Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ

    ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ อีก 7 ปี ลดความเหลื่อมล้ำ


    “รมว.นฤมล” เผย ครม.เห็นชอบขยายเวลา พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ไปอีก 7 ปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรึว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งถือเป็นความต่อเนื่องในการดำเนินการของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จะสิ้นผลใช้บังคับในวันที่ 30 เมษายน 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาฯ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกไปอีก 7 ปี พร้อมได้ร่าง พ.ร.ฎ. และดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ทั้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ เรียบร้อยแล้ว

    “การขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. …. ออกไปอีก 7 ปี ก็เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา มีการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยจัดตั้งในปี 2562 จำนวน 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ เชียงใหม่ ระยอง กาญจนบุรี สตูล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) ส่วนในปี 2565 จัดตั้งอีก 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ จันทบุรี ตราด ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน สงขลา สระแก้ว สุโขทัย สุราษฎร์ธานี และอุบลราชธานี และปี 2567 จัดตั้งอีก 1 แห่ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8YbbKjc0OoXnUZ5-L22Z

  • ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    ยื่นภาษีปี 2568 “ลดหย่อนการศึกษา 2 เท่า” ใช้ไม่ได้ เหตุยุบสภาทำสะดุด

    จากกรณีการตั้งคำถามของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเพื่อการศึกษา ว่ายังสามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่า สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ปีภาษี 2568 ที่ยื่นในช่วง ม.ค.-มี.ค. 2569 ได้หรือไม่ โดยล่าสุด กรมสรรพากร ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงสาเหตุที่สิทธิดังกล่าวขาดช่วงไปอย่างกะทันหัน 

    นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในข้อเท็จจริงทางกรมสรรพากรได้ดำเนินการชงเรื่องการ ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับการบริจาคเพื่อการศึกษาเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติไปตั้งแต่ปี 2568 แล้ว โดยมีความตั้งใจที่จะให้มาตรการมีความต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงจังหวะเวลาดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นก่อน ทำให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติกฎหมายและมาตรการทางภาษีต่างๆ ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้มาตรการต่ออายุสิทธิลดหย่อน 2 เท่า ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก ครม. และไม่มีกฎหมายรองรับในช่วงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีการจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก่อน จึงจะสามารถนำเรื่องกลับมาพิจารณาได้อีกครั้ง

    สำหรับแนวทางปฏิบัติของผู้เสียภาษีในช่วงต้น ปี 2569 นี้ นางสาวกุลยา แนะนำว่า ผู้ที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะต้องใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการศึกษาได้เพียง 1 เท่า ตามยอดที่จ่ายจริงไปก่อนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายเก่ายังไม่มีผลครอบคลุม

    “ส่วนเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและ ครม. ชุดใหม่แล้ว จะมีการอนุมัติมาตรการนี้หรือไม่ และหากอนุมัติจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังครอบคลุมปีภาษี 2568 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งผู้เสียภาษีต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากมีผลย้อนหลัง กรมฯ จะมีแนวทางปฏิบัติในการยื่นเพิ่มเติมหรือขอคืนภาษีแจ้งให้ทราบต่อไป”

    นอกจากนี้ สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการบริจาคในหมวดอื่นๆ นั้น กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้ครอบคลุมอยู่ โดยจะไปหมดอายุมาตรการในปี 2570 ทำให้ผู้เสียภาษียังสามารถวางแผนภาษีผ่านการบริจาคในส่วนอื่นๆ ได้ตามปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217378&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y49w0jYd7rWxl-CHUIzq2

  • งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    งานวิจัยชี้ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ผลักภาระต้นทุนตกที่ผู้บริโภคอเมริกัน : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy: IfW) ของเยอรมนี เปิดเผยผลการศึกษาในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ต้นทุนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาแทบทั้งหมดตกเป็นภาระของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน มากกว่าผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าภาระดังกล่าวตกอยู่กับประเทศคู่ค้า

    ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดทางการค้าด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์

