Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569

    SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569

    วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

    SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569
    ตอกย้ำบทบาท “Empowering the Future Together” รับคลื่นลงทุนยุค AI

    บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX เปิดบ้านจัดงาน “SYNNEX OPEN HOUSE 2026” พร้อมประกาศทิศทางและกลยุทธ์การเติบโตเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” มุ่งยกระดับบทบาทองค์กรจากผู้จัดจำหน่าย สู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศเทคโนโลยีไทยสะท้อนศักยภาพการเติบโตระยะยาวของธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายรายได้แตะ 53,000 ล้านบาท
     

    ภายในงาน SYNNEX ได้เปิดตัว “Synnex Technology Showcase” พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมครบวงจร ที่นำเสนอเทคโนโลยีผ่านประสบการณ์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต พร้อมกันนี้ยังได้แสดงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานผ่านคลังสินค้าอัจฉริยะที่นำ ระบบ System 5 มาใช้งานเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และรองรับการเติบโตของธุรกิจและพันธมิตรในอนาคต
     

    นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX กล่าวว่า ในปี 2569 ซินเน็คกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย เปิดตัว “Synnex Technology Showcase” พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย เปิดมุมมองใหม่ของโลกเทคโนโลยีทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Device, Consumer Tech, Gaming & Creator Economy ไปจนถึง Cloud, Data Center และ AI Infrastructure
     

    งานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ SYNNEX ในการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเชื่อมต่อเทคโนโลยีระดับโลกสู่การใช้งานจริงในทุกเซกเมนต์ พร้อมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ “ง่ายขึ้น และดียิ่งขึ้น” ด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนสะท้อนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
    ไฮไลท์ภายในงาน มี 5 โซนหลัก ประกอบด้วย โซน The Living Future บ้านอัจฉริยะที่เทคโนโลยีทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว และโซลูชันพลังงาน Solar & ESS เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โซน Synnex Smart Town เมืองอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์ความปลอดภัย การจราจร และ Smart Parking เพื่อการบริหารจัดการบนข้อมูลจริง โซน Future Workplace ที่ทำงานอัจฉริยะรองรับ Hybrid Work ด้วย Data Center ที่พร้อมสำหรับ AI, Cybersecurity และ Collaboration Solution โซน Smart Learning Hub ห้องเรียนอัจฉริยะที่เชื่อมการเรียนออนไลน์-ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และโซน Smart Wellness for Better Life โซลูชัน Smart Wellness ที่ผสาน AI, Medical IoT และ Telemedicine เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับระบบสาธารณสุข
     

    นอกจากนี้ SYNNEX ยังเปิดตัวคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Warehouse) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม รองรับการจัดการสินค้ากว่า 12.8 ล้านชิ้นต่อปี บนพื้นที่รวมประมาณ 9,000 ตารางเมตร
     

    คลังสินค้าแห่งนี้ได้รับการออกแบบกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติผสานการทำงานร่วมกับบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัย ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการ โลจิสติกส์ ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การเตรียมสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงปลายทาง รองรับยอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 62%
     

    จุดเด่นสำคัญคือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น ระบบจัดเก็บและเบิกสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์หยิบสินค้าอัจฉริยะ HaiPick ซึ่งสามารถรองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time กับระบบ ERP สะท้อนศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
     

    พร้อมกันนี้ SYNNEX ได้เปิดเผยทิศทางการเติบโตในปี 2569 โดยเดินหน้ายกระดับบทบาทองค์กรภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” พร้อมวางกลยุทธ์เชิงรุกรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยในยุค AI ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้เกิดคลื่นการลงทุนและการอัปเกรดเทคโนโลยีในทุกระดับ ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
     

    สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตในปี 2569 SYNNEX มองว่าคลื่นการอัปเกรดอุปกรณ์จากการมาของ AI PC และ AI Smartphone การเติบโตของ Cloud, Data Center และ Wearables ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายขนาดตลาดไอทีโดยรวม และยกระดับการเติบโตจากเชิงปริมาณสู่ การเติบโตเชิงมูลค่า จากการใช้โซลูชันที่ซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
     

    ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนโอกาสการเติบโตของ SYNNEX ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มยอดขายอุปกรณ์ แต่ขยายไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซลูชันและบริการเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การลงทุนในยุค AI อย่างครบวงจร

    นางสาวสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการยกระดับสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบทั้งในฝั่งผู้บริโภคและองค์กร ซินเน็คภายใต้แนวคิด Empowering the Future Together พร้อมยกระดับบทบาทในการเป็น Technology Empowerment Partner ของลูกค้าและพันธมิตรให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ด้วยพอร์ตสินค้าและโซลูชันที่ครอบคลุมเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/462824&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p38C8Btc8FdU0H0f2vTIN

  • ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    ไอที

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 

    .
    GISTDA เกาะติดสถานการณ์พายุสุริยะมาถึงโลก เผยประเทศไทยแม้จะอยู่ในพื้นที่ละติจูดต่ำ แต่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุสนามแม่เหล็กโลกในระดับ G4 (Severe Geomagnetic Storm) เตือนผู้ใช้งานดาวเทียม ระบบนำทางและการบินระวังความคลาดเคลื่อนของสัญญาณ

    เมื่อวันที่ วันที่ 19 มกราคม 2569 ณ เวลา 01.09 น. ตามเวลาประเทศไทยได้เกิดการปะทุของ Solar Flare จากบริเวณ Active Region (AR) 4341 ตามรูปที่ 1 การปะทุครั้งนี้ไม่เพียงปลดปล่อยพลังงานรังสีในช่วงคลื่นต่าง ๆ ออกมาเท่านั้น แต่ยังเกิดการปลดปล่อยสสารร้อน (Plasma) และสนามแม่เหล็กออกจากดวงอาทิตย์ในรูปแบบของ Coronal Mass Ejection (CME) มีทิศทางพุ่งตรงมายังโลก ประกอบกับหลุมโคโรนา (Coronal hole) ที่ปล่อยลมสุริยะมาจากดวงอาทิตย์ ตามรูปที่ 2-4  ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลกรุนแรง จากข้อมูลจากอวกาศและข้อมูลจากเครื่องวัดสนามแม่เหล็กโลก พบว่าไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G4   ตามรูปที่ 5

    3 ผลกระทบหลักที่ต้องจับตาในไทย

    ระดับความรุนแรง G4 แม้จะไม่ส่งผลอันตรายต่อประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่จะส่งผลกระทบเชิงเทคนิคต่อระบบเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสาร ดังนี้

    1.  ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เสี่ยงปรับลดระดับความสูงและตกเร็วกว่ากำหนด:
    แรงเสียดทานในชั้นบรรยากาศโลกจะเพิ่มสูงขึ้น (Atmospheric Drag) ส่งผลให้ดาวเทียมในวงโคจรต่ำ เช่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร หรือสถานีอวกาศ มีความเร็วลดลงและอาจเสียระดับความสูงเร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้ควบคุมดาวเทียมต้องเตรียมปรับแก้ทิศทาง

    2. ระบบนำทาง (GPS) อาจคลาดเคลื่อน:
    สัญญาณดาวเทียมระบุพิกัด (GPS) อาจเกิดความคลาดเคลื่อนในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนำทางความละเอียดสูง (Precision Navigation) การสำรวจรังวัด การบินโดรนอัตโนมัติ การเกษตรแม่นยำ

    3.  สัญญาณวิทยุการบิน (HF) ขาดหาย:
    ระบบสื่อสารย่านความถี่สูง (High Frequency) ที่ใช้ในกิจการการบินพาณิชย์และการทหาร อาจเกิดปัญหาสัญญาณขาดหายเป็นช่วงๆ ซึ่งนักบินและหอควบคุมการบินควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

    เกาะติดสถานการณ์ “พายุสนามแม่เหล็กโลก” ในประเทศไทย 
    ขณะนี้ ทีม Space Weather ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งเตือนให้ทุกท่านทราบหากมีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับนี้ไม่ส่งผลต่อร่างกายมนุษย์หรือระบบไฟฟ้าตามบ้านเรือนในประเทศไทย แต่ขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกับระบบรังวัด วิทยุสื่อสารระยะไกล โดรน และเทคโนโลยีอวกาศ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/462837&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zLd5B44YUqGBy_r7xXhav

  • “อภิสิทธิ์” พบ “พิมล” ปั้นโมเดลกีฬาเชื่อมเศรษฐกิจ-การศึกษา

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/141249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xengE31-ipa4Vefe48A8x

