่มิวนิกไว้ให้ หากผมสนใจจะเดินทางมาร่วมชมการแสดง ทั้งหมดนี้ดูเป็นฉากหลังสำหรับการรียูเนียนที่เหนือจริง และคงเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต

    ประติมากรรมรูปหน้ากากละครโดย Jakob Adlhart ศิลปินชาวออสเตรียสมัยศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่ด้านหน้า Großes Festspielhaus

    เทศกาลซัลซ์บวร์กหรือในภาษาเยอรมันคือ Salzburger Festspiele ก่อตั้งขึ้นในปี 1920 โดยผู้ทรงอิทธิพลด้านการดนตรีและศิลปะการแสดงในสมัยนั้นอย่าง Hugo von Hofmannsthal, Max Reinhardt และ Richard Strauss ถึงแม้เทศกาลสำหรับดนตรีคลาสสิกโดยเฉพาะอาจจะฟังดูไกลตัวไปบ้าง แต่หากใครเคยได้ชมภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music (ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1965) ก็อาจจะพอจดจำเหตุการณ์สำคัญในช่วงท้ายที่จริง ๆ แล้วใช้เทศกาลซัลซ์บวร์กเป็นฉากหลังได้ 

    เมื่อครอบครัว Von Trapp วางแผนหนีออกจากประเทศออสเตรียหลังร่วมแสดงในเทศกาลแห่งนี้ ด้วยกุศโลบายรูปแบบการแสดงที่สมาชิกครอบครัวจะทยอยลงจากเวทีทีละคน แล้วแอบไปขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก ก่อนจะมุ่งหน้าไปอาศัยเงามืดภายในอารามนนน์แบร์กบนเนินเขา ซ่อนตัวจากทหารนาซีที่ติดตามมาหมายจะจับกุม

    ปัจจุบันเทศกาลซัลซ์บวร์กถือเป็นเทศกาลดนตรีคลาสสิกชั้นนำของโลก ด้วยระยะเวลาในปฏิทินการแสดง จำนวนรายการและศิลปินที่เข้าร่วมการแสดง รวมไปถึงรูปแบบการนำเสนอการแสดงโดยเฉพาะโอเปราที่มักมีมิติเชิงทดลองซึ่งหาได้ยากในโรงโอเปราตามเมืองใหญ่ในยุโรป โดยอาคาร Felsenreitschule ที่ใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ปัจจุบันบูรณะเป็นโรงละครเต็มรูปแบบ และถือเป็นหนึ่งในเวทีหลักที่สงวนไว้สำหรับรายการแสดงสำคัญของเทศกาลโดยเฉพาะ

    ฉาก Felsenreitschule ในภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

    มักซ์ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าผมถือโอกาสที่ได้อยู่มิวนิกหลายวันแวะไปทำตัวเป็นแฟนบอยให้กับโซปราโน Asmik Grigorian ที่มารับบทนำในโอเปราภาษาเช็กเรื่อง Rusalka บนระเบียงยืนดูชั้น 5 ที่โรงโอเปรา Bayerische Staatsoper ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลแสดงประจำปี 2024 – 2025 พอดี นอกจากนี้ยังถือโอกาสที่นั่งรถไฟมาถึงซัลซ์บวร์กตั้งแต่หัววันเดินผ่าเมืองมาที่ห้องขายบัตรการแสดงข้าง ๆ Felsenreitschule เพื่อรอเสี่ยงดวงกับบัตรส่งคืนสำหรับรอบปฐมทัศน์ของโอเปราเรื่อง Maria Stuarda ที่นำแสดงโดยซูเปอร์สตาร์ในวงการอย่างโซปราโน Lisette Oropesa และเมซโซ-โซปราโน Kate Lindsey 

    (ซ้าย) Rusalka ที่ Bayerische Staatsoper ถ่ายจากระเบียงยืนดูชั้น 5
    (ขวา) บรรยากาศครึกครื้น หน้า Großes Festspielhaus ขณะพักครึ่งการแสดงโอเปราเรื่อง Maria Stuarda