    รายงานของ IfW ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการนำเข้าสินค้าสู่สหรัฐฯ มากกว่า 25 ล้านรายการ มูลค่ารวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า รายได้จากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศรับภาระต้นทุนภาษีเพียงแค่ประมาณ 4% ขณะที่อีก 96% ถูกผลักภาระไปยังผู้ซื้อในสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ปรับลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า

    จูเลียน ฮินซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายการค้าของ IfW กล่าวว่า ภาษีนำเข้าทำหน้าที่เสมือนภาษีการบริโภคสำหรับสินค้านำเข้า ท้ายที่สุดภาระต้นทุนจึงตกอยู่ภายในสหรัฐฯ ทั้งยังทำให้สินค้าในตลาดสหรัฐฯ มีความหลากหลายน้อยลงและปริมาณลดลงอีกด้วย

    ทั้งนี้ IfW เตือนว่า การปรับขึ้นภาษีในระดับสูงจะส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อทุกฝ่าย โดยจะบั่นทอนอัตรากำไรของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผลักดันให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะมียอดขายลดลง พร้อมแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการแสวงหาตลาดทางเลือกอื่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562513&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A7r2hB3OMgPtXsFkndwbP

  • เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้ “สุขภาพดี” ตาม

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลงานวิจัยในประเทศเอเชีย พบว่า “การออกแบบเมือง” มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการขยับร่างกายของประชาชน ถ้าเมืองเดินง่าย เชื่อมต่อดี และเข้าถึงบริการสะดวก จะช่วยให้คนเดิน ขยับ และมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ

    แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าวเป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายระหว่างประเทศ (IHPF) จากงานวิจัยจำนวน 98 เรื่อง ใน 13 ประเทศเอเชีย และเผยแพร่ในวารสาร Journal of Physical Activity and Health

    ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมเมืองกับระดับกิจกรรมทางกายรวม 261 ความสัมพันธ์

    โดยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันตรงกันว่า

    เมืองที่เดินถึงง่าย มีทางเดินเชื่อมต่อดี

    มีระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงสะดวก รวมถึงมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวใกล้บ้าน

    ช่วยให้ประชาชนขยับร่างกายมากขึ้นจริง!

    ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปทำงาน เดินไปซื้อของ หรือทำกิจกรรมในชุมชน ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนว่า การออกแบบเมืองไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องสุขภาพ เพราะเมืองเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในทุกวัน

    ด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า การออกแบบเมืองที่ดีสามารถเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพที่ได้ผล คุ้มค่า และยั่งยืน โดยควรเพิ่มพื้นที่สาธารณะสำหรับการเดินและออกกำลังกาย พัฒนาย่านที่ประชาชนสามารถเดินถึงร้านค้า โรงเรียน หรือบริการจำเป็นได้ รวมถึงเชื่อมทางเดินกับระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและใช้งานง่าย เมื่อเมืองเดินสะดวก ใช้งานง่าย และปลอดภัย ประชาชนจะขยับร่างกายมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการรณรงค์มาก เมืองจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และช่วยให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนขึ้น

    ด้าน นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับแผนการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พ.ศ. 2561–2573 ของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาผังเมือง ทางเท้า สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้งานได้จริง

    ทั้งนี้ การทบทวนยังพบว่า งานวิจัยด้านพฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น การนั่งหรืออยู่นิ่งเป็นเวลานานในประเทศเอเชียยังมีจำนวนน้อย ทั้งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงควรมีการสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลไปใช้พัฒนา “เมืองเพื่อสุขภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่ว่า “ทุกการขยับมีค่า (Every Move Counts)”

    ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมว่า การขยับร่างกายนั้นจะส่งผลต่อการป้องกันโรค NCDs ได้มากน้อยเพียงใด?

    ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงของ NCDs หลายชนิด ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, มะเร็งบางชนิด และภาวะซึมเศร้า อีกทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักและเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวม 

    โดย การไม่เคลื่อนไหว (physical inactivity) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นของการเสียชีวิตจาก NCDs

    หากประชากรเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น อาจป้องกันการเสียชีวิตประมาณ 4–5 ล้านคนต่อปี ทั่วโลก โดยการเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอสามารถลดความเสี่ยงได้ดังนี้

    • มะเร็งบางชนิด ลดได้ 8–28%
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด 19%
    •  เบาหวาน 17%
    • ซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม 28–32%

    เมืองดี = คนขยับมากขึ้น! วิจัยชี้ ออกแบบเมืองดี ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08-7rlTJOLNdACWQUSHzBs

  • เดิมพันพรรคส้ม แลนด์สไลด์-ต่ำร้อย?!

    คำประกาศก่อนหน้านี้ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำตัวจริง เสียงจริง ของพรรคประชาชน(ปชน.) ที่ว่า “ถ้าภูมิใจไทยมาเป็นที่หนึ่ง พรรคประชาชน ก็เป็นฝ่ายค้าน”

    คำพูดที่ว่า คงไม่ใช่การพูดแบบลอย ๆ แน่ เพราะสอดรับกับคำประกาศในการหาเสียงที่ภาคอีสานช่วงปลายเดือนธันวาคม “จะหักปากกาเซียน ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ให้ดู”

    นั่นคือ การตั้ง “รัฐบาลประชาชน” ขึ้นหลังการเลือกตั้ง

    แม้หลายคนจะรู้สึกเสียดเย้ยต่อท่าทีดังกล่าว แต่ในเวลาต่อมา ผลโพลของสถาบันการศึกษาหลัก ๆ ต่างพร้อมใจให้คะแนนนิยมพรรคส้มอยู่ในจุดที่ยืนหนึ่ง ไม่ว่าในระดับจังหวัด ภูมิภาค หรือผลโพลจากทั่วประเทศ

    พรรคส้ม ยังครองความเป็นขวัญใจของโพลทุกสำนัก

    ต่างจากภาพสะท้อนบนเวทีดีเบตของสื่อหลายสำนัก ที่คนของพรรคส้มถูกมองเพลี่ยงพล้ำให้กับตัวแทนพรรคอื่น ไม่ว่าจะเป็นคู่ของ “รังสิมันต์ โรม – สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ประเด็นนโยบายด้านต่างประเทศ “ศิริกัญญา ตันสกุล – ศุภจี สุธรรมพันธ์” ประเด็นสต็อกข้าว 100 ล้านตัน

    ล่าสุดประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เวทีนี้หัวหน้า “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกงานเอง และยืนโต้กระแสลมแรงอยู่ลำพังเพียงพรรคเดียว เรื่องหมวด 1 หมวด 2 ที่พรรคอื่น ๆ ยกมือไม่แก้ไข แต่หัวหน้าเท้ง ไม่ยอมยกมือ

    ในเวลาต่อมา ถึงจะลุกขึ้นใช้โวหารชี้แจง อ้างหลักการในรัฐธรรมนูญอธิบายอย่างไร แต่ก็เป็นการย้ำถึงจุดยืนเดิมของพรรคส้ม ที่แน่วแน่และก้าวไม่ข้ามเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ในรัฐธรรมนูญ

    อันเป็นจุดยืนเดียวที่หลงเหลืออยู่ ไม่ถูกพันธนาการด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนมาตรา 112

    ในภาวะที่คนส่วนหนึ่ง กำลังมองว่าพรรคส้ม เสียศูนย์ เสียรังวัด สะดุดขาตัวเอง แถมมีปัญหาภายใน เข้าขั้นเกิดวิกฤติศรัทธาด้วยซ้ำ แต่ผลโพลที่ออกมากลับสวนทางและเป็นคนละอารมณ์กับภาพสะท้อนจากเวทีดีเบต

    นั่นเท่ากับว่า โหวตเตอร์ที่เป็นกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ ฐานเสียงของพรรคส้ม นอกจากไม่ได้วอกแว่กกับดิจิทัล ฟรุ๊ตปริ้นหรือกระแสด้านลบใด ๆ ที่ถาโถมเข้าใส่พรรคส้มแล้ว ยังมีความเหนียวแน่นอยู่กับพรรคตลอด

