Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจมาเลเซียโตแรงปลายปี หนุน GDP ปี 2568 ทะลุกรอบประมาณการ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจมาเลเซียโตแรงปลายปี หนุน GDP ปี 2568 ทะลุกรอบประมาณการ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัว 4.9% ในปี 2568 สูงกว่ากรอบคาดการณ์ของรัฐบาลและธนาคารกลาง หลังการเติบโตในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน จากความแข็งแกร่งของภาคเศรษฐกิจหลักและอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    ข้อมูลประมาณการล่วงหน้าอย่างเป็นทางการซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ (16 ม.ค.) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ขยายตัว 5.7% ในไตรมาส 4 (ต.ค.–ธ.ค.) เมื่อเทียบรายปี เร็วกว่าการเติบโต 5.2% ในไตรมาส 3 และเป็นอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งขยายตัว 5.9%

    ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจมาเลเซียถูกคาดหมายว่าจะขยายตัวในช่วง 4-4.8% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งชะลอลงจากการเติบโต 5.1% ในปี 2567

    กรมสถิติของมาเลเซียระบุว่า การขยายตัวในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภายในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

    ภาคการส่งออกของมาเลเซียยังเติบโตได้ดี แม้ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า โดยมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 15.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือนต.ค. ก่อนชะลอลงเหลือ 7% ในเดือนพ.ย. ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จากมาเลเซียในอัตรา 19% และความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกและนโยบายภาษียังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยรัฐบาลมาเลเซียคาดว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวระหว่าง 4-4.5% ในปี 2569

    ทั้งนี้ มาเลเซียมีกำหนดประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4 และทั้งปี 2568 ฉบับสุดท้ายในวันที่ 13 ก.พ. ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจจะยังคงเติบโตได้ดีในช่วงต่อจากนี้ และธนาคารกลางมาเลเซียมีแนวโน้มคงนโยบายการเงินโดยไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ULDkxeJ1DzAIzSFlugUky

  • ศาลฎีกาสหรัฐฯเลื่อนชี้ขาดคดี ภาษีทรัมป์ เขย่าเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    ศาลฎีกาสหรัฐฯเลื่อนชี้ขาดคดี ภาษีทรัมป์ เขย่าเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    ศาลฎีกาสหรัฐฯเลื่อนชี้ขาดคดี ภาษีทรัมป์ เขย่าเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.54 น.

    16 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนดที่จะออกคำวินิจฉัยการใช้มาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ปรากฎว่ายังไม่มีการตัดสินข้อพิพาทเรื่องนี้และศาลไม่ได้ประกาศว่าจะดำเนินการวันไหน 

    โดยในคดีนี้เป็นการทดสอบครั้งสำคัญต่ออำนาจประธานาธิบดี รวมถึงการตรวจสอบถ่วงดุลย์ฝ่ายบริหารที่ถูกกล่าวหาว่าเกินขอบเขตไป ซึ่งผลการตัดสินของศาลจะมีผลกระทบต่ออย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

    ในการไต่สวนคดีนี้เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ผู้พิพากษาทั้ง 9 คนทั้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมแสดงท่าทีสงสัยการใช้อำนาจของนายทรัมป์ โดยอ้างกฎหมายปี 1977 ที่มีไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินระดับชาติ ซี่งฝ่ายโจทก์ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และ รัฐต่างๆ 12 รัฐ เห็นว่านายทรัมป์ ไม่มีอำนาจ

    ซึ่งก่อนหน้านี้ ‘ทรัมป์’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางแพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียลส่วนตัว “@RealDonaldTrump” กรณีที่ศาลสูงสุดมีคำตัดสินให้สหรัฐฯ แพ้ในคดีกำแพงภาษีที่รัฐบาลของเขาเรียกเก็บจากคู่ค้าทั่วโลก โดยระบุว่า สหรัฐฯ อาจต้องจ่ายเงินชดเชยหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสหรัฐไม่มีทางจ่ายไหว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/941032&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mf-RwPxI5zYvqFm6FIhrH

  • เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องเดือนที่ 3 จากการบริโภคในประเทศ-ส่งออกชิป : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องเดือนที่ 3 จากการบริโภคในประเทศ-ส่งออกชิป : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยผ่านรายงานในวันนี้ (16 ม.ค.) ว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มองเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์

    รายงานประจำเดือนของกระทรวงฯ หรือ “กรีนบุ๊ก (Green Book)” ระบุว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะนี้ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการส่งออกที่แข็งแกร่งโดยมีเซมิคอนดักเตอร์เป็นแกนหลัก

