Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงานงาน CEO Day 2025 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 เพื่อมอบรางวัล CEO Awards 2025 ให้กับนักธุรกิจรวม 5 รางวัล พร้อมทั้งมีการเสวนาหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องยอมรับศักยภาพการเติบโตของไทยลดลงต่อเนื่อง จากที่เคยเติบโตได้ถึง 5% ในช่วงหลังปี 2540 ลดลงมาเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน และอาจมีอัตราการเติบโตจริงของ GDP ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการแก้ไขอย่างจริงจัง

    “เศรษฐกิจไทยวันนี้ เปรียบเสมือน เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไปทำเหมือนเผชิญปัญหารถติดอยู่ตลอดเวลา” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตที่ระดับ 4-5% ได้นั้นไทยต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมให้กลับไปใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% 

    ขณะนี้มีโครงการที่รอการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถปลดล็อคผ่านโครงการที่รัฐบาลได้มีการตั้งไว้คือโครงการ BOI Fast Track ได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 1.5% อย่างแน่นอน

    สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของ AI, และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร, โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า อนาคตไทยต้องแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่เปรียบเสมือน “คนขับแก่ ด้วยการทำนโยบาย Skill Bridge และดึงชาวต่างชาติที่เป็น Talent ต่างชาติด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยเน้นการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการ

    นอกจากนี้ เตรียมใช้กลไกทางกฎหมายตาม มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.แรงงาน เพื่อมอบสิทธิพิเศษในการดึงตัวแรงงานทักษะสูง (Skill Labor) หรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น เพื่อแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานลดลงและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

    เร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    นายเอกนิติ กล่าววว่า ต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด โดยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง ซึ่งต้องเร่งปลดล็อคให้ซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และเสนอใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund – TFF) เป็นกลไกระดมทุนเพื่อลงทุนระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะ

    สำหรับการแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคจะใช้แนวทาง Fast Track เพื่อปลดล็อคปัญหาระยะสั้น ก่อนส่งต่อให้แก้กฎหมายถาวรเพื่อให้การทำธุรกิจคล่องตัว โดยย้ำว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีความสามารถในการแข่งขันอีกครั้ง

    “วันนี้ไทยต้องช่วยกันทุกด้าน ที่ผ่านมา 3 เดือนที่ทำงานอาศัยความร่วมมือจึงเคลื่อนต่อไปได้ โครงการ Quick Big Win นั้นผ่านไปกว่า 99% เหลือแค่เรื่อง TISA ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางภาษี ผมขอย้ำกับภาคเอกชนว่าตอนนี้เราต้องเคลื่อนประเทศ ด้วยกันที่จะไปมีความร่วมมือกันทั้งรัฐและเอกชน เพื่อให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้”นายเอกนิติ กล่าว

    คุมค่าเงินบาทไม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธปท.ได้มีการดำเนินการเชิงรุกผ่านการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของความผันผวน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ

    ตนได้ลงนามแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังเพื่อให้อำนาจผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สามารถใช้อำนาจตามพ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในการสั่งการให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายต่อธปท.ได้ โดยการแก้ประกาศนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกรรมการเทรดทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทโดยตรง

    ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก จากปัจจัยหลายเรื่องทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยภายนอกอย่างการดำเนินนโยบายสหรัฐรวมถึงปัจจัยพิเศษอย่างธุรกรรมทองคำซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำเพียง 1.5-2% ในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7%

    “เราถึงคุยกันว่า ต้องทำทุกวิถีทางทั้งเครื่องมือการเงินและการคลังเพื่อดูแลค่าเงินบาท ยังไงก็แล้วแต่หากค่าบาทแข็งเกินศักยภาพจะยิ่งทำร้ายเศรษฐกิจไทย”

    สกัดเส้นทางเงินป้องกันทุนสีเทา

    นอกจากการคุมเข้มทองคำ ยังได้เป็นประธานคณะทำงาน “Connect the Dots” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), คณะกรรมการกำกับกลัหทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), คณะกรรมการป้องกันปและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมาย 

    รวมทั้งเน้นการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่มักถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากรและแฮกเกอร์เคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลทางอ้อมต่อค่าเงินบาท

    รวมทั้ง การติดตามทุนเทาซึ่งยอมรับว่าปัญหาเงินผิดปกติหรือทุนเทามีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท โดยอาชญากรอาจนำดอลลาร์มาแลกเป็นบาทเพื่อฟอกเงินผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถหรู หรือทองคำโดยคณะทำงานได้มีการจัดตั้ง Data Bureau เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเห็นเส้นทางเงินที่ผิดปกติได้ทันที แทนที่จะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    ธปท.ชี้เศรษฐกิจปีนี้พึ่งต้องเอกชน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยเป็นปีที่เศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้การประเมินลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดย ธปท.คาดจีดีพีปีนี้ อยู่ที่ 1.5% ซึ่งอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบศักยภาพและความจำเป็นของเศรษฐกิจไทยระยะยาว

    หนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ คือ ภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจากสหรัฐชัดเจนขึ้นปีนี้

    นอกจากนี้มิติภาครัฐมีความล่าช้าจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากการจัดการเลือกตั้งที่จะกระทบจีดีพี 1.5%