    บนเป้าหมายต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมที่พรรคอื่นไม่มี

    ด้วยเหตุนี้กระมัง จึงทำให้ “ธนาธร-ณัฐพงษ์” มีความมั่นใจ และกล้าแสดงจุดยืนที่สวนกระแสสังคมออกมา ซึ่งสื่อไปถึงมวลชนคนรักพรรคส้มโดยตรง ไม่ได้อินังขังขอบกับพวกที่เสียดเย้ย เพราะถึงอย่างไรก็บังคับให้ชอบไม่ได้อยู่แล้ว

    การเดินหน้าลุยไฟเที่ยวนี้ของพรรคส้ม จึงได้เห็นการออกมาของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ไสม้าออกมาขวางเต็มลำ ซึ่งพรรคส้มเองก็พอรับรู้ถึงภารกิจของเฮียชู ว่าต้องการสะกัดพรรคส้ม ไม่ให้เข้าที่หนึ่งเหมือนเลือกตั้งหนก่อน

    เพราะนั่นคือ ความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล อันเป็นฉันทานุมัติจากประชาชนทั่วทั้งประเทศ

    ในทางกลับกัน หากพรรคส้มไม่ได้เป็นแชมป์เลือกตั้ง และพรรคน้ำเงินมาเป็นที่หนึ่ง ก็เป็นอย่างที่ธนาธรประกาศไว้ พรรคประชาชนก็ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

    เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งหนนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคส้ม ที่ต้องการสื่อไปถึงมวลชนคนรุ่นใหม่ แฟนเก่าแฟนเดิมของตัวเองว่า จุดยืนยังคงเดิม

    ส่วนในปัฐพีนี้ คนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง กับคนที่ยังอยากอยู่กับจารีตเดิมอย่างไหนจะมีมากกว่ากัน นี่คือเดิมพันสำคัญและความสุ่มเสี่ยงของพรรคส้ม ที่ยืนอยู่ระหว่างคำว่า แลนด์สไลด์กับต่ำร้อย?!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/deep-space/deepspace-people-party-election-opposition&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ivltr4L5I7klFa-R9H8bN

  • คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ‘คณะท่องเที่ยว – นิด้า’ จัดเสวนา “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ดึงผู้แทน 4 พรรค แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

    เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ: ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โดยการเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดเชิงนโยบายด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) คุณวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนพรรคประชาชน 2) คุณสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนพรรคเพื่อไทย 3) คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ และ 4) คุณณัฐนนท์ เอี่ยมพูลทรัพย์ ผู้แทนพรรคกล้าธรรม โดยมี คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน รับหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา

    ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน และได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กุสุมาวลี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารคณะฯ ให้การต้อนรับผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนที่มาร่วมงาน

    เวทีเสวนาด้านนโยบายท่องเที่ยวในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงมุมมองเชิงนโยบายกับภาควิชาการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย
    คณะท่องเที่ยว “นิด้า” เปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์ 4 พรรคการเมือง เจาะลึก “นโยบายท่องเที่ยว” พลิกโฉมประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/nida-tourism-policy-forum-4-political-parties-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOTZPE9T-bNYB5jvL0xEM

  • รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    รัฐบาลเผยยอดป่วย “ฝีดาษวานร” สะสม 1,000 ราย กทม.ครองแชมป์

    วันนี้ (19 มกราคม 2569) – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์ฝีดาษวานรล่าสุด โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า

    นับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยสะสมประมาณ 1,000 คน ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า กลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นคนไทยในวัยทำงาน เพศชายสูงถึง 97% และมักพบการระบาดกระจุกตัวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งของชาวไทยและต่างชาติ

    เปิด 5 จังหวัดพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงสูงสุด กทม. ยอดพุ่งอันดับหนึ่ง

    จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงรายจังหวัด พบสถิติที่น่าสนใจเรียงตามลำดับ ดังนี้