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงฯ คงการประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวตั้งแต่เดือนพ.ย. ปีที่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เตือนด้วยว่า ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้นรายเดือน เนื่องจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในไตรมาส 3/2568 กำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐานอันเป็นผลมาจากฐานตัวเลขที่ต่างกันและช่วงเทศกาลวันหยุดยาว

    นอกจากนี้ รายงานยังชี้อีกว่า ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ เช่น ความเร็วในการฟื้นตัวของการลงทุนด้านการก่อสร้าง และผลกระทบจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ท่ามกลางปัญหาการจ้างงานในกลุ่มเปราะบางที่ยังฝังแน่น

    ในส่วนของเศรษฐกิจโลก กระทรวงฯ เสริมว่า ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนในตลาดการเงินโลก ตลอดจนการค้าและการเติบโตที่ซบเซา อันเกิดจากสภาพแวดล้อมทางการค้าที่แย่ลงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    รายงานระบุว่า ยอดค้าปลีกในเดือนพ.ย. ปรับตัวลดลง 3.3% จากเดือนก่อนหน้า แต่การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5%

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธ.ค. ลดลง 2.5 จุด มาอยู่ที่ 109.9 แต่ยังคงทรงตัวอยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 100 จุด ซึ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มผู้ที่มีมุมมองเชิงบวกยังมีจำนวนมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเชิงลบ

    ด้านตัวเลขจ้างงานเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 168,000 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งชะลอตัวจากเดือนพ.ย. ที่เพิ่มขึ้น 225,000 ตำแหน่ง

    ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางของธนาคารกลางที่กำหนดไว้ที่ 2%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561726&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12YAihKaGkhY2MxY5FxJsf

  • ปชป.ประกาศแผน 90 วันแรก พลิกโฉมเศรษฐกิจกิจไทย ตั้งเป้าจีดีพีโต 5%% ภายใน 4 ปี

    ปชป.ประกาศแผน 90 วันแรก พลิกโฉมเศรษฐกิจกิจไทย ตั้งเป้าจีดีพีโต 5%% ภายใน 4 ปี

    ปชป. เปิดเผยปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำได้จริง ผ่านมาตรการ 10 ข้อเร่งด่วน   ”อภิสิทธิ์” มั่นใจ ทำได้ ชี้เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ พาไทย ก้าวข้ามความท้าทาย มุ่งสู่เป้าหมาย ขู่จัดการใครขวางปราบทุนเทาต้องออกไป ผุดแพลตฟอร์มส่องรัฐปราบคอร์รัปชั่น ลั่น 4 ปีเศรษฐกิจโตแตะ 5 %

    ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ร่วมกัน เปิด”แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน”

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนจะได้ยินนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จำนวนมาก หลายคนสับสนว่านโยบายของใครเป็นอย่างไร ที่สำคัญมักเห็นการดีเบตแถลงและวิเคราะห์เจาะนโยบายประชานิยม สิ่งที่ประชาธิปัตย์ยืนยันคือการเลือกตั้งมีความหมายมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากที่ 10 ปีที่ผ่านมาไทยสูญเสียโอกาส พรรคฯจึงเสนอนโยบายไทยหายจน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลงานภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อย  5%

    พรรคประชาธิปัตย์มีแผนปฏิบัติการ  90 วันแรกเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 5% คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ชี้ทางให้เห็นสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ ประชาชนว่าเศรษฐกิจเดินไปทางไหน จะเป็นผู้เปิดทางด้วยการลงทุน คน โครงสร้างพื้นฐาน ปรับแก้หลายอย่างที่ทับซ้อน และการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย  ดำเนินการปฏิรูป ปรับรื้อ กฎหมายที่ซ้ำซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้เปราะบาง

    ปชป.ประกาศแผน 90 วันแรก พลิกโฉมเศรษฐกิจกิจไทย ตั้งเป้าจีดีพีโต 5%% ภายใน 4 ปี

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยกระดับภาคเกษตรเป็นเกษตรแปรรูป ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้นแต่เป็นผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทำแค่ชิ้นส่วน แต่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเชื่อมโยงต่อเนื่อง

    รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ภาคบริการ ท่องเที่ยวที่ยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สุขภาพ อุตสาหกรรมเวลเนส ชีววิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การแพทย์

    นอกจากนั้นคือ เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการหารายได้จากเทคโนโลยี ครอบคลุมการเงิน การค้าปลีกที่เป็นธรรม สร้างรายได้ให้คนไทย และพลังงานทางเลือก พลังงงานสะอาด และสำหรับเครื่องมือที่จะใช้ คือ รื้อกฎหมาย ลงทุนทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน ใช้การเจรจา การทูตระหว่างประเทศ ในเศรษฐศาสตร์เชิงรุก

