Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สรุปครบ ! 4 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ 19-23 ม.ค. นี้ ตัวแปรสำคัญชี้ชะตา ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    By

    มกราคม 19, 2026

    เปิดสัปดาห์มาก็ “งานเข้า” ทันทีสำหรับชาวคริปโทฯ ราคา Bitcoin เปิดเช้าวันจันทร์ด้วยกราฟสีแดงเถือก หลังนักลงทุนตื่นตระหนกข่าว “สงครามการค้า” รอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป ฉุดมูลค่าตลาดหายวูบกว่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ 

    ในขณะที่ทั่วโลกกลั้นหายใจรอลุ้น “4 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ” ในสัปดาห์นี้ (19-23 ม.ค.)  ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่า เฟดจะ “หั่นดอกเบี้ย” หรือไม่ในการประชุมสิ้นเดือนมกราคม

    ปักหมุด 4 อีเวนท์เศรษฐกิจชี้ชะตา

    นอกจากความตึงเครียดเรื่องมาตรการภาษีของทรัมป์แล้ว สัปดาห์นี้ถือเป็น “สัปดาห์ปราบเซียน” ที่นักลงทุนต้องเกาะติดหน้าจอกับ 4 ตัวเลขสำคัญดังต่อไปนี้

    Key Events This Week:

    1. Stock Market Futures React to Trump’s 10% EU Tariffs – Tonight

    2. US Markets Closed, MLK Day – Monday

    3. December Pending Home Sales data – Wednesday

    4. US Q3 2025 GDP data – Thursday

    5. November PCE Inflation data – Thursday

    6. January S&P Global…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) January 18, 2026

    1.วันพุธ (21 ม.ค.) : ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือน ธ.ค.

    ตัวเลขดังกล่าว ถือเป็นดัชนีชี้นำภาคอสังหาฯ ที่แม่นยำ เพราะว่า มันจะช่วยบอกแนวโน้มยอดขายของอสังหาฯ จริงล่วงหน้าได้ 1-2 เดือน ซึ่งช่วยสะท้อน “กำลังซื้อที่แท้จริง” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ไวกว่ายอดขายบ้านมือสองทั่วไป

    2.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2025 ของสหรัฐฯ

    ตัวเลข GDP จะช่วยชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมา “สูงกว่าคาด” แปลว่า เศรษฐกิจยังแกร่งจนเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอก แต่ถ้าต่ำกว่าคาด อาจเป็นสัญญาณถดถอยที่บีบให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบาย

    3.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข PCE เดือน พ.ย. 

    นี่คือไฮไลต์ที่สำคัญสุด ตัวเลข PCE ถือเป็นอีกมาตรวัดเงินเฟ้อนอกเหนือจาก CPI ที่เฟดใช้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง หากตัวเลขนี้ ออกมา “ดีดตัวสูงขึ้น” ความหวังลดดอกเบี้ยอาจถึงคราวต้องพังทลาย

    4.วันศุกร์ (23 ม.ค.): ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ (S&P Global) เดือน ม.ค. 

    PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขสำรวจมุมมองของฝ่ายจัดซื้อในภาคธุรกิจโดยตรง ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย” ที่รวดเร็วที่สุด หากตัวเลขต่ำกว่า 50 จุด บ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจกำลังหดตัว ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่พันธบัตร

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง “จีน” และ “ญี่ปุ่น”  ในวันอังคาร (20 ม.ค.) และวันศุกร์ (23 ม.ค.) ด้วยตามลำดับ

    Bitcoin อาการน่าห่วง ราคาร่วงสวนทางทองคำ

    ผลกระทบจากปัจจัยลบทำให้ Bitcoin ร่วงหนักกว่า 3,500 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลุดโซนปลอดภัยลงมาแตะจุดต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ $92,280 สวนทางกับราคาทองคำที่ยังคงแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ Altcoins ยิ่งหนักกว่า เหรียญขวัญใจมหาชนอย่าง XRP, SOL, DOGE กอดคอกันร่วงระนาว มีเพียง Monero (XMR) เท่านั้นที่สามารถสวนกระแสบวกขึ้นมา 10% ยืนเหนือ $615 ได้อย่างน่าประหลาดใจ

    ช่วงสัปดาห์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับตลาดคริปโทฯ ดังนั้นนักลงทุนควรเฝ้าติดตาม “ข่าวสงครามการค้า” และ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาในระยะต่อไป

    ที่มา:cryptopotato

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/19/swift-completes-tokenized-bond-settlement-with-stablecoin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hupjh42DjlbJb79A9XVT-

  • เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2026  จากมาตรการด้านนโยบายและการคลัง

    เศรษฐกิจของมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นในปี 2026 จากมาตรการด้านนโยบายและการคลัง

    ที่มา : สำนักข่าว New Straits Times (NST)

    ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของ UOB ระบุว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงส่งเพิ่มขึ้นในปี 2569 หลังจากนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการเศรษฐกิจหลายประการ โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากภาคธุรกิจ และช่วยเสริมความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมด้านการบริโภค การก่อสร้าง และภาคบริการบางสาขา

    มาตรการที่ประกาศครอบคลุมการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสถาบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และยกระดับธรรมาภิบาลภายใต้รัฐบาลมาดานี มาตรการสำคัญที่ช่วยภาคธุรกิจ ได้แก่ การลดอัตราภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การให้ระยะเปลี่ยนผ่านการใช้ระบบ e-invoicing โดยไม่คิดค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี และการคืนภาษีส่วนเกินสำหรับปีประเมิน 2566–2567  อย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มสภาพคล่อง และอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

    ในด้านการกระตุ้นการบริโภคและการก่อสร้าง รัฐบาลจะเร่งการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม และเร่งดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กทั่วประเทศ

    ด้านธรรมาภิบาล รัฐบาลมีแผนเสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับต่อรัฐสภาในปีนี้ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปสถาบัน เสริมความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล และเพิ่มความโปร่งใส

    UOB ระบุว่า เมื่อรวมกับมาตรการงบประมาณปี 2569 โครงการ Visit Malaysia Year 2026 และความเสี่ยงด้านการค้าโลกที่ผ่อนคลายลงจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ซึ่งอยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมายรัฐบาลที่ร้อยละ 4.0–4.5

    นอกจากนี้ UOB คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซียจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OPR) ไว้ที่ร้อยละ 2.75 จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการสนับสนุนด้านการคลังอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่เริ่มสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 มกราคม 2569

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนถึงทิศทางเชิงบวกของเศรษฐกิจมาเลเซียภายใต้นโยบาย  ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ เซรี อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการลดภาระต้นทุนภาครายงานของฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและการตลาดระดับโลกของธนาคาร UOB ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มธุรกิจ และการยกระดับธรรมาภิบาล โดยปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ในหลายมิติ ดังนี้

    1. การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันของมาเลเซีย

    มาตรการลดภาษีบริการสำหรับค่าเช่าของ SMEs การผ่อนผันการบังคับใช้ระบบ e-invoicing และการคืนภาษีส่วนเกิน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจมาเลเซีย ส่งผลให้ภาคเอกชนมีศักยภาพในการขยายการลงทุนและการผลิตมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มาเลเซียมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย โดยเฉพาะในภาคบริการ การค้าปลีก อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs ที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ

    2. ผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

    การเติบโตของเศรษฐกิจมาเลเซียที่คาดว่าจะอยู่ในระดับร้อยละ 4.5 ในปี 2569 ประกอบกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่ร้อยละ 2.75 จะเอื้อต่อการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการ การก่อสร้าง และโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็ก ซึ่งอาจดึงดูดเงินลงทุนบางส่วนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทในฐานะคู่ค้าและผู้ร่วมลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ วัสดุก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง

    3. การบริโภค การท่องเที่ยว และโอกาสของผู้ประกอบการไทย

    มาตรการเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กและโครงการ Visit Malaysia Year 2026 จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศและภาคบริการของมาเลเซีย ส่งผลดีต่อความต้องการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และผู้ส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพในการเจาะตลาดมาเลเซีย

    4. มิติด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการลงทุน

    แผนการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปสถาบัน 4 ฉบับ เพื่อเสริมความโปร่งใสและความเข้มแข็งของกรอบกำกับดูแล จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะกลางถึงยาว และอาจทำให้มาเลเซียเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญในอาเซียน ซึ่งไทยจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในปี 2569 ภายใต้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของรัฐบาลมาดานีจะส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางด้านบริการ การก่อสร้าง และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคมีความเข้มข้นมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศมาเลเซียและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ยังเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนร่วมกับภาคเอกชนมาเลเซีย

    สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้ไทยติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับทวิภาคี เพื่อรักษาและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการค้าไทยในตลาดมาเลเซียและในภูมิภาคอาเซียนโดยรวม

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/urydhk3eqdilmetaplyqgte4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UKvYedc3_kXeN3Qz0fU4z

  • มาเลเซียทำสถิติการส่งออกดิจิทัล 6.8 พันล้านริงกิต ระหว่างปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568

    มาเลเซียทำสถิติการส่งออกดิจิทัล 6.8 พันล้านริงกิต ระหว่างปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568

    ที่มา : สำนักข่าว BernamaBiz

    การเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งมาเลเซีย (MDEC) รายงานว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการดิจิทัลของมาเลเซีย อยู่ที่ 6.8 พันล้านริงกิต ในช่วงปี 2567 จนถึงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ   

    MDEC ระบุว่า ผลการส่งออกที่แข็งแกร่งนี้ได้รับแรงหนุนจากโครงการต่าง ๆ เช่น Founders Centre of Excellence และโปรแกรม Gateway, Amplify, Invest และ Nurture ที่ช่วยสนับสนุนบริษัทดิจิทัลของมาเลเซียให้เติบโตในระดับนานาชาติ, เข้าถึงเงินทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในปี 2567 มาเลเซียสามารถทำรายได้จากการส่งออกดิจิทัลได้ 4.2 พันล้านริงกิต โดยมีบริษัทกว่า 325 แห่ง ดำเนินงานใน 27 ประเทศ ส่วนในช่วง ครึ่งแรกของปี 2568 การส่งออกดิจิทัลอยู่ที่ 2.6 พันล้านริงกิต โดยมีบริษัท 350 แห่ง ขยายธุรกิจไปยัง 39 ตลาดทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 50 ของยอดการส่งออกดิจิทัลทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เติบโตของมาเลเซียในเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง   