    1. กรุงเทพมหานคร: 458 คน (ชาย 454 คน, หญิง 4 คน)
    2. ชลบุรี: 85 คน (ชาย 84 คน, หญิง 1 คน)
    3. นนทบุรี: 50 คน (ชาย 49 คน, หญิง 1 คน)
    4. ภูเก็ต: 35 คน (ชาย 28 คน, หญิง 7 คน)
    5. สมุทรปราการ: 32 คน (ชาย 30 คน, หญิง 2 คน)

    รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ดังกล่าวและจังหวัดใกล้เคียง ยกระดับการติดตามและดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในจุดที่มีความเสี่ยงสูง

    อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    เร่งกระจาย “วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร” ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรค ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่อง โรคฝีดาษวานร (หรือที่เข้าใจกันในชื่อเดิมว่า ฝีดาษลิง), เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย

    ในส่วนของการบริหารจัดการวัคซีน กรมควบคุมโรคได้รับการสนับสนุนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด

    ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569) ได้ดำเนินการจัดสรร วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานร ไปแล้วรวม 2,175 ขวด ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงใน 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่ และภูเก็ต

    รัฐบาลเผยยอดป่วย

    แนะวิธีสังเกตอาการฝีดาษลิงและป้องกันตนเอง

    เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันการแพร่ระบาด ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น หรือตุ่มผิดปกติทางผิวหนัง
    • หมั่นรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
    • หากมีไข้ ร่วมกับมีผื่น หรือตุ่มหนอง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นอาการของโรค

    “หากประชาชนมีอาการสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและแยกตัวเลี่ยงการสัมผัสผู้อื่น หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคฝีดาษวานร สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นางสาวอัยรินทร์ กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/736663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QWva5PZY5148m9LgpnZG4

  • นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    นายกอุ๊ชูธงยกเครื่องท่องเที่ยวไทย! ปั้นทีมเซลล์ระดับจังหวัดแมตชิ่งตลาดโลก มั่นใจเห็นผลใน 9 เดือน

    วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.09 น.

    “นายกอุ๊” ปชป.  ประกาศ “ยกเครื่องท่องเที่ยวไทย” รื้อโครงสร้างใหม่ทั้งประเทศ ชูโมเดลทีมเซลล์ 77 จังหวัดบุกโลก พลิกท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง จากฐานรากสู่เวทีสากล 

    19 ม.ค.69 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเวทีเสวนาแถลงนโยบายจากพรรคการเมือง ภายใต้หัวข้อ “นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ : ทิศทางสู่การพัฒนาประเทศไทย” โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ “นายกอุ๊” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 หมายเลข7 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น

    นายกอุ๊ กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด “ยกเครื่องโครงสร้างการท่องเที่ยวไทย” ปรับระบบใหม่ทั้งประเทศจากรากฐาน โดยย้ำว่าประเทศไทยมีสินค้าและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทย สินค้าเกษตร วัฒนธรรมประเพณี สินค้าอุตสาหกรรม โอท็อป เอสเอ็มอี เวลเนส โคกหนองนา นวัตวิถี ตลอดจนการแพทย์และสุขภาพ แต่ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาไทย

     “มีของแต่ขายไม่เป็น”

    และพึ่งพากลไกส่วนกลางเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหลายกระทรวงที่ออกงานต่างประเทศโดยขาดการบูรณาการอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

    พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ 77 จังหวัดเชื่อมต่อกับตลาดโลกอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละจังหวัดต้องมีทีมทำงานของตนเอง ทำหน้าที่เป็น “เซลส์” และ “ทูตวัฒนธรรม ทูตสินค้า” นำจุดเด่นของจังหวัดไปแมตชิ่งและออกงานแสดงสินค้าและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ยุโรป อินเดีย แอฟริกา หรืออาเซียน 

    นายกอุ๊ยกตัวอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องสามารถนำแบรนด์จังหวัดไปจัดแสดงในงานท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ITB และงานในหลายมณฑลของจีน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าพื้นที่ 