    ผมทำท่ากางแขนสองข้างแผ่ฟุบลงบนโต๊ะกาแฟเพื่อจำลองอากัปกิริยาของตัวเองที่ห้องขายบัตรเมื่อตอนเช้า หลังพนักงานบอกว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่ผมจะมาถึง มีบัตรการแสดงในรอบดังกล่าวส่งคืนกลับมาจริง ๆ และอยู่ในโซนราคาที่ตั้งใจกำเงินมาซื้อพอดิบพอดี มักซ์คิดว่านี่เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ผมมีท่าทางมือไม้สั่นในแบบที่เมอลองจ์ของ Café Bazar ไม่อาจช่วยยับยั้ง หาใช่การได้เจอหน้าเพื่อนเก่าหลังผ่านไป 6 ปีไม่

    โรงละครหลักทั้ง 3 แห่งของเทศกาลซัลซ์บวร์กในช่วงเว้นว่างจากการแสดง

    โอเปรา-โอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ของ Igor Stravinsky ดัดแปลงจากละครโศกนาฏกรรมกรีกโบราณเรื่อง Oedipus the King ของ Sophocles เป็นส่วนผสมระหว่างโอเปรา (Opera) ละครร้องที่ตัวละครเล่าเรื่องผ่านการแสดง โดยมีฉากและเสื้อผ้าช่วยนำเสนอเรื่องราว และโอราโทริโอ (Oratorio) งานประพันธ์สำหรับร้อง มีเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ แต่เน้นให้คอรัสเล่าเรื่องและไม่ได้แสดงเป็นละคร โดย Jean Cocteau พหูสูตผู้ทรงอิทธิพลในวงการวรรณกรรมและศิลปะสมัยใหม่ชาวฝรั่งเศสแต่งคำร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส ก่อนแปลเป็นภาษาละตินโดย Jean Daniélou บาทหลวงและนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทววิทยา

    บรรยากาศบนเวทีใน Großes Festspielhaus ดูแน่นขนัดโดยเฉพาะด้านหลังที่ต่ออัฒจันทร์ขึ้นมาเป็นพิเศษให้คณะนักร้องประสานเสียง Wiener Singverein ยืนสูงขึ้นมาพ้นนักดนตรีจากวงออร์เคสตรา Wiener Philharmoniker ร้อยกว่าชีวิตที่นั่งอยู่ด้านหน้า ผู้ชมปรบมือต้อนรับวาทยากร Esa-Pekka Salonen ขณะขึ้นมาประจำที่โพเดียมพร้อมกับนักแสดงฮอลลีวูดชาวออสเตรีย Christoph Waltz ผู้บรรยายประกอบการแสดงเป็นภาษาเยอรมัน และเทเนอร์ Allan Clayton ผู้รับบทอีดิปุส ส่วนนักแสดงนำท่านอื่น ๆ อย่างเมซโซ-โซปราโน Marina Viotti ผู้รับบทราชินีโยคัสตา และบาริโทน Michael Volle ผู้รับบทครีออน ทยอยขึ้นเวทีในภายหลังเมื่อใกล้ถึงท่อนของตัวเอง

    “Kaedit nos pestis, Theba peste moritur.
    E peste serva nos, serva, e peste qua Theba moritur!”
    (The plague is upon us, Thebes is dying of the plague.
    Save us from the plague of which Thebes is dying!)

    เหล่าคอรัสประสานเสียงเรียกร้องให้อีดิปุสช่วยเหลือประชาชนชาวธีปส์ที่กำลังล้มตายจากโรคระบาดที่ไม่มีใครทราบที่มา ถึงแม้สฟิงซ์จะถูกสังหารไปแล้ว แต่นครแห่งนี้ยังคงต้องเผชิญกับมหันตภัยอยู่เช่นเดิม

    “Liberi, vos liberabo,
    Liberabo vos a peste.”
    (Citizens, I will deliver you,
    I will deliver you from the plague.)

    อีดิปุสให้คำมั่นสัญญา โดยไม่รู้เลยว่านี่คือการเดินตามวงล้อแห่งชะตากรรมที่จะนำไปสู่ความโทมนัสอันแสนสาหัส

