Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25

    พิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25

    โรงเรียนบ้านงาช้าง จ.ชุมพร และโรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ สุดยอดทีมยุวชน ชาย-หญิง คว้าแชมป์การแข่งขันวิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอลฯ ประจำปี 2568

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอล ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 (ปีที่ 43) ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเวทีให้ยุวชนชาย – หญิง อายุไม่เกิน 12 ปี ณ โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหาร บวท. และผู้สนับสนุนการแข่งขัน เข้าร่วมพิธีฯ

    วิทยุการบินฯ มินิวอลเลย์บอลฯ เป็นรายการแข่งขันฯ สำคัญเพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนักตบลูกยางยุวชน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี เพื่อสร้างรากฐานระดับยุวชนสู่นักกีฬามืออาชีพ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นฐานทักษะกีฬาแก่ยุวชน เพื่อก้าวสู่ทีมเยาวชนต่อยอดไปจนถึงการเป็นทีมชาติต่อไปในอนาคต ซึ่งแต่ละทีมได้สร้างผลงานกันอย่างดีเยี่ยม ขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเหนือชั้น ด้วยทักษะกีฬาและเทคนิคของแต่ละทีม การตบ การตีหัวเสา แม้กระทั่งการเสริฟการเซต นักกีฬารุ่นจิ๋วก็สามารถทำได้ดี สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์ที่ลุ้นกันอย่างสนุกสนาน
    ผลการแข่งขันประเภททีมชาย
    ทีมแชมป์ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านงาช้าง จ.ชุมพร รับถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง 1 ปี พร้อมได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีมโรงเรียนอนุบาลวานรนิวาส (ราษฎร์บำรุง) จ.สกลนคร ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านหนองใหญ่ (คุรุราษฎร์อุปถัมภ์) จ.ชลบุรี ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านเจียรดับ กรุงเทพมหานคร ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ผลการแข่งขันประเภททีมหญิง
    ทีมแชมป์ได้แก่ทีมโรงเรียนอนุบาลลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ รับถ้วยพระราชทานฯ ไปครอง 1 ปี พร้อมได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม โรงเรียนบ้านนาวัลเปรียง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับ ทุนการศึกษา 40,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีมโรงเรียนบ้านกุดเชียงมี จ.ขอนแก่น ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท และเหรียญรางวัล
    ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ทีมโรงเรียนเทศบาลเชิงทะเล (ตันติวิท) จ.ภูเก็ต ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท และเหรียญรางวัล

    การแข่งขันฯ ปี 2568 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้นำระบบชาเลนจ์ (Challenge System) มาใช้เป็นครั้งแรก และเป็นรายการแรกของแข่งขันระดับของการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย รุ่นอายุ 12 14 16 และ 18 ปี ซึ่งระบบชาเลนจ์ช่วยเพิ่มความแม่นยำ และความโปร่งใสในการตัดสิน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ชม พร้อมยกระดับคุณภาพการแข่งขันให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับนานาชาติ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้นักกีฬาวอลเลย์บอลและผู้ฝึกสอน ที่ได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับมาตรฐานสากล เช่นเดียวกันการแข่งขันรายการดังเช่น ไทยแลนด์ลีก หรือ VNL 2026

    วิทยุการบินฯ ขอขอบคุณพันธมิตรที่สำคัญในการสนับสนุน อุปกรณ์กีฬาและชุดกีฬา จากบริษัทมอลเทน (ไทยแลนด์) จำกัด ผลิตภัณฑ์ชุดกีฬาวอลลี่ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาเก็ตติ้ง รวมถึงสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยที่รองรับมาตรฐานการแข่งขัน และยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนและพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ยกระดับศักยภาพนักกีฬา และร่วมขับเคลื่อนวงการกีฬาของประเทศสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3867472/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yAFlL03W6RpQuju3Gd-rb

  • สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ระดมทุนช่วยการศึกษา-การแพทย์

    สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ระดมทุนช่วยการศึกษา-การแพทย์

    สมาคมผู้นิยมพระเครื่องฯ ชลบุรี เขต 1 แถลงจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 นำรายได้ช่วยเด็กนักเรียนและโรงพยาบาล

    เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 เวลา 18.00 น. ที่ โรงแรมเครป ราชา จ.ชลบุรี นายคมสัน ชาญชัยวรวิทย์ (หน่อย ศรีราชา) ประธานกรรมการบริหาร สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 พร้อมด้วย นายศักดิ์ไชย เบญจผ่องวัฒนา (ท้ง พัทยา) ที่ปรึกษา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 และ ที่ปรึกษา ประธานชมรม รองประธาน กรรมการสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต 1 ร่วมแถลงข่าว การจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา ในวันที่ 25-26 เมยายน 2569 ที่จะถึงนี้ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ไปในการดำเนินงาน มอบเป็นทุนการศึกษาเด็กนักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ในพื้นที่ และเพื่อร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

    ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย นำโดย นายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย ,ชมรมพระเครื่อง และนักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ ร่วมจัดมหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์ ในครั้งนี้ด้วย

    นายคมสัน ชาญชัยวรวิทย์ (หน่อย ศรีราชา) ประธานกรรมการบริหาร สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต1 ในฐานะประธานดำเนินงาน กล่าวว่า การจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 17 แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับ และความสนใจจากผู้นิยมพระเครื่องจากทั่วประเทศมาร่วมงานอย่างแน่นขนัด ในปีนี้จึงได้ขยายเวลาจัดงานเป็น 2 วัน เพื่อลดการแออัดของผู้ร่วมงาน การจัด2วันแบบนี้ถือเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออก โดยจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา ในวันที่ 25-26 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้

    นายศักดิ์ไชย เบญจผ่องวัฒนา (ท้ง พัทยา) ที่ปรึกษา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดชลบุรี เขต 1 ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่า ขอเชิญชวนผู้ที่นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย นักนิยมสะสมพระเครื่องทั่วประเทศ ร่วมงานการจัดงานประกวดพระเครื่องศรีราชา ครั้งที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ ศูนย์การค้า แปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา 2วันเต็ม ในวันที่ 25-26 เมษายน 2569 นี้

    นายชาญวิทย์ วราวุฒิ (แชมป์ ศรีราชา) ประธานชมรมพระเครื่องแปซิฟิค พาร์ค ศรีราชา กล่าวว่า รางวัลชนะเลิศ การประกวดทุกประเภท จะได้รับรางวัลคือ หลวงพ่อเริ่ม รุ่น 9 มงคล ซึ่งออกจากวัดหนองคล้า อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีมวลสารศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อเริ่ม 9 ชนิด ได้นำมาบรรจุใต้ฐานพระ จึงให้ชื่อพระนี้ว่า หลวงพ่อเริ่มรุ่น 9 มงคล

    #ภูมิภาค-20

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/123780&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p6JkuWuWWKqTFMPuJkBLx

  • จุฬาฯ เชิญร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes” รุ่นที่ 2

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต ร่วมกับกลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ” รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านมารยาทและงานพิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง มีการอบรมในสองหัวข้อดังนี้

    – การอบรมสำหรับบุคลากรจุฬาฯ เรื่อง “พิธีสงฆ์ มารยาทไทย และมารยาทสากลในงานพิธีการ” ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้อง 2001 ชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านงานพิธีการของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ครอบคลุมสาระสำคัญ อาทิ

    • ขั้นตอนการถวายงานและถวายความเคารพ
    • การทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ
    • มารยาทและการวางตัวในงานพิธีการและงานทางการ
    • การปฏิบัติงานด้านพิธีการอย่างถูกต้องตามราชประเพณีและหลักสากล

    รับบุคลากรเข้าอบรมจำนวน 60 คน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.ชุติมา จันกิมฮะ โทร. 0- 2218- 0261 และ น.ส.กนกนภัส สายเนตร โทร. 0 -2218 -0378

    – การอบรมสำหรับนิสิตจุฬาฯ หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม” ในวันที่  7 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ เพื่อมุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในฐานะตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุม

    • มารยาทไทยพื้นฐานและมารยาทในสังคม
    • การแสดงออกและการวางตัวอย่างเหมาะสมในงานพิธีและกิจกรรมสำคัญ
    • การเตรียมความพร้อมนิสิตในการเข้าร่วมกิจกรรมพิธีการและกิจกรรมทางสังคมในระดับต่าง ๆ