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับแผนปฏิบัติการณ์ภายใน 90 วัน คือ 1.วาระมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต้องดูความเหมาะสมและประเมิน ทั้งนี้ต้องเป็นมาตรการที่เงินถึงเร็ว ง่าย ไม่ซับซ้อน ขณะที่นโยบายที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ที่จะทำ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สิทธิเกิดขึ้นทันที เช่น คนพิการ ได้สิทธิ 2 เท่าจากเดิม แต่ต้องรอจัดสรรงงบประมาณปี2570 จ่ายให้ย้อนหลัง รถไฟฟ้า เหลือ 5-30 บาทแบ่งเป็นโซน ซึ่งจะทำทันทีไม่ได้ ทำได้เฉพาะบางระบบ คือสายสีม่วงและสายสีแดงที่ทำได้ทันทีเพราะมีกองทุนตั๋วร่วม

    2. ทำให้ร่างกฎหมายสำคัญผ่าน ครม. แก้กฎหมายและกฎระเบียบ เพิ่มการบังคับใช้  ปรับกฎระเบียบที่จำเป็นเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการบังคับใช้ “สัญญาจ้างที่เป็นธรรม” ให้ platform workers และบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อสนับสนุน SMEs แก้กฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อจัดทำสลากออมทรัพย์จังหวัดและเงินออมแรกเกิด

    3. บรรจุโครงการที่ต้องใช้งบประมาณปี 2570 พร้อมนำเสนอต่อสภาฯภายใน 90 วัน เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกร และโครงการประกันรายได้แรงงาน โครงการบุพเฟต์การศึกษา โครงการคูปองการศึกษา reskill-upskill, E4A  โครงการรถไฟฟ้าบวกรถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 5-30 บาทต่อเที่ยว โครงการสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรายอุตสาหกรรม โครงการสนับสนุนการติดตั้ง solar cell ของประชาชน

    4. เปิดใช้ “แพลตฟอร์มส่องรัฐ” เปิดข้อมูลการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบได้

    5. ปฏิรูประบบราชการ: จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ จัดการกลไกภาครัฐที่ทับซ้อนกันอยู่

    6. จัดการสแกมเมอร์ และป้องกันการฟอกเงินเทา  โดยจัดการไม่ให้มีบุคลากรที่เป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามทุนเทาอายัดทรัพย์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาได้ ปรับกฎหมายเพิ่มความเข้มงวดการเป็น nominees แก้กฎหมายเพิ่มความเข้มงวดในการใช้เงินสดซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือ ทอง ใช้ AI ตรวจจับเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ

    7. เปิดเสรีติดตั้ง Solar Cell ต่ออายุการใช้งานโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทาน เปิดข้อมูลจัดซื้อไฟฟ้า กฟผ. ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้

    8. ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อน New Growth Engines และจัดตั้งกองทุน SMEs/Start-ups Strategic Fund พร้อม ตั้งคณะทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เร่งสรุปการเจรจาภาษีสหรัฐ และ Thai-EU FTA

    9.ลดฝุ่น PM 2.5 ระงับการซื้อพืชผลข้ามชายแดนจากพื้นที่ที่มีการเผา ผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อม 3 ฉบับคือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ,เศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าสภาทันที

    10. ภัยพิบัติ  หาดใหญ่ไม่ซ้ำ ความล้มเหลวไม่เกิดอีก   ยกระดับหน่วยงาน ปภ.  เป็นหน่วยงานระดับชาติ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการ Soft Loans ไร้ดอกเบี้ย 1 ปีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “เป็น 10 เรื่อง 90 วันนี้ คือสิ่งที่เป็นความพร้อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้มีแค่วิสัยทัศน์ ที่ไม่ได้บอกว่าแก้ไม่ได้ เราบอกว่าเราจะใช้อะไรเป็นตัวจัดการ ด้วยประสบการณ์ ของคนที่เคยบริหาร ทั้งหมดนี้จะมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ ผมมีบทเรียนจากการเป็นนายกฯแล้ว หลายครั้งการสั่งการไป มีมติ ครม.ไป สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้น ทั้งมาตรการ 90 วัน ที่เราประกาศ ทั้งนโยบายหลักที่เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ จะมีหน่วยงานเฉพาะกิจเข้ามาติดตามเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ตามที่เราได้บอกไป นี่คือสิ่งที่เราจะบอกกับประชาชนว่าไทยจะหายจนด้วยคนทำเป็นนั้นต้องทำอย่างไร”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถจัดการปัญหาทุนเทาได้ การประกาศของพรรคจะทำได้จริงหรือไม่ ​นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น กลต. มีข้อสงสัย ไม่มั่นใจว่ามีปัญหาเรื่องในอดีตหรือไม่ ต้องให้หลีกทางไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครขวางทาง  ที่ประเทศไทยถูกมองว่าจัดการปัญหาช้ากว่าประเทศอื่น ต้องเอาคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IzPCTjR3qpYbBp7qGq6bF