    ขณะเดียวกันจังหวัดอื่น ๆ เช่น อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา หรืออุบลราชธานี ก็สามารถทำเช่นเดียวกันได้ หากทุกจังหวัดมีทีมที่พร้อมและแข่งขันกัน ประเทศไทยจะมีสินค้าไม่พอขายในตลาดโลก

    แนวคิดสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์คือ

    “รัฐนำ เอกชนตาม และเอกชนนำ รัฐหนุน” 

    โดยในแต่ละจังหวัดมีภาคีครบทุกมิติ ทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หอการค้า สภาวัฒนธรรม โอท็อปเทรดเดอร์ ภาคธุรกิจเพื่อสังคม สภาเอสเอ็มอี และเครือข่ายเยาวชนธุรกิจ ซึ่งเป็นคนเก่งในพื้นที่ที่รู้จักจังหวัดของตนดีที่สุด รัฐต้องใช้ศักยภาพของคนเหล่านี้ไปบุกตลาดโลก พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ห้องน้ำ ประปา ไฟฟ้า และการพัฒนาชุมชน เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง 

    โดยย้ำว่าที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างด้านท่องเที่ยวจากส่วนกลางมักถูกถ่ายโอนภาระให้ท้องถิ่นโดยไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องยกเลิกและออกแบบใหม่ทั้งหมด

    นายกอุ๊ ระบุว่าการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวมูลค่าสูง” 

    โดยโฟกัสกลุ่มเวลเนส สุขภาพ การแพทย์ ความงาม และกลุ่มพำนักระยะยาว เช่น นักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง อินเดีย และผู้ที่ต้องการใช้ไทยเป็นบ้านหลังที่สอง พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพด้านการแพทย์และทันตกรรมที่มีคุณภาพและราคาต่ำกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก

    ในด้านการวัดผล พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้มาตรการภาษีและระบบจูงใจ เช่น การคืนภาษีหรือชดเชยให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง รวมถึงการสะสมแต้มหรือTOKEN สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อใช้ติดตามการใช้จ่ายและเป็นตัวชี้วัดเชิงรูปธรรม ขณะเดียวกันการดึงดูดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มจะอาศัยโมเดล 77 จังหวัด 77 ทีม ซึ่งแต่ละจังหวัดจะรู้ดีที่สุดว่าสินค้าและแหล่งท่องเที่ยวใโดในจังหวัดตัวเองมีอะไรบ้าง 

    และมีการบูรณาการ โดยใช้งบประมาณของจังหวัด อบต. และเทศบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในพื้นที่ รวมถึงงบประมาณจากส่วนกลางร่วมกัน

    สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นายกอุ๊กล่าวว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น ภาคใต้ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ จำเป็นต้องใช้ทั้งมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติให้เป็น “ทำเลทอง” ของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    ด้านการยกระดับแรงงานและเอสเอ็มอี พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐสนับสนุนด้านภาษีและกองทุนเฉพาะกิจสำหรับการลงทุนด้านการท่องเที่ยว โดยไม่คิดดอกเบี้ย ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บุคลากร และผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มเป็นธุรกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ในประเด็นทัวร์ศูนย์เหรียญ นอมินี และทุนเทา นายกอุ๊ย้ำว่าต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยใช้การชี้เป้า ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ให้รางวัลนำจับ และยึดทรัพย์ พร้อมขึ้นบัญชีดำและผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ และพร้อมเอาจริงกับปัญหานี้

    สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว นายกอุ๊เห็นว่าจำเป็นต้องจัดเก็บและตั้งเป็นกองทุน เพื่อให้ท้องถิ่น อบต. สมาคม และภาคเอกชน สามารถขอใช้งบไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากร โดยชี้ว่าค่าธรรมเนียมในอัตรา 300 บาทถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญในการดูแลแหล่งท่องเที่ยว

    และจากคำถามหากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผิดชอบเรื่องท่องเที่ยวในระยะเวลาปีแรก จะทำอะไรอย่างไร 