  • คนไทย 50% น้ำหนักเกิน รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้วิกฤติ “โรคอ้วน” กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้าน

    คนไทย 50% น้ำหนักเกิน รพ.บำรุงราษฎร์ ชี้วิกฤติ “โรคอ้วน” กระทบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้าน

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จัดงานแถลงข่าว “A Fresh Start From a Fit Body” เปิดข้อเท็จจริง ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล! พบเกือบ 50% ของคนไทยมีน้ำหนักเกิน สะท้อนภาพคนไทยกำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด! คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก เผยแนวทางป้องกันโรคจากความอ้วนได้แท้จริง คือการคุมน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูง

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

    ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

    รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

    ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

    คุณนภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของการจัดงานวันนี้ เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้เรื่องโรคอ้วน และการทำ Weight Management แบบถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันพบว่าเริ่มมีปัญหาจากการใช้ปากกาลดน้ำหนักปลอมมากขึ้น ดังนั้นการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวดีที่สุดคือการรับคำปรึกษาจากแพทย์

    พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว

    การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน

    รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด

    สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

    นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา

    พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

    แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2908995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HwrcnBf7YCuhF9O2S2Imf

  • ความล้มเหลว

    ความล้มเหลว

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/DZlzv0fjtc0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w12WqKxlJU3oFqDtjG8Vf

  • เปิดอายุจริง ‘เบิร์ด ธงไชย’ หน้าสวนทางตัวเลข หลังแฟนคลับแห่ห่วงชอตลิ้นแข็งพูดไม่ชัด | เดลินิวส์

    เปิดอายุจริง ‘เบิร์ด ธงไชย’ หน้าสวนทางตัวเลข หลังแฟนคลับแห่ห่วงชอตลิ้นแข็งพูดไม่ชัด | เดลินิวส์

    กลายเป็นประเด็นที่ทำเอาแฟนเพลงทั่วประเทศนั่งไม่ติด หลังจากซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่ง “เบิร์ด ธงไชย” ออกมาอัดคลิปขอบคุณของขวัญ “ลาบูบู้” จากแฟนคลับ แต่กลับถูกหลุดโฟกัสเพราะอาการพูดที่ดูผิดปกติคล้ายลิ้นแข็ง จนชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงสุขภาพ

    ‘เบิร์ด ธงไชย’ พูดไม่ชัด-อาการน่าห่วง แฟนๆวอนตรวจเช็กสุขภาพ หวั่นเส้นเลือดสมองตีบ

    วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จะพาทุกคนไปส่องอายุจริงและย้อนตำนานชายผู้เป็นหัวใจของคนไทย ที่บอกเลยว่าตัวเลขทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ

    หลายคนเห็นหน้าใสๆ พลังล้นเหลือแบบนี้อาจจะไม่เชื่อสายตา เพราะ “พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์” เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ปัจจุบัน พี่เบิร์ดมีอายุครบ 67 ปีเต็ม และกำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ 68 ในเดือนธันวาคมนี้ แม้จะมีดราม่าชาวเน็ตทักเรื่องการพูดที่ดูเปลี่ยนไปจนอยากให้ไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียด แต่หลายส่วนก็มองว่าด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นธรรมดาตามสัจธรรม

    หากย้อนกลับไป พี่เบิร์ดเริ่มต้นชีวิตที่ย่านสลัมบางแค ก่อนจะถูกชักชวนเข้าวงการโดย “ไก่ วรายุฑ” และสร้างชื่อจากละคร “น้ำตาลไหม้” จนก้าวเข้าสู่เส้นทางสายดนตรีจากการประกวดสยามกลการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “เต๋อ เรวัต” ผู้ก่อตั้งแกรมมี่ มองเห็นประกายแสงและคว้าตัวมาปั้นจนกลายเป็นศิลปินเบอร์หนึ่ง

    @kai_varayuth น้ำตาลไหม้ 2526(ช่อง3) ผลงานการแสดงครั้งแรกของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยมรางวัลเมขลา ผู้จัด วรายุฑ มิลินทจินดา #ไก่วรายุฑ #ช่อง3กด33 #ดาวล้านดวง #ผู้จัดละคร #fyp #ธงไชยแมคอินไตย์ #เบิร์ดธงไชย #ละคร @ไก่ วรายุฑ @ไก่ วรายุฑ @ไก่ วรายุฑ ♬ เสียงต้นฉบับ – ไก่ วรายุฑ

