Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ที่โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 ณ ห้องคอมพิวเตอร์ อาคาร 612 ทั้งนี้ ได้รับการประสานงานจากศูนย์ประสานงานการจัดสอบ สำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรมเขต 1 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    ในการนี้ มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเข้าร่วมการสอบจำนวน 8 แห่ง มีพระภิกษุและสามเณรเข้าสอบรวมทั้งสิ้น 147 รูป ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยพระมหาวิจิตร กัลยาณจิตโต ประธานศูนย์ประสานงานการจัดสอบ ได้ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ทั้งนี้ มีผู้อำนวยการและคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ โดยการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปตามมาตรฐานการประเมินผลทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา

    โอกาสนี้ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี โดยมี ผศ.ดรสันทนีย์ ผาสุข รองอธิการบดี พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ คณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมถวายภัตตาหารเพลและน้ำปานะแด่พระภิกษุและสามเณรผู้เข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ในครั้งนี้

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — 18 มกราคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — 18 มกราคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — 18 มกราคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เป็นสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านพระพุทธศาสนา (B-NET) ด้วยระบบดิจิทัล ปีการศึกษา 2568 — 18 มกราคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/119425/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32AE4bk5DIRfG94b6XNldy

  • สวนดุสิตโพล เผย “ปชน.” ได้เปรียบทุกด้าน หนุน “เท้ง” เป็นนายกฯ ส่วน “ยศชนัน-อนุทิน” อันดับ 2-3

    สวนดุสิตโพล เผย “ปชน.” ได้เปรียบทุกด้าน หนุน “เท้ง” เป็นนายกฯ ส่วน “ยศชนัน-อนุทิน” อันดับ 2-3

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569 สรุปผลได้ดังนี้

    1. ประชาชนคิดว่า “พรรคการเมืองไทย” พรรคใดมีนโยบายโดดเด่น/ได้เปรียบในประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้

    นโยบายการเมืองและความมั่นคง

    อันดับ 1 ประชาชน 38.14%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 26.27%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 19.90%

    อันดับ 4 เศรษฐกิจใหม่ 8.82%

    อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 6.87%

    นโยบายการศึกษา

    อันดับ 1 ประชาชน 43.93%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 28.86%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 11.74%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 10.15%

    อันดับ 5 ไทยก้าวใหม่ 5.32%

    นโยบายการเกษตร

    อันดับ 1 ประชาชน 35.82%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 30.87%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 21.14%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.61%

    นโยบายปากท้อง/ค่าครองชีพ

    อันดับ 1 เพื่อไทย 35.63%

    อันดับ 2 ประชาชน 33.58%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 19.33%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.97%

    นโยบายแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

    อันดับ 1 ประชาชน 39.89%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 26.64%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 15.25%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 10.18%

    อันดับ 5 เศรษฐกิจใหม่ 8.04%

    2. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)

    อันดับ 1 ประชาชน 34.11%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 18.37%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.13%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 10.25%

    อันดับ 5 ไทยสร้างไทย 4.25%

    อื่น ๆ 12.56%

    3. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

    อันดับ 1 ประชาชน 33.14%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 19.49%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.63%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 8.28%

    อันดับ 5 เศรษฐกิจ 3.09%

    อื่น ๆ 14.97%

    ยังไม่ตัดสินใจ 3.40%

    อื่น ๆ (กล้าธรรม, รวมไทยสร้างชาติ, ประชาธิปไตยใหม่, พลวัต, พลังประชารัฐ, ไทยสร้างไทย ฯลฯ)

    4. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ณัฐพงษ์ (ปชน.) 34.34%

    อันดับ 2 ยศชนัน (พท.) 19.91%

    อันดับ 3 อนุทิน (ภท.) 16.13%

    อันดับ 4 อภิสิทธิ์ (ปชป.) 10.36%

    อันดับ 5 พลเอก รังษี (ศก.) 4.45%

    อื่น ๆ 9.08%

    ยังไม่ตัดสินใจ 5.73%

    อื่น ๆ (พีระพันธุ์, คุณหญิงสุดารัตน์, ธรรมนัส, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, ตรีนุช, สุชัชวีร์, พ.ต.อ.ทวี)

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569 พบว่า พรรคประชาชนถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 4 นโยบาย คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ร้อยละ 38.14 ด้านการศึกษา ร้อยละ 43.93 ด้านการเกษตร ร้อยละ 35.82 และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 39.89 ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบ 1 นโยบาย คือ ด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ ร้อยละ 35.63 ทั้งนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.11 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.37 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 19.49 โดยบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ (ปชน.) ร้อยละ 34.34 ยศชนัน (พท.) ร้อยละ 19.91 และอนุทิน (ภท.) ร้อยละ 16.13

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยต้องจับตาว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร

    ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า สำหรับการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่าร้อยละ 35 ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิศทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง น่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่ทั้งตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่ หากครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้ง ว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/455393&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3veg-HL6NqOc9c4ziOcHSQ

  • ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนหนุนนโยบายจับต้องได้และทำได้จริง

    ซูเปอร์โพลชี้ประชาชนหนุนนโยบายจับต้องได้และทำได้จริง

    18 ม.ค. 2569 – สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดเผยผลการศึกษาเชิงสำรวจเรื่อง “ประชันนโยบาย/สโลแกนแปลกใหม่ของพรรคการเมืองใหญ่ กับพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” ซึ่งดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 13–17 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่าง (Margin of Error) ±5% โดยวางกรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงและการตีความพลวัตทางการเมืองอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนภาพรวมเชิงโครงสร้างในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ

    เกือบ 40 ล้านคน ‘พร้อมใช้สิทธิ’—ประชาธิปไตยไทยยังมีพลังอยู่จริง

    ผลการศึกษาส่วนแรกเป็นการประมาณการจำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในหน่วย “ล้านคน” จากการติดตามต่อเนื่อง 5 ครั้ง พบว่า สัดส่วนของประชาชนที่แสดงความตั้งใจจะไปเลือกตั้งอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเคลื่อนไหวในกรอบที่ค่อนข้างเสถียร กล่าวคือ ครั้งที่ 1 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 38.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจอยู่ที่ 14.7 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 2 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 39.8 ล้านคน ส่วนกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงเหลือ 13.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 3 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้งสูงสุดที่ 40.8 ล้านคน ขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดลงต่ำสุดที่ 12.3 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน ครั้งที่ 4 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 40.4 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 12.7 ล้านคน รวม 53.1 ล้านคน และครั้งที่ 5 ประเมินว่าประชาชนจะไปเลือกตั้ง 39.85 ล้านคน กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจ 13.25 ล้านคน รวม 53.10 ล้านคน

    ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจ “พฤติกรรมพลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะสะท้อนว่า ฐานประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงมี “แรงขับทางการเมือง” ที่ชัดเจน โดยความตั้งใจไปเลือกตั้งยืนอยู่ใกล้ระดับ 40 ล้านคนตลอดการติดตามทั้ง 5 ครั้ง ซึ่งตีความได้ว่า การเลือกตั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่ประชาชนยึดโยงกับการกำหนดอนาคตประเทศ ขณะเดียวกันการแกว่งตัวของกลุ่ม “ไม่ไป/ไม่แน่ใจ” จาก 14.7 ล้านคน ลดลงเป็น 12.3 ล้านคนในครั้งที่ 3 แล้วเพิ่มกลับมาเป็น 13.25 ล้านคนในครั้งที่ 5 สะท้อนพลวัตของ “ความลังเลทางการเมือง” ที่ไม่ได้หายไปอย่างถาวร แต่เปลี่ยนแปลงตามบริบทข่าวสาร กระแสประเด็น และความน่าเชื่อถือของทางเลือกทางการเมืองในช่วงเวลานั้น กล่าวให้ชัดคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตย แต่กำลัง “ชั่งน้ำหนัก” ว่าผู้ใดตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากกว่า และการชั่งน้ำหนักนี้เองคือหัวใจของวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

    สโลแกนไม่พอแล้ว—ประชาชนให้คะแนนนโยบายจับต้องได้ ทำได้จริง

    รายงานของซูเปอร์โพลระบุว่า เมื่อพิจารณาต่อไปถึง “สาระที่ประชาชนตอบสนอง” ผ่านนโยบาย/สโลแกนใหม่ พบว่าประชาชนไม่ได้ตอบสนองต่อถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อ “ความเป็นรูปธรรม” ของนโยบายที่จับต้องได้และเชื่อมโยงกับความมั่นคงในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มพรรคการเมืองใหญ่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน ได้แก่ นโยบาย “รับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท” ของพรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 39.8 รองลงมาคือ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ร้อยละ 33.1 และ “หวยใบเสร็จ” ของพรรคประชาชน ได้ร้อยละ 30.5

    ในเชิงวิเคราะห์ นโยบายทั้งสามข้อที่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ สะท้อน “โครงสร้างความต้องการของสังคม” อย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือความมั่นคงด้านงานและรายได้ที่มีเงื่อนไขชัดเจนและคาดการณ์ได้ ซึ่งนโยบายทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมรายได้เดือนละ 12,000 บาท สะท้อนความต้องการงานที่เป็นระบบ เป็นสัญญาจ้างที่มั่นคง และเป็นทางออกเชิงโครงสร้างของคนจำนวนหนึ่งในสังคม มิติที่สองคือความคาดหวังต่อรัฐในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสโลแกน “คนไทยไร้จน” เป็นการสื่อสารกับความรู้สึกร่วมของประเทศว่าปัญหาปากท้องยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ และมิติที่สามคือความต้องการยกระดับความโปร่งใสและลดการทุจริตคอร์รัปชันผ่านกลไกจูงใจทางเศรษฐกิจและพฤติกรรม ซึ่งแนวคิด “หวยใบเสร็จ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องลอตเตอรี่ หากแต่เป็นภาพแทนของการจัดระเบียบเศรษฐกิจใต้ดินให้เข้าสู่ระบบ และทำให้รัฐสามารถบริหารนโยบายสาธารณะด้วยข้อมูลจริงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชนกำลัง “ให้คะแนน” นโยบายจับต้องได้ทำได้จริงและการเมืองที่แก้ปัญหาเชิงระบบ มากกว่าการเมืองที่ตอบสนองอารมณ์ชั่วคราว

    รัฐสวัสดิการยุคใหม่กำลังมา: ‘บัตรทองน้องหมา-น้องแมว’ ขึ้นอันดับ 1 ของพรรคใหม่

    ที่น่าสนใจ รายงานของซูเปอร์โพลยังพบด้วยว่า เมื่อพิจารณากลุ่มพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ 3 อันดับแรกของนโยบาย/สโลแกนใหม่ที่โดนใจประชาชน พบว่า อันดับ 1 คือ “บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว” ของพรรคปวงชนไทย ได้ร้อยละ 34.7 อันดับ 2 คือ “3 ให้ ได้แก่ ให้ทุนเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ให้เงินหนุนโรงเรียน ให้อาหารเช้าเด็ก” ได้ร้อยละ 26.3 และอันดับ 3 คือ “ทุจริต = ประหาร” ของพรรคเศรษฐกิจ ได้ร้อยละ 18.2

