Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวียดนามตั้งเป้า เศรษฐกิจโตปีละ 10% ไปจนถึงปี 2030

    เวียดนามตั้งเป้า เศรษฐกิจโตปีละ 10% ไปจนถึงปี 2030

    วันที่ 20 ม.ค. โต แลม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม กล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้แทนในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ โดยให้คำมั่นว่า จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 10% ต่อปีไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แม้จะเผชิญกับความปั่นป่วนในระดับโลก

    การประชุมซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมาและจะดำเนินไปตลอดสัปดาห์ จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ และกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจจนถึงปี 2030

    โต แลม กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความยากลำบากและความท้าทายที่ซ้อนทับกันหลายประการ ตั้งแต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ พายุ และน้ำท่วม ไปจนถึงโรคระบาด ความเสี่ยงด้านความมั่นคง การแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่ดุเดือด และการหยุดชะงักครั้งใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานพลังงานและอาหาร”

    เขาได้ให้คำมั่นว่า จะปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป หลังจากที่เขาได้ริเริ่มการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

    เอกสารของพรรคที่ยื่นต่อรัฐสภาและได้รับการตรวจสอบโดยรอยเตอร์ระบุว่า เวียดนามมีเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อปีไม่ต่ำกว่า 10% จนถึงปี 2030 สูงกว่าเป้าหมาย 6.5%-7.0% สำหรับครึ่งแรกของทศวรรษที่ผ่านมา

    โต แลม กล่าวว่า เวียดนามมุ่งมั่นที่จะลดขั้นตอนทางราชการและขยายการค้าโลกเพื่อให้มั่นใจว่าเอกราชและผลประโยชน์ของชาติได้รับการปกป้อง

    ทั้งนี้ ภาษี 20% ที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากเวียดนามไม่ได้ขัดขวางการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ ที่เติบโตขึ้น และเวียดนามมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เป็นประวัติการณ์

    อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับพันธมิตรอื่น ๆ เนื่องจากผลกระทบจากภาษีทรัมป์อาจจะเริ่มส่งผลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    โต แลม ยังให้คำมั่นว่า จะสานต่อการต่อสู้กับการทุจริต แม้ว่าที่ผ่านมา การรณรงค์ต่อต้านสินบนได้ลดลง เนื่องจากเขาพยายามเร่งการอนุมัติโครงการเพื่อกระตุ้นการเติบโต

    โต แลม กล่าวเพิ่มเติมว่า “ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค ระหว่างภูมิภาค และระดับโลก”

    เขาได้เป็นประธานในการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการฮั้วกันและการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองด้วย

    เรียบเรียงจาก Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L7SHoUBPYZ65ALoIG9KYa

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัว แต่ชาวอเมริกันยังกังวลเรื่องค่าครองชีพ

    เงินเฟ้อสหรัฐฯ ทรงตัว แต่ชาวอเมริกันยังกังวลเรื่องค่าครองชีพ

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (U.S. Department of Labor) รายงานเมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2026 ว่าดัชนี ราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกัน ประจำเดือนธันวาคม 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และเป็นการปิดท้ายปี 2025 ด้วยสถิติเงินเฟ้อที่ค่อยๆ ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดที่ร้อยละ 3.0 ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้ตัวเลข จะยังสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แต่ถือเป็นระดับที่นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจ กำลังเข้าสู่สภาวะสมดุล ขณะเดียวกันดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่ มีความผันผวน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในเดือนธันวาคม และเมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ร้อยละ 2.6 โดยจากข้อมูลระบุว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวนี้เกิดจากแรงหนุนในหมวดที่พักอาศัย ( Shelter) ที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    image.png

    ความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในหมวดหมู่ที่สำคัญ

    1. หมวดอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverages): ดัชนีราคาสินค้าในหมวดอาหารโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ3.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในรายการสินค้า ดังนี้:

    สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น: ราคาอาหารปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ภายในเดือนเดียว นำโดยกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ พุ่งสูงถึงร้อยละ  5.1 นอกจากนี้สินค้าในชีวิตประจำวันยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาได้แก่ กาแฟ (+19.8%), เนื้อบด (+15.5%), ผลิตภัณฑ์นม (+0.9%), ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (+0.6%) และกล้วย (+5.9%)

    image.png

    สินค้าที่มีราคาลดลง: ไข่ไก่เป็นสินค้าเพียงไม่กี่รายการที่ราคาปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยลดลงร้อยละ 8.2 ใน เดือนธันวาคม และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาลดลงถึงร้อยละ 20.9 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ของผู้บริโภคได้บางส่วน

    2. หมวดพลังงาน (Energy): สถานการณ์ราคาพลังงานมีความแตกต่างกันในแต่ละประเภท ดังนี้ ราคาน้ำมันขายปลีก (Gasoline): ปรับตัวลดลงร้อยละ 5.3 ในเดือนธันวาคม ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ช่วยลด ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้บริโภค

    image.png

    ค่าสาธารณูปโภค: ในรอบปีที่ผ่านมาราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 และ 6.7 ตามลำดับ

    3. หมวดบริการและสินค้าอุปโภค (Services & Retail):

    ภาคบริการ: ค่าบริการทางการแพทย์และค่าขนส่งมวลชนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจาก สภาวะค่าจ้างแรงงานที่ขยายตัว

    กลุ่มสินค้านำเข้าที่ถูกเก็บภาษี (Tariffed Items): เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสินค้านี้ เนื่องจาก ราคาสินค้าที่ควรจะปรับสูงขึ้นตามมาตรการภาษี เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (วิดีโอ/เครื่องเสียง) กลับมีราคาคงที่หรือลดลง นักเศรษฐศาสตร์จาก ING วิเคราะห์ว่าผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ ยอมแบก รับต้นทุนโดยการลดอัตรากำไรของตนเองลงเพื่อตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่ให้กระทบต่อยอดขายท่ามกลางสภาวะ เศรษฐกิจที่อ่อนไหว

    image.png

    สำหรับทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์และการตอบรับของตลาดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นักวิเคราะห์จาก Bloomberg และนายออสตัน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อมูลดัชนี ราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่าง ช้าๆ ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม วันที่ 27-28 มกราคม 2026 นี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 95 คาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับร้อยละ 3.5 – 3.75 เพื่อเฝ้าสังเกตความชัดเจนของสภาวะเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกอย่างใกล้ชิด ในส่วนของกลยุทธ์ภาคค้าปลีกต่อนโยบายภาษีนำเข้านั้น นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงรุนแรงอย่างที่กังวลในตอนแรก เนื่องจากผู้ค้าปลีกตัดสินใจแบกรับต้นทุนภาษีไว้เองบางส่วนเพื่อรักษาปริมาณการขายในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง  แทนการผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปสู่ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก CBS MoneyWatch ชี้ให้เห็นว่าแม้เงินเฟ้อรายปีจะชะลอตัวลง แต่ผลกระทบสะสมด้านราคายังคงรุนแรง โดยราคาสินค้าอาหารในปัจจุบันยังคงสูงกว่าระดับราคาในปี 2022 ถึงร้อย ละ 18.6 ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่หนักหน่วงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีก่อนหน้า 

    สำหรับปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะต่อไป ผลสำรวจจาก New York Fed ระบุว่าผู้บริโภคยังคงมีความกังวลว่าเงินเฟ้อในระยะสั้นอาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 3.4 และเริ่มขาดความเชื่อมั่นในความสามารถในการชำระหนี้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทางสถิติในเดือนนี้ที่อาจได้รับ ผลกระทบจากการหยุดชะงักในช่วงที่หน่วยงานรัฐปิดทำการ ตลอดจนความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาษีนำเข้าฉบับใหม่ในปี 2026 และการตรวจสอบความเป็นอิสระของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยกระทรวงยุติธรรมซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในอนาคตได้

    ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก

    การทรงตัวของอัตราเงินเฟ้อในระดับนี้ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข่าวสารเรื่องต้นทุนการขนส่งและปัจจัยด้านภาษีนำเข้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหมวดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในสหรัฐฯ ยังมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีด ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

