Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    Geoeconomics คืออะไร คีย์เวิร์ดใหม่ของปีนี้จาก World Economic Forum 2026

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงบีบคั้นจาก 2 ขั้วอำนาจใหญ่ คือ การแตกกระจายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ และ นวัตกรรมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กรอบความร่วมมือทางการทูตและเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราคุ้นเคยกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก การจะกลับมาสร้างโมเมนตัมให้โลกเดินหน้าต่อได้ จำเป็นต้องอาศัยการเจรจา จินตนาการ และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่มากกว่าเดิม เพราะในขณะที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บทบาทของภาคธุรกิจก็กำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะแยกไม่ออกจากการเมืองระหว่างประเทศ

    Mirek Dusek จาก World Economic Forum (WEF) ได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังพลิกโฉมการทำธุรกิจข้ามพรมแดนไว้ว่า ในด้านหนึ่งเราเห็นการกลับมาของรัฐบาลที่พยายามทวงคืนบทบาทการเป็นผู้เล่นหลักทางเศรษฐกิจ รัฐบาลหลายประเทศกำลังขีดเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจใหม่ สร้างกลุ่มก้อนพันธมิตรผ่านนโยบายอุตสาหกรรม การตั้งกำแพงภาษี และการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเพื่ออุ้มชูบริษัทในประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่าง AI ก็กำลังสร้างโอกาสมหาศาลและเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘การแข่งขัน’ ไปอย่างสิ้นเชิง

    ความผันผวนนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว เมื่อภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีผูกโยงกันเป็นเนื้อเดียว ผู้นำองค์กรไม่สามารถบริหารธุรกิจโดยรอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างการมองการณ์ไกล เข้าไปในโมเดลธุรกิจ และต้องแยกแยะ ‘สัญญาณที่แท้จริง’ ออกจาก ‘เสียงรบกวน’ ให้ได้ ความสำเร็จในยุคนี้จึงขึ้นอยู่กับการผนวกเอาสองแรงขับเคลื่อนนี้ ภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาเป็นเสาหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมอีกต่อไป

    Geoeconomics is the new Geopolitics เมื่อเศรษฐกิจคือการเมือง

    ระบบการค้าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกำลังวาดแผนที่การค้าและการลงทุนใหม่ สมมติฐานเดิมๆ เกี่ยวกับความมั่นคง อธิปไตย และผลกระทบทางธุรกิจ กำลังถูกท้าทายแบบ Real-time นักเศรษฐศาสตร์จากองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า การเติบโตของการค้าสินค้าทั่วโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 2.4% ในปีที่ผ่านมา และภาคบริการส่งออกโตอยู่ที่ 4.6%

    แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูประคองตัวได้ แต่ธรรมชาติของความร่วมมือนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรากำลังเห็นเศรษฐกิจกว่า 100 แห่งพิจารณาข้อตกลงแบบพหุภาคี (Plurilateral deals) ที่เน้นเฉพาะเจาะจงเรื่องการค้าดิจิทัลและการอำนวยความสะดวกการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค (Mega-regional deals) ที่กำลังเกิดขึ้นจริง อย่างเช่นข้อตกลงหุ้นส่วนระหว่าง EU-Mercosur ที่คาดว่าจะลงนามกันในเดือนนี้

    เมื่อกระแสการค้าเปลี่ยนทิศ รัฐบาลจำเป็นต้องลดขั้นตอนเพื่อเชื่อมต่อกับ Global Value Chains สายใหม่ ส่วนภาคเอกชนต้องมีความคล่องตัวสูงเพื่อคว้าโอกาส ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Digital Trade ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 12% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ กลายเป็นพระเอกที่ขับเคลื่อนการเติบโตของสินค้าโภคภัณฑ์ถึงเกือบ 43% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญของการค้าโลกยุคใหม่

    จาก AI สู่ยุค ‘AI Super Systems’

    ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ AI กำลังวิวัฒนาการไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘AI Super System’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์ แต่คือโครงข่ายขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่าง ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เงินทุน และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจาก AI จะขยายตัวได้มากแค่ไหน ในเฟสนี้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่วัดกันที่ว่าองค์ประกอบของระบบส่งเสริมกันและกันได้ดีแค่ไหน พลังประมวลผลต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าและกริดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานต้องการเงินทุนระยะยาว และการตัดสินใจทางการเงินจะเป็นตัวกำหนดว่าสินทรัพย์จะถูกสร้างขึ้นที่ไหน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมและข้ามพรมแดน

    สิ่งนี้จุดชนวนสิ่งที่เรียกว่า ‘Geoeconomic Arms Race’ หรือการแข่งขันสะสมอาวุธทางเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อชิงความเป็นเจ้าในด้านข้อมูลและนวัตกรรม เพราะอธิปไตยทางเทคโนโลยีแปลความหมายได้เท่ากับมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ยั่งยืน ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนสะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุด โดยรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ทั่วโลกในภาคส่วน AI แตะระดับ 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 แม้การลงทุนนี้จะมาพร้อมต้นทุนพลังงานมหาศาล แต่มันก็ช่วยผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเช่นกัน ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะคว้าเค้กก้อนใหญ่จากมูลค่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ AI จะเพิ่มให้กับ GDP โลกภายในปี 2030

    นั่นหมายความว่า บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ของ AI ตั้งแต่ผู้สร้างโมเดล LLM ไปจนถึงผู้จัดหาวัตถุดิบ กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่รัฐบาลทั่วโลกจะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น หรือแม้แต่เข้ามาควบคุมดูแลภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ บริบทนี้ยังรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ อย่าง พลังงาน โลจิสติกส์ และโดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งตอนนี้มีบทบาทเทียบเท่ากับน้ำมันในยุคอดีต การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จะเป็นจุดเปราะบางที่ธุรกิจต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    3 กลยุทธ์สำหรับธุรกิจ เมื่อต้องเล่นเกมรุกในยุค Geoeconomics

    เมื่อเผชิญกับความซับซ้อนนี้ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวด้วย 3 กลยุทธ์หลักเพื่อความอยู่รอดและการเติบโต กลยุทธ์แรกคือการ “อัปเดตอยู่เสมอ” (Stay up to date) ในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีพลวัตสูง ธุรกิจต้องยอมรับความจริงว่าองค์ความรู้ที่จำเป็นในการนำทางนั้นยังถูกสร้างขึ้นไม่เสร็จ ดังนั้นผู้นำต้องพร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ และปรับปรุงมันซ้ำๆ ร่วมกับพันธมิตรในวงการอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

    กลยุทธ์ที่สองคือการ “มองภาพเชื่อมโยงทั้งระบบ” (Systems-wide View) ผู้บริหารต้องยึดมุมมองแบบองค์รวม เพราะภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย การเปลี่ยนแปลงในนโยบายพลังงานหรือภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึง Supply Chain หรือต้นทุนของธุรกิจคุณได้ทันที การมองแยกส่วนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

    และกลยุทธ์สุดท้ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เปิดเกมรุก ไม่ใช่แค่ตั้งรับ” (Playing Offense) สำหรับธุรกิจในทุกเซกเตอร์ ความซับซ้อนของระเบียบโลกใหม่เรียกร้องให้เราต้องเชี่ยวชาญในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แค่ความยืดหยุ่น หรือความคล่องตัว เพื่อความอยู่รอดนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องบูรณาการความเปลี่ยนแปลงเข้ากับการดำเนินงานปกติ สร้างระบบที่พร้อมจะวิวัฒนาการได้ตลอดเวลาแทนที่จะแค่ตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤต ในโลกที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความแข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากการมองหาความมั่นคง แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะดำเนินงานอย่างมั่นใจท่ามกลางความไม่มั่นคง