    หากได้บริหารกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายกอุ๊ระบุว่าสามารถเห็นผลได้ภายใน 9 เดือน โดย 3 เดือนแรกจัดตั้งและประชุมทีมจังหวัด 3 เดือนถัดมาเตรียมงบกลางประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อกำหนดตลาดเป้าหมาย และไตรมาสถัดไปจะเริ่มเห็นการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและการค้ากับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นายกอุ๊สรุปว่า นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งขับเคลื่อนจากฐานราก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างรวดเร็ว สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่มีความพร้อมในการลงมือทำจริง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/941687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CLR4jRfuWnec5fVd3mRb

  • เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    เดินหน้าขับเคลื่อนท่องเที่ยวทางทะเล ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตอกย้ำศูนย์กลางของภูมิภาค

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเล ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค เชื่อมโยง ไทย–อินโดนีเซีย–มาเลเซีย ในงาน Thailand Boat Festival 2026

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรม Thailand Boat Festival 2026 ระหว่างวันที่ 15–18 มกราคม 2569 ณ Phuket Boat Lagoon จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ร่วมพบปะพันธมิตรและเยี่ยมชมงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค และส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศภายใต้กรอบ IMT-GT โดยใช้เวทีงานแสดงและกิจกรรมทางทะเลระดับนานาชาติเป็นพื้นที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวมุ่งขยายตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวคุณภาพสูงในระดับสากล ครอบคลุมทั้งประสบการณ์บนฝั่ง (Shore Excursion) แหล่งท่องเที่ยว (Destination) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว (Product & Services) ตลอดจนบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว

    ในโอกาสเดียวกัน ททท. ได้นำคณะผู้แทนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) ซึ่งประกอบด้วย สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย และศูนย์ประสานงานแผนงานเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย (Centre for Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: CIMT) เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และเน้นย้ำศักยภาพของการเดินทางเชื่อมโยงข้ามพรมแดน (Cross Border) อย่างไร้รอยต่อในอนุภูมิภาค

    กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของอนุภูมิภาค โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานจากประเทศสมาชิก IMT-GT ได้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการด้าน Yacht Tourism, Marina, Charter Service และบริการที่เกี่ยวข้อง จากประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชิงระบบในระดับภูมิภาค

    ภายในงานได้มีการจัดเสวนาหัวข้อ “Unlocking Thailand’s Potential as a Leading Marine Tourism Destination in Southeast Asia” เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. โดยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและสมาคมที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทย ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร สินค้าและบริการที่พร้อมเสนอขาย และแนวทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลแบบไร้รอยต่อ โดยในการเสวนาดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐและเอกชนได้ร่วมสะท้อนภาพความพร้อมของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐาน และการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

    นางสาววัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. กล่าวว่า ชายฝั่งอันดามันของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT โดยภูเก็ต กระบี่ และสตูล เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือทั้งยอช์ต เรือสำราญ และเรือเฟอร์รี ระหว่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียอย่างไร้รอยต่อ ททท. มุ่งพัฒนาบุคลากร ยกระดับสินค้าและบริการ และสร้างการเติบโตที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    นางสาวศิวาพร ถำวาปี ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก การทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ IMT-GT จะช่วยสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวทางทะเลที่เข้มแข็ง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

    นายวัฒนา โชคสุวณิช ประธานสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรือสำราญไทย กล่าวว่า Thailand Boat Festival 2026 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม ภูเก็ต กระบี่ และสตูล พร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทางทางเรือกับลังกาวี ปีนัง และซาบัง เพื่อสร้างประสบการณ์ยอช์ตระดับโลกภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT และเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ที่เชื่อมโยงสามประเทศอย่างไร้รอยต่อ

    โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 15.30–16.30 น. ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “IMT-GT as a Dreamed Destination for Quality Yacht Experience” โดยผู้แทนจากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิก IMT-GT ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบความร่วมมือ IMT-GT พร้อมเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค ร่วมกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ได้แก่ Mr. Amri Bukhairi Bakhtiar, Director, Centre for the Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle (CIMT), Mr. Saut F. Siagian, SVP Marketing & Business Development, PT. Pelabuhan Indonesia (Pelindo) และ Mr. Mohd Ashrul Ashraf MohdNoor, Deputy Director, Package Development Division, Tourism Malaysia ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ จุดแข็ง และโอกาสของการพัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเลเชื่อมโยงสามประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป โดยมี นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผู้อำนวยการกองเลขานุการและวิเทศสัมพันธ์ ททท. ร่วมถ่ายทอดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทางทะเลภายใต้กรอบ IMT-GT

    นอกจากนี้ ผู้แทนหน่วยงานไทยและประเทศสมาชิก IMT-GT ยังได้หารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การจัดทำคู่มือสินค้าและบริการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 ประเทศ การพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวทางทะเล และการจัดกิจกรรมทางการตลาดภายใต้แบรนด์ Sail IMT-GT ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในกรอบ IMT-GT ในระยะต่อไป

    ททท. เชื่อมั่นว่า การใช้เวที Thailand Boat Festival 2026 เป็นพื้นที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลของภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาค IMT-GT ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2908752&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iJpoNgOmm4Lb7QzoxHE6n

  • ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง  “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง “ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพ Interferry 2026

    ททท.เผย ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลาง“ท่องเที่ยวทางน้ำ” ของภูมิภาค เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conference  2026” ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. – 4 พ.ย.นี้

    วันนี้ ( 19 ม.ค.2569) นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กล่าวว่า การประชุม Interferry เป็นเวทีระดับนานาชาติในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงกลยุทธ์ในประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก  โดยสมาคมอินเตอร์เฟอร์รี่ (Interferry) องค์กรนานาชาติที่เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารทั่วโลก ได้ประกาศเลือกกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงาน Interferry 2026 – The 50th Annual Interferry Conferenceการประชุมประจำปีครั้งที่ 50 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.– 4 พ.ย.2569

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท.

    โดยจะมีผู้แทนจากอุตสาหกรรมเรือเฟอร์รี่และเรือโดยสารเข้าร่วมการประชุมกว่า 400 คน จากกว่า 270 บริษัท ใน 40 ประเทศทั่วโลก จากภูมิภาคยุโรป อเมริกา และเอเชีย ซึ่ง ททท. พร้อมสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงาน รวมถึงอำนวยความสะดวก และออกบูธสาธิตกิจกรรมเสน่ห์ไทย เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

    รองผู้ว่าททท. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินเรือเฟอร์รี่ระดับโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมุมมองต่อประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ทางการตลาด การบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ  กฎหมายการเดินเรือระหว่างประเทศภายใต้ IMO ความปลอดภัย เทคโนโลยีเรือรุ่นใหม่ นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการเดินทางทางน้ำอย่างยั่งยืน

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

    Mr. Mike Corrigan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Interferry

     ทั้งนี้การที่กรุงเทพมหานคร ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ การท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคมทางน้ำที่หลากหลาย วัฒนธรรมการเดินเรือที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงความพร้อมด้านการบริการและการต้อนรับในระดับสากล ซึ่งการประชุมจะส่งเสริมบทบาทและยกระดับมาตรฐาน อุตสาหกรรมเดินเรือไทยให้เติบโตสู่ระดับโลก และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    อ่านข่าว:

    วัดอรุณราชวราราม ออกแถลงการณ์ กรณีช่างภาพบริการถ่ายภาพภายในวัด

    ทย. เผยสถิติเดินทางปีใหม่คึกคัก “กระบี่” ครองแชมป์ผู้โดยสาร – เที่ยวบินสูงสุด

    “ไทยเที่ยวไทย”ยังฮอต “ภาคเหนือ” ครองแชมป์ นักเที่ยวนิยมปักหมุดเช็คอิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501223&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wgYmHsFlhEdsmmZt2v4ti