  • ภูมิใจไทย เดินหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจช่วยชุมชน สานต่อ คนละครึ่งพลัส

    ภูมิใจไทย เดินหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจช่วยชุมชน สานต่อ คนละครึ่งพลัส

    ภูมิใจไทย เดินหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจช่วยชุมชน สานต่อ คนละครึ่งพลัส

    วันนี้, 13:57น.

              นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย นำทีมแกนนำพรรคภูมิใจไทย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ตลาดโชคชัย4 ช่วยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส. กทม. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง หาเสียงเลือกตั้ง

           นางศุภจี กล่าวว่า หากเราได้ทำงานต่อก็จะทำโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยชุมชน รวมถึงจะมีโครงการอื่นเข้ามาช่วย อย่างกรณีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ก็จะมีการอัปเดตข้อมูล จากปกติที่จะใช้ในร้านค้าที่เป็นธงฟ้าอย่างเดียว ก็อาจจะนำเอาร้านค้าทั่วไปหรือเป็นร้านที่เข้าร่วมในโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้มีช่องทางในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น นางศุภจี กล่าวว่า ขณะที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีการพยายามดันอัพสกิลเสริมทักษะของผู้ค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย รวมถึงการขายของออนไลน์ ก็จะเป็นการกระตุ้นได้อีกทางหนึ่ง

              ด้าน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กทม. พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสตอบรับ พรรคภูมิใจไทย สีน้ำเงินปีนี้ไม่ได้มาคนเดียว แต่นำทัพมาด้วยแม่ทัพหนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่ 3 เดือนที่ผ่านมาได้ทำงานสำเร็จมากมาย เราไม่ได้มาคนเดียวมีท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งมีเอฟซีเยอะมาก ยังมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ท่านเหล่านี้ตอบรับคำเชิญ ทุกคนเป็นผู้ใหญ่บ้านเมืองที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่เป็นนักวิชาการ เป็นนักปฏิบัติ เป็นผู้บริหาร ทุกคนอยากเห็นประเทศเป็นไปในทางทิศทางที่ดีขึ้น

              ด้านนางสาวซาบีดา ระบุว่าวันนี้ได้มาลงพื้นที่ช่วยนายประเดิมชัยหาเสียง ก็ถือเป็นบรรยากาศสบายๆ ที่มาพบปะพี่น้องประชาชนในตลาด ช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงก็จะเป็นแบบออร์แกนิกรู้สึกว่าเราเข้าถึงง่าย จับต้องได้ ประชาชนก็จะเปิดใจให้โอกาสพรรคภูมิใจไทย

    #เลือกตั้ง69

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzamkxkQ1wKSCCdhJW6Kl

  • ไม่เลือกข้าง-เน้นการ ทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ ยุคใหม่

    ไม่เลือกข้าง-เน้นการ ทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ ยุคใหม่

    พายุภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ กลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ไทยต้องเผชิญ ควบคู่ไปกับการห้ำหั่นทางภูมิรัฐศาสตร์ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายและปัญหาภายนอกประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน และเป็นโจทย์สำคัญของการเลือกตั้งระดับชาติปี 2569 ว่า แต่ละพรรคการเมืองจะมีวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศ และแนวทางรับมืออย่างไร

    วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD โดยประกาศยุทธศาสตร์การต่างประเทศภายใต้โจทย์ใหม่ ด้วยแนวคิด ‘การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก’ ชูการเปลี่ยนบทบาทกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และกอบกู้ความเชื่อมั่นของไทยให้กลับมาเฉิดฉายในฐานะผู้นำของภูมิภาคอีกครั้ง

    THE STANDARD สรุปวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ผ่านยุทธศาสตร์ ‘การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก’ และ ‘แนวคิด 3 วงแหวน’ ที่ถูกมองว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพาไทยรับมือโลกใหม่ และยกระดับบทบาทประเทศในเวทีโลก


    บทความที่เกี่ยวข้อง:  


    เลือกตั้ง 2569: ไม่เลือกข้าง-เน้นการทูตเศรษฐกิจ มองการต่างประเทศพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ 1

    ภาพ: สุภาวิดา สุขวัฒน์


    เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/election-2569-democrat-economic-diplomacy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R5iqvrzGbyQD1OhyAUg5Z

  • วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    ในสนามเลือกตั้ง 2569 คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองใดจะแจกมากกว่า หรือนโยบายใดจะโดนใจมาก กว่า แต่หัวใจสำคัญคือการพิจารณาว่าเงินภาษีของประเทศจะถูกนำไปใช้เพื่อ “พยุงวันนี้” หรือ “สร้างอนาคต” ได้จริงเพียงใด ท่ามกลางภาพการแข่งขันทางนโยบายที่ไม่ได้เป็นเพียงการช่วงชิงคะแนนนิยม แต่คือการต่อสู้กันของ “โมเดลเศรษฐกิจ” ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน

    โดย ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถอดรหัสผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเพื่อประเมินโอกาสที่นโยบายเหล่านี้จะ “ทำได้จริง” และความยั่งยืนในระยะยาว

    ภูมิใจไทย: ชูยุทธศาสตร์ “Thailand Plus”

    หากพิจารณาโมเดลของพรรคภูมิใจไทยผ่านนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” หรือ “Thailand Plus” จะเห็นถึงความพยายามนำเสนอชุดนโยบายแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจปากท้องและสวัสดิการสังคม ในเชิงเศรษฐศาสตร์แรงงาน มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส” ถือเป็นนโยบายด้านอุปสงค์ที่ให้ผลเร็วเพราะเงินถูกส่งตรงไปยังผู้ที่มีแนวโน้มใช้จ่ายสูง ช่วยให้กิจกรรมเศรษฐกิจระดับชุมชนฟื้นตัวได้ในระยะสั้น อีกทั้งการกำหนดค่าไฟฟ้าในอัตราตํ่ายังช่วยลดต้นทุนการดำรงชีพของกลุ่มแรงงานหลัก

    จุดแข็งของภูมิใจไทยคือความพร้อมในการบริหารทันที เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดจากระบบเดิมที่มีฐานข้อมูลและระบบดิจิทัลรองรับอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือภาระการคลังในระยะยาว หากการอุดหนุนเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาจกลายเป็นภาระงบประมาณถาวรและลดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนในอนาคต

    เพื่อไทย: การคลังเชิงรุก “ล้างหนี้-มีกิน” กู้กำลังซื้อ

    ด้านพรรคเพื่อไทยยังคงยึดแนวทางการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก (Expansionary Fiscal Policy) เพื่อแก้ปัญหาความเปราะบางของครัวเรือนและเกษตรกรเป็นลำดับแรก โดยเน้นมาตรการพักหนี้ ล้างหนี้ และอุดหนุนรายได้เพื่อฟื้นกำลังซื้ออย่างรวดเร็ว

    ในมุมมองวิชาการ มาตรการเหล่านี้ช่วยลดสภาพคล่องและรักษาการจ้างงานได้ทันที แต่ความท้าทายที่น่ากังวลคือปัญหา “แรงจูงใจเชิงลบ” (Moral Hazard) ซึ่งหากการล้างหนี้ไม่สามารถเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ก็จะกลายเป็นภาระทางการคลังที่หนักอึ้ง โอกาสความสำเร็จของเพื่อไทยจึงอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นจากประสบการณ์ บริหารจัดการเดิม แต่ความยั่งยืนในระยะกลางถึงยาวจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้รัฐรองรับอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการคลัง

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    พรรคประชาชนปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ขณะที่พรรคประชาชนฉีกแนวทางไปสู่นโยบาย “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” (Structural Reform) ที่เน้นความยั่งยืนมากกว่าการอัดฉีดระยะสั้น โดยมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างความเหลื่อมลํ้าและการผูกขาดผ่านการปฏิรูประบบภาษีก้าวหน้า การจัดเก็บภาษีจากทุนขนาดใหญ่และทรัพย์สิน เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า ในมิติตลาดแรงงาน พรรคประชาชนเน้นการยกระดับค่าจ้างขั้นตํ่าตามสภาพเศรษฐกิจจริงและการคุ้มครองแรงงานทุกระบบเพื่อให้กลไกตลาดทำงานอย่างเป็นธรรม แม้แนวทางนี้จะมีความสอดคล้องเชิงโครงสร้างและยั่งยืนที่สุดในระยะยาวตามกรอบเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่ข้อจำกัดใหญ่คือผลลัพธ์อาจไม่ปรากฏชัดในระยะสั้น และต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากระบบราชการและกลุ่มผลประโยชน์เดิม

