Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จุฬาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนาม MOU

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาเพื่อความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร–หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในการร่วมสร้าง “เส้นทางการศึกษา” ที่เชื่อมโยงกับ “อาชีพจริง” ของประเทศ

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระดับประเทศ ระยะเวลา 3 ปี (ปีการศึกษา 2569–2571) โดยมีมหาวิทยาลัยพันธมิตรรวม 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษารวม 141 ทุน จำนวนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเปิดประตูการศึกษาให้เยาวชนจากครอบครัวสหกรณ์โคนมได้เข้าศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยเปิดรับนิสิตผ่านระบบ TCAS รอบ 2 (โควตา) ปีละ 10 คน และได้ผลิตนิสิตจากโครงการแล้วรวม 30 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของคณะในการใช้ “การศึกษา” เป็นพลังในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R17j53ZAImSdyNGHf0V5f

  • SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/124226&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KlZCoG9Xe991-wzzqNpY4

  • ผลการขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง กรมการพัฒนาชุมชน

    ผลการขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง กรมการพัฒนาชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
    ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) 
    ชั้น 5 ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม. 10210

    โทรศัพท์ 0 – 2141-6047

    E-mail : saraban@cdd.mail.go.th , Line : @cddtoday

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/12/iid/311771&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23ADVS4F_E20u_oIORkBkc

  • ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค.2569 มีผู้เข้าร่วม 3,000 คนจาก 130 ประเทศ มีประมุขแห่งรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลร่วมอย่างน้อย 64 คน เป็นสถิติสูงที่สุด รวมทั้งมีภาครัฐ และภาคเอกชนไทยเข้าร่วมเพื่อแสดงบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคม

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าคณะทีมไทยแลนด์ เข้าพบผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ และบริษัทระดับโลก เพื่อสื่อสารทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และมาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    สำหรับวันที่ 19 ม.ค.2569 นายเอกนิติ ได้เริ่มภารกิจด้วยการนำคณะทีมไทยแลนด์ และผู้บริหารภาคเอกชนไทยเข้าหารือ Mr.Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และแนวทางความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจไทย การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และการสร้างงานที่มีคุณค่าในประเทศ 

    รวมถึงหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings (AM2026)  ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในวันที่ 12-18 ต.ค.2569

    นอกจากนี้ ได้หารือ Mr.Mirek Dusek กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และ Mr.John Dutton หัวหน้าโครงการ Uplink ของ WEF เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการเชื่อมโยงเครือข่ายนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัป และการสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้าสู่โอกาสการลงทุนในระดับโลก รวมถึงแนวทางความร่วมมือด้านความยั่งยืน และ ESG

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    ถกบิ๊กเทคเร่งแผนลงทุนในไทย

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ ได้หารือผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อเร่งรัดการลงทุน และเร่งสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมทั้งการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ได้แก่

    1.Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกที่ประกาศแผนลงทุนระยะยาวในไทย 150,000 ล้านบาท ในช่วง 15 ปี และได้รับส่งเสริมการลงทุนกิจการดาต้าเซนเตอร์ เฟส 1 มูลค่าการลงทุน 24,800 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีดาต้าเซนเตอร์ 3 แห่งในไทยเปิดบริการแล้ว 

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    ทั้งนี้ ได้หารือการเข้าร่วมโครงการ Cloud First ของรัฐบาลไทย และฝ่ายไทยได้ขอให้เพิ่มความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทย เพื่อผลิตวิศวกรเฉพาะ Data Center Engineering มากขึ้น

    2.Microsoft ผู้นำเทคโนโลยีด้านคลาวด์ และ AI ที่ประกาศแผนลงทุนดาต้าเซนเตอร์ และบริการคลาวด์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 โดยเริ่มลงทุนร่วมบริษัทไทยหลายบริษัท อีกทั้งมีความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายแห่ง รวมถึงกระทรวงดิจิทัลฯ ในการพัฒนาทักษะดิจิทัล และ AI ให้บุคลากร และนักศึกษาไทย ตลอดจนสนับสนุนการนำคลาวด์ไปใช้ในระบบงานภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    ย้ำแผน TikTok ลงทุนไทย 2.7 แสนล้าน

    3.TikTok แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกที่มีแผนลงทุนระยะยาวในไทย 270,000 ล้านบาท โดยลงทุนเฟส 1 แล้ว 30,000 ล้านบาท รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งให้ความรู้เรื่องภัยออนไลน์ และยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ในการใช้แพลตฟอร์มเพื่อพัฒนาธุรกิจ และเพิ่มยอดขายออนไลน์ โดยได้หารือการต่อยอดสู่ Regional Content Hub ของภูมิภาค