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล โกบินด์ ซิงห์ เดโอ กล่าวว่า ผลลัพธ์อันแข็งแกร่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า มาเลเซียพร้อมที่จะเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก โดยมีนโยบายที่ชัดเจน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อนโยบาย,ทักษะบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ   

    ขณะที่ นายอนูอาร์ ฟาริซ ฟัดซิล ซีอีโอของ MDEC กล่าวว่าผลลัพธ์นี้สะท้อนการพัฒนาองค์กรตลอด 3 ทศวรรษจากผู้สร้างระบบนิเวศไปสู่ผู้สนับสนุนการเติบโตระดับโลก ทำให้มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่มาเลเซียสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลได้สูงถึง 6.8 พันล้านริงกิตในช่วงปี 2567 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของมาเลเซียในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอาจส่งผลต่อประเทศไทยและภูมิภาคในหลายมิติ ดังนี้

    1. การแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

    การเติบโตของการส่งออกบริการดิจิทัลของมาเลเซีย โดยเฉพาะในสาขา AI ซอฟต์แวร์ และบริการดิจิทัลขั้นสูง จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของมาเลเซียในตลาดโลก และอาจทำให้ประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในการดึงดูดลูกค้า นักลงทุน และบุคลากรด้านเทคโนโลยี ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิมอาจเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมมากขึ้น

    2. ผลต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล

    ความสำเร็จของมาเลเซียสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของนโยบายรัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ภาคเทคโนโลยีมากขึ้นส่งผลให้มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของอาเซียน ทั้งนี้ ไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและทรัพยากรบุคคลไปยังประเทศที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่เอื้อต่อการเติบโตมากกว่า

    3. โอกาสด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค

    แม้การแข่งขันจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลมาเลเซียยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มดิจิทัล การค้าบริการข้ามพรมแดน และการพัฒนาทักษะแรงงานดิจิทัลร่วมกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคโดยรวม

    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า การขยายตัวของการส่งออกด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียสะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียนที่มุ่งสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าวอาจทำให้การแข่งขันในภาคบริการดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงทวีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังผลักดัน เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ ซอฟต์แวร์ บริการ IT และเทคโนโลยีอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมาเลเซียยังถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทยในการแสวงหาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการขยายตลาดบริการดิจิทัลไปยังประเทศที่สาม

    สำนักงานฯ จึงเห็นควรให้ไทยติดตามพัฒนาการด้านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมความร่วมมือ
    ระดับทวิภาคีและอาเซียน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการค้าและบริการของไทยในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d40hvk324dbj18x3fboie7bv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wmKv24Y3xIcAuqun1u762

  • สรุปครบ ! 4 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ 19-23 ม.ค. นี้ ตัวแปรสำคัญชี้ชะตา ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    By

    มกราคม 19, 2026

    เปิดสัปดาห์มาก็ “งานเข้า” ทันทีสำหรับชาวคริปโทฯ ราคา Bitcoin เปิดเช้าวันจันทร์ด้วยกราฟสีแดงเถือก หลังนักลงทุนตื่นตระหนกข่าว “สงครามการค้า” รอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป ฉุดมูลค่าตลาดหายวูบกว่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ 

    ในขณะที่ทั่วโลกกลั้นหายใจรอลุ้น “4 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ” ในสัปดาห์นี้ (19-23 ม.ค.)  ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่า เฟดจะ “หั่นดอกเบี้ย” หรือไม่ในการประชุมสิ้นเดือนมกราคม

    ปักหมุด 4 อีเวนท์เศรษฐกิจชี้ชะตา

    นอกจากความตึงเครียดเรื่องมาตรการภาษีของทรัมป์แล้ว สัปดาห์นี้ถือเป็น “สัปดาห์ปราบเซียน” ที่นักลงทุนต้องเกาะติดหน้าจอกับ 4 ตัวเลขสำคัญดังต่อไปนี้

    Key Events This Week:

    1. Stock Market Futures React to Trump’s 10% EU Tariffs – Tonight

    2. US Markets Closed, MLK Day – Monday

    3. December Pending Home Sales data – Wednesday

    4. US Q3 2025 GDP data – Thursday

    5. November PCE Inflation data – Thursday

    6. January S&P Global…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) January 18, 2026

    1.วันพุธ (21 ม.ค.) : ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือน ธ.ค.

    ตัวเลขดังกล่าว ถือเป็นดัชนีชี้นำภาคอสังหาฯ ที่แม่นยำ เพราะว่า มันจะช่วยบอกแนวโน้มยอดขายของอสังหาฯ จริงล่วงหน้าได้ 1-2 เดือน ซึ่งช่วยสะท้อน “กำลังซื้อที่แท้จริง” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ไวกว่ายอดขายบ้านมือสองทั่วไป

    2.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2025 ของสหรัฐฯ

    ตัวเลข GDP จะช่วยชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมา “สูงกว่าคาด” แปลว่า เศรษฐกิจยังแกร่งจนเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอก แต่ถ้าต่ำกว่าคาด อาจเป็นสัญญาณถดถอยที่บีบให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบาย

    3.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข PCE เดือน พ.ย. 