    ผลลัพธ์เช่นนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางการเมืองร่วมสมัยที่สำคัญ คือ “ความสดใหม่ทางนโยบาย” และ “มโนทัศน์ทางคุณค่า” กำลังกลายเป็นทุนทางการเมืองของพรรคเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง นโยบายบัตรทองสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยงมิใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากเป็นสัญญะของรัฐสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับรูปแบบครอบครัวร่วมสมัยและความผูกพันทางอารมณ์ของประชาชน โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครัวเรือน” ส่วนชุดนโยบาย “3 ให้” สะท้อนความต้องการลงทุนในทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กถึงระดับสูง โดยมองการศึกษาและโภชนาการเป็นฐานของโอกาสและความเสมอภาค ขณะที่สโลแกน “ทุจริต = ประหาร” แม้จะมีลักษณะสุดโต่งในเชิงถ้อยคำ แต่สะท้อนอารมณ์ทางสังคมที่ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น และความโหยหาต่อความยุติธรรมที่มองเห็นผลจริง ไม่ใช่เพียงการเอาผิดเชิงพิธีกรรมหรือเชิงสัญลักษณ์

    ต่างรุ่นต่างเลือก: Gen Z ชอบบัตรทองสัตว์เลี้ยง 43.1% แต่เบบี้บูมหนุน ‘ทุจริต=ประหาร’ 50.0%

    ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณานโยบาย/สโลแกนของพรรคเปิดตัวใหม่จำแนกตามช่วงอายุ (เจน Z เจน Y เจน X เบบี้บูม) พบความแตกต่างระหว่างรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดย “บัตรทองสุขภาพ เพื่อน้องหมา น้องแมว” ของพรรคปวงชนไทย ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 43.1 เจน Y ร้อยละ 28.2 เจน X ร้อยละ 40.1 และเบบี้บูมร้อยละ 30.0 ส่วน “3 ให้” ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 26.2 เจน Y ร้อยละ 26.5 เจน X ร้อยละ 29.5 และเบบี้บูมร้อยละ 10.0 ขณะที่ “ทุจริต = ประหาร” ได้ความนิยมในเจน Z ร้อยละ 16.9 เจน Y ร้อยละ 17.1 เจน X ร้อยละ 15.9 แต่สูงมากในกลุ่มเบบี้บูมถึงร้อยละ 50.0

    ผลดังกล่าวชี้ให้เห็นพัฒนาการสำคัญของการเมืองไทยในเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างประชากร กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ตอบสนองต่อ “รัฐสวัสดิการที่ใกล้ชีวิต” และ “นโยบายที่สะท้อนความหมายของครอบครัวในยุคใหม่” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเจน Z ที่ให้คะแนนนโยบายบัตรทองสัตว์เลี้ยงถึง 43.1% และเจน X ที่ยังสูงถึง 40.1% สะท้อนว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นการเมืองของความผูกพันและคุณภาพชีวิต ส่วนชุดนโยบาย “3 ให้” มีระดับความนิยมใกล้เคียงกันในวัยทำงานและวัยสร้างครอบครัว (26.2–29.5%) ซึ่งสะท้อนฉันทามติว่าการศึกษาและอาหารเช้าเด็กคือฐานของความเท่าเทียม ขณะที่ความนิยม “ทุจริต = ประหาร” ที่พุ่งสูงในเบบี้บูมถึง 50.0% แต่ต่ำมากในคนรุ่นอื่นประมาณ 15.9–17.1% สะท้อนช่องว่างระหว่างรุ่นในเรื่อง “วิธีคิดต่อความยุติธรรม” โดยคนรุ่นเก่ามักเน้นการลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อให้เห็นผลเร็ว ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงระบบ กลไกตรวจสอบ และความโปร่งใสที่ตรวจวัดได้มากกว่า

    ภูมิภาคคิดไม่เหมือนกัน’: เหนือ–กลางหนุนงานมั่นคงเกิน 55% ใต้เทใจ ‘ไร้จน’ 56.5%

    นอกจากนี้ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า เมื่อพิจารณาการกระจายความโดนใจของนโยบายพรรคการเมืองใหญ่จำแนกตามภูมิภาค (กรุงเทพฯ เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ผลการศึกษาพบความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างชัดเจนในฐานะ “การเมืองของชีวิตจริง” กล่าวคือ นโยบายรับสมัครทหารอาสาสัญญาจ้าง 4 ปี เดือนละ 12,000 บาท ของพรรคภูมิใจไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 20.0 ภาคเหนือร้อยละ 55.3 ภาคกลางร้อยละ 56.5 ภาคอีสานร้อยละ 29.9 และภาคใต้ร้อยละ 34.7 ขณะที่ “คนไทยไร้จน” ของพรรคเพื่อไทย ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22.9 ภาคเหนือร้อยละ 31.6 ภาคกลางร้อยละ 41.9 ภาคอีสานร้อยละ 24.7 และภาคใต้ร้อยละ 56.5 ส่วน “หวยใบเสร็จ” ของพรรคประชาชน ได้ความนิยมในกรุงเทพฯ ร้อยละ 17.1 ภาคเหนือร้อยละ 21.1 ภาคกลางร้อยละ 40.3 ภาคอีสานร้อยละ 32.5 และภาคใต้ร้อยละ 34.8

    หากตีความเชิงโครงสร้าง ความต่างของพื้นที่ดังกล่าวมิใช่เพียงความต่างเชิงรสนิยม แต่เป็นความต่างเชิงฐานเศรษฐกิจและความเปราะบางของครัวเรือน ภาคเหนือและภาคกลางที่ตอบสนองนโยบายงานแบบสัญญาจ้างในระดับสูงกว่า 55% สะท้อนว่าการเข้าถึงงานที่มั่นคงเป็นความต้องการสูง ขณะที่ภาคใต้ซึ่งตอบสนองสโลแกน “คนไทยไร้จน” สูงถึง 56.5% สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพและปากท้องในระดับพื้นที่อย่างเด่นชัด ส่วนความนิยม “หวยใบเสร็จ” ที่ภาคกลาง 40.3% และภาคอีสาน 32.5% สะท้อนมิติของเศรษฐกิจฐานราก การค้าขาย และความต้องการให้ระบบเศรษฐกิจโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ประชาชนมองว่าทำได้จริงผ่านมาตรการเชิงระบบ ไม่ใช่การรณรงค์เชิงคุณธรรมเพียงลำพัง