    7 ปรากฏการณ์ที่โลกต้องจดจำชื่อ “ธงไชย”

    1.พิธีกร 7 สีคอนเสิร์ต: คู่ขวัญ “ตั๊ก มยุรา” ที่ทำให้คนไทยหลงรักทั่วประเทศ

    2.โกอินเตอร์ยุคแรก: เพลง “สบาย สบาย” ดังไกลจนถูกแปลเป็นภาษาจีนและฝรั่งเศส

    3.คู่กรรมฟีเวอร์: สร้างสถิติเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลในบท “โกโบริ”

    4.ล้านตลับสู้เศรษฐกิจ: ยุคต้มยำกุ้งก็ฉุดไม่อยู่ อัลบั้ม “สไมล์คลับ-เซอร์วิส” ยอดขายถล่มทลาย

    5.ชุดรับแขก 5 ล้านชุด: สร้างประวัติศาสตร์ยอดขายซีดีที่ไม่มีใครทำลายได้จากเพลง “แฟนจ๋า”

    6.ขนนกและดอกไม้: โปรเจกต์พิเศษที่รวมตัวแม่วงการเพลงไว้มากที่สุด

    7.คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด: สถิติคนดูหลักแสนที่จัดกี่รอบก็เต็มทุกที่นั่ง

    ด้วยผลงานเทิดพระเกียรติมากมายและการวางตัวที่เป็นแบบอย่างที่ดีตลอดหลายสิบปี ทำให้พี่เบิร์ดไม่ใช่แค่ “นักร้อง” แต่คือ “สมบัติของชาติ” ที่คนไทยหวงแหนที่สุด จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพียงแค่คลิปสั้นๆ ที่พี่เบิร์ดพูดไม่ชัดถึงกลายเป็นกระแสร้อนที่ทุกคนห่วงใย งานนี้แฟนคลับต่างส่งใจให้พี่เบิร์ดรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่ออยู่เป็นรอยยิ้มให้กับคนไทยไปอีกนานแสนนาน

    ขอบคุณภาพจาก: Bird Thongchai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5519329/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16mzboeGTmcAzZCuq5dGuF

  • “อภิสิทธิ์” พบ “พิมล” ปั้นโมเดลกีฬาเชื่อมเศรษฐกิจ-การศึกษา

    v.prd:0.0.151

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/141249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xengE31-ipa4Vefe48A8x

  • กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 19 ม.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 20 ม.ค. 2569

    | 21 view

    เมื่อวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Thailand’s Official Development Assistance” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นางอรุณี ไฮม์ม รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และนาย Guillaume Delalande ตำแหน่ง Advisor ของ OECD Development Finance and Engagement, Development Cooperation Directorate (DCD) ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิด ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 90 คน จาก 30 หน่วยงาน

    การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือ Thailand – OECD Country Programme ระยะที่ 2 โดยต่อยอดจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ “TICA – OECD Training Course on Development Finance Statistics” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรไทยในการรายงานข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ให้มีความแม่นยำ โปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งกลุ่มตามหน่วยงานเพื่อร่วมกันฝึกปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาตามมาตรฐานของ OECD การฝึกอบรมครั้งนี้ช่วยยกระดับระบบฐานข้อมูลความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของไทยให้มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการแสดงบทบาทเชิงรุกในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาบนเวทีโลก ในฐานะประเทศผู้ให้รายใหม่ของ OECD เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/tica-and-oecd-organized-workshop-on-oda%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fR_hqQkLcTWkUMQv1qO0H

  • IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

    รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


    IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
    ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

    เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


    ’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

    อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
    อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

    ’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
    1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
    2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
    3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
    แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

    ’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
    สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    ‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

    เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

    ’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

    รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
    IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

    ‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

    ‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

    เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
    นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

    ’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

    ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
    อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
    เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


    โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


    ‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


    ‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

    เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

    ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

    IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

    แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
    1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
    2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
    3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

    การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
    ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
    นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

    ที่มา :