    นี่คือไฮไลต์ที่สำคัญสุด ตัวเลข PCE ถือเป็นอีกมาตรวัดเงินเฟ้อนอกเหนือจาก CPI ที่เฟดใช้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง หากตัวเลขนี้ ออกมา “ดีดตัวสูงขึ้น” ความหวังลดดอกเบี้ยอาจถึงคราวต้องพังทลาย

    4.วันศุกร์ (23 ม.ค.): ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ (S&P Global) เดือน ม.ค. 

    PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขสำรวจมุมมองของฝ่ายจัดซื้อในภาคธุรกิจโดยตรง ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย” ที่รวดเร็วที่สุด หากตัวเลขต่ำกว่า 50 จุด บ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจกำลังหดตัว ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่พันธบัตร

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง “จีน” และ “ญี่ปุ่น”  ในวันอังคาร (20 ม.ค.) และวันศุกร์ (23 ม.ค.) ด้วยตามลำดับ

    Bitcoin อาการน่าห่วง ราคาร่วงสวนทางทองคำ

    ผลกระทบจากปัจจัยลบทำให้ Bitcoin ร่วงหนักกว่า 3,500 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลุดโซนปลอดภัยลงมาแตะจุดต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ $92,280 สวนทางกับราคาทองคำที่ยังคงแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ Altcoins ยิ่งหนักกว่า เหรียญขวัญใจมหาชนอย่าง XRP, SOL, DOGE กอดคอกันร่วงระนาว มีเพียง Monero (XMR) เท่านั้นที่สามารถสวนกระแสบวกขึ้นมา 10% ยืนเหนือ $615 ได้อย่างน่าประหลาดใจ

    ช่วงสัปดาห์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับตลาดคริปโทฯ ดังนั้นนักลงทุนควรเฝ้าติดตาม “ข่าวสงครามการค้า” และ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาในระยะต่อไป

    ที่มา:cryptopotato

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/19/swift-completes-tokenized-bond-settlement-with-stablecoin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hupjh42DjlbJb79A9XVT-

  • เดือดจัดกลางเวทีดีเบตเดลินิวส์! ‘ไหม ศิริกัญญา-มาร์ค อภิสิทธิ์’ กร้าวไม่เอา ‘กล้าธรรม’ | เดลินิวส์

    เดือดจัดกลางเวทีดีเบตเดลินิวส์! ‘ไหม ศิริกัญญา-มาร์ค อภิสิทธิ์’ กร้าวไม่เอา ‘กล้าธรรม’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สำนักงานเดลินิวส์ มีการจัดดีเบตนโยบายพรรคการเมือง เศรษฐกิจ อํานาจและการปฏิรูป (Power & Reform) “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ปฏิรูปเศรษฐกิจยกร่าง ล้างบางหรือแค่บริหารต่อ? โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย ร่วมดีเบต และมีนายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ น.ส.นลิน รุจิรวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด (EVP) เดลินิวส์ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหาร และ นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย ร่วมต้อนรับ

    โดยช่วงดีเบต มีบางช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องรัฐประหาร ถ้าถามในแง่กฎหมายก็เป็นปัญหาโลกแตกว่ารัฐธรรมนูญเมื่อถูกฉีกไปแล้วจะทำอย่างไร หนทางเดียวที่จะพอเป็นไปได้อยู่ที่ตุลาการว่าพร้อมจะวินิจฉัยหรือไม่ ว่าการกระทำและออกกฎหมายโดยผู้รัฐประหารให้เป็นโมฆะเนื่องจากขัดกับรัฐธรรมนูญที่เคยมีอยู่ก่อน ซึ่งอยู่กับว่าเรื่องนี้การทำรัฐประหารจะไปถึงตุลาการหรือไม่ ส่วนการจับขั้วตั้งรัฐบาลนั้นตนเคยพูดไปแล้วว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งที่เราจะไม่ร่วมงานจัดตั้งรัฐบาลเด็ดขาด

    “ผมพูดชัดเจนไปแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เราผลักดันเรื่องที่มาของ สว.และการทำองค์กรอิสระให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ส.ส.ร.เลือกตั้งโดยตรงไม่ได้ ก็ต้องไปแก้ 256 ควบคู่การทำประชามติ มีคนแอบห่วงกังวลเรื่องการยกร่างใหม่จะกระทบหมวด 1 หมวด 2 จนกระทั่งเสียงส่วนใหญ่ของสภามติก็ยอมรับกันแล้วว่าอย่าไปแตะหมวด 1 และ 2 จะได้สบายใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างจากหมวด 3 ขึ้นไปก็เดินไปได้ และให้คนลงประชามติ หมวด 1 และ 2 ใครจะแก้ก็ไปเสนอแก้ทีหลัง ผมคิดว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะเดินหน้าในเรื่องการแก้ไขรายมาตราหรือจะแก้ไขทั้งฉบับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การรัฐประหาร นายอภิสิทธิ์ ระบุชัดว่า มีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าถือเป็นกบฏร้ายแรง และมีโทษร้ายแรง แต่สุดท้ายการรัฐประหารทุกครั้งก็ตามมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญอยู่ดี ดังนั้นตนเห็นด้วยเรื่องการสร้างสำนึกประชาธิปไตย เราอยากเป็นเหมือนเกาหลีใต้ แค่ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึกประชาชนก็ไม่ยอมแล้ว เราต้องไม่ยอมรับจุดนี้ เพราะถ้าบอกว่าทุกครั้งที่มีการทุจริตคอร์รัปชันแล้วต้องรัฐประหาร ก็คงต้องทำทุกวัน แต่ทุกครั้งที่รัฐประหารไม่เคยแก้ปัญหาให้เราได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