    คณะศิลปินในโอเปรา-โอราโทริโอเรื่อง Oedipus Rex ขณะรับเสียงปรบมือจากผู้ชม

    ระหว่างพักครึ่ง ครอบครัวที่นั่งข้าง ๆ กำลังพลิกสูจิบัตรดูเนื้อหาการแสดงในครึ่งหลัง ผมส่งภาพที่ถ่ายขณะศิลปินออกมาโค้งคำนับให้มักซ์ทาง Messenger พร้อมกับข้อความที่บอกว่า ตัวเอกที่แท้จริงของการแสดงนี้ดูเหมือนจะเป็นพวก Wiener Singverein มากกว่า เพราะได้แอร์ไทม์นานกว่าคนอื่น มิหนำซ้ำยังได้ร้องในท่อนต่าง ๆ ที่มีทำนองน่าจดจำกว่าพวก Soloist บางคนเสียอีก 

    “Symphonie Fantastique” คุณผู้หญิงผู้เป็นแม่อ่านออกเสียงให้ลูกชาย 2 คนฟัง พร้อมชี้ให้ดูโครงสร้างแบบ 5 Movements ของซิมโฟนีอันเป็นยอดงานประพันธ์ของ Hector Berlioz คีตกวีชาวฝรั่งเศสสมัยต้นศตวรรษที่ 19 ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเข้ามาร่วมวงอ่านคำภาษาฝรั่งเศสที่กำกับแต่ละ Movement อย่างช้า ๆ พวกเราเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้กันโดยบังเอิญ พร้อมแลกสีหน้าพึงพอใจประหนึ่งส่งสารให้กันและกันว่า ทั้งหมดนี้ช่างเป็นความรู้ที่เหมาะจะนำมาสอนเด็กชั้นประถมเสียจริง!

    คณะศิลปินในโอเปราเรื่อง Maria Stuarda ขณะรับเสียงปรบมือจากผู้ชม

    บ่ายวันถัดมา มักซ์หิ้วแล็ปท็อปเข้ามาในครัวขณะผมทยอยหย่อนไข่ต้มลงในหม้อพะโล้ ผมชี้ให้ดูน้ำขิงที่เพิ่งชงทิ้งไว้ในกา เพราะรู้ว่ายังไงวันนี้ไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องมาพึ่งพาเครื่องดื่มนี้อย่างแน่นอน คนหนึ่งเดินตากฝนเป็นระยะทางร่วม 2 กิโลเมตรเพื่อกลับโรงแรมในเวลากลางดึก ส่วนอีกคนเพิ่งฟื้นจากงานสังสรรค์ฉลองครบรอบสัปดาห์แรกของเทศกาลที่จบไปเมื่อตอนเช้ามืด 

    ผมเดินไปดูหน้าแล็ปท็อปของมักซ์ที่เปิดตารางการแสดงที่โรงโอเปรา Bayerische Staatsoper ในฤดูกาล 2025 – 2026 ค้างไว้ โซปราโน Asmik Grigorian มีกำหนดมารับบทนำในโอเปราเรื่อง Salome ของ Richard Strauss ในเดือนมีนาคม และบท Lady Macbeth ในโอเปราเรื่อง Macbeth ของ Giuseppe Verdi ในเดือนกรกฎาคม พวกเราเห็นตรงกันว่า มันเป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว หากจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสให้ได้นัดเจอกันเหมือนเมื่อก่อน 

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/summer-in-salzburg/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jazoudjFVcTCexELRDJTA

  • เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง พลิกวิกฤตมรสุมโลกสู่โอกาสประเทศไทย

    เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” ชูยกระดับภาคการศึกษาเทียบการเมือง พลิกวิกฤตมรสุมโลกสู่โอกาสประเทศไทย

    วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

    ปีพุทธศักราช 2569 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและการพัฒนาประเทศไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่เผชิญ “มรสุมที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storms) จากการบรรจบกันของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า รูปแบบการเมืองแบบเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมหรือผลประโยชน์ระยะสั้น ไม่อาจตอบโจทย์การอยู่รอดของรัฐชาติได้อีกต่อไป

    ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปราะบางนี้ การปรากฏตัวของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมทีมยุทธศาสตร์ ในการหารือร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งสำคัญต่อ “กระบวนทัศน์ใหม่” ของการบริหารประเทศ โดยมีแกนกลางคือแนวคิดการ ยกระดับภาคการศึกษาให้อยู่ในระนาบเดียวกับภาคการเมือง เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตาม” มาเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ของรัฐ

    การหารือดังกล่าวไม่ใช่เพียงเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง หากแต่เป็นการวางรากฐานของสิ่งที่ยศชนันเรียกว่า “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” (Scientific Politics) ซึ่งยึดหลักข้อมูลเชิงประจักษ์ ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ และการคิดเชิงระบบ มาแทนการตัดสินใจบนฐานความเชื่อหรืออารมณ์