    รับนิสิตเข้าอบรมจำนวน 40 คน

    ผู้สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ E-mail: Chula.Etiquette@gmail.com  หรือที่  IG : chula_etiquette

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283162/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tAuEQ40rUPZWCr52qxgVA

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    การส่งออกนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 50% ของจีดีพี จึงมีความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โครงสร้างการส่งออกกับการนำเข้าของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

    หลังจากการระบาดของโควิด 19 สิ้นสุดลง (กราฟ Post-Covid surge in Thai exports to US and Thai imports from China)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    จะเห็นได้ว่าอาเซียนยังเป็นตลาดหลักของไทย (แต่บางส่วนของการส่งออกดังกล่าว น่าจะเป็นการส่งวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่จะถูกนำไปแปรรูป หรือผลิตในประเทศอาเซียนอื่น เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ 3) แต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากคือ

    การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้นจาก 24,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น 71,300 ล้านเหรียญในปี 2025 ทำให้การเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 9,300 ล้านเหรียญในปี 2014 มาเป็น ประมาณ 50,500 ล้านเหรียญในปี 2025 

    การเกินดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวย่อมจะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมรับได้ยาก แต่พรรคการเมืองไทยก็ไม่ได้นำเสนอนโยบายที่จะปรับดุลการค้าดังกล่าวกับสหรัฐ เพราะย่อมจะเป็นเรื่องยากมากที่จะหาตลาดอื่นมาทดแทนตลาดส่งออกสหรัฐ แต่เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทเป็นเดิมพัน

    ในอีกด้านหนึ่งคือ การขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะการนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 38,500 ล้านเหรียญ ในปี 2014 มาเป็น 106,100 ล้านเหรียญในปี 2025 ในขณะที่การส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามากจาก 25,000 ล้านเหรียญไปเป็น 40,000 ล้านเหรียญ ในช่วงเดียวกัน

    ดังนั้น การขาดดุลการค้ากับจีนจึงเพิ่มขึ้นจาก 15,000 ล้านเหรียญในปี 2014 มา เป็น 67,100 ล้านเหรียญในปี 2025 เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 52,100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่มีพรรคการเมืองใดกล่าวถึงปัญหานี้แต่อย่างใด (กราฟ Thailand’s unbalanced trade with rival superpowers)

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    ตรงนี้ก็เป็นที่รับรู้กันว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และอีกส่วนหนึ่งคือการทะลักเข้ามาของสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่พรรคการเมืองก็ไม่ได้นำเสนอทางออกแต่อย่างใด

    เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากที่จะยังเร่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งของสินค้าจีนในตลาดโลกต่อไปอีกในอนาคต

    เห็นได้จากบทวิเคราะห์ของ Financial Times (วันที่ 2 January 2026) “Why China is doubling down on its export-led growth model. The country plans to reinforce its dominance of global manufacturing, despite persistent deflation at home and rising tensions abroad”

    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ว่า จีนต้องการเป็นเจ้าตลาดทั้ง อุตสาหกรรมดั้งเดิม (เช่น เหล็กกล้าและของเล่นเด็ก) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เช่น หุ่นยนต์และเอไอ)

    อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ “ค่าเงิน” ซึ่งเราจะเห็นแนวโน้มที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเงิน หยวนของจีนและเงินบาทของไทย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลังจากการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด 19 ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง 15.69% เทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้า (trade-weighted terms) (ช่วงกรกฎาคม ปี 2022 ถึงปัจจุบัน)

    ในขณะที่ประเทศไทยนั้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันได้ปล่อยให้เงินบาทเทียบกับเงินสกุลของประเทศคู่ค้าแข็งค่าขึ้นไป 13.91% (กราฟ Yuan depreciation vs. Baht appreciation (2022-2025))

    ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต้องแก้ไข (ตอน 2)

    เจอแบบนี้ อุตสาหกรรมไทยจึงประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่พรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่ได้มีคำตอบให้กับปัญหานี้ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทน้อยมากในการควบคุมการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ส่งผลกระทบกับทั้งอัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย (ที่ต่ำกว่าเป้ามานานนับ 10 ปี) และกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตลอดมา

    นอกจากนั้นก็ยังคงไม่มีใครกล้าที่จะออกมาพูดว่า อาจจะต้องหาแนวทางที่จะจำกัดการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะบางประเทศ เช่นสหภาพยุโรปและแคนาดา ก็ได้มีมาตรการ จำกัดการนำเข้าสินค้าจากจีน หลังจากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อย่างเต็มรูปแบบในปีที่แล้ว

    เมื่อในปี 2025 มีการประเมินว่า การส่งออกของจีนโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ทำให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับปี 2024 ที่เกินดุล 992,000 ล้านเหรียญ โดยการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญของจีนประมาณการณ์ความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

    – ไปสหรัฐลดลง 20-25%

    – ไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25-27%

    – ไปสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 7-8%

    – ไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 13-15%

    – มาไทยเพิ่มขึ้น 30% (การนำเข้ารวมของไทยจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 12.5%)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217121&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IsCwfGwzoLy6B7pXi5-0l

  • รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา | TOPNEWS

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    • เผยแพร่ : 18/01/2026 20:58

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    วันนี้ (18 ม.ค. 2569) ที่บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือคุณย่าโม อำเภอเมืองนครราชสีมา พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หรือ “บิ๊กตี๋” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ (ECON) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนลงเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก่อนแนะนำตัวผู้สมัครและปราศรัยนโยบายหาเสียง

    พลเอก รังษี ระบุว่า ลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยให้ได้เสียงข้างมากในสภา เพื่อผลักดันนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรคให้เกิดผลจริง โดยย้ำว่านโยบายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนภาคอีสาน ช่วยให้คนอีสาน “ลุกขึ้นยืน เดิน และวิ่งได้” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนตกงาน เป็นหนี้ และเผชิญค่าครองชีพสูง

    เมื่อถูกถามเรื่องการร่วมรัฐบาล พลเอก รังษี ยืนยันยังไม่เล่นเกมการเมืองหรือจับขั้วกับพรรคใด ขอรอคำตัดสินของประชาชนในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจจะได้รับความไว้วางใจ

    ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก รังษี เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ แต่ควรแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เช่น เรื่ององค์กรอิสระ และที่มาของวุฒิสภา โดยให้พิจารณาเป็นรายมาตรา

    สำหรับเป้าหมายการเลือกตั้งในโคราช พลเอก รังษี ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต พร้อมฝากให้ช่วยสนับสนุน นายธนทรัพย์ อำพันธ์ทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 3 เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภา

    ช่วงท้าย พลเอก รังษี ระบุว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือน “อยู่ในห้องไอซียู” ชี้ปัญหาหนี้รวมประเทศแตะ 55 ล้านล้านบาท การถูกยึดรถ-ยึดบ้านเพิ่มขึ้น และคดีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิตพุ่งต่อเนื่อง พร้อมย้ำพรรคเศรษฐกิจไม่เน้นประชานิยม แต่จะเน้นหาเงินเข้าประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดค่าครองชีพ และขอประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 เพื่อให้ได้เสียงข้างมากแบบ “แลนด์สไลด์”

    ทั้งนี้ พลเอก รังษี ยังระบุว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าดำเนินนโยบาย 5 ข้อพร้อมกันทันที โดยภายใน 1 เดือนเตรียมลงนาม MOU กับรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการระบบรางและโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก รวมถึงเตรียมทำ MOU ด้านท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พร้อมผลักดันแนวคิดตั้งนิคมการเกษตร ให้เกษตรกรไทยมี “ใบส่งออก” โดยตรง ลดการถูกกดราคา และยกระดับชีวิตให้หลุดพ้นจากหนี้สินอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    11SOCAIL 16-9-Recovered

    11SOCAIL 16-9-Recovered

    จับได้แล้ว หัวหน้า รปภ. ใช้มาสเตอร์คีย์บุกห้องดีเจสาว

    ถนนมืด! จยย.ชนท้ายเก๋งจอดริมทางดับคาที่สัตหีบ

    สมุทรสงคราม///ชาวรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกกฎหมายบังคับพักรถทุก 4 ชั่วโมง

    เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์พิธีพุทธาภิเษกเหรียญเสมา 7 รอบ “พ่อท่านแซม”

    “ณพล–ธวัช” ขอพร “อุทัย พิมพ์ใจชน” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้การเมืองต้องยึดชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง

    “แอม” ผกามาศ เจริญพันธ์ ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่โดมโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ ชาวอำเภอท่าตูมแห่ฟังล้นโดม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1459509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KNySYGWhUMOnMEw4eId-H

  • รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา | TOPNEWS

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    • เผยแพร่ : 18/01/2026 20:58

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    วันนี้ (18 ม.ค. 2569) ที่บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือคุณย่าโม อำเภอเมืองนครราชสีมา พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หรือ “บิ๊กตี๋” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ (ECON) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนลงเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก่อนแนะนำตัวผู้สมัครและปราศรัยนโยบายหาเสียง

    พลเอก รังษี ระบุว่า ลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยให้ได้เสียงข้างมากในสภา เพื่อผลักดันนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรคให้เกิดผลจริง โดยย้ำว่านโยบายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนภาคอีสาน ช่วยให้คนอีสาน “ลุกขึ้นยืน เดิน และวิ่งได้” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนตกงาน เป็นหนี้ และเผชิญค่าครองชีพสูง

    เมื่อถูกถามเรื่องการร่วมรัฐบาล พลเอก รังษี ยืนยันยังไม่เล่นเกมการเมืองหรือจับขั้วกับพรรคใด ขอรอคำตัดสินของประชาชนในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจจะได้รับความไว้วางใจ

    ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก รังษี เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ แต่ควรแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เช่น เรื่ององค์กรอิสระ และที่มาของวุฒิสภา โดยให้พิจารณาเป็นรายมาตรา

    สำหรับเป้าหมายการเลือกตั้งในโคราช พลเอก รังษี ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต พร้อมฝากให้ช่วยสนับสนุน นายธนทรัพย์ อำพันธ์ทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 3 เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภา

    ช่วงท้าย พลเอก รังษี ระบุว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือน “อยู่ในห้องไอซียู” ชี้ปัญหาหนี้รวมประเทศแตะ 55 ล้านล้านบาท การถูกยึดรถ-ยึดบ้านเพิ่มขึ้น และคดีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิตพุ่งต่อเนื่อง พร้อมย้ำพรรคเศรษฐกิจไม่เน้นประชานิยม แต่จะเน้นหาเงินเข้าประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดค่าครองชีพ และขอประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 เพื่อให้ได้เสียงข้างมากแบบ “แลนด์สไลด์”

    ทั้งนี้ พลเอก รังษี ยังระบุว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าดำเนินนโยบาย 5 ข้อพร้อมกันทันที โดยภายใน 1 เดือนเตรียมลงนาม MOU กับรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการระบบรางและโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก รวมถึงเตรียมทำ MOU ด้านท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พร้อมผลักดันแนวคิดตั้งนิคมการเกษตร ให้เกษตรกรไทยมี “ใบส่งออก” โดยตรง ลดการถูกกดราคา และยกระดับชีวิตให้หลุดพ้นจากหนี้สินอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    11

    ascw

    สมุทรสงคราม///ชาวรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกกฎหมายบังคับพักรถทุก 4 ชั่วโมง

    เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์พิธีพุทธาภิเษกเหรียญเสมา 7 รอบ “พ่อท่านแซม”

    “ณพล–ธวัช” ขอพร “อุทัย พิมพ์ใจชน” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้การเมืองต้องยึดชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง

    “แอม” ผกามาศ เจริญพันธ์ ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่โดมโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ ชาวอำเภอท่าตูมแห่ฟังล้นโดม

    กองบิน 5 จัดพิธีใหญ่วันกองทัพไทย ตอกย้ำความจงรักภักดี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    พล.อ.รังษีชี้ “คอร์รัปชัน-ซับคอนแทรกต์” ต้นเหตุเครนถล่มสีคิ้ว ลั่นคนโกงต้องเจอโทษหนักถึงประหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1459509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KNySYGWhUMOnMEw4eId-H

  • บพท.ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ด้วยกลไกกลาง ‘SIE CLUSTER

    บพท.ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ด้วยกลไกกลาง ‘SIE CLUSTER

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา มีการจัดงานการสัมมนา “เครือข่ายพลังคลัสเตอร์ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากขยายตลาดภายใน เปิดตลาดใหม่ต่างประเทศ” โดยมี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการพัฒนาระดับพื้นที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน มี ผศ.ดร.อัสมัน แตอาลี ผู้อำนวยการสถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติร่วมพิธีเปิดงาน

    งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ “โครงการเครือข่ายภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) โดยในงานได้มีการจัดกิจกรรมนำเสนอสินค้าจากโครงการคลัสเตอร์ พร้อมไปกับกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดของสินค้า SIE และจังหวัดแก้จน ( SRA ) ในภาคใต้ ในรูปการส่งเสริมการตลาดสินค้ารูปแบบ Onsite Marketingและ Online Marketing

    ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองในเรื่องการเชื่อมต่อกลไกการผลิตและการค้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยผู้บริหารและผู้แทนจากองค์กร หน่วยงาน ธุรกิจชุมชน คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานต่างๆ ผู้เข้ามาร่วมงานยังจะได้เลือกชมสินค้าซึ่งเป็นผลผลิตคุณภาพจาก โครงการคลัสเตอร์ และผลิตภัณฑ์ชุมชนในงานแสดงสินค้า OTOP City &SME to Songkhla จัดระหว่างวันที่ 16 ถึง 25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ 60 มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลาด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/941428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MMSKSm0WaZVDeOiqXsAyg

  • เลือกตั้งปี 69 พรรคการเมืองไหน  จะพาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘ภาวะโตต่ำ’

    เลือกตั้งปี 69 พรรคการเมืองไหน จะพาเศรษฐกิจไทยหลุดพ้น ‘ภาวะโตต่ำ’

    การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยมี “โจทย์ใหญ่” และ “โจทย์ใหม่” ให้แก้ปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปี ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรง และ ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรังมานาน ทั้งหมดถือเป็นโจทย์สำคัญในการทำงานของรัฐบาลเช่นกัน

    โจทย์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองหลายพรรคพูดถึงว่าจะต้องมีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข GDP ปีนี้ที่มีการคาดการณ์จากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ว่าจะขยายตัวแค่ 1.5% ต่ำลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.2% ถือเป็นสัญญาณอันตรายของประเทศไทย เพราะเห็นชัดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาลดลงจากระดับ 5% มาอยู่ที่การเติบโตไม่ถึง 2% จนมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยได้ภายในปีนี้

    การเติบโตของ GDP ที่สาละวันเตี้ยลงของประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานะการคลังของประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยหนี้สาธารณะกำลังจะปรับเพิ่มจาก 65% ต่อ GDP ไปสู่ระดับปริ่มเพดานที่ 70% ของ GDP โดยเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2570 หนี้สาธารณะจะขยับไปอยู่ที่ประมาณ 69.36% ต่อ GDP ที่สำคัญตัวเลขการขาดดุลทางการคลังยังอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ต่อ GDP ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อยู่ในสายตาของบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง(Credit RatingAgency)ระดับโลก ที่อาจจะปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยลงในปีนี้ได้เมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

    ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากการที่เศรษฐกิจโตต่ำจึงส่งผลต่อทั้งข้อจำกัดทางการคลัง และส่งผลต่อระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆนั้นต่างรู้ปัญหานี้จึงได้มีการตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว โดยมีการกำหนดเป็นนโยบายว่าจะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับ 3.5 – 5% โดยพรรคประชาชนนั้นตั้งเป้าที่ 3.5% ซึ่งมองว่าเป็นศักยภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยตั้งเป้าให้ GDP กลับไปโตได้ในระดับ 5% ส่วนพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% (3%+) ภายในระยะเวลา 4 ปี

    จากการที่ได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับทีมเศรษฐกิจของหลายพรรคการเมืองแต่ละพรรคการเมืองมองเห็นปัญหาเดียวกันคือการเติบโตของ GDP บนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่“กินบุญเก่า”นั้นไม่สามารถจะทำได้อีกแล้ว แม้จะสามารถเติบโตได้สูงบางปี แต่จะเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน

    ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะสร้างเม็ดเงิน และขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ๆของประเทศ ต้องทำทั้งในส่วนที่ประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมเดิม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และอาหารแปรรูป ส่วนอุตสาหกรรมไฮเทค นั้นหลายพรรคนั้นมองตรงกันที่ไทยต้องดึงอุตสาหกรรมชิปขั้นสูงเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อต่อยอดสู่การผลิตในอนาคต