    “ตลอด 7 ปี ที่เป็น สส. เราพยายามแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรามาตลอด มีแค่ครั้งเดียวที่แก้ได้ (แก้ระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียวเป็นสองใบ) แต่ก็เพื่อประโยชน์นักการเมือง ลดจำนวนสส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มสส.เขต แต่ไม่เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบจริงจัง หลายเรื่องที่เราพยายามทำก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เรื่องที่มาขององค์กรอิสระ เรื่อง สว.มีที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งได้ ทั้งยังมีสิทธิเลือก และถอดถอนองค์กรอิสระออกจากตำแหน่งได้อีกด้วย จนทุกวันนี้ทนได้อย่างไรกับการมีกรรมการ ป.ป.ช. รับทองคำเป็นสินบน กลับไม่มีการถอดถอน ส่วนการร่วมรัฐบาลขอย้ำว่า ไม่ร่วมกับกล้าธรรม”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ได้สอบถาม น.ส.ศิริกัญญา บนเวที ว่า เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุด เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีความร่วมมือกันวางเงื่อนไขให้ทุกคนสบายใจ เพื่อให้ทุกคนสบายใจในการประชามติรอบแรก เปิดทางให้สามารถเดินต่อไปได้ น.ส.ศิริกัญญา ตอบเรื่องนี้ว่า ทางเราต้องยืนยันว่า ถ้านำไปสู่การแก้ใหม่ทั้งฉบับ หากจะวางเงื่อนไขก็ไม่ติด แต่ควรมีหลักการควรต้องเปิดกว้างให้ในที่สุดอาจจะมีการแก้ไขถ้อยคำต่างๆ ได้ ถ้าไปปิดล็อกไว้ตนกังวลว่าสุดท้ายจะแก้ไม่ได้ อะไรที่ประชาชนไม่เข้าใจ ก็ต้องรณรงค์ให้เข้าใจร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5517095/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tcec8b6MaFXLIRpfKnV6_

  • สรุปครบ ! 4 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ 19-23 ม.ค. นี้ ตัวแปรสำคัญชี้ชะตา ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    By

    มกราคม 19, 2026

    เปิดสัปดาห์มาก็ “งานเข้า” ทันทีสำหรับชาวคริปโทฯ ราคา Bitcoin เปิดเช้าวันจันทร์ด้วยกราฟสีแดงเถือก หลังนักลงทุนตื่นตระหนกข่าว “สงครามการค้า” รอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป ฉุดมูลค่าตลาดหายวูบกว่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ 

    ในขณะที่ทั่วโลกกลั้นหายใจรอลุ้น “4 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ” ในสัปดาห์นี้ (19-23 ม.ค.)  ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่า เฟดจะ “หั่นดอกเบี้ย” หรือไม่ในการประชุมสิ้นเดือนมกราคม

    ปักหมุด 4 อีเวนท์เศรษฐกิจชี้ชะตา

    นอกจากความตึงเครียดเรื่องมาตรการภาษีของทรัมป์แล้ว สัปดาห์นี้ถือเป็น “สัปดาห์ปราบเซียน” ที่นักลงทุนต้องเกาะติดหน้าจอกับ 4 ตัวเลขสำคัญดังต่อไปนี้

    Key Events This Week:

    1. Stock Market Futures React to Trump’s 10% EU Tariffs – Tonight

    2. US Markets Closed, MLK Day – Monday

    3. December Pending Home Sales data – Wednesday

    4. US Q3 2025 GDP data – Thursday

    5. November PCE Inflation data – Thursday

    6. January S&P Global…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) January 18, 2026

    1.วันพุธ (21 ม.ค.) : ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือน ธ.ค.

    ตัวเลขดังกล่าว ถือเป็นดัชนีชี้นำภาคอสังหาฯ ที่แม่นยำ เพราะว่า มันจะช่วยบอกแนวโน้มยอดขายของอสังหาฯ จริงล่วงหน้าได้ 1-2 เดือน ซึ่งช่วยสะท้อน “กำลังซื้อที่แท้จริง” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ไวกว่ายอดขายบ้านมือสองทั่วไป

    2.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2025 ของสหรัฐฯ

    ตัวเลข GDP จะช่วยชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมา “สูงกว่าคาด” แปลว่า เศรษฐกิจยังแกร่งจนเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอก แต่ถ้าต่ำกว่าคาด อาจเป็นสัญญาณถดถอยที่บีบให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบาย

    3.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข PCE เดือน พ.ย. 