    ดังนั้น จีดีพีปีนี้จะพึ่งพาภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งในด้านการบริโภคและการลงทุน ขณะที่บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนจีดีพี จะมีค่อนข้างจำกัด และอาจใกล้เคียงกับศูนย์ในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ห่วงภาคการบริโภคเริ่มอ่อนแรง

    ส่วนการบริโภคภาคเอกชน แม้ยังเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เครื่องยนต์อื่นอ่อนแรง แต่ยอมรับว่าแนวโน้มการเติบโตของการบริโภคกำลังชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยขยายตัวระดับ 4-5% ต่อปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 3% และคาดการณ์ว่าปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนอาจขยายตัวเพียง 1.9% สะท้อนถึงกำลังซื้อประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงจากภาระหนี้และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ปีนี้จะมีการฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35 ล้านคน ดังนั้นภาคท่องเที่ยวจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมองในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการอ่อนแรงของเครื่องยนต์หลักอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ

    “GDP เต็มศักยภาพเป็นการคำนวณจากการนำทรัพยากรทั้งหมดที่ประเทศมีอยู่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ทุน และเทคโนโลยีในระดับปัจจุบัน แต่ข้อมูลที่สะท้อนออกมาถือว่าน่ากังวล เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยอยู่ในระดับ 4% และ 3%”

    ดังนั้น หากไทยต้องการให้ GDP เติบโตได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับศักยภาพดังกล่าวต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการลงทุนใหม่ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในภาคการผลิตและบริการ รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    3 ปัจจัยเงินบาทแข็งค่าเร็ว

    ในประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่า มีปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

    1.ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ 

    2.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ทั้งในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

    3.การเข้าแทรกแซงของ ธปท.เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงเกินไป

    ทั้งนี้ขอบเขตของการเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินมีข้อจำกัด เนื่องจากไทยมีข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าสำคัญกว่า 20 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ เกี่ยวกับการไม่แทรกแซงค่าเงินในลักษณะบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการค้าและอาจนำไปสู่มาตรการทางภาษีได้ หากถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนค่าเงินโดยเจตนา

    “เวลาที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ เช่นเงินบาทแข็งค่าจากระดับ 31.8 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.4 บาท ภายในเวลาเพียง 3 วันทำการในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เรา พบว่า แรงขายดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าวถึง 45% มาจากธุรกรรมทองคำ และในบางช่วงเวลา เช่น เดือน ส.ค.สัดส่วนเพิ่มสูงถึง 62% สะท้อนถึงบทบาทของตลาดทองคำที่มีอิทธิพลต่อค่าเงินบาทอย่างมากในปัจจุบัน”

    ดังนั้น เมื่อราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น ประชาชนจำนวนมากจะขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมี 15 แอปพลิเคชัน จากนั้นร้านทองจะนำทองคำที่รับซื้อมาขายต่อในตลาดโลกเพื่อรับเงินดอลลาร์ ก่อนนำดอลลาร์ดังกล่าวกลับมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท 

    สำหรับกระบวนการนี้ก่อให้เกิดแรงขายดอลลาร์ในปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากดูการเทรดทองคำในแต่ละวันพบว่ามากกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งทำให้ตลาดทองคำกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา

    ธปท.ประสาน “คลัง” คุมเข้มเส้นทางเงิน

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ประสานงานกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินบาทเป็นสื่อกลาง โดย ธปท.ไม่เข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำทั้งระบบ แต่ดูแลเฉพาะธุรกรรมที่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา เพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการเก็งกำไร

    นอกจากนี้ การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติที่เกี่ยวกับประเด็นทุนเทา พบว่าการขายดอลลาร์ในปริมาณมากผิดปกติในไทย ซึ่งจตรวจสอบพบว่า 50% ของธุรกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย USDT และกว่า 40% ของผู้ขายเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถึงที่มาของเงินและเหตุผลในการเลือกทำธุรกรรมในประเทศไทย

    ปัจจุบัน ธปท.จึงขยายบทบาทการตรวจสอบเส้นทางเงิน โดยอาศัยการตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยถูกนำมาใช้อย่างจริงจังมาก่อน นั่นคือการติดตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่มีความผิดปกติ โดยจะกำหนดนิยามของธุรกรรมที่ต้องสงสัย และติดตามการเคลื่อนไหวของเงินในกรณีที่มีการขาย USDT หรือทองคำในปริมาณสูงผิดปกติ

    นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานธุรกรรมการแลกเงินที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อควบคุมและติดตามการใช้เงินสดที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

    สำหรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น 

    ขณะที่ประเทศอื่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 4-5% ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถนำเงินที่ผ่อนชำระไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น และช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว แต่ยอมรับว่าอีกด้านมีจำเป็นต้องรักษาช่องว่างดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต

    สุดท้ายแล้วมองว่าบทบาทใหม่ ธปท.ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคหรือการใช้นโยบายดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะขยายบทบาทเข้าไปเป็น “ผู้นำ”ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งฃสะท้อนผ่านค่านิยมองค์กร 4 คำ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” โดยเฉพาะในระยะหลัง จะให้น้ำหนักกับการ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” เพื่อเข้าไปใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น

    หวัง ‘เอกชน’ แรงหนุนเศรษฐกิจปี 69 พึ่งบริโภค-ลงทุน ‘ปลดล็อค’ บีโอไอ 4.8 แสนล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VNPQkbP1caToDpTHf5G1O