    ที่น่าสนใจคือทุกพรรคเห็นตรงกันว่าปัญหาคอร์รัปชันเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาเศรษฐกิจโดยมีการประเมินว่าเม็ดเงินที่รั่วไหลจากการคอร์รัปชันสูงกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท

    ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะโตต่ำ ต้องแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันควบคู่กันไปด้วยจึงจะสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1216929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oiJD51mbr2hGXoBicG8wa

  • รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา | TOPNEWS

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    • เผยแพร่ : 18/01/2026 20:58

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    วันนี้ (18 ม.ค. 2569) ที่บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือคุณย่าโม อำเภอเมืองนครราชสีมา พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หรือ “บิ๊กตี๋” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ (ECON) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนลงเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก่อนแนะนำตัวผู้สมัครและปราศรัยนโยบายหาเสียง

    พลเอก รังษี ระบุว่า ลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยให้ได้เสียงข้างมากในสภา เพื่อผลักดันนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรคให้เกิดผลจริง โดยย้ำว่านโยบายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนภาคอีสาน ช่วยให้คนอีสาน “ลุกขึ้นยืน เดิน และวิ่งได้” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนตกงาน เป็นหนี้ และเผชิญค่าครองชีพสูง

    เมื่อถูกถามเรื่องการร่วมรัฐบาล พลเอก รังษี ยืนยันยังไม่เล่นเกมการเมืองหรือจับขั้วกับพรรคใด ขอรอคำตัดสินของประชาชนในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจจะได้รับความไว้วางใจ

    ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก รังษี เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ แต่ควรแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เช่น เรื่ององค์กรอิสระ และที่มาของวุฒิสภา โดยให้พิจารณาเป็นรายมาตรา

    สำหรับเป้าหมายการเลือกตั้งในโคราช พลเอก รังษี ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต พร้อมฝากให้ช่วยสนับสนุน นายธนทรัพย์ อำพันธ์ทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 3 เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภา

    ช่วงท้าย พลเอก รังษี ระบุว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือน “อยู่ในห้องไอซียู” ชี้ปัญหาหนี้รวมประเทศแตะ 55 ล้านล้านบาท การถูกยึดรถ-ยึดบ้านเพิ่มขึ้น และคดีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิตพุ่งต่อเนื่อง พร้อมย้ำพรรคเศรษฐกิจไม่เน้นประชานิยม แต่จะเน้นหาเงินเข้าประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดค่าครองชีพ และขอประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 เพื่อให้ได้เสียงข้างมากแบบ “แลนด์สไลด์”

    ทั้งนี้ พลเอก รังษี ยังระบุว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าดำเนินนโยบาย 5 ข้อพร้อมกันทันที โดยภายใน 1 เดือนเตรียมลงนาม MOU กับรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการระบบรางและโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก รวมถึงเตรียมทำ MOU ด้านท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พร้อมผลักดันแนวคิดตั้งนิคมการเกษตร ให้เกษตรกรไทยมี “ใบส่งออก” โดยตรง ลดการถูกกดราคา และยกระดับชีวิตให้หลุดพ้นจากหนี้สินอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    11

    ascw

    สมุทรสงคราม///ชาวรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกกฎหมายบังคับพักรถทุก 4 ชั่วโมง

    เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์พิธีพุทธาภิเษกเหรียญเสมา 7 รอบ “พ่อท่านแซม”

    “ณพล–ธวัช” ขอพร “อุทัย พิมพ์ใจชน” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้การเมืองต้องยึดชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง

    “แอม” ผกามาศ เจริญพันธ์ ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่โดมโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ ชาวอำเภอท่าตูมแห่ฟังล้นโดม

    กองบิน 5 จัดพิธีใหญ่วันกองทัพไทย ตอกย้ำความจงรักภักดี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    พล.อ.รังษีชี้ “คอร์รัปชัน-ซับคอนแทรกต์” ต้นเหตุเครนถล่มสีคิ้ว ลั่นคนโกงต้องเจอโทษหนักถึงประหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1459509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KNySYGWhUMOnMEw4eId-H

  • รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา | TOPNEWS

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    • เผยแพร่ : 18/01/2026 20:58