    นี่คือไฮไลต์ที่สำคัญสุด ตัวเลข PCE ถือเป็นอีกมาตรวัดเงินเฟ้อนอกเหนือจาก CPI ที่เฟดใช้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง หากตัวเลขนี้ ออกมา “ดีดตัวสูงขึ้น” ความหวังลดดอกเบี้ยอาจถึงคราวต้องพังทลาย

    4.วันศุกร์ (23 ม.ค.): ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ (S&P Global) เดือน ม.ค. 

    PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขสำรวจมุมมองของฝ่ายจัดซื้อในภาคธุรกิจโดยตรง ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย” ที่รวดเร็วที่สุด หากตัวเลขต่ำกว่า 50 จุด บ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจกำลังหดตัว ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่พันธบัตร

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง “จีน” และ “ญี่ปุ่น”  ในวันอังคาร (20 ม.ค.) และวันศุกร์ (23 ม.ค.) ด้วยตามลำดับ

    Bitcoin อาการน่าห่วง ราคาร่วงสวนทางทองคำ

    ผลกระทบจากปัจจัยลบทำให้ Bitcoin ร่วงหนักกว่า 3,500 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลุดโซนปลอดภัยลงมาแตะจุดต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ $92,280 สวนทางกับราคาทองคำที่ยังคงแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ Altcoins ยิ่งหนักกว่า เหรียญขวัญใจมหาชนอย่าง XRP, SOL, DOGE กอดคอกันร่วงระนาว มีเพียง Monero (XMR) เท่านั้นที่สามารถสวนกระแสบวกขึ้นมา 10% ยืนเหนือ $615 ได้อย่างน่าประหลาดใจ

    ช่วงสัปดาห์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับตลาดคริปโทฯ ดังนั้นนักลงทุนควรเฝ้าติดตาม “ข่าวสงครามการค้า” และ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาในระยะต่อไป

    ที่มา:cryptopotato

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/19/swift-completes-tokenized-bond-settlement-with-stablecoin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hupjh42DjlbJb79A9XVT-

  • ยกระดับนิคมฯไทย วางหมากให้ยั่งยืน

    ยกระดับนิคมฯไทย วางหมากให้ยั่งยืน

    ความสำเร็จของโครงการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศสู่มาตรฐาน SDGs I.E. และการประเมิน Eco-Efficiency ประจำปีงบประมาณ 2568 ชี้ให้เห็นว่า กนอ.กำลังเดินเกมเชิงรุกมากกว่าตั้งรับต่อกระแสโลก โดยไม่ได้เพียงปรับตามข้อกำหนดสากล แต่พยายามกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับระบบนิคมอุตสาหกรรมไทยเอง การขยับจากกรอบ Eco I.E. เดิม ไปสู่ SDGs I.E. ทำให้การพัฒนาไม่ได้จำกัดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเชิงกายภาพ แต่ครอบคลุมมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการน้ำ พลังงาน การจ้างงาน เศรษฐกิจ นวัตกรรม การผลิตที่รับผิดชอบ ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ กนอ.ไม่ได้พูดถึงความยั่งยืนในเชิงอุดมคติ แต่แปลงเป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น การที่นิคมฯ 21 แห่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และนิคมฯ 28 แห่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดต้นทุนทรัพยากร ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมไทยในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระดับโลก

    โครงสร้างเกณฑ์ SDGs I.E. ที่ กนอ.พัฒนาขึ้น ตั้งแต่เกณฑ์พื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายหลัก 6 SDGs ไปจนถึงกลุ่มเป้าหมายรองอีก 9 เป้าหมาย สะท้อนความพยายามสร้างระบบมาตรฐานที่เป็นขั้นบันได ไม่ใช่กระโดดข้ามความจริงของภาคอุตสาหกรรม การออกแบบเช่นนี้ช่วยให้นิคมฯ แต่ละแห่งสามารถยกระดับตัวเองได้ตามศักยภาพ ขณะเดียวกันก็สร้าง “สนามแข่งขันเดียวกัน” ให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ

    อีกจุดที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ คือ การปรับวิธีประเมิน Eco-Efficiency ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผสานมุมมองด้านคุณค่าทางเศรษฐกิจเข้ากับผลกระทบด้านก๊าซเรือนกระจก ทำให้การประเมินไม่ใช่แค่ดูว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร แต่ดูว่าสร้างคุณค่าเท่าไรต่อหนึ่งหน่วยคาร์บอนที่ปล่อยออกมา แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวของโลก และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับมือกับมาตรการการค้าอย่าง CBAM รวมถึงแรงกดดันด้าน Net Zero จากคู่ค้าระดับสากล

    แผนขยายผล SDGs I.E. ในช่วงปี 2571-2575 ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ กนอ. ที่ต้องการให้ทุกนิคมฯ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผลิตแบบเส้นตรง แต่เป็นระบบที่ทรัพยากรถูกใช้ซ้ำหมุนเวียน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง

    ความเคลื่อนไหวของ กนอ.ในครั้งนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นมากกว่าความสำเร็จเชิงโครงสร้าง หากเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ การทำให้นิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขใหม่ของการแข่งขันระดับโลก หาก กนอ.สามารถผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดผลจริงในทุกนิคมฯ ภายในปี 2575 ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศฐานการผลิตที่ทั้งแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและมีความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