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจ’ รับสอบ ปมเงินบาทแข็งค่า กระทบศก.ไทย พรุ่งนี้

    ‘กมธ.เศรษฐกิจ’ รับสอบ ปมเงินบาทแข็งค่า กระทบศก.ไทย พรุ่งนี้

    “เปรมศักดิ์” เผย กมธ.เศรษฐกิจ รับสอบปมเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ พรุ่งนี้ พร้อมเชิญ ธปท.- ก.ล.ต.-ปปง.-เอกชน เข้าหารือ ชี้เป็นความผิดปกติกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง

    ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นญัตติต่อนายกัมพล สุภาแพ่ง  สว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อให้ กมธ. พิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ซึ่งนายกัมพลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจึงจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) พร้อมทั้งเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย  (ธปท.) สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  (ก.ล.ต.) สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จํากัดมาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

    นพ.เปรมศักดิ์ ระบุต่อว่า กรณีเงินบาทแข็งค่าผิดปกตินั้น เนื่องจากมีนักวิชาการในตลาดทุนตังข้อสังเกตว่า เหตุใดธปท.ไม่มีข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ แต่ก.ล.ต.กลับมีข้อมูลว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่าแสนล้านบาท โดยรูปแบบการซื้อขายไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมการเก็งกําไรปกติ เหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่าง บิทคอยน์ กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นอันดับสอง ไม่ถึง 20% ต่อวัน

    “กระบวนการดังกล่าวทําให้มีเงินทุนจํานวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ โดยที่แหล่งที่มาของเงินไม่ชัดเจน มีการเรียกร้องให้ ธปท. เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวและจัดทําระบบการรายงานเงินเข้า – ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนและรัดกุมตามมาตรฐานที่ธนาคารกลางในหลายประเทศใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศถูกบ่อนทําลาย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1217252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mnb6-x3pM5llhZ_2Jx-_F

  • สงครามภาษีสหรัฐฯ-ยุโรป ปั่นโลก! 9 หุ้นไทย ‘นิคมฯ-ส่งออก-อาหาร’ รับทรัพย์

    สงครามภาษีสหรัฐฯ-ยุโรป ปั่นโลก! 9 หุ้นไทย ‘นิคมฯ-ส่งออก-อาหาร’ รับทรัพย์

    ความตึงเครียดของสงครามการค้ากลับมาก่อตัว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง โดยล่าสุดทรัมป์ระบุว่าจะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ ตั้งแต่ 1 ก.พ.69

    และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือน มิ.ย.69 หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก

    ขณะที่ EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร ราว 108 พันล้านดอลลาร์ หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (ANTI-COERCION INSTRUMENT) เปิดทางให้ EU จำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในวงกว้าง

    และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATO และเนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก EU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2%อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ,รถยนต์, ยา, น้ำมัน มีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ

    ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะ TOTAL TRADE ของสหรัฐฯ ไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก

    สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผลที่ตามมาทำให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินค่อนข้างตึงตัว ทั้งการทุ่มงบประมาณทหารมหาศาลไปกับการป้องกันประเทศ ปี 2567 พุ่งสู่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) สูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

    รวมทั้งการเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยยากขึ้น หากแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงสู่กรอบเป้าหมาย สังเกตจาก BOND YIELD 10 ปี สหรัฐสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน 4.23% ส่วนราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม

    ประเทศไทยได้อะไร? หากสหรัฐฯ-ยุโรปทะเลาะกัน

    เอเซีย พลัส ระบุว่า หากสหรัฐฯและยุโรป ขัดแย้งกัน เช่น สงครามการค้า หรือการกีดกันทางภาษี สินค้าจากยุโรปจะเข้าอเมริกาแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาจะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี

    ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน จากภาพจะเห็นตัวเลขมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ

    • สหรัฐฯ (UNITED STATES) : มูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 12.90%
    • สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION) : มูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 7.63%

    เมื่อรวมกันแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรป มีสัดส่วนประมาณ 20.5% ของการค้าไทย มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก

    ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพราะฝ่ายวิเคราะห์มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้นหุ้นที่คาดได้ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ 

    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA 
    • กลุ่มชิ้นส่วนฯ: บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA 
    • กลุ่มยานยนต์: บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT, บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH 
    • กลุ่มอาหารแปรรูป: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF,บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC, บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เป็นต้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38HHQRMAd3hD-1VPtSnMGk

  • “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

    19 ม.ค. 69 – “กัณวีร์” นำทีมพรรคพลวัตลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ชี้สันติภาพคือกุญแจฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ ด้านประชาชนสะท้อนความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

    วันที่ 18 ม.ค. 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง นายอุสมาน ดาโอะ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและรับฟังปัญหาในเขตอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

    ช่วงเช้า คณะได้เดินหาเสียงในพื้นที่ตลาดเช้า ซึ่งมีบรรยากาศคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาพูดคุยและขอถ่ายภาพ ซึ่งพื้นที่สุไหงโก-ลก เป็นอำเภอชายแดนติดประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ตลาดมีความคึกคักจากการค้าขายข้ามแดน อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่สะท้อนถึงความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ต้องการเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำ ๆ

    แม่ค้ารายหนึ่ง ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในสุไหงโก-ลก ขณะนี้ย่ำแย่กว่าที่เคยเป็นมา นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียแทบไม่เดินทางเข้ามา ส่งผล กระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก

    นายกัณวีร์ กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นได้ชัดในพื้นที่ชายแดนใต้คือปัญหาความไม่สงบ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ก็ยากที่จะคาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย ยังคงมีความกังวลด้านความปลอดภัย

    “ถ้าจะส่งเสริมเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว แต่ยังไม่แก้ปัญหาสันติภาพ มันก็เดินต่อได้ยาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการถอดกระดุมเม็ดแรก ปัญหาที่คาราคาซังมากว่า 22 ปี พรรคพลวัตอาสาเข้าไปแก้ปัญหาชายแดนใต้ในทุกมิติ เพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อสันติภาพเกิด เศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะตามมา และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” นายกัณวีร์ กล่าว

    นายอุสมาน ดาโอะ ผู้สมัคร สส.นราธิวาส เขต 2 ระบุว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ เพราะต้องการเข้ามาแก้ไขและเปลี่ยนแปลงปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะเขต 2 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด พร้อมย้ำว่าพรรคพลวัตมีจุดยืนชัดเจนในการแก้ปัญหาสันติภาพ และเชื่อว่าจะเป็นรากฐานให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นในอนาคต

    ขณะที่ นางฮายาตี ดาโอะ ผู้ช่วยหาเสียงในเขต 2 นราธิวาส กล่าวว่า พื้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นใหม่ และไม่อาจทนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ต่อไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนออกมาเลือกพรรคของคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงเขต 2 นราธิวาสให้ดีขึ้นนายกัณวีร์ ได้ขอประชาชนให้การสนับสนุนพรรคพลวัต ทั้ง 2 ใบ บัตรสีชมพู กาเบอร์ 7 สำหรับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ บัตรสีเขียว สำหรับผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เขต 2 นายอุสมาน ดาโอะ เบอร์ 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/272183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X2agUd0adwlKRnsWNqXuC

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 17-18 มกราคม 2569

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 17-18 มกราคม 2569 ณ อาคารกิติยาคาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

         ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมมีมติอนุมัติมอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 ท่าน ได้แก่ 1. ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ 2. รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 3. นายวิรัช อยู่ถาวร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการละคอน 4. นายอานนท์ วังวสุ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย 5. รองศาสตราจารย์ ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และ 6. ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

         สำหรับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2567 บัณฑิตระดับปริญญาตรี จำนวน 8,077 คน ระดับบัณฑิตศึกษา (ประกาศนียบัตรบัณฑิต ปริญญาโท และปริญญาเอก) จำนวน 1,617 คน รวมทั้งสิ้น 9,694 คน

         โดยในวันแรก มีบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากคณะ วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ นานาชาติจุฬาภรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์

         และวันที่สอง มีบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากคณะ วิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ ได้แก่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี วิทยาลัยโลกคดีศึกษา คณะแพทยศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง คณะศิลปศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วิทยาลัยนวัตกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

         ซึ่งในปีนี้ บัณฑิตพิการที่สำเร็จการศึกษาในโครงการนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567  มีจำนวน 8 คน และผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และประกาศนียบัตรบัณฑิต) ประจำปีการศึกษา 2567 รวม 1,617 คน โดยเข้าพระราชทานปริญญาบัตรจากพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเปิดแผนยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำเพื่อสังคมแห่งอนาคต” (Leading Comprehensive University for a Future Society) มุ่งสู่การเป็น Global Impact University ที่สามารถพัฒนาคนของธรรมศาสตร์ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างรอบด้าน โดยเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรครอบคลุมสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีองค์ความรู้เชิงประจักษ์ คิดเป็น ทำเป็น และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำยุคใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศและตอบโจทย์สังคมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน

         แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ (Interdisciplinary Learning) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Experiential Learning) และการออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้านำมาใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 ภายใต้แนวคิด Outcome-Based Education (OBE) ที่กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจนทั้งระดับหลักสูตรและรายวิชา ตามมาตรฐานของ กกอ. พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ รวมถึงการเรียนรู้ผ่านโครงงานและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคสนาม เพื่อสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” อย่างแท้จริง

         นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังมุ่งขยายความสัมพันธ์และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ โดยความร่วมมือจะครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ การถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนการร่วมพัฒนาหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในระดับภูมิภาคและระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่หลากหลายและเสริมศักยภาพผู้เรียนให้สามารถแข่งขันในเวทีนานาชาติได้อย่างเข้มแข็ง

         ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการลงนาม MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและความร่วมมือระดับนานาชาติ

         สำหรับปี พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมมุ่งขยายความสัมพันธ์กับประเทศหลัก โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนนักศึกษาจีนที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย ตลอดจนการขยายความร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01190169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c8C_Lk2u4qPsBJLI6yeRx

  • เปิดประสบการณ์ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สู่โลกซินโครตรอน เชื่อมเครือข่ายเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต

    เปิดประสบการณ์ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สู่โลกซินโครตรอน เชื่อมเครือข่ายเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต

    การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะ “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” ศึกษาเทคโนโลยีซินโครตรอน หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารภาครัฐและเอกชน มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำคัญในอนาคต พร้อมส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    นครราชสีมา – รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผู้ริเริ่มการอบรมหลักสูตรเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต พร้อม คุณสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” (Technology & Innovation Networking for Future Industries: TechNet) รุ่นที่ 1 ซึ่งจัดโดยสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม ภายใต้ กนอ. ศึกษาดูงานเทคโนโลยีซินโครตรอน เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จ.นครราชสีมา