    ข้อมูลอ้างอิง   https://www.cbsnews.com/news/cpi-report-today-inflation-december-2025-tariffs/
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zrtt9n76elfrjd8mksd0o3ia&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sZfBjfSjRmr8KOv-UEDFH

  • “ธนาธร” ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเมกะโปรเจกท์ 6.2 แสนล้าน หนี “ต้มยำกบ” ซึมยาว

    “ธนาธร” ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องเมกะโปรเจกท์ 6.2 แสนล้าน หนี “ต้มยำกบ” ซึมยาว

    “ธนาธร” เตือนเศรษฐกิจไทยติดหล่ม “ต้มยำกบ” ซึมยาว-เร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ 6.2 แสนล้าน ปั้นอุตสาหกรรมไฮเทคสัญชาติไทย

    วันที่ 19 มกราคม 2569 พรรคประชาชนจัดงานใหญ่เปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ณ โรงแรมแมนดาริน โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Orange Megaprojects” ชี้ทางรอดประเทศไทยต้องเลิกหวังพึ่งแค่ภาคบริการ แต่ต้องกำจัดวิกฤตเศรษฐกิจแบบซึมลึกที่เจ้าตัวเรียกว่าวิกฤต “ต้มยำกบ”

    นายธนาธรระบุว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันน่ากังวลกว่าปี 2540 เพราะเป็นการถดถอยเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงเรื่อยๆ โดยเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่เพียง 56% ซึ่งในทางอุตสาหกรรมหากไม่ถึง 60-75% จะไม่มีการลงทุนเครื่องจักรใหม่เกิดขึ้นแน่นอน และการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

    พรรคประชาชนเสนอให้รัฐเปลี่ยนบทบาทจากการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มาเป็นการลงทุนที่ยิงตรงจุดเพื่อสร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของคนไทยเอง ผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 7 ด้านหลัก โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid): 1.92 แสนล้านบาท การจัดการขยะมาตรฐานโลก: 1.83 แสนล้านบาท ระบบน้ำประปาดื่มได้: 7.5 หมื่นล้านบาท ระบบบำบัดน้ำเสีย: 6 หมื่นล้านบาท โรงเรียน & โรงพยาบาล: 8 หมื่นล้านบาท ขนส่งสาธารณะ (รถเมล์ EV): 3.7 หมื่นล้านบาท

    นายธนาธรกล่าวต่อว่า ไฮไลต์สำคัญคือการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจาก “ผู้ซื้อรายเดียว” (Single Buyer) ไปสู่ “ตลาดเสรีพลังงาน” ที่ประชาชนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจไฟฟ้าได้เหมือนเปลี่ยนซิมโทรศัพท์ และใช้ระบบ Smart Grid ที่รองรับการขายไฟคืนจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาหรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (V2G) เข้าสู่โครงข่าย ซึ่งจะสร้างความต้องการมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

    นายธนาธรย้ำจุดยืนไม่เน้นการพยุงราคาพืชผล แต่จะใช้ “คูปองเพิ่มผลผลิต” ให้เกษตรกรนำไปจ้างผู้ให้บริการอบข้าวหรือเครื่องอัดฟาง เพื่อเปลี่ยนงบอุดหนุนเป็นการสร้าง “อุปสงค์” ให้เกิดการสั่งซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรฝีมือคนไทย เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรและนักอุตสาหกรรม ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงไม่ได้ถ้าไม่มีเทคโนโลยีของตัวเอง วันนี้อินโดนีเซียและอินเดียสร้างรถไฟเองได้แล้ว คนไทยต้องอย่าเพิ่งหมดหวัง เราต้องเริ่มสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่วันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw168oBKQb-A1kmXQXccRREu

  • ภราดร ชูจุดแข็งทำไมต้องเลือก ภูมิใจไทย ผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่อ