    จึงสะท้อนให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นของ กนอ.ในการขยายผลโครงการสู่มาตรฐาน SDGs I.E. เต็มรูปแบบ คือ การวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจหลัก.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/934011/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ye6LGrsqHUaq8D6UhgpR-

  • ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเปิดแนวทางใหม่ปลุกอุตสาหกรรมไทยให้ทันโลก

    ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชนเปิดแนวทางใหม่ปลุกอุตสาหกรรมไทยให้ทันโลก

    เปิดยุทธศาสตร์แนวทางตั้งหลักใหม่ของพรรคประชาชน ปลุกอุตสาหกรรมไทย ทันโลก ทันสมัย ไม่ผูกขาด

    วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาชน เปิดโรดแมปฉบับละเอียดเพื่อแก้โจทย์วิกฤตความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ตกลงถึง 5 อันดับในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าไทยกำลังติดกับดักการพึ่งพาต่างชาติโดยไม่สร้างเทคโนโลยีเอง จนเสี่ยงจะกลายเป็น “เสือในตำนาน” ที่ไม่มีวันตื่น หากไม่เริ่มปฏิรูปใน 5 ปีนี้

    นายวีรยุทธกล่าวต่อว่า ปัญหาเดิมคือการตั้งอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มากเกินไปจนไร้โฟกัส แต่หลักใหม่ประเทศต้องกล้าเลือกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อเป็นธงนำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ อวกาศ โดยที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับการดูแลผ่านการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่การละเลยแต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน

    นอกจากนี้ต้องมุ่งเน้นการใช้ระบบดิจิทัลปฏิรูประบบราชการเพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝง หรือต้นทุนใต้โต๊ะ และลดขั้นตอนขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนเพื่อให้ SME และสตาร์ทอัพเริ่มต้นธุรกิจได้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมต่อไร้รอยต่อเพื่อลดต้นทุนการส่งออกจาก “Made in Thailand” สู่ “Made with Thailand”

    นายวีระยุทธกล่าวอีกว่า ไทยไม่ต้องพยายามทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ต้องค้นหาเป้าหมายที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และทำให้โลกขาดเราไม่ได้ในซัพพลายเชนโลก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งสร้างระบบนิเวศไฮเทค แทนการอุดหนุนแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และรัฐต้องลงทุนในแรงงานทักษะสูงและห้องแล็บวิจัยมาตรฐานสากล เพื่อให้บริษัทไทยเติบโตได้เองโดยไม่ต้องรอเงินอุดหนุนตลอดไป ที่สำคัญต้องมีการแข่งขันที่โปร่งใสเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเงินของ “เสือนอนกิน” หรือกลุ่มทุนผูกขาด และสินค้าต้องมีมาตรฐานสากลพร้อมส่งออกขายทั่วโลกได้ทันที ทั้งนี้การเป็นเสือตัวที่ 5 อาจเหลือเพียงนิทานพื้นบ้าน หากเราไม่หยุดพึ่งพิงต่างชาติแล้วหันมาลงทุนในเทคโนโลยีของตัวเองอย่างมียุทธศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LjRYcEdforbQRO9X9A_Zo

  • สรุปครบ ! 4 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ 19-23 ม.ค. นี้ ตัวแปรสำคัญชี้ชะตา ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    By

    มกราคม 19, 2026

    เปิดสัปดาห์มาก็ “งานเข้า” ทันทีสำหรับชาวคริปโทฯ ราคา Bitcoin เปิดเช้าวันจันทร์ด้วยกราฟสีแดงเถือก หลังนักลงทุนตื่นตระหนกข่าว “สงครามการค้า” รอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป ฉุดมูลค่าตลาดหายวูบกว่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ 

    ในขณะที่ทั่วโลกกลั้นหายใจรอลุ้น “4 ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ” ในสัปดาห์นี้ (19-23 ม.ค.)  ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่า เฟดจะ “หั่นดอกเบี้ย” หรือไม่ในการประชุมสิ้นเดือนมกราคม

    ปักหมุด 4 อีเวนท์เศรษฐกิจชี้ชะตา

    นอกจากความตึงเครียดเรื่องมาตรการภาษีของทรัมป์แล้ว สัปดาห์นี้ถือเป็น “สัปดาห์ปราบเซียน” ที่นักลงทุนต้องเกาะติดหน้าจอกับ 4 ตัวเลขสำคัญดังต่อไปนี้

    Key Events This Week:

    1. Stock Market Futures React to Trump’s 10% EU Tariffs – Tonight

    2. US Markets Closed, MLK Day – Monday

    3. December Pending Home Sales data – Wednesday

    4. US Q3 2025 GDP data – Thursday

    5. November PCE Inflation data – Thursday

    6. January S&P Global…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) January 18, 2026

    1.วันพุธ (21 ม.ค.) : ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) เดือน ธ.ค.

    ตัวเลขดังกล่าว ถือเป็นดัชนีชี้นำภาคอสังหาฯ ที่แม่นยำ เพราะว่า มันจะช่วยบอกแนวโน้มยอดขายของอสังหาฯ จริงล่วงหน้าได้ 1-2 เดือน ซึ่งช่วยสะท้อน “กำลังซื้อที่แท้จริง” และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ไวกว่ายอดขายบ้านมือสองทั่วไป

    2.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2025 ของสหรัฐฯ

    ตัวเลข GDP จะช่วยชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากตัวเลขออกมา “สูงกว่าคาด” แปลว่า เศรษฐกิจยังแกร่งจนเฟดอาจไม่จำเป็นต้องรีบลดดอก แต่ถ้าต่ำกว่าคาด อาจเป็นสัญญาณถดถอยที่บีบให้เฟดต้องผ่อนคลายนโยบาย

    3.วันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) : ตัวเลข PCE เดือน พ.ย. 