    โดยมี ดร.สุพัฒน์ กลิ่นเขียว รองผู้อำนวยการปฏิบัติการเครื่องกำเนิดแสงสยาม 1 พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัยของสถาบันฯ ให้การต้อนรับ

    ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร กล่าวว่า “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคตนี้ประกอบด้วยคณะผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะได้รับความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และเปิดมุมมองในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    โอกาสนี้ คณะ TechNet ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ห้องปฏิบัติการสนับสนุนทางเทคนิคและวิศวกรรม ห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคแนวตรง ห้องปฏิบัติการอาหารและการเกษตร รวมถึงชมตัวอย่างผลงานที่สถาบันฯ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมตอบโจทย์การใช้งานจริง อาทิ การพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” สูตรลดปริมาณโซเดียม โลชั่นมามาคาระสำหรับบำรุงผิวเด็กและครอบครัว เจลอาบน้ำโชกุบุสซึ สกิน โซลูชั่น ซีรีย์ เทคโนโลยีการเคลือบฟิล์มบางคาร์บอนเสมือนเพชร (Diamond-like Carbon: DLC) สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกราฟีนจากวัสดุเหลือทิ้งในระดับอุตสาหกรรม

    “การศึกษาดูงานครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับประเทศอย่างเต็มศักยภาพ” ดร.ศรายุทธ ตั้นมี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990109&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mZMgwgkO2VQVfGI2VpwlX

  • 6 รองผู้ว่าททท.ไขกลยุทธ ปั้มท่องเที่ยวปี 2569 ดันรายได้แตะ 3 ล้านล้าน

    6 รองผู้ว่าททท.ไขกลยุทธ ปั้มท่องเที่ยวปี 2569 ดันรายได้แตะ 3 ล้านล้าน

    การท่องเที่ยวปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายท้าทายขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท จากต่างชาติเที่ยวไทย 36.7 ล้านคน โดยเป็นนักท่องเที่ยวระยะใกล้ คิดเป็นสัดส่วน 70% และนักท่องเที่ยวระยะไกล 30% สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ 55% มาจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และ 45% มาจากนักท่องเที่ยวระยะไกล

    รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ ไทยเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท

    ททท.ชู 4 กลยุทธฟื้นตลาดระยะใกล้

    นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ (ททท.) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 22.1 ล้านคน แม้ปรับตัวลดลงราว 10% แต่ก็ยังมีสัญญาณบวกในหลายตลาดสำคัญ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เมียนมา ฟิลิปปินส์

    เป้าหมายท่องเที่ยว ปี 2569

    ส่วนในปีนี้ททท.พร้อมปรับตัวรับความท้าทายใหม่ โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนและการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะไม่ค่อยได้เห็นกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกันหลายรถบัสอีกต่อไป ยกเว้นกลุ่มที่เป็นรางวัลพนักงาน (Incentive) ดังนั้นในปีนี้ททท.จะเน้น ใน 4 กลยุทธ์ ได้แก่

    1. การปรับกลยุทธ์เชิงพื้นที่ และเชิงยุทธศาสตร์ โดยททท.วางแผนขับเคลื่อนตลาด โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามศักยภาพของพื้นที่และพฤติกรรมเฉพาะ คือ “ตลาดหลัก” เช่น จีนและมาเลเซีย แม้จะมีช่วงที่ตัวเลขย่อตัวลง แต่ยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่ต้องรักษาฐานไว้ โดยเน้นการขยายไปยังเมืองรอง และ “ตลาดขนาดกลางและขนาดเล็ก” เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งจะเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ส่วนฟิลิปปินส์จะเน้นการรักษาแรงส่งของการเติบโต

    2. การเจาะกลุ่ม High Value และ Niche Market โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการเฉพาะด้าน เช่น กลุ่ม “Active Senior” โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีไลฟ์สไตล์ชอบกิจกรรม เช่น การเต้นหรือเดินแฟชั่นโชว์ กลุ่ม “Solo Travel” เน้นกลุ่มผู้หญิงอินเดีย ที่เริ่มมีเทรนด์การเดินทางคนเดียวเพิ่มมากขึ้น

    ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่

    ไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกของกลุ่มนี้ กลุ่ม “Gen Z” และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ในตลาดญี่ปุ่นจากเดิมที่เน้นผู้สูงอายุ มาเป็นกลุ่ม Young Generation และนักเรียนนักศึกษา

    3. ยกระดับภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และความยั่งยืนในการท่องเที่ยว ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ Trusted Thailand เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

    4. การทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่ด้านการท่องเที่ยว โดยจะประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ตม. และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนการเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มเส้นทางบินเข้าไทย ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และส่งเสริมการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น การเปิดเส้นทางจากจีนสู่อุดรธานี เพื่อชมทะเลบัวแดง ซึ่งเป็นจุดขายที่ได้รับความนิยมสูง

    “เป้าหมายสูงสุดสำหรับตลาดระยะใกล้ คือ การสร้าง Balance Tourism หรือ การท่องเที่ยวที่สมดุล เพราะไม่ต้องการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยง ความสมดุลนี้รวมถึงการกระจายช่วงเวลาท่องเที่ยว (Day/Night, High/Low Season) การกระจายพื้นที่ และการสร้างความสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวใหม่ กับกลุ่มที่มาซ้ำ เพื่อให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเติบโตยั่งยืน” นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย

    ดันนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเที่ยวไทย 11.6 ล้านคน

    นางสาวจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (ททท.) เปิดเผยว่าในปีนี้ ททท. ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะไกลเพิ่มเป็น 11.6 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 7.4 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 10.8 ล้านคน เติบโตขึ้น 10.64% สร้างรายได้กว่า 6.8 แสนล้านบาท

    จิระวดี คุณทรัพย์

    โดยมีกลยุทธ์สำคัญ คือ “การเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง” โดยจะร่วมกับพันธมิตรสายการบินเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ๆ เช่น ปารีส-ภูเก็ต โดย Air France และการกลับมาของ British Airways ในเส้นทางลอนดอน-กรุงเทพ/ภูเก็ต รวมถึงการเจาะตลาดสหรัฐฯ ผ่านฮับการบินในชิคาโกและดัลลัส

    รวมถึง “การบุกตลาดดาวเด่น” (Rising Star) โดยเฉพาะประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่เติบโตกว่า 31% และกำลังจะมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ไทย และการเจาะเมืองรองในตลาดหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส เช่น เมืองฮัมบูร์ก, สตุดการ์ด, นีซ และลียง การเน้น Soft Power และประสบการณ์ใหม่ โดยต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ตามรอยซีรีส์ อย่างซีรีส์ The White Lotus ที่ทำให้เกาะสมุยได้รับความนิยมถล่มทลาย

    การดึงกิจกรรมระดับโลก อาทิ คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรี Tomorrowland 2026 การแข่งขัน MotoGP มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ททท. มั่นใจว่าด้วยยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนจากเพียงจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว (Tourism Destination) สู่การเป็น “Inclusive Experience Destination” ที่เน้นบริการได้มาตรฐานสูงและความเป็นมิตรของคนไทย จะช่วยให้ประเทศไทยครองความเป็น Top of Mind ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

    ดันเที่ยวไทย 365 วันบูมไทยเที่ยวไทย

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ระบุว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย 5 เทรนด์หลัก ได้แก่ การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต, การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ, การสร้างคอนเทนต์และเช็คอินอาหารถิ่น, การหาประสบการณ์ทางกายใจและอารมณ์ และการท่องเที่ยวหรูเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นการขับเคลื่อนตลาดในประเทศ ททท.จะเน้นสร้างความสุขแก่นักท่องเที่ยวได้ทันทีที่ออกเดินทาง

    อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

    โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ “Holistic Travel” หรือการท่องเที่ยวแบบองค์รวมที่เติมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วไป พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง ภายใต้ Thailand Premium ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างสมดุล ส่วนกลยุทธ์ในปีนี้จะมุ่งเน้น 3 ธีมหลัก ได้แก่

    1. ตามหาความยิ่งใหญ่ ส่งเสริมการเที่ยวเมืองยูเนสโก(UNESCO Creative Cities) ซึ่งไทยจะมีครบ 10 แห่งในปีหน้า โดยจะนำร่องที่ สุโขทัย (งานคราฟต์), สุพรรณบุรี (ดนตรี) และเพชรบุรี (อาหาร)

    2. Memory การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกลับไปเยือนสถานที่ที่เคยมีความสุขในอดีตเพื่อสร้างความทรงจำใหม่ และ 3. Giving ส่งเสริมให้ออกเดินทางโดยการให้ เริ่มจาก “ให้ความสุขแก่ตัวเอง” เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “ให้ชุมชน” เช่น การส่งเสริมท่องเที่ยววิถีชุมชนผ่านวัฒนธรรมอาหาร และ “ให้สิ่งแวดล้อม” โดยเสนอขายสินค้าด้านท่องเที่ยวยั่งยืน เน้นกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่ เมืองน่าเที่ยว เสนอกิจกรรมท่องเที่ยวและเทศกาลประเพณีสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์แต่ละพื้นที่

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าโครงการ “เที่ยวได้ 365 วัน” กระตุ้นให้เกิดการเดินทางต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยททท.มีสำนักงานในประเทศถึง 45 แห่งที่พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยแต่ละภาคมีจุดขายชัดเจน เช่น ภาคเหนือ สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ, ภาคกลาง เที่ยวกลาง เที่ยวใกล้ เที่ยวได้เลย, ภาคตะวันออก สีสันตะวันออก, ภาคใต้ สัมผัสเสน่ห์ใต้หลากวัฒนธรรม และภาคอีสาน ประเพณีสีอีสาน วิถีแห่งศรัทธา เพื่อกระจายการท่องเที่ยวในมิติของพื้นที่และเวลา

    พร้อมกระตุ้นกลุ่มครอบครัว โดยร่วมมือกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ส่งเสริมการใช้ รถ EV ที่จะสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่มีจุดเช็กอินและจุดชาร์จไฟตามโรงแรมและคาเฟ่ต่างๆ เพื่อความกังวลในการเดินทางไกล สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเตรียมจัดงานใหญ่อย่าง “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” ในวันที่ 25-29 มี.ค.นี้