    เมื่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำธุรกิจต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ รัฐบาลกลายเป็นผู้เล่นทางเศรษฐกิจ และธุรกิจต้องคิดเรื่องความมั่นคง ความจำเป็นในการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์จึงชัดเจนยิ่งขึ้น ในบริบทนี้ แพลตฟอร์มกลางที่เป็นกลางสำหรับการเจรจาระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างเช่นในเวที World Economic Forum Annual Meeting 2026 ภายใต้ธีม ‘A Spirit of Dialogue’ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำทางโลกผ่านยุคสมัยใหม่ ทั้งในแง่ของการคว้าโอกาสและการบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

    ที่มา: Fortune

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/wef-geoeconomics-business-strategy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASUmwmxjRuW2aSz8KDrD2

  • “สว.เปรมศักดิ์” จี้สอบคริปโต-USDT ตัวการเงินบาทแข็ง ซัดระบบการเงินไทยเสี่ยงพังเงียบ

    “สว.เปรมศักดิ์” จี้สอบคริปโต-USDT ตัวการเงินบาทแข็ง ซัดระบบการเงินไทยเสี่ยงพังเงียบ

    “หมอเปรม” ยื่นญัตติถก กมธ.เศรษฐกิจ ตั้งคำถาม ธปท. ไร้ข้อมูลคริปโต แต่ ก.ล.ต. พบซื้อขายทะลุแสนล้านต่อเดือน USDT ครองตลาดกว่าครึ่ง หวั่นเป็นช่องฟอกเงิน ดันเงินบาทแข็งผิดปกติ ฉุดส่งออก-ท่องเที่ยว

    วันที่ 19 มกราคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยที่รัฐสภา ว่า ตนได้ยื่นญัตติต่อ นายกำพล สุภาแพ่ง สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อให้กรรมาธิการ พิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ซึ่งนายกำพลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวในวันที่ 20 มกราคมนี้ ในการประชุมกรรมาธิการ โดยได้เชิญตนเข้าไปร่วมประชุมด้วยในฐานะผู้เสนอญัตติดังกล่าว

    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีนักวิชาการในตลาดทุนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่มีข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับมีข้อมูลว่า การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่า 1 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการซื้อขายไม่ได้เป็นไปตามพฤติกรรมการเก็งกำไรปกติ เหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นอันดับ 2 ไม่ถึงร้อยละ 20 ต่อวัน

    ขณะที่เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่เคลื่อนไหวใกล้เคียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด และข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ ก.ล.ต. ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า USDT มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึงร้อยละ 52 ขณะที่ Bitcoin อยู่เพียงร้อยละ 19 เท่านั้น สอดคล้องกับความเชื่อในแวดวงตลาดทุนว่า กระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ บ่อนพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา โดยนำเงินผิดกฎหมายมาแปลงเป็น USDT ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากนั้นจึงแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทและโอนออกนอกประเทศได้โดยสะดวก

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้มีเงินทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ โดยที่แหล่งที่มาของเงินไม่ชัดเจน มีการเรียกร้องให้ ธปท. เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจัดทำระบบการรายงานเงินเข้า-ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนและรัดกุมตามมาตรฐานที่ธนาคารกลางในหลายประเทศใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศถูกบ่อนทำลาย

    นอกจากนี้ ผลกระทบของเงินบาทแข็ง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ทำให้ต้นทุนของประเทศไทยแพงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างเวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น ส่งผลให้ภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันซ้ำเติม ด้วยเหตุผลดังกล่าวตนจึงขอเสนอญัตติเพื่อให้กรรมาธิการพิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง พร้อมทั้งเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04FDZTr6Am7rsFzIPmXVqu

  • จีนประกาศจะใช้มาตรการขั้น “เด็ดขาด”ตามแผนปี 2030 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    จีนประกาศจะใช้มาตรการขั้น “เด็ดขาด”ตามแผนปี 2030 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