    รังษีชี้หนี้พุ่ง-ค่าครองชีพกดหัวประชาชน ย้ำยังไม่ร่วมรัฐบาลกับใคร แก้ รธน.แค่ส่วนที่เป็นปัญหา

    วันนี้ (18 ม.ค. 2569) ที่บริเวณหน้าลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือคุณย่าโม อำเภอเมืองนครราชสีมา พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หรือ “บิ๊กตี๋” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ (ECON) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 16 เขต เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนลงเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก่อนแนะนำตัวผู้สมัครและปราศรัยนโยบายหาเสียง

    พลเอก รังษี ระบุว่า ลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยให้ได้เสียงข้างมากในสภา เพื่อผลักดันนโยบายหลัก 5 ข้อของพรรคให้เกิดผลจริง โดยย้ำว่านโยบายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนภาคอีสาน ช่วยให้คนอีสาน “ลุกขึ้นยืน เดิน และวิ่งได้” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประชาชนตกงาน เป็นหนี้ และเผชิญค่าครองชีพสูง

    เมื่อถูกถามเรื่องการร่วมรัฐบาล พลเอก รังษี ยืนยันยังไม่เล่นเกมการเมืองหรือจับขั้วกับพรรคใด ขอรอคำตัดสินของประชาชนในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมเชื่อมั่นว่าพรรคเศรษฐกิจจะได้รับความไว้วางใจ

    ส่วนประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก รังษี เห็นว่าไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ แต่ควรแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เช่น เรื่ององค์กรอิสระ และที่มาของวุฒิสภา โดยให้พิจารณาเป็นรายมาตรา

    สำหรับเป้าหมายการเลือกตั้งในโคราช พลเอก รังษี ขอให้ประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจทั้ง 16 เขต พร้อมฝากให้ช่วยสนับสนุน นายธนทรัพย์ อำพันธ์ทอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 หมายเลข 3 เป็นตัวแทนเข้าไปทำงานในสภา

    ช่วงท้าย พลเอก รังษี ระบุว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เปรียบเหมือน “อยู่ในห้องไอซียู” ชี้ปัญหาหนี้รวมประเทศแตะ 55 ล้านล้านบาท การถูกยึดรถ-ยึดบ้านเพิ่มขึ้น และคดีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิตพุ่งต่อเนื่อง พร้อมย้ำพรรคเศรษฐกิจไม่เน้นประชานิยม แต่จะเน้นหาเงินเข้าประเทศ สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดค่าครองชีพ และขอประชาชนเลือกพรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 11 เพื่อให้ได้เสียงข้างมากแบบ “แลนด์สไลด์”

    ทั้งนี้ พลเอก รังษี ยังระบุว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าดำเนินนโยบาย 5 ข้อพร้อมกันทันที โดยภายใน 1 เดือนเตรียมลงนาม MOU กับรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการระบบรางและโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก รวมถึงเตรียมทำ MOU ด้านท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พร้อมผลักดันแนวคิดตั้งนิคมการเกษตร ให้เกษตรกรไทยมี “ใบส่งออก” โดยตรง ลดการถูกกดราคา และยกระดับชีวิตให้หลุดพ้นจากหนี้สินอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    11

    ascw

    สมุทรสงคราม///ชาวรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกกฎหมายบังคับพักรถทุก 4 ชั่วโมง

    เปิดตำนานความศักดิ์สิทธิ์พิธีพุทธาภิเษกเหรียญเสมา 7 รอบ “พ่อท่านแซม”

    “ณพล–ธวัช” ขอพร “อุทัย พิมพ์ใจชน” ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้การเมืองต้องยึดชาวบ้านเป็นศูนย์กลาง

    “แอม” ผกามาศ เจริญพันธ์ ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่โดมโรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ ชาวอำเภอท่าตูมแห่ฟังล้นโดม

    กองบิน 5 จัดพิธีใหญ่วันกองทัพไทย ตอกย้ำความจงรักภักดี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    พล.อ.รังษีชี้ “คอร์รัปชัน-ซับคอนแทรกต์” ต้นเหตุเครนถล่มสีคิ้ว ลั่นคนโกงต้องเจอโทษหนักถึงประหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1459509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KNySYGWhUMOnMEw4eId-H