    เมื่อสังเคราะห์ผลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพใหญ่ที่ปรากฏชัดคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การเมืองเชิงสโลแกน” ไปสู่ “การเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนประเมินได้” อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยประชาชนให้คะแนนสูงกับนโยบายที่ตอบโจทย์ปากท้อง งาน รายได้ ความยากจน และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นแกนกลางของความมั่นคงมนุษย์ (human security) ขณะเดียวกันพื้นที่ของพรรคเปิดตัวใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้นจริงจากการนำเสนอความต่างเชิงคุณค่าและความสดใหม่ของนโยบายที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพชีวิตเชิงครอบครัว การศึกษา หรือความโกรธของสังคมต่อคอร์รัปชัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับ “พรรคเก่าหรือพรรคใหม่” ในตัวมันเอง แต่กำลังพิจารณาว่า “ใครทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง” และ “ใครทำให้ประเทศยุติธรรมขึ้นจริง” มากกว่า

    ในมุมของนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย ผลโพลชุดนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะทำหน้าที่มากกว่า “การพยากรณ์แพ้ชนะ” แต่ทำหน้าที่เป็น “ระบบรับฟังเสียงประชาชนอย่างมีหลักฐาน” ที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองสามารถปรับทิศทางนโยบายให้สอดคล้องกับความจริงของสังคม ลดการสื่อสารแบบเลื่อนลอย และยกระดับการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นการแข่งขันด้วยแนวทางแก้ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขความตั้งใจไปเลือกตั้งที่ยืนอยู่ในระดับประมาณ 39.85–40.8 ล้านคน สะท้อนว่าประชาชนยังเชื่อว่าบัตรเลือกตั้งมีความหมาย และการแกว่งตัวของกลุ่มไม่ไป/ไม่แน่ใจที่อยู่ระดับ 12.3–14.7 ล้านคน คือพื้นที่สำคัญที่การเมืองต้องยื่น “นโยบายที่จริงใจและตรวจสอบได้” เข้าไปแทนที่การปลุกอารมณ์หรือสงครามข่าวสาร

    ดังนั้น ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังประการแรก คือ พรรคการเมืองควรยกระดับการสื่อสารนโยบายจาก “คำขวัญ” ไปสู่ “ข้อเสนอที่ตรวจสอบได้” โดยระบุให้ชัดว่าใช้งบประมาณเท่าใด จะทำในระยะเวลาใด มีตัวชี้วัดผลสำเร็จอะไร และจะมีหน่วยงานใดรับผิดชอบ เพื่อให้การเมืองไทยก้าวสู่การเมืองแห่งความรับผิดรับชอบ (accountability) ประการที่สอง หน่วยงานกำกับดูแลการเลือกตั้งและภาครัฐควรส่งเสริมระบบกลางที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลนโยบายแบบเปรียบเทียบได้ ลดการตัดสินใจจากข่าวลวงหรือการปั่นกระแส และเพิ่ม “ความรู้เท่าทันนโยบาย” (policy literacy) ให้กับสังคม ประการที่สาม สังคมไทยควรทำความเข้าใจว่าโพลที่มีมาตรฐานมิใช่อาวุธทางการเมือง หากเป็น “กลไกประชาธิปไตยเชิงข้อมูล” ที่ช่วยให้รัฐและพรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนอย่างมีระบบ และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมประเทศอย่างรอบด้านโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการสื่อสารแบบเลือกข้าง

    กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนทั้งความหวังและความท้าทายของประชาธิปไตยไทย ความหวังคือประชาชนจำนวนมากยังยืนยันจะใช้สิทธิเลือกตั้ง และกำลังตัดสินใจบนฐานนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ความท้าทายคือการเมืองไทยต้องยกระดับจากการสื่อสารแบบอารมณ์และสัญลักษณ์ ไปสู่การเมืองเชิงนโยบายที่ทำได้จริง ตรวจสอบได้ และสร้างคุณภาพชีวิตให้คนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม หากพรรคการเมือง รัฐ และสังคมร่วมกันยกระดับ “การเมืองเชิงข้อมูล” ให้มั่นคง โพลจะไม่ใช่เพียงเครื่องมือสะท้อนกระแส แต่จะเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง โปร่งใส และยึดโยงประชาชนอย่างแท้จริง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/933209/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FuY-bdeId3uwzSsLnix0F

  • สวนดุสิตโพล ชี้นโยบาย ปชน. โดนใจมากที่สุด อันดับ 2 พท. ส่วน ภท. ที่ 3

    สวนดุสิตโพล ชี้นโยบาย ปชน. โดนใจมากที่สุด อันดับ 2 พท. ส่วน ภท. ที่ 3

    18 มกราคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569

    พบว่าผลโพลเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมือง พรรคประชาชน ถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 4 นโยบาย คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ร้อยละ 34 , ด้านการศึกษา ร้อยละ 43.93 , ด้านการเกษตร ร้อยละ 35.82 และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 39.89 

    ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบ 1 นโยบาย คือ ด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ ร้อยละ 35.63

    ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) อยู่ในอันดับที่ 3 ในทุกด้าน ทั้งการเมืองและความมั่นคง , การศึกษา , การเกษตร ปากท้อง/ค่าครองชีพ และ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

    ทั้งนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.11 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.37 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14    รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 19.49

    โดยบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 34.34 ,  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 19.91 และอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.13

    สวนดุสิตโพล ชี้นโยบาย ปชน. โดนใจมากที่สุด อันดับ 2 พท. ส่วน ภท. ที่ 3

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

    ขณะเดียวกันพรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยต้องจับตาว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร

    ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า สำหรับการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบที่ยังไม่มีโอกาสในการทำหน้าที่บริหารประเทศ ให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ

    ทั้งในเรื่องของการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่าร้อยละ 35 ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น สส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิศทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง

    น่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่  ทั้งตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่ หากครั้งนี้พรรคการเมืองใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้ง ว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามตามความคาดหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนได้จริงหรือไม่

    สวนดุสิตโพล ชี้นโยบาย ปชน. โดนใจมากที่สุด อันดับ 2 พท. ส่วน ภท. ที่ 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BsEyBl2GNII_GI0Ytni_h

  • ‘ศ.ดร.ยศชนัน’ โชว์วิสัยทัศน์การศึกษา ม.มหิดล ชูเป้าไทยไร้จน-ประเทศรายได้สูง ตอบทุกคำถามจากนักศึกษา

    ‘ศ.ดร.ยศชนัน’ โชว์วิสัยทัศน์การศึกษา ม.มหิดล ชูเป้าไทยไร้จน-ประเทศรายได้สูง ตอบทุกคำถามจากนักศึกษา

    ‘ศ.ดร.ยศชนัน’ โชว์วิสัยทัศน์การศึกษา ม.มหิดล ชูเป้าไทยไร้จน-ประเทศรายได้สูง ตอบทุกคำถามจากนักศึกษา ‘กาสิโน-สแกมเมอร์’ ลั่นพร้อมชนเต็มที่ ไม่เอาเด็ดขาด ปัญหาชายแดนจะตอบโต้ตามสัดส่วน รักษาอธิปไตยสำคัญที่สุด ย้ำไม่ฝืนดัน “เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ในวันที่ประชาชนยังคัดค้าน

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ม.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “นโยบายด้านการศึกษา ยกระดับวิจัยและนวัตกรรมไทย” ซึ่งเป็นการกลับมาครั้งแรกหลังจากลาออกจากรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย 

    โดย ศ.ดร.ยศชนัน เริ่มต้นว่า พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) โดยเน้นย้ำเรื่องการสร้างความมั่งคั่งที่กระจายสู่ทุกกลุ่ม ผ่านทฤษฎีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven Growth)

    ชูนวัตกรรมพลิกโฉมประเทศ-สร้างโรงเรียนเกรดเอทุกจังหวัด

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรารับเทคโนโลยีจากต่างชาติมาโดยตลอด จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยคือการสร้างบุคลากรที่รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ หากจะผลิตสินค้าขายคน 60 ล้านคนก็ต้องทำ แต่บทบาทภาครัฐต้องดูแลเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์และกายภาพควบคู่กันไป รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนการวางรากฐานการศึกษานั้น ควรมีโรงเรียนคุณภาพระดับเกรดเอในแต่ละจังหวัด เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สามารถทำงานและเติบโตในจังหวัดบ้านเกิดของตนเองได้

    โต้ครหาทิ้งงานวิจัย-ย้ำเจตนารมณ์นักบริหาร

    ในประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเปิดใจว่า “หลายคนพยายามบอกว่า วันนี้เราได้นักการเมืองห่วยๆ มาคนหนึ่งชื่อ ยศชนัน แต่เสียนักวิจัยที่ดีไป ซึ่งต้องบอกว่าไม่จริง นักศึกษาและอาจารย์หลายคนในที่นี้เก่งกว่าผมทั้งนั้น สิ่งนี้ทำให้ผมมองว่า จริงๆ แล้วเราขาดคนเข้าใจในระดับบริหารประเทศที่จะนำผลงานเหล่านี้ออกไปสร้างมูลค่า ทำอย่างไรให้ประเทศดีขึ้น รวยขึ้น และสร้างโอกาสให้อาจารย์รุ่นน้องก้าวไปข้างหน้าได้ วันนี้เมื่อมีโอกาส ผมจึงต้องทำ จิตวิญญาณความเป็นนักวิจัยไม่เคยเปลี่ยน แต่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”

    แก้จนด้วย AI-ดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ใช่ประชานิยม

    ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำถึงบทบาทของ AI ที่จะเข้ามาเชื่อมโยงด้านสุขภาพและเป้าหมาย “คนไทยไร้จน” โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและคนพิการ ซึ่งมักเป็นภาระหนักของครอบครัว รัฐบาลต้องรู้พิกัดผู้ป่วยและให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าดูแล โดยเสนอมาตรการเติมเงิน 3,000 บาท ซึ่งไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากอยากให้ประเทศร่ำรวย เรื่องพื้นฐานเหล่านี้ต้องได้รับการดูแล ใครไม่ทำ เราจะทำแน่นอน

    สำหรับความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาทักษะคนทั้งระบบ (Reskill/Upskill) ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องทำงานตรงสายที่เรียนจบ แต่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ หากระบบนิเวศนวัตกรรมดีขึ้น ปัญหาการจ้างงานจะหมดไป

    ระบบสาธารณสุขและคมนาคมที่เท่าเทียม

    ในด้านสาธารณสุข หากพื้นที่ใดบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ ต้องใช้เทคโนโลยี Telemedicine เข้ามาช่วย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาให้ลูกหลานในพื้นที่ได้เรียนแพทย์ เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และรถเมล์ติดแอร์นั้น ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า คนต่างจังหวัดจ่ายภาษีเหมือนคนกรุงเทพฯ ดังนั้นการพัฒนาระบบรางและการเดินทางเชื่อมต่อจังหวัดต่างๆ ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม

    ดึงความเชื่อมั่นตลาดทุน-เศรษฐกิจต้องแข็งแกร่ง

    เมื่อถามถึงแนวทางบริหารหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงตลาดทุนว่า ความน่าเชื่อถือต้องมาก่อน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ต้องมีรายได้จากต่างประเทศด้วย ไม่ใช่พึ่งพาแค่เศรษฐกิจในประเทศ หากเศรษฐกิจไทยต่ำ ย่อมกระทบทั้งหมด สิ่งที่ต้องทำคือแก้ทั้งระบบ สร้างความน่าเชื่อถือ และดึงความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกลับมาสู่การลงทุน