    นี่คือไฮไลต์ที่สำคัญสุด ตัวเลข PCE ถือเป็นอีกมาตรวัดเงินเฟ้อนอกเหนือจาก CPI ที่เฟดใช้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง หากตัวเลขนี้ ออกมา “ดีดตัวสูงขึ้น” ความหวังลดดอกเบี้ยอาจถึงคราวต้องพังทลาย

    4.วันศุกร์ (23 ม.ค.): ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ (S&P Global) เดือน ม.ค. 

    PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งเป็นตัวเลขสำรวจมุมมองของฝ่ายจัดซื้อในภาคธุรกิจโดยตรง ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย” ที่รวดเร็วที่สุด หากตัวเลขต่ำกว่า 50 จุด บ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจกำลังหดตัว ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย และส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่พันธบัตร

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลาง “จีน” และ “ญี่ปุ่น”  ในวันอังคาร (20 ม.ค.) และวันศุกร์ (23 ม.ค.) ด้วยตามลำดับ

    Bitcoin อาการน่าห่วง ราคาร่วงสวนทางทองคำ

    ผลกระทบจากปัจจัยลบทำให้ Bitcoin ร่วงหนักกว่า 3,500 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลุดโซนปลอดภัยลงมาแตะจุดต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ $92,280 สวนทางกับราคาทองคำที่ยังคงแข็งแกร่ง

    สถานการณ์ Altcoins ยิ่งหนักกว่า เหรียญขวัญใจมหาชนอย่าง XRP, SOL, DOGE กอดคอกันร่วงระนาว มีเพียง Monero (XMR) เท่านั้นที่สามารถสวนกระแสบวกขึ้นมา 10% ยืนเหนือ $615 ได้อย่างน่าประหลาดใจ

    ช่วงสัปดาห์นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับตลาดคริปโทฯ ดังนั้นนักลงทุนควรเฝ้าติดตาม “ข่าวสงครามการค้า” และ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาในระยะต่อไป

    ที่มา:cryptopotato

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/19/swift-completes-tokenized-bond-settlement-with-stablecoin/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hupjh42DjlbJb79A9XVT-

  • เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้วางรากฐานการกำกับดูแลและยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน 

    ล่าสุด ก.ล.ต. ได้เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 2569 – 2571) ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลและความยั่งยืน

    พรอนงค์ บุษราตระกูล

    นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า 5 เสาหลักของแผนยุทธศาสตร์ที่จะพลิกโฉมตลาดทุนไทย

    1. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

    เป้าหมายแรกมุ่งเน้นที่การทำให้ตลาดทุนไทยโดดเด่นในเวทีสากล โดยสนับสนุนการระดมทุนของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุน 

    ขณะเดียวกันได้ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล โดยการยกระดับหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในและที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมายและการจัดการเรื่องร้องเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นด้าน Cyber Resilience เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน 

    2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology)

    ก.ล.ต. มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการทำ Tokenization และผลักดันให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทางเลือกในการลงทุน (crypto as an asset class) 

    ความน่าสนใจของแผนนี้คือการเตรียมหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และการศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนให้กว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น [5]

    3. มุ่งสู่ตลาดทุนแห่งความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) 

    ในด้านความยั่งยืน ก.ล.ต. ตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยเป็นผู้นำด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ในภูมิภาค โดยจะนำมาตรฐานสากลอย่าง ISSB มาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ เช่น Green Finance, Transition Finance และการผลักดันให้เกิดการซื้อขาย Carbon Credit ในตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม 

    เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ปั้นความยั่งยืนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    4. เสริมสร้างสุขภาพทางการเงินและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment)

    แผนยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มองเพียงแค่ภาพรวมตลาด แต่ยังมุ่งเน้นไปที่ประชาชนทั่วไป โดยต้องการปลูกฝังวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านช่องทางต่างๆ เช่น “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” และการเพิ่มประสิทธิภาพของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สิ่งที่สำคัญคือการยกระดับความปลอดภัยผ่านโครงการ “preventive anti-scam for all” เพื่อป้องกันการหลอกลงทุนและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่นักลงทุนรายย่อย 

    5. การปฏิรูปองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Organization Transformation) 

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งหมด ก.ล.ต. จำเป็นต้องยกระดับตัวเองด้วยการใช้เทคโนโลยีการกำกับดูแล หรือ SupTech และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน 

    นางพรอนงค์ เน้นย้ำถึงหัวใจของแผนนี้ว่าคือการสร้างสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมพัฒนา” และ “การกำกับดูแล” ภายใต้กลยุทธ์ “Moving forward with Tie – Trends – Trust” ก.ล.ต. มุ่งมั่นที่จะบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส และทำให้ตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UbmN8G7It-2rsHKBDhdEM