    เมื่อพิจารณาทั้ง 3 พรรคผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์แรงงานและวินัยการคลัง จะเห็นความแตกต่างในเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน ด้านการแก้หนี้และผลิตภาพแรงงาน: พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งที่สุดในการจัดการหนี้สินระยะสั้น แต่พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบในการออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงกับการจ้างงานและสวัสดิการพื้นฐาน ส่วนพรรคประชาชนเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านค่าจ้างที่เป็นธรรม

    ด้านความยั่งยืนทางการคลัง: พรรคประชาชนนำเสนอโมเดลที่ยั่งยืนที่สุดผ่านการปฏิรูปภาษี ขณะที่พรรคภูมิใจไทยพยายามรักษาวินัยการคลังด้วยการใช้กลไกเงินทุนนอกงบประมาณ (เช่น Thailand Future Fund) ส่วนพรรคเพื่อไทยยังมีความเสี่ยงในเรื่องการเพิ่มหนี้สาธารณะจากการอุดหนุนวงกว้าง

    ความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ (Implementation): พรรคภูมิใจไทยมีภาษีดีที่สุดในแง่ของความพร้อมบริหารทันทีตามโครงสร้างรัฐปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ในการผลักดันนโยบายประชานิยมให้เป็นรูปธรรม ส่วนพรรคประชาชนอาจเผชิญแรงต้านเชิงระบบที่ทำให้การผลักดันนโยบายเป็นไปได้ช้ากว่า

    หากมองในระยะสั้น (Short-term) พรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยจะสามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันทีและมีโอกาสทำได้จริงสูงกว่า แต่หากมองในระยะยาว (Long-term) นโยบายของพรรคประชาชนจะมีความยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศได้มากกว่า

    SMEs ชงเร่งนโยบาย“ตรงจุด–เห็นผลจริง”

    ขณะที่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัญหาที่เอสเอ็มอีเผชิญไม่ใช่เพียงภาวะเศรษฐกิจชะลอ แต่รวมถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ นิติบุคคลนอมินี รวมถึงต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และโลจิสติกส์ที่สูง ขณะที่ทักษะแรงงานและการเข้าถึงเทคโนโลยี AI นวัตกรรม ยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจได้

    วัดกึ๋นนโยบายเศรษฐกิจ 3 พรรคใหญ่ ‘แจก-แก้หนี้-ปฏิรูป’

    ทั้งนี้ SMEs ไทยคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจผลิตภาพภาครัฐ รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบราชการ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบลีน และบล็อกเชน เพื่อลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มความโปร่งใส ปราบทุนเทา และดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง 2. เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม เดินหน้าปรับโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรจากสินค้ามูลค่าตํ่าสู่มูลค่าสูง ใช้ PPP และเร่งลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค พร้อมสร้างความเชื่อมั่น “ไทยแลนด์แบรนด์” ในตลาดโลก

     3. เศรษฐกิจแต้มต่อ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยเป็นธรรม ลดความเหลื่อมลํ้า และลงทุนใน “ปัญญา” ผ่านระบบการศึกษาที่สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง และ 4. เศรษฐกิจผลิตภาพกำลังคนทักษะสูง ยกระดับแรงงาน เกษตรกร และ SMEs สู่ธุรกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ใช้ AI ดิจิทัล ESG และหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

     “หากรัฐบาลต้องการให้ SMEs เป็นฐานกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย นโยบายต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนหรือคำประกาศ แต่ต้องแปลงเป็นมาตรการที่ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความสามารถแข่งขันได้จริง ทั้งในประเทศและเวทีโลก”

    ค้าปลีก หนุนนโยบายเพิ่มรายได้ประชาชน

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) กล่าวว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำเสนอในการเลือกตั้ง 2569 นั้น มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ในความเห็นส่วนตัวให้ความสำคัญกับนโยบายที่มุ่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นหลัก เช่นนโยบายด้านการเกษตร

    “อุตสาหกรรมการเกษตรไทยสามารถสร้างจีดีพีได้ 8-10% มีแรงงานในอุตสาหกรรมราว 30 ล้านคน นโยบายที่ออกมาต้อง Quick Win ทำให้ประชาชนมีรายได้ เกิดการจ้างงาน เมื่อมีรายได้ก็มีการจับจ่ายมากขึ้น”

    ขณะที่นโยบายด้านแรงงาน การกำหนดค่าจ้างขั้นตํ่าอาจจะไม่ช่วยมากนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับ Skill- Based ทักษะความสามารถที่แท้จริง ตามมาตรฐานวิชาชีพหรือมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นตัวกำหนดรายได้ ซึ่งในแต่ละวิชาชีพมีมาตรฐานกำหนดตามระดับขั้นอยู่แล้ว ซึ่งการให้ค่าจ้างแรงงานตามลำดับมาตรฐานวิชาชีพ จะช่วยให้แรงงานเองมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองยิ่งขึ้น