    จุดยืน “เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” : ไม่เอาเทา-ถ้าประชาชนค้านพร้อมถอย

    ต่อข้อซักถามเรื่อง พ.ร.บ.เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า การโจมตีว่าเราสนับสนุนกาสิโนนั้นไม่เป็นความจริง โดยธรรมชาติแล้วพรรคไม่สนับสนุนการพนันออนไลน์หรือธุรกิจสีเทา แต่แนวคิดเรื่องเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เกิดขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีสัดส่วนกาสิโนเพียงเล็กน้อยและต้องมีการควบคุมเข้มงวด

    “เรื่องสีเทา เรื่องคอร์รัปชัน เราไม่เอา การมองหน้าผมแล้วนึกถึงกาสิโนนั้นไม่แฟร์ ผมมาจากสายวิชาการ ทำอาชีพสุจริต หากประชาชนไม่สบายใจเพราะกังวลเรื่องสแกมเมอร์หรือปัญหาสังคม เราจะไม่ฝืนทำ คราวที่แล้วเราคิดมากแต่ก็ไม่ได้ทำต่อ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ต้องฟังเสียงประชาชน ถ้าประชาชนไม่ให้ทำ ก็ไม่ทำ”

    มาตรการชายแดน : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

    ส่วนปัญหาความมั่นคงชายแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศ.ดร.ยศชนัน มีท่าทีชัดเจนว่า “ปัญหากัมพูชาคือแหล่งสแกมเมอร์ เมื่อปราบจากที่หนึ่งก็ย้ายไปอีกที่หนึ่ง สงครามรูปแบบใหม่นี้จะหมดไปต้องปราบให้ครบวงจร”

    สำหรับปัญหาการกระทบกระทั่งชายแดน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า “หากยิงมาก็ยิงกลับ” โดยเน้นย้ำเรื่องการรักษาอธิปไตยเป็นสำคัญ ได้มีการหารือกับฝ่ายทหารแล้วว่าต้องการงบประมาณเพื่อรักษาชีวิตกำลังพล การตอบโต้ต้องไม่วู่วามแต่ต้อง “ได้สัดส่วน” และคนในพื้นที่ต้องปลอดภัย โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยเพื่อลดความเสี่ยงในการส่งทหารเข้าไปในพื้นที่อันตราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/BXJ4qmfss&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08R81eo6I99rrN_CVjfMNK

  • ท่องเที่ยวไทยปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

    ท่องเที่ยวไทยปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

    โดย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า การแข่งขันในภูมิภาคเอเชียเวลานี้รุนแรงกว่าที่เคย โดยเฉพาะ “จีน” ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในนาทีนี้ หลังรัฐบาลจีนเร่งผลักดันการท่องเที่ยวภายในประเทศและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเป็นระบบ ด้วยจุดขายด้านครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ความปลอดภัยสูง โครงสร้างพื้นฐานทันสมัย สินค้าและบริการท่องเที่ยวครบวงจร ไปจนถึงการทำตลาดเชิงรุกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและ KOL ระดับโลก

    ขณะที่ “ญี่ปุ่น” ได้แรงหนุนจากเงินเยนอ่อนค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดย 11 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวแล้วราว 39 ล้านคน ส่วน “เวียดนาม” อาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนการท่องเที่ยวที่ถูกกว่าไทย ทั้งที่พัก อาหาร และการเดินทาง หนุนให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ คาดแตะ 21 ล้านคน

    ในมุมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ประเมินว่า ปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมีแนวโน้มทรงตัวหรือเติบโตเพียงเล็กน้อยใกล้เคียงกับปี 2568 โดยตลาดจีนซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศจีน และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในเอเชีย ขณะที่ตลาดระยะไกลยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งเดินเกมรุกเชิงรุกเพื่อประคองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งยังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ททท. จับมือกับ Tencent และ WeTV สร้างสรรค์คอนเทนต์วาไรตี้ท่องเที่ยวและรายการเชิงไลฟ์สไตล์ อาทิ “TASTEFUL THAILAND” และ “FOREVER by YOUR SIDE” ถ่ายทอดเสน่ห์อาหาร วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานรวมกันหลายร้อยล้านคนต่อเดือน พร้อมร่วมกับ Sichuan TV จัดทำภาพยนตร์โฆษณาภายใต้แคมเปญ “Play the New Thai Way” โดยดึง KOL ชื่อดัง “CHU YI” ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยในมุมมองใหม่ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z

    โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ระบุว่า ททท. มุ่งสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยในฐานะ Quality Leisure Destination ที่ทันสมัย ปลอดภัย และพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านโครงการ Trusted Thailand ควบคู่กับการเตรียมเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “จงไท่อี่เจียชิน” หรือ “จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” ตลอดปี 2569 โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนกว่า 260,204 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ททท. ยังเดินหน้าขยายตลาดยุโรปตอนเหนือ โดยเข้าร่วมงาน MATKA Travel Fair 2026 ณ กรุงเฮลซิงกิ สาธารณรัฐฟินแลนด์ ตอกย้ำจุดยืนประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมของนักท่องเที่ยวนอร์ดิก ผ่านการผสานเสน่ห์ไทย (SANEH THAI) กลยุทธ์ Airline Focus และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “Healing is the New Luxury” ดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน เพื่อลดการพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวและเพิ่มมูลค่ารายได้ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อปัจจัยลบทั้งเศรษฐกิจ ค่าเงิน การแข่งขัน สงคราม ความขัดแย้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงนักท่องเที่ยวให้ “มาไทย” แต่คือการทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ “คุ้มค่า น่าเชื่อถือ และแตกต่าง” ท่ามกลางสมรภูมิท่องเที่ยวโลกที่ร้อนระอุกว่าที่ผ่านมา.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/933383/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DUYKSFjiaWBGCnxMen120