    ภราดร ชูจุดแข็งทำไมต้องเลือก ภูมิใจไทย ผู้นำปกป้องอธิปไตย ขอโอกาสสานต่อ

    วันนี้ (19 มกราคม) ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้สมัคร สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีว่าทำไมประชาชนต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยว่า ในช่วง 2 เดือนกว่า พรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นศักยภาพการทำงานแล้วว่าสามารถทำได้มากขนาดไหน เราขอโอกาสจากประชาชนในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะเข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ภัยสังคม การต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ และกาสิโน

    “ผมชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้นำแบบไหนที่ประชาชนจะไว้ใจให้มาบริหารประเทศบนสถานการณ์ที่เราไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านแบบนี้ เราได้เห็นสภาวะความเป็นผู้นำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่พร้อมทำทุกอย่างปกป้องอธิปไตยของประเทศ ขอโอกาสจากคนไทยทุกคนให้พรรคภูมิใจไทยทำงานบริหารประเทศอีก 4 ปี เข้าคูหากาเบอร์ 37” ภราดร กล่าว


    เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/paradorn-bhumjaithai-protects-sovereignty-4-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xilz4N35ihEDvCAAHWVZv

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    สารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับความสำคัญของการให้ความกระจ่างต่อความเป็นจริงต่อเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน บนเครือข่ายเอ็กซ์

    ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความบนเครือข่ายเอ็กซ์ โดยกล่าวถึงกรณีที่เวทีเศรษฐกิจโลก ณ เมืองดาวอส ขัดขวางการเข้าร่วมของผู้แทนจากอิหร่านในงานดังกล่าว โดยระบุว่า:

    เวทีเศรษฐกิจโลก ภายใต้อิทธิพลของคำโกหกและแรงกดดันทางการเมืองจากอิสราเอล รวมถึงผู้สนับสนุนและผู้ให้ความชอบธรรมจากสหรัฐอเมริกา ได้ขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมในงานนี้

    อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงพื้นฐานประการหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุดในอิหร่าน นั่นคือ เราจำเป็นต้องปกป้องประชาชนของเรา จากกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธและการสังหารหมู่ในลักษณะเดียวกับกลุ่มไอซิส ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากมอสสาด

    แต่สิ่งที่น่าเศร้าและย้อนแย้งก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์โดยอิสราเอล และการสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวน 71,000 คน กลับไม่เป็นเหตุให้เวทีเศรษฐกิจโลกงดเชิญเจ้าหน้าที่อิสราเอลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2024 แฮร์โซกยังได้แสดงตนอย่างภาคภูมิใจในดาวอส ทั้งที่ในขณะนั้นเขากำลังถูกติดตามตัวในสวิตเซอร์แลนด์ในข้อหาก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดแจ้งในฉนวนกาซา

    เวทีเศรษฐกิจโลกอาจพยายามสร้างภาพลวงตาว่าตนยืนอยู่บนหลักศีลธรรม แต่ในความเป็นจริงกลับดำรงอยู่ด้วยการใช้มาตรฐานสองชั้นอย่างโจ่งแจ้ง พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของเวทีนี้เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และความล้มละลายทางความคิดของโครงสร้างอำนาจที่อ้างตนว่าเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานของโลก

    ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ความจริงและตัดสินด้วยตนเอง ความละอายควรตกเป็นของผู้ที่คิดเป็นอื่นเท่านั้น

  • “Demumu” แอปฯ สุดไวรัลในจีน ตัวช่วยเตือนคนรอบข้างว่าเราตายหรือยัง?!

    “Demumu” แอปฯ สุดไวรัลในจีน ตัวช่วยเตือนคนรอบข้างว่าเราตายหรือยัง?!

    รู้จัก “Demumu” หรือ “Are You Dead?” แอปฯ ไวรัลในจีน ตัวช่วยเช็กอินเตือนคนรอบข้างว่าเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หนุ่มสาวใช้ชีวิตคนเดียว

    หากลองนึกภาพว่าคุณอาศัยอยู่คนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณ คนในครอบครัวจะมีโอกาสรับรู้หรือไม่? ด้วยเหตุนี้ “Are You Dead?” แอปพลิเคชันมาแรงในจีนชื่อสุดอัปมงคล จะเป็นตัวช่วยที่จะมาเช็กว่าคุณตายแล้วหรือยัง!