    ดันดีมานต์ผ่านอีเว้นท์ ไทยฮับเฟสติวัล

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่ากลยุทธ์สินค้าท่องเที่ยวปี 2569 ททท.จะสนับสนุนทั้งการสร้างดีมานด์ผ่านอีเวนต์ และการพัฒนาซัพพลายผ่านสินค้าที่มีมาตรฐาน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยได้กำหนดปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2569 โดยจะมี กิจกรรมเกิดขึ้นในทุกเดือน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยได้ตลอด 365 วัน

    ณัฐ ครุฑสูตร

    กลยุทธ์การกระจายนักท่องเที่ยวและรายได้ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ผ่าน “เมืองน่าเที่ยว” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น Hub ในด้าน Festival ระดับโลก

    การนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่เจาะกลุ่ม Sub-culture เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโต และการออกแบบสินค้าตามความต้องการ (Tailor-made) ในส่วนของการพัฒนาสินค้า ททท. มุ่งเน้นการพัฒนา Supply Side ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเฉพาะทาง เจาะลึกความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) มากยิ่งขึ้น

    โดยมีไฮไลต์ อย่างการจัดกิจกรรม UFO วันที่ 13-15 ก.พ.นี้ ที่ขุนด่านปรากรชล จ.นครนายกเพื่อรวมกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องมนุษย์จากนอกโลก หรือกิจกรรมเกี่ยวกับความเชื่อทางวัฒนธรรม, สายศรัทธา, กลุ่มคนรักสัตว์, กลุ่มผู้ชื่นชอบกีฬาเซิร์ฟ Health and Wellness รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้รายได้ลงสู่ฐานรากโดยตรง

    การเน้นเรื่องของ ความยั่งยืน เรายกระดับมาตรฐานจาก (STG/STAR) ไปสู่ STAR Plus และมุ่งสู่ระดับสากลมากขึ้น เช่น มาตรฐาน Green Destination อย่างปีที่ผ่านมา ททท.ประสบความสำเร็จกับ กระบี่โมเดล (Krabi Prototype) จนเกาะลันตาได้รับรางวัล Green Destinations Top 100 เป้าหมายต่อไปของเราคือ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ CF-Hotels เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนด้วย

    รวมทั้งททท.ตั้งเป้าดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง มากกว่าจำนวน ผ่านทาง Thailand Privilege Card ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 40,000 คน จาก 147 สัญชาติ เพื่อดึงกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมาพำนักระยะยาวในไทย และการรีโนเวท น้ำพุร้อนสันกำแพง ในโครงการพระราชดำริ ให้เป็น Wellness Destination ภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพ

    ก้าวสู่ “Intelligent Hub” ดิจิทัล

    นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. เผยว่าก้าวต่อไปของ ททท.ในปีนี้จะมุ่งสู่การเป็น “Intelligent Hub” โดยยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ทำการตลาดสู่การเป็น “ศูนย์กลางอัจฉริยะ”ที่ใช้ทั้ง “ข้อมูล” และ “องค์ความรู้” มาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาขับเคลื่อนให้ข้อมูลทำงาน เพื่อสนับสนุนทั้งคนใน ททท. และผู้ประกอบการ

    กิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง

    ททท.กำลังสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว และพันธมิตร/ผู้ประกอบการ โดยใช้แนวคิด ปัญญาชี้นำตลาด (Market Guiding Wisdom) ที่จะพัฒนาผ่าน 2 แพลตฟอร์มหลัก คือ

    1. Amazing Thailand Super App แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Demand (นักท่องเที่ยว) ที่จะตอบโจทย์ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง

    2. Stakeholder Portal Platform แพลตฟอร์มสำหรับฝั่ง Supply (ผู้ประกอบการ) ที่จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและสินค้าทางการท่องเที่ยว ให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าได้โดยตรงตลอดเวลาผ่านออนไลน์ ททท.จะใช้ AI matching เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงจุดที่สุด

    โดย Stakeholder Portal นี้จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในงาน TTM เดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเป้าหมายของททท. คือ เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือสร้างความสุข

    ชู“ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย สร้าง Impact ระดับ Global

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาดททท. เผยว่า การสื่อสารการตลาดของ ททท.ในปีนี้จะไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทย แต่จะใช้พลังการสื่อสารสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่การเดินทางจริง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    นิธี สีแพร

    ททท.มีโปรเจกต์ที่น่าตื่นเต้นมากมาย เช่น การได้ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล มาเป็น Amazing Thailand Ambassador คนแรกของไทย ซึ่งจะสร้าง Impact ระดับ Global ลิซ่า จะทำหน้าที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ เรื่องราวความสวยงาม และวัฒนธรรมของประเทศไทย เชิญชวนคนไทยทุกคนให้เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ลิซ่า

    ทั้งนี้จะมีการเปิดตัว TVC ตัวเต็มในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ Healing Thailand ให้ทุกคนทั่วโลกได้สัมผัส

    รวมไปถึงการสื่อสารเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น รายการ Testiland สำหรับตลาดจีนที่มียอดชมก่อนเปิดตัวถึง 10 ล้านครั้ง หรือรายการ Forever by Your Side สำหรับกลุ่มคู่รักฮันนีมูนที่มียอดรับรู้เป็นร้อยล้านครั้งแล้ว

    การเข้าถึง Gen Z เราได้ศิลปินอย่าง Henry Moody มาทำ Content ร่วมกับท้องถิ่นในเรื่องแฟชั่นและผ้าไทย ซึ่งมียอดวิวสูงถึง 70 ล้านครั้ง การสื่อสาร Amazing Film Location การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะมาถ่ายทำในไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/649317&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IrL_sdaUdnEFWkZhWqhum