  • คบ.นฤบดินทรจินดา ร่วมเปิดเทศกาล “นฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน” ครั้งที่ 2 หนุนเศรษฐกิจชุมชนปราจีนบุรี

    คบ.นฤบดินทรจินดา ร่วมเปิดเทศกาล “นฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน” ครั้งที่ 2 หนุนเศรษฐกิจชุมชนปราจีนบุรี

    โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรีและหน่วยงานพันธมิตร เปิดเทศกาลท่องเที่ยวนฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน ครั้งที่ 2 ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างรายได้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เทศกาลท่องเที่ยวนฤบดินทรฯ กินปลา ชมเขื่อน ครั้งที่ 2” ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปราจีนบุรี ที่ว่าการอำเภอนาดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา และวิสาหกิจชุมชนเขื่อนห้วยสโมง จัดขึ้นเพื่อสร้างความคึกคักและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตให้กับจังหวัดปราจีนบุรีอย่างยั่งยืน โดยมีนายชนาธิป โคกมณี และนายสัญญา นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา สำนักงานชลประทานที่ 9 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและภาคีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของอ่างเก็บน้ำในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติร่มรื่น ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่มุ่งหวังจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้โดยตรงให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ผ่านกิจกรรมที่ดึงเอาอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาเป็นจุดขาย โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญอย่างบูธจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาในเขื่อน พร้อมด้วยเมนูปลาหายากตามฤดูกาลที่รังสรรค์จากฝีมือชาวบ้านทั้ง 12 หมู่บ้านรอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย และกิจกรรมแคมป์ปิ้งสำหรับสายท่องเที่ยวธรรมชาติที่ต้องการชมทัศนียภาพอันกว้างขวางของเขื่อนนฤบดินทรจินดาในช่วงค่ำคืน

    การจัดเทศกาลกินปลาชมเขื่อนจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานที่สามารถต่อยอดจากการชลประทานไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/123761&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-IymNTbqiRytl1TIVbCNq

  • สุพรรณบุรี ซ้อมใหญ่การแสดงยุทธหัตถีงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ครั้งที่ 67

    สุพรรณบุรี ซ้อมใหญ่การแสดงยุทธหัตถีงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ครั้งที่ 67

    วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.14 น.

    จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนราชการและภาคเอกชน จัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 18 ม.ค. -1 ก.พ.69 ณ บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และร่วมรำลึกถึงมหาวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยมีความเป็นอิสระมาจนถึงทุกวันนี้

    ซึ่งคืนวันที่ 17 ม.ค.2569 นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนและนักท่องเที่ยว จำนวนมาก ร่วมชมการแสดงซ้อมใหญ่ ยุทธหัตถี เสมือนวันแสดงจริง เป็นการแสดง แสง สี เสียง สงครามยุทธหัตถี อันยิ่งใหญ่ตระการตาด้วย ช้างจริง ม้าจริง ในสถานที่จริง เป็นสงครามยุทธหัตถี ในปี พ.ศ. 2135 ประวัติศาสตร์ เมื่อกว่า 400 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมหาวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ชัยชนะ พระมหาอุปราชา ถูกฟันพระอังสะขวาด้วยพระแสงของ้าวแสนพลพ่าย บนคอช้าง โดยถือเอาวันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย วันที่ระลึกในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีและมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา

    จังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้จัดงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ครั้งที่ 67 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ประชาชนชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสชมพระบรมเดชานุภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดงานเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรีและสร้างความรักความสามัคคีของปวงชนชาวไทยอีกด้วย

    โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะมาเป็นประธานพิธีเปิดงาน วันที่ 18 มกราคม 2568 เวลา 17.30 น. ณ เวทีการแสดงศิลปวัฒนธรรม (เวทีกลาง) หน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ พร้อมร่วมชมการแสดงยุทธหัตถี ประกอบแสง สี เสียง เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งจัดให้มีการแสดง แสง สี เสียง สงครามยุทธหัตถีอันยิ่งใหญ่ ตระการตา ด้วยช้างจริง ม้าจริง พร้อมเอฟเฟค แสง สี เสียง

    ปีนี้พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีแรกที่เปิดให้ “เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” จำนวน 11 รอบ วันละ 1 รอบ เริ่มตั้งแต่เวลา 19.30 – 21.30 น. ประกอบด้วยรอบซ้อมใหญ่ วันที่ 17 มกราคม 2569 ส่วนรอบแสดงจริง วันที่ 18, 22, 23, 24, 25, 28, 29, 30, 31 มกราคม 2569 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกัดผู้ชม วันละ 3,000 คน ต่อวัน จองที่นั่งได้เฉพาะหน้างานเท่านั้น ไม่มีการจองที่นั่งล่วงหน้า สามารถจองที่นั่งได้ตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป

    สำหรับการแสดงเวทีกลาง วันที่ 26 มกราคม 2569 ชมการเดินแบบผ้าไทย วันที่ 27 มกราคม 2569 ชมการประกวดธิดาดอนเจดีย์ การแต่งกายด้วยชุดตะเบงมานเหมือนวีรสตรีไทยในอดีต การแสดงเบญจภาคี ดนตรีสุพรรณ 5 สายธาร การประกวดรำวงมาตรฐาน การแสดงเพลงอีแซว การแสดงชาติพันธุ์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม อีกมากมายทุกค่ำคืน

    นอกจากนี้ยังมีการออกร้านธารากาชาดของเหล่ากาชาด กิจกรรมเฮฮาพาโชค การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ OTOP “บ้านฉัน สุพรรณบุรี” การจำหน่วยสินค้าธงฟ้า การจัดแสดงนิทรรณการพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคมากมาย เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว ให้เกิดการสร้างรายได้แก่ภาคประชาชน และภาคธุรกิจในจังหวัดสุพรรณบุรี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/462576&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kCrfWZ5BlS6f9CLw53y8y

  • เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9

    เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9

    เทศบาลตำบลแม่เมาะ จัดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9″Maemoh Touring Bike 2026″ ปีที่ 9 ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    18/01/2569 | 17 |

            นายธรรมการ ชุมศรี นายกเทศมนตรีตำบลแม่เมาะ เปิดเผยว่า เทศบาลตำบลแม่เมาะ ผนึกกำลัง กฟผ.แม่เมาะ และภาคเอกชน เปิดกิจกรรม “ปั่นกับพี่ เที่ยวกับน้อง ปีที่ 9” (Maemoh Touring Bike 2026) เพื่อส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพให้ยั่งยืน โดยมี นายพนมพร ตุ้ยกาศ นายอำเภอแม่เมาะ เป็นประธานเปิดงาน ในปีนี้ได้รับความสนใจจากนักปั่นทั่วสารทิศรวม 230 คน เข้าร่วมพิชิตเส้นทางรวม 49 กิโลเมตร
            ไฮไลต์สำคัญของงานเริ่มต้นด้วยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและชมรมจักรยานในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนปล่อยตัวนักปั่นมุ่งหน้าสู่เส้นทางธรรมชาติผ่านชุมชนต่างๆ แวะเช็กอินรับลมหนาวที่เขื่อนแม่ขาม สัมผัสวิถีชีวิตและทัศนียภาพอันงดงามของอำเภอแม่เมาะ
         การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังเป็นการขานรับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันการท่องเที่ยวระดับชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอำเภอแม่เมาะในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    บรรหาร สุยะ สวท.ลำปาง รายงาน/////
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1970/iid/466834&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QnwvS3cWnfoQk-g0DHufq

  • ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำพรรคปวงชนไทย ลุยหาเสียงตลาดเมืองกาญจน์ มั่นใจได้ปักธงยกจังหวัด

    ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำพรรคปวงชนไทย ลุยหาเสียงตลาดเมืองกาญจน์ มั่นใจได้ปักธงยกจังหวัด

    ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำพรรคปวงชนไทย ลุยหาเสียงตลาดเมืองกาญจน์ มั่นใจได้ปักธงยกจังหวัด

    วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.32 น.

    ‘อาร์ท เอกสิทธิ์’ นำพรรคปวงชนไทย ลุยหาเสียงตลาดเมืองกาญจน์ หนุนท่องเที่ยวสกายวอล์คแลนด์มาร์กกระจกใส จุดชมวิวแม่น้ำแคว สูง 360องศา มั่นใจได้ปักธงยกจังหวัด

    เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 ที่จ.กาญจนบุรี นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย และแคนดิเดตนายกฯของพรรค หมายเลข 23 พร้อมลูกชายและน้องหมีปวงชนไทย เดินทางลงพื้นที่เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาเพื่อช่วย 3 ผู้สมัคร สส.จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย  ส.อ.ธวัช จูอินทร์ หมายเลข 9 เขต1 อำเภอเมืองกาญจนบุรี (ยกเว้นตำบลบ้านเก่า) อำเภอบ่อพลอย (เฉพาะตำบลหนองกุ่ม) ,นายชาติชาย เทือกเทียน  หมายเลข 9 เขต2 อำเภอท่าม่วง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอพนมทวน (เฉพาะตำบลหนองโรง ตำบลทุ่งสมอ ตำบลดอนเจดีย์ และตำบลหนองสาหร่าย)  และนายนิล เชื้อทอง หมายเลข 6 เขต 4  อำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา (ยกเว้นตำบลหนองกุ่ม) อำเภอบ่อพลอย อำเภอหนองปรือ5 

    โดยนายเอกสิทธิ์ พร้อมทีมผู้สมัคร สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกาญจนบุรีเพื่อขอพรเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินสายพบปะหาเสียงกับพ่อค้าแม่ขายวันเดียว  5 ตลาดรวด มีตลาดชุกโดน,ตลาดผาสุก,ตลาดเก่าสะพานข้ามแม่น้ำแคว,ตลาดแก่งเสี้ยน และตลาดเจเจพลาซ่า บริเวณถนนคนเดินสกายวอล์ค  โดยสกายวอล์ค กาญจนบุรี คือ แลนด์มาร์กกระจกใสริมแม่น้ำแคว แม่น้ำสองสี แม่น้ำแควใหญ่-แควน้อยมาบรรจบกันเป็นแม่กลองแบบ 360 องศา สูง 12 เมตร ยาว 230 เมตร นอกจากนี้ยังมีวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร สะพานมอญ สะพานข้ามแม่น้ำแคว รวมถึงคาเฟ่ The Sky Garden Cafe And Brasserie นั่งชมแม่น้ำแควได้อย่างสวยงาม

    หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าวว่า ครอบครัวคุณแม่เป็นคนกาญจนบุรี เดินทางมาพักผ่อนเกือบทุกสัปดาห์  จังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในพื้นที่โดยเฉพาะจุดชมวิวสกายวอล์คที่มีความมหัศจรรย์โดยเป็นการเดินบนกระจกใสชมวิวในแบบ 360 องศาและชื่นชมธรรมชาติชมแม่น้ำสองสีแม่น้ำแควน้อย-แควใหญ่ที่มาบรรจบกันบริเวณด้านล่าง ถือเป็นจุดขายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ เป็นอย่างดี  

    “การท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นเครื่องจักรหลัก ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และดึงเม็ดเงินเข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรีได้เป็นอย่างดี มั่นใจ ผู้สมัครทั้ง 3 คน จะสามารถนำเสนอนโยบายและคว้าใจพี่น้องประชาชนไปคลองได้สำเร็จทั้งจังหวัดแน่นอน” นายเอกสิทธิ์ ระบุ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/941377&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16oel9gZvLUX5W7V7yYYWc