    เรียกได้ว่ากลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล สำหรับแอปฯ “Are You Dead?” (死了吗) หรือที่จดทะเบียนในระดับสากลว่า “Demumu” แอปฯ ความปลอดภัยที่จะเปิดให้ผู้ใช้งานเข้ามาเช็กอินในทุกวัน เพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ และหากไม่ได้เข้าใช้เกิน 2 วัน ระบบจะแจ้งเตือนไปยังรายชื่อติดต่อฉุกเฉินทันที

    Reuters/Tingshu Wang
    แอปฯ Demumu

    อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การใช้งานแอปฯ นั้นง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผู้ใช้งานคลิกเข้าไปที่ปุ่มสีเขียวทุกวัน เพื่อเป็นการเช็กอินว่ายังอยู่ดี และหากขาดการเช็คอินไป 2 วัน แอปฯ จะแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินตามที่ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลเข้าไปในแอปฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าคุณอาจตกอยู่ในอันตราย หรือร้ายแรงที่สุดคือเสียชีวิตแล้ว

    แอปพลิเคชันนี้เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 โดยไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่กลับได้รับความสนใจแบบฉุดไม่อยู่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อาศัยอยู่คนเดียวในเมืองต่าง ๆ ของจีนดาวน์โหลดไปใช้กันอย่างล้นหลาม

    แอปฯ ดังกล่าว เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบอยู่คนเดียวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมจีน ส่งผลให้แอปฯ ดังกล่าวกลายเป็นแอปฯ เสียเงิน (paid app) ที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดในประเทศ

    แอปพลิเคชันนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ที่เลือกใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนแสดงความกังวลถึงการใช้ชีวิตคนเดียว และหากเป็นอะไรไปจะมีใครสังเกตเห็นหรือไม่ การดาวน์โหลดแอปฯ นี้จึงเป็นเหมือนเครื่องมือในการติดต่อฉุกเฉินไปยังญาติและคนรอบตัว

    แอปพลิเคชันนี้ มีราคาอยู่ที่ 8 หยวนในประเทศจีน ส่วนราคาไทยอยู่ที่ 29 บาท จากเดิมที่สามารถโหลดได้ฟรี โดยสามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น

    ที่มา: BBC / South China Morning Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/266430&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nAD5vfECNjrq4B7ube9e-

  • S

    S

    ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ล่าสุดได้งานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 19 โปรเจค มูลค่า 4.25 พันลบ.

    บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) โชว์ศักยภาพผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร หลังคว้างานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล” เผย เซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่ารวม 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการได้รับประกาศเป็นผู้ชนะการประมูล สะท้อนความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) เพื่อผลักดันธุรกิจปี 2569 ให้เติบโตอย่างมั่นคง

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง บริษัทฯ เปิดเผยว่ามีความคืบหน้าการประมูลงานโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวม 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,252.19 ล้านบาท โดยเซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่า 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการ ได้รับประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล (รอหน่วยงานเรียกทำสัญญา) มูลค่า 851.80 ล้านบาท

    โดยการได้รับงานครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ ที่ไว้วางใจในศักยภาพการส่งมอบโซลูชั่นด้าน IT ครบวงจรของบริษัทฯ ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานต่อไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวม ปี 2569 อยู่ในทิศทางที่ดี

    สำหรับปีแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นโครงการที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) รวมถึงการเข้าประมูลโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

    “การได้รับงานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการที่ไว้วางใจในศักยภาพของเรา แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ SPREME ในการส่งมอบโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และการดูแลบำรุงรักษา ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลการดำเนินงานปี 2569 อยู่ในทิศทางที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายภานุวัฒน์ กล่าวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievnhsr6zpragoikjppomus06mf8a3lw&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MKE46xzaw47fZKV8NHSa0

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g