    จีนให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการ “เด็ดขาด” เพื่อกระตุ้นความต้องการในระบบเศรษฐกิจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยได้วางแผนที่จะบรรเทาภาวะการใช้จ่ายภายในประเทศที่ซบเซา ซึ่งเลวร้ายลงยิ่งขึ้นจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์และแรงกดดันด้านประชากร

    จีน ซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ปรากฏว่ามีอัตราเติบโต 5% ในปีที่แล้ว ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่ทำลายสถิติและบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นทางการของรัฐบาล

    แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เตือนว่า อัตราการเติบโตดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ได้บดบังความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอมายาวนานในจีน ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว

    “แผนห้าปี” ฉบับใหม่ล่าสุดของจีนสำหรับปี 2026-2030 ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติในเดือนมีนาคม จะนำนโยบายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญนี้ เจ้าหน้าที่กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

    หวังฉางหลิน รองประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดด้านการวางแผนเศรษฐกิจของประเทศ กล่าวว่า “เศรษฐกิจในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาอุปทานสูงแต่ความต้องการต่ำ”

    หวังกล่าวว่า NDRC จะ “ศึกษาและจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขยายความต้องการภายในประเทศตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030” โดยให้คำมั่นว่าจะ “สร้างความต้องการใหม่ผ่านอุปทานใหม่และดำเนินมาตรการเชิงนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง”

    วิกฤตหนี้สินที่ยืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนได้ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านลังเลที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาความมั่งคั่งที่สำคัญมาอย่างยาวนาน

    สิ่งที่ทำให้ความท้าทายซับซ้อนยิ่งขึ้นคือแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ โดยประชากรที่ลดลงและสูงวัยขึ้นทำให้แนวโน้มการใช้จ่ายที่เฟื่องฟูในอนาคตอ่อนแอลง

    ตัวเลขล่าสุดได้เน้นให้เห็นถึงอุปสรรคที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญในการกระตุ้นการใช้จ่าย

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์แสดงให้เห็นว่า ยอดขายปลีกเติบโตเพียง 0.9% เมื่อเทียบกับปีต่อปีในเดือนธันวาคม

    นี่ถือเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่สิ้นปี 2022 เมื่อมาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวดของประเทศถูกยกเลิกไป

    Agence France-Presse

    Photo – หญิงคนหนึ่งจุดธูปและสวดมนต์ที่ยงเหอกง หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดลามะ ในวันแรกของปีใหม่ที่ปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026  (Photo by WANG Zhao / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/39572&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Isg5aKpuk8ID-CT3F-puF

  • หาดใหญ่ | หาดใหญ่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ยอดจองที่พักลดฮวบเหลือแค่ 10% หลายกิจการยังจอดนิ่ง

    หาดใหญ่ | หาดใหญ่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ยอดจองที่พักลดฮวบเหลือแค่ 10% หลายกิจการยังจอดนิ่ง

    ดร.อ๋อง สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ เปิดเผยว่า หลังน้ำท่วมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น อัตราเข้าพักโรงแรมลดฮวบหนักที่สุด หลายกิจการยังจอด  แต่รัฐบาลลืมหาดใหญ่

    ซึ่งได้มีการเชิญกรรมการสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ประชุมด่วนเพื่อหารือมาตการต่างๆ หลังรัฐบาลยังไม่มีการตอบรับตามที่เอกชนได้เสนอไป  ทำให้การฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างล่าช้า โรงแรมที่กลับมาเปิด หลายๆแห่งมีอัตราการเข้าพักในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 10-20% ลดลงไปหลายเท่า ธุรกิจจะอยู่อย่างไร มันสะท้อนให้เห็นแล้วว่าสภาพการท่องเที่ยวเรายังทรุด ขืนยังปล่อยสภาพนี้ หาดใหญ่คงจะไม่ฟื้น ต้องมีหลายกิจการจากไปและมีหลายคนที่ต้องตกงาน