    จากห้องแล็บสู่ทำเนียบรัฐบาล
    ด้วยภูมิหลังในฐานะศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบประสาท ยศชนันมองประเทศเสมือน “ระบบซับซ้อน” ที่องค์ประกอบทุกส่วนเชื่อมโยงกัน คล้ายเครือข่ายประสาทในสมอง แนวคิดนี้นำไปสู่การมอง “รัฐ” เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมศักยภาพของประชาชนกับทรัพยากรและโอกาสของโลก โดยอาศัยกลไกป้อนกลับและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    คำว่า “กัดไม่ปล่อย” ที่ยศชนันใช้สื่อสารต่อสาธารณะ ถูกตีความว่าเป็นจริยธรรมการทำงานแบบนักวิจัย ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และไม่พึ่งพานโยบายฉาบฉวย

    พลิกความล้าหลังด้วยแนวคิด ‘ต้นทุนจมต่ำ’
    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวคิด Low Sunk Cost Advantage ซึ่งยศชนันเสนอว่า ความที่ประเทศไทยยังไม่ผูกติดกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีเก่าอย่างลึกซึ้ง กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เปิดโอกาสให้ประเทศสามารถ “ก้าวกระโดด” (Leapfrogging) สู่เทคโนโลยีอนาคตได้รวดเร็วกว่า โดยไม่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างมรดกเดิม

    แนวคิดนี้สะท้อนผ่านนโยบายระบบรางสมัยใหม่ รถไฟฟ้า และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงมาตรการลดค่าครองชีพ แต่คือการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” ให้กับเมืองและเศรษฐกิจไทย

    แก้ปม ‘Missing Link’ การศึกษา–อุตสาหกรรม
    ที่ประชุม ทปอ. ซึ่งมีอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม เห็นพ้องถึงปัญหา “Missing Link” ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งในด้านหลักสูตร ทักษะ และวิสัยทัศน์ ยศชนันจึงเสนอแนวคิด Supply Push ให้ภาครัฐและการศึกษาผลิตกำลังคนล่วงหน้าในสาขาเทคโนโลยีแนวหน้า เพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลก ด้วยตรรกะว่า “ถ้ามีคนเก่ง งานจะมาเอง”

    นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างระบบนิเวศแรงงานแบบสหวิทยาการ ไม่จำกัดเพียงวิศวกร แต่รวมถึงนักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ นักจิตวิทยา และช่างฝีมือ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบวงจร

    ปัดฝุ่น ‘1 อำเภอ 1 ทุน’ สู่เครื่องมือยุทธศาสตร์
    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการฟื้นโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ในรูปแบบใหม่ ให้เป็นเครื่องมือสร้าง “คริติคอลแมส” ของบุคลากรทักษะสูง โดยมุ่งเป้าไปยังสาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม S-Curve และระบบพี่เลี้ยงจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน เพื่อให้ความรู้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ

    อธิปไตยทางปัญญา วาระแห่งชาติใหม่
    ยศชนันประกาศแนวคิด Intellectual Property Sovereignty เป็นแกนสำคัญของความมั่นคงชาติในศตวรรษที่ 21 ชี้ว่าไทยต้องขยับจากการเป็นผู้ใช้หรือผู้ผลิตตามสั่ง ไปสู่การเป็นผู้สร้างและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวิจัยขั้นแนวหน้า การเปลี่ยน KPI มหาวิทยาลัยสู่สิทธิบัตรและการใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติอย่างเข้มข้น

    สองเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต
    ภาพรวมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจตามแนวคิดยศชนัน คือการใช้ เครื่องยนต์คู่ขนาน ได้แก่ การยกระดับภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างเกษตร อาหาร และท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยี และการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ในสาขาอย่าง EV, Neuro-tech, Wellness และ Longevity Tech เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    การเมืองบนระนาบใหม่
    นักวิชาการมองว่า แนวคิด “รัฐศาสตร์เชิงวิทยาศาสตร์” ของยศชนัน เป็นความพยายามยกระดับการเมืองไทยสู่ระนาบใหม่ ที่การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับการเมือง แม้ความท้าทายในการนำไปปฏิบัติยังรออยู่ข้างหน้า แต่การประกาศทิศทางเช่นนี้สะท้อนความพยายามเปลี่ยนสมการการเมืองไทย จากการแข่งขันด้วยนโยบายระยะสั้น สู่การแข่งขันด้วย “มันสมอง” และ “นวัตกรรม” ในเวทีโลก.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/462309&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019mFynM7Duc_F-BcXGb2E