    อีกนโยบายที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ ด้านการลงทุน ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ภาคเอกชนมีการลงทุนตํ่า ดังนั้นควรจะมีนโยบายในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งการลงทุนจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน เมื่อเกิดการจ้างงาน แรงงานก็จะมีรายได้ มาจับจ่ายดำรงชีพ ดังนั้นต้องมีการให้อินเทนซีฟแก่บริษัทที่มาลงทุน ไม่ใช่แค่การขอใบสมัครเพื่อส่งเสริมการลงทุน แต่เกิดการลงทุนจริง เหมือนเช่นที่ผ่านมา

    “สิ่งที่ต้องเร่งลงทุนมีหลายธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เช่น การสร้างดิสนีย์แลนด์ ซึ่งพบว่ามีคนให้ความสนใจเยอะมาก เพราะเมื่อลงทุนวันนี้จะยังไม่เห็นผลทันที แต่จะเห็นผลในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเกิดการจ้างงานจำนวนมาก และสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้อีกด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvETk_-RTTtZkiajOhHGn

  • BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น

    BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น

    BCG Model 2.0: เปลี่ยนขยะเป็น “ขุมทรัพย์” ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน


    16/01/2569 | 69 |

    ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอและวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง “ขยะ” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งอีกต่อไป แต่มันคือ “วัตถุดิบที่วางผิดที่” สำหรับประเทศไทยในปี 2569 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโมเดล BCG (Bio-Circular-Green) ได้ก้าวข้ามจากการเป็นนโยบายบนกระดาษ สู่ “ขุมทรัพย์” ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

    1. จาก “Linear” สู่ “Circular”: ปฏิวัติวงจรการผลิต

    ในอดีตเราใช้โมเดล “หยิบมา-ผลิต-ทิ้ง” (Take-Make-Dispose) แต่ BCG 2.0 มุ่งเน้นไปที่ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบเต็มรูปแบบ โดยใช้หลักการ 3Rs ที่อัปเกรดขึ้น:

    • Design for Disassembly: การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ถอดแยกชิ้นส่วนมาใช้ใหม่ได้ง่ายตั้งแต่ต้นทาง

    • Waste-to-Value: การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech) เปลี่ยนกากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ชานอ้อยหรือฟางข้าว ให้กลายเป็นพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) หรือโปรตีนทางเลือก

    2. ขุมทรัพย์จากขยะ: ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในไทย

    • อุตสาหกรรมอาหาร: การเปลี่ยน “ขยะอาหาร” (Food Waste) ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงหรือก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในชุมชน

    • อุตสาหกรรมแฟชั่น: การนำขยะพลาสติกจากทะเลมาแปรรูปเป็นเส้นใยรีไซเคิลเกรดพรีเมียม ส่งออกไปยังแบรนด์ระดับโลก

    • อุตสาหกรรมก่อสร้าง: การนำเศษคอนกรีตและขยะจากการรื้อถอนมาบดและขึ้นรูปใหม่เป็นวัสดุก่อสร้างน้ำหนักเบา

    3. โอกาสของ SME และ Startups ไทย

    ปี 2569 คือปีทองของผู้ประกอบการที่ใช้ Green Innovation เพราะผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มให้กับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Green Loan) สำหรับธุรกิจที่ใช้โมเดล BCG อย่างชัดเจน

    4. บทสรุป: ความยั่งยืนคือผลกำไร

    BCG Model 2.0 ไม่ใช่แค่การทำความดีเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง Competitive Advantage หรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน หากธุรกิจไทยสามารถเปลี่ยน “ขยะ” ให้เป็น “ทุน” ได้ เราจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตในยุคโลกร้อน แต่จะเป็นผู้นำในเศรษฐกิจสีเขียวระดับภูมิภาค


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม (Reference Sites)

    เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ คุณสามารถอ้างอิงและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์หน่วยงานหลักเหล่านี้ครับ:

    1. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

      • nxpo.or.th – แหล่งข้อมูลหลักเกี่ยวกับนโยบาย BCG Model ของประเทศไทย

    2. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) – สินค้า BCG

      • ditp.go.th – ข้อมูลแนวโน้มสินค้า BCG ในตลาดโลกและการส่งออก

    3. สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)

      • tei.or.th – ข้อมูลด้านดัชนีความยั่งยืนและการจัดการขยะอย่างถูกวิธี

    4. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. / TGO)

      • tgo.or.th – ข้อมูลเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการลดการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิต

    5. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) – ESG Information

      • setsustainability.com – ข้อมูลด้านการลงทุนยั่งยืนและธุรกิจที่ใช้แนวคิด ESG

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/463074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xna6VedFYmZGx-Q38cpx3

  • จีนเดินหน้าโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    จีนเดินหน้าโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods Trade-In Program) หรือเก่าแลกใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐสามารถสร้างยอดขายรวมมูลค่ากว่า 3.92 ล้านล้านหยวน ในช่วงปี 2567-2568 และมีการใช้สิทธิของผู้บริโภครวมกว่า 494 ล้านครั้ง สะท้อนบทบาทสำคัญของมาตรการดังกล่าวในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน
    โครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาครัฐจีนที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะใน ภาคยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้นโยบายการพัฒนาคุณภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน  ภายใต้โครงการดังกล่าว มีการซื้อรถยนต์ใหม่กว่า 18.3 ล้านคัน โดยเป็นรถยนต์พลังงานใหม่เกือบร้อยละ 60 ของจำนวนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่ซื้อผ่านโครงการนี้ ขณะเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกว่า 192 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงาน สะท้อนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด และแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า การประหยัดพลังงาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
    นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรีไซเคิลและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการรีไซเคิลรถยนต์ที่ปลดระวางแล้วกว่า 17.67 ล้านคัน และมีการจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือสองภายใต้มาตรฐานที่กำหนด ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมรีไซเคิลจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ทางการจีนประกาศต่ออายุมาตรการอุดหนุนโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคในปี 2569 พร้อมจัดสรรงบประมาณจากพันธบัตรรัฐบาลพิเศษในระยะยาวล่วงหน้าจำนวน 62.5 พันล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายอุปสงค์ภายในประเทศถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในปีนี้ 
    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
    มาตรการแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน สะท้อนทิศทางนโยบายที่มุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเปิดโอกาสทางการค้าสำหรับประเทศไทยโดยอาจก่อให้เกิดความต้องการวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าในห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ยานยนต์พลังงานใหม่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน 
    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าแบรนด์จีนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจีนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาด ประสิทธิภาพการใช้งาน และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดจีน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์จากตลาดจีนที่ยังมีศักยภาพเติบโตในระยะต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

    ………………………………………………….

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว
    15 มกราคม 2569
    แหล่งข้อมูล
    https://english.news.cn/20260106/c7bc9310e66e459083c99b45920923d7/c.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/q02ockvrjfmnp0whftg3lj41&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DLSjAYSSR5Lijf7nQad70

  • “สีหศักดิ์” เปิดแนวคิด “เศรษฐกิจการทูต” ยกระดับทำงานเชิงรุก ขยายโอกาสไทยค้าขายตปท. ภายใต้หลักการรักษาสมดุลโลก | TOPNEWS

    “สีหศักดิ์” เปิดแนวคิด “เศรษฐกิจการทูต” ยกระดับทำงานเชิงรุก ขยายโอกาสไทยค้าขายตปท. ภายใต้หลักการรักษาสมดุลโลก | TOPNEWS

    ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) แถลงผลการจับกุมเครือข่ายเว็บพนัน ”นครินทร์ 789“ ที่มีหลักฐานเชื่อมโยง ว่า นายรัชต์พงศ์ หรือ ปอนด์ สร้อยสุวรรณ อดีต สส. พรรคประชาชน และปัจจุบันเป็นผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน เป็นเจ้าของ 2 เว็บไซด์ คือ 789.org และ นครินทร์ 789.com
    ผู้ต้องหาเป็นหนึ่งใน 10 รายชื่อที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเคยพูดก่อนหน้านี้หรือไม่ พันตำรวจเอกคำภีร์ ระบุว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นเรื่องที่ สอท.ตรวจสอบและดำเนินการมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

    พร้อมชี้แจง ว่า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้มอบ 10 รายชื่ออะไรมา มีเพียงมอบนโยบายเท่านั้น และกำชับให้ตรวจสอบไม่ให้เกิดการกระทำผิด และยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีข้อสั่งการเกี่ยวกับนักการเมืองเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามหลักฐาน เริ่มต้นมีจากการร้องเรียน วันนั้นไม่มีข้อมูลนักการเมืองเลย ทำตามเนื้อผ้า และค่อย ๆ ขยายผลกว่าจะมาเจอปลายทาง แต่อาจจะเป็นห้วงเวลาที่ประจวบเหมาะพอดี ยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง หรือเจาะจงไปยังพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะ หากปล่อยให้เลยเวลาช่วงนี้ไป ก็จะไม่ใช่ เพราะเราไปขอหมายจับแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jrC1mcOCzW1XlkujSs08q