  • ท่องเที่ยวปักกิ่งโตแรง ยอดขาเข้าพุ่ง 39% ยุโรป-เอเชียแห่เที่ยวหลังปรับปรุงระบบวีซ่า : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวปักกิ่งโตแรง ยอดขาเข้าพุ่ง 39% ยุโรป-เอเชียแห่เที่ยวหลังปรับปรุงระบบวีซ่า : อินโฟเควสท์

    สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนเผยว่า ปักกิ่งมีปริมาณการท่องเที่ยวขาเข้า 5.48 ล้านครั้งในปี 2568 เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบรายปี โดยมีการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวแตะ 5.05 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.27 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 44.7% เมื่อเทียบรายปี

    ตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน 9.23 แสนครั้ง เพิ่มขึ้น 26.7% เมื่อเทียบรายปี และเป็นการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 4.55 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 41.8% เมื่อเทียบรายปี

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในบรรดาการเดินทางของชาวต่างชาติ พบว่า มีการเดินทางจากเอเชีย 2.01 ล้านครั้ง จากยุโรป 1.56 ล้านครั้ง และจากทวีปอเมริกา 6.41 แสนครั้ง เพิ่มขึ้น 43%, 47.9% และ 35.6% ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ปักกิ่งได้ยกระดับบริการสำหรับนักเดินทางขาเข้า ด้วยการอำนวยความสะดวกด้านการขอวีซ่าและพิธีการศุลกากร การชำระเงิน การซื้อสินค้า และการคืนภาษี พร้อมทั้งเปิดตัวรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม อาทิ เส้นทางท่องเที่ยวตามธีม 10 เส้นทาง รวมถึงทัวร์แหล่งมรดกโลกและย่านหูท่ง ซึ่งเป็นย่านตรอกซอกซอยโบราณ

    สำนักฯ ระบุว่า ปักกิ่งมีแผนยกระดับบริการสำหรับนักท่องเที่ยวขาเข้าให้ดียิ่งขึ้นในปี 2569 และพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และการแพทย์แผนจีน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562214&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eJMWkcxI2uEd2pyyBPjbp

  • เลือกตั้ง’69: “พิพัฒน์” ปักธงหาดใหญ่! ทวงคืนโอกาส 30 ปี

    เลือกตั้ง’69: “พิพัฒน์” ปักธงหาดใหญ่! ทวงคืนโอกาส 30 ปี

    เลือกตั้ง'69:

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำแม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 2 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียง ซึ่งถือเป็นเวทีย่อย ครั้งที่ 10 สะท้อนการสู้ศึกเลือกตั้งที่เข้มข้น และการยึดพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องของพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การจัดเวทีใหญ่ในพื้นที่อีกครั้ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวปราศรัยว่า เกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะย่านตลาดกิมหยง ซึ่งในอดีตถือเป็นศูนย์กลางการค้าการท่องเที่ยวของภาคใต้ ผู้คนจากทุกพื้นที่ และประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หาดใหญ่กลับหยุดชะงัก ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนถึงวันนี้ถือว่า “พอแล้ว” กับการปล่อยให้เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ถอยหลัง

    เลือกตั้ง'69:

    พร้อมมองว่า หาดใหญ่ มีศักยภาพครบถ้วน ทั้งระบบถนน รถไฟ และการบิน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภาคใต้ เชื่อมโยงไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่กลับเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง โครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่ ถูกคิดตั้งแต่ปี 2542 รวมระยะทางกว่า 65 กิโลเมตร แต่จนถึงปัจจุบัน กลับได้รับงบประมาณก่อสร้างจริงเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น

    “คำถามคือ ส่วนที่เหลือจะเสร็จในยุคที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือ เหตุผลว่าทำไมภาคใต้ถึงต้องทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี” นายพิพัฒน์ ระบุ

    นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ว่า การพัฒนาภาคใต้ ไม่อาจพึ่งพาเพียงถนนอย่างเดียว โดยเฉพาะระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งปัจจุบันจากกรุงเทพฯ มาหยุดเพียงจังหวัดชุมพร ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังขาดทางเลือกด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงมีนโยบายผลักดันการขยายรถไฟรางคู่ลงสู่ภาคใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจ และลดต้นทุนการเดินทาง

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคมหลายหน่วย ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหา ทั้งการพัฒนาโครงข่ายถนนคู่ขนาน การแก้คอขวดจราจร และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

    ด้านนายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส. เขต 2 กล่าวถึงการทำงานร่วมกับภาควิชาการ โดยเฉพาะการศึกษาการแก้ปัญหาน้ำท่วมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมเสนอแนวนโยบายจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าการเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม “ครั้งละ 100,000 บาท” ลดภาระความเดือดร้อนของประชาชนในยามวิกฤต

    นายศาสตรา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญของชาวหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา ในการเลือกผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่ กล้าตั้งคำถามในสภา และสามารถดึงงบประมาณมาพัฒนาบ้านเกิดได้จริง พร้อมยืนยันว่า จะปักหลักทำงานในพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทย พร้อมปักธงหาดใหญ่ และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้อย่างแท้จริง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12781766&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yFXQS3cPAiD9kWHXx9-Xk