  • วินมอเตอร์ไซค์ยังต้องสอบ! เพจดัง ‘แอบแดก’ ฉะยับมาตรฐาน ‘รมต.’ ไทย ต่ำกว่าอาชีพทั่วไป จี้เลิกยุคแบ่งเค้ก-ลองผิดลองถูก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “แอบแดก” โพสต์ข้อความวิพากษ์ระบบการเมืองและการบริหารประเทศ ตั้งคำถามถึงมาตรฐานและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่าเป็นเนื้อหาที่เคยเขียนลงในเว็บไซต์พันทิปเมื่อหลายปีก่อน แต่ถูกลบออกโดยอัตโนมัติ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงและเผยแพร่อีกครั้ง

    เนื้อหาในโพสต์สะท้อนความย้อนแย้งของสังคมไทย โดยชี้ให้เห็นว่าอาชีพทั่วไปในประเทศ ตั้งแต่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง เภสัชกร แพทย์ ไปจนถึงข้าราชการระดับต้น ล้วนต้องผ่านการสอบใบอนุญาต หรือการรับรองความสามารถอย่างเข้มงวด เพราะสังคมตระหนักว่าเป็นงานที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง

    อย่างไรก็ตาม เพจดังตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่ง “ผู้บริหารประเทศ” ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล กำหนดนโยบายการศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน กลับเป็นพื้นที่เดียวที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์ที่ตรงกับงานที่รับผิดชอบ

    โพสต์ยังวิพากษ์ระบบการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เปรียบเสมือนการ “แบ่งเค้กทางการเมือง” หลังการเลือกตั้ง มากกว่าการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถ ส่งผลให้เกิดการโยกย้ายบุคคลไปบริหารกระทรวงต่าง ๆ โดยไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาซ้ำซากในหลายมิติ ทั้งการศึกษา ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจฐานราก

    เพจดังยังระบุว่า การกำหนดนโยบายของรัฐจำนวนมากเป็นไปในลักษณะ “ลองผิดลองถูก” โดยใช้ทรัพยากรของประเทศและชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน ขณะที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง และสามารถโยกย้ายตำแหน่งหลีกเลี่ยงแรงกดดันได้

    นอกจากนี้ โพสต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงระบบการคัดเลือกผู้นำที่อิงกับความสัมพันธ์และความจงรักภักดี มากกว่าความสามารถ พร้อมเปรียบเทียบกับภาคเอกชนที่สามารถปลดผู้บริหารที่ขาดประสิทธิภาพได้ทันที

    ช่วงท้ายของโพสต์ เพจ “แอบแดก” ได้เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ อาทิ

    • การกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือรัฐมนตรี โดยยกตัวอย่างประเทศภูฏานที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
    • การจัดให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติและความรู้ของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่งในลักษณะเดียวกับการไต่สวนรับรองของวุฒิสภาสหรัฐ
    • การสร้างระบบไต่ระดับจากผลงานจริง (Meritocracy) ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งระดับชาติ คล้ายแนวทางของจีนและสิงคโปร์

    เพจดังเสนอให้มีระบบตรวจสอบสาธารณะ การแสดงวิสัยทัศน์ต่อประชาชนโดยไม่ใช้โพย และกำหนดช่วงทดลองงานของรัฐมนตรี หากไม่ผ่านตัวชี้วัดผลงานควรพ้นจากตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งคือการให้โอกาสเข้ามาทำงาน ไม่ใช่การมอบอำนาจให้บริหารประเทศโดยปราศจากความรับผิดชอบ

    ทั้งนี้ เพจ “แอบแดก” ระบุว่า การนำเสนอความคิดเห็นดังกล่าวไม่ได้มุ่งโจมตีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการชวนสังคมตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรฐานการบริหารประเทศที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

    ขอบคุณเพจแอบแดก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5503182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C7FKBIgo01WXRa6pacAOI