    Post Views: 138

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_

  • กลุ่ม ปตท. กับภารกิจหลักด้านความมั่นคงพลังงานของไทย

    กลุ่ม ปตท. กับภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย  ผ่านการบริหารจัดการพลังงานตามแนวคิด Energy Trilemma ครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) ความทั่วถึงเข้าถึงได้ (Affordability) และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) เพื่อให้คนไทยได้รับพลังงานที่เพียงพอ ภายใต้กลไกราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อโลก โดย ปตท. ทำหน้าที่บูรณาการเชื่อมโยงทุกกระบวนการด้านพลังงาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้การสำรวจและผลิต ธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมี การผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการส่งมอบพลังงานให้กับผู้คนผ่านสถานบริการทั่วประเทศ ทำงานอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ปตท. : ผู้บูรณาการโครงข่ายพลังงานของประเทศ

    ปตท. ดูแลระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อจัดหาพลังงานให้ทุกภาคส่วน โดย “ก๊าซธรรมชาติ” ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ด้วยเสถียรภาพและการปล่อยคาร์บอนที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น อีกทั้งดีมานด์ก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่เติบโตและการลดสัดส่วนถ่านหิน นำไปสู่บทบาทสำคัญของ LNG

    ปตท. ตั้งเป้าก้าวสู่ Global LNG Player โดยได้ทำการค้าและการลงทุน LNG ใน 9 เดือนแรก ปี 2568 ได้กว่า 2.2 ล้านตัน และอยู่ระหว่างลงนามสัญญา LNG ระยะยาว 1.6 ล้านตัน

    economic-business-thai-pttgroup-energy-security-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ปตท.สผ. : ผู้แสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานเพื่ออนาคต

    ปตท.สผ. ทำหน้าที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ โดยเป็นผู้ดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมสำคัญของประเทศ ทั้งในทะเลและบนบก เช่น โครงการ G1/61 โครงการ G2/61  โครงการอาทิตย์   โครงการ S1 และโครงการสินภูฮ่อม ทั้งยังมุ่งเน้นขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

    กลุ่มโรงกลั่นไทยออยล์ – IRPC – GC : ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

    Picture1-3.png

    กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. ทำหน้าที่แปรรูปวัตถุดิบให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่จำเป็นต่อทุกอุตสาหกรรม

    ไทยออยล์ มีศักยภาพกลั่น 275,000 บาร์เรล/วัน ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ดำเนินกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาดเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

    IRPC ผู้นำในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร พร้อมด้วยสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ท่าเรือ คลังน้ำมัน โรงไฟฟ้า และที่ดินได้เดินหน้าพัฒนาโครงการ Ultra Clean Fuel (UCF) ผลิตดีเซลยูโร 5 และ Jet A-1 มาตรฐานสากล พร้อมเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ Specialty เพิ่ม 36% รองรับอุตสาหกรรมอนาคต รวมถึงขยายโครงการพลังงานสะอาด เช่น Floating Solar เฟส 2 และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่ของบริษัท

    GC ผู้นำเคมีภัณฑ์ระดับโลก ดำเนินงานตามแนว ESG และ Circular Economy มีฐานการผลิตกว่า 90 แห่ง และศูนย์ R&D กว่า 40 แห่ง ใน 20 ประเทศ พัฒนานวัตกรรมเคมีภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต

    GPSC : ผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน

    GPSC มุ่งสร้างความมั่นคงไฟฟ้าแก่ภาคอุตสาหกรรม ด้วยแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68% ภายในปี 2573 รองรับเป้าหมาย Energy Transition ของประเทศ ปัจจุบันมีกำลังผลิตสุทธิ 7,392 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันโดยผ่านธุรกิจ S-Curve ใหม่ เช่น ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่และโซลูชั่นด้านพลังงานอัจฉริยะ

    Picture1-2.jpg

    OR : ผู้ส่งมอบพลังและเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้ผู้คน

    OR เชื่อมโยงพลังงานสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านเครือข่ายสถานีบริการ PTT Station พร้อมขยายธุรกิจค้าปลีกคุณภาพสูง สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำระดับสากลที่พร้อมเติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน

    ด้วยความร่วมมือของทุกบริษัทในกลุ่ม ปตท. ประเทศไทยสามารถเดินหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางพลังงานที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อโลก พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

    2economic-business-thai-pttgroup-energy-security.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-pttgroup-energy-security&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bnlz9p9bEoCoKMjaYlGnL