    ทางคณะกรรมการฯ ได้เสนอความเห็นที่ต้องหาทางพยุงธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อด้วยการลงเงินทุนทำมาตการกันทำกันเอง (ทั้งๆที่หลายแห่งก็เจ็บตัวมาก่อนหน้านี้) พร้อมเตรียมหารือ Online Travel Agency และ Influrencer มาเลเซีย ร่วมฟื้นการท่องเที่ยวเมืองหาดใหญ่เร็วๆนี้

     เราก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นเมืองหาดใหญ่บ้าง มีบ้างที่รู้สึกสองมาตรฐานที่รัฐบาลไม่ได้เอ่ยถึงหาดใหญ่เลย พูดถึงแต่ชายแดนเขมร จนลืมไปแล้วว่ามีหาดใหญ่ที่ก็รอการช่วยเหลืออยู่เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/30171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BKjHF5o1AueRUD7_qNqFB

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • L

    L

    LINE MAN RIDE ร่วมมือกับ บริษัท ไอทีพีพี จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “LINE MAN EV” นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD มาให้บริการ เพื่อยกระดับรถแท็กซี่ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล สนับสนุนนโยบายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการอย่างยั่งยืน

    LINE MAN RIDE จับมือ ไอทีพีพี เดินหน้าขยาย

    ความร่วมมือครั้งนี้ LINE MAN RIDE ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักในการให้บริการเรียกรถยนต์ไฟฟ้า (EV Taxi) ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 ในรูปแบบการเช่าระยะยาว 5 ปี เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้ขับขี่บนแอปฯ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในภาคขนส่ง ซึ่งการนำแท็กซี่ไฟฟ้ามาให้บริการเชิงพาณิชย์ผ่านแพลตฟอร์ม LINE MAN ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเดินทางเมื่อเทียบกับรถแท็กซี่ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม พร้อมช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตเมือง และส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน

    โครงการ “LINE MAN EV” สะท้อนความมุ่งมั่นของ LINE MAN ในการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมการเดินทาง เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการในระยะยาว

    สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสมัครขับรถยนต์ EV กับ LINE MAN RIDE สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    LINE Official Account: @linemanev

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievkco77gq63ly9z8owz4adws2gitejb&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GeQ60JgdeE5OADfqtfB3D

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. พาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. พาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์

    เปิดแฟ้ม ครม. 20 ม.ค. กระทรวงพาณิชย์เสนอความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สิงคโปร์ พร้อมรับทราบกฎกระทรวงหลายฉบับ หลังกฤษฎีกาให้ความเห็นนำเข้า ครม.ได้ ไม่ขัด รธน.

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (20 ม.ค. 2569) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยในที่ประชุมมีวาระ ที่กระทรวงต่างๆเสนอ ครม.เพื่อรับทราบ โดยในส่วนที่เป็นร่างกฎหมายต่างๆสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้สอบถามจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ให้นำเสนอ ครม.รักษาการได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 (1) 
    กระทรวงพาณิชย์ เสนอผลการประชุมกรอบความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ (STEER) ครั้งที่ 7 พร้อมรายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนพฤศจิกายน และช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 รวมถึงสรุปภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำหนองทุ่งมน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน รวมถึงร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา ของเขื่อนลำแชะ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน 

    นอกจากนี้ยังเสนอร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ …) และขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน 

    นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯจะรายงานผลการเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เสนอร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ

    กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอผลการพิจารณาศึกษาเรื่องปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา

    กระทรวงยุติธรรม เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัตินักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

    กระทรวงมหาดไทย เสนอสรุปผลการดำเนินการตามข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

    กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย ประจำปี 2567

    สำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงบประมาณ รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ สิ้นไตรมาสที่ 4

    นอกจากนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ (โครงการสำคัญ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FkY6JTkQWVwybByR84AiQ