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    4.HCL Technologies บริษัทให้บริการไอที และซอฟต์แวร์สัญชาติอินเดียที่เติบโตสูงที่สุดในโลก และเชี่ยวชาญ Digital Transformation โดยหารือแนวโน้มเทคโนโลยี และทิศทางการลงทุนด้านดิจิทัล 

    ตลอดจนการเพิ่มความร่วมมือยกระดับระบบนิเวศดิจิทัลไทย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมการผลิต รวมทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องความต้องการอุตสาหกรรมยุคใหม่

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การร่วมงาน WEF ครั้งนี้เป็นการเชื่อมต่อเครือข่าย และสร้างแนวทางการทำงานเชิงรุกร่วมกับผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เพื่อยกระดับให้เป็นโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ซึ่งตอกย้ำว่าไทยเหมาะสมเป็นฐานธุรกิจที่มั่นคงระยะยาว และเป็นจุดเชื่อมที่มีประสิทธิภาพกับตลาดในเอเชียที่มีศักยภาพสูง

    “ซีอีโอไทย”แห่ร่วมเกาะติดทิศทางโลก

    สำหรับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 มีผู้บริหารบริษัทเอกชนเข้าร่วมประชุม และหารือกับผู้บริหารบริษัทระดับโลก เช่น นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางจาก, นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด 

    รวมถึงผู้บริหารจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

    “บิทคับ” จัดเวทีธุรกิจไทยเชื่อมโลก

    นอกจากนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักธุรกิจของไทยมีโอกาสแลกเปลี่ยน และพูดคุยกับผู้บริหารระดับโลกที่เดินทางเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ บิทคับ จัดวงเสวนาหัวข้อ “Experience sharing session by a panel of speakers” 

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    ผู้สื่อข่าว กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า มีผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์ประกอบด้วย นายอัลแบร์โต ดิอาซ รองหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ, แคนตันซุก (Canton of Zug) สวิตเซอร์แลนด์ และนายวินเซนต์ อิศวรา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DANA อินโดนีเซีย ซึ่งมาร่วมแชร์ร่วมกับนักธุรกิจไทย

    นายจิรายุส เปรียบเทียบการเข้าร่วมดาวอสว่า “ไม่ใช่สปา แต่เป็นยิม” โดยชี้ว่า การเป็นสมาชิกหรือการได้เข้าร่วมงานไม่ได้หมายความว่าจะได้ประโยชน์ทันที “ถ้าคุณอยากได้ผล คุณต้องลงมือทำเอง” ผู้เข้าร่วมต้องกล้าเข้าสังคม สร้างเครือข่าย แนะนำตัว แลกนามบัตร และรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่อง โดยโอกาสจากดาวอสจะตกเป็นของคนที่ทุ่มเทแรง และใช้เวทีนี้อย่างจริงจังเท่านั้น

    ขณะที่ นายวินเซนต์ กล่าวว่า เวทีเสวนาในงานนี้ที่ดาวอส สะท้อนมุมมองตรงกันว่า แม้ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเข้าร่วม แต่ผลลัพธ์ทางอ้อมสามารถส่งต่อถึงสังคมวงกว้างได้

    “แม้หลายคนจะไม่ได้เข้าร่วมงานในสถานที่จริง แต่ฟอรั่มยังเปิดเผยเอกสาร งานวิจัย และไลฟ์สตรีมไว้ทั้งหมดทุกประเด็นสำคัญอยู่บนเว็บไซต์ ตั้งแต่ผลกระทบของ AI การสร้างงาน ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์”

    ทั้งนี้ผู้สนใจเริ่มต้นทำธุรกิจหรือการลงทุนสามารถใช้ข้อมูลงานวิจัย และรายชื่อบริษัทที่ได้รับเชิญเป็นจุดตั้งต้นได้ อีกทั้งการติดตามการอภิปรายตลอดสัปดาห์ยังช่วย “อ่านอารมณ์โลก” และมองเห็นทิศทางของปีนั้นได้ชัดเจนขึ้น

    นายอัลแบร์โต มองว่า ประโยชน์ของดาวอสเกิดขึ้นลักษณะ “ไหลซึมลงสู่สังคม” โดยคนทั่วไปได้อานิสงส์ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับการสร้างความตระหนักรู้ และการเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI รถไร้คนขับ หุ่นยนต์ และโดรน 

    ระดับความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท และสถาบันการศึกษา รวมถึงระดับนโยบายการเมือง ซึ่งการพบปะของผู้นำโลกอาจนำไปสู่การเจรจา ข้อตกลง หรือสนธิสัญญาที่ส่งผลต่อประชาชนในท้ายที่สุด

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    “ทรัมป์” นำทีมอเมริกาชุดใหญ่เข้าร่วม

    การประชุมประจำปีนี้ อยู่ภายใต้บรรยากาศตึงเครียดสุดรอบหลายทศวรรษ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำคณะผู้แทนสหรัฐชุดใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์เข้าร่วม พร้อมนโยบายต่างประเทศที่ดุดัน ทั้งการประกาศขึ้นภาษี 8 ประเทศในยุโรปที่ต่อต้านการซื้อเกาะกรีนแลนด์ ไปจนถึงความพยายามตั้ง ‘คณะกรรมการสันติภาพ’ นอกกรอบของสหประชาชาติ

    ประธานาธิบดีทรัมป์จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์วันที่ 21 ม.ค.69 เวลา 21.30 น. ตามเวลาในไทย คาดว่าเน้นที่ประเด็นภายในประเทศแม้เป็นเวทีนานาชาติก็ตาม เช่น มาตรการลดต้นทุนด้านที่อยู่อาศัย และการชูวาระเศรษฐกิจที่ผลักดันให้สหรัฐเป็นผู้นำโลกด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากเข้าร่วมในปีที่แล้วผ่านวิดีโอคอล

    ทว่าไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความขัดแย้งกับพันธมิตรยุโรป กรณีเกาะกรีนแลนด์ โดยทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาได้ตกลงจัดการพบปะหารือที่ดาวอสในประเด็นกรีนแลนด์ หลังจากสนทนาทางโทรศัพท์ด้วยดีกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)

    ไทยบุก ‘ดาวอส’ ดึงความเชื่อมั่น CEO ไทยแห่เข้าร่วมเกาะติดโลก

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเตรียมใช้เวทีดาวอสประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” เพื่อแก้ไขปัญหาในฉนวนกาซา ซึ่งมีการกำหนดเงื่อนไขการเป็นสมาชิกถาวรด้วยการบริจาคเงินสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูกาซา โดยมีผู้นำหลายประเทศ เช่น ฮังการี จอร์แดน และกรีซ ได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งแล้ว ขณะที่ไทยที่ได้รับเชิญกำลังพิจารณา

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WqjfSaTgnD-O3_WN2QXJX

  • ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

    ทรัมป์โวผลงาน 1 ปี เศรษฐกิจดี-สกัดผู้อพยพได้ มั่นใจกรีนแลนด์ไปได้สวย

    โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานแถลงข่าว ชูผลงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงเรื่องเศรษฐกิจและการตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่ยืนยันจุดยืนเรื่องกรีนแลนด์โดยเชื่อว่า เรื่องนี้จะไปได้สวย

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวประจำวันที่ทำเนียบขาว ในวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับยุโรปเรื่องกรีนแลนด์ และคำขู่ใช้มาตรการภาษีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ

    นายทรัมป์ก้าวขึ้นสู่โพเดียมแถลงข่าวพร้อมกับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ ซึ่งเขาเรียกมันว่ารายการ “ผลงานความสำเร็จ” ของเขา และนำเอกสารบางส่วนออกมาแสดงให้คนในห้องประชุมดู โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงนโยบายด้านคนเข้าเมืองในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

    นายทรัมป์ยังชูรูปถ่ายของกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมในรัฐมินนิโซตา พร้อมกับกล่าวอ้างว่าคนเหล่านี้คือ “อาชญากรต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย”

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อีกไม่นานเขาจะเดินทางไปยัง “สถานที่ที่สวยงามในสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งคำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้จากคนในห้องแถลงข่าว ก่อนที่เขาจะเสริมว่า “ผมมั่นใจว่ามีคนรอต้อนรับผมอย่างมีความสุขแน่นอน”

    อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นคำขู่ของเขาที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในที่ประชุม

    ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวต่อเหล่าผู้นำโลกที่ดาวอสว่า “มาตรการภาษีใหม่ๆ ที่สะสมอย่างไม่จบสิ้น” จากทางสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ก็ได้กล่าวในทำนองเดียวกันว่าเขา “คัดค้านอย่างรุนแรง” ต่อการเก็บภาษีในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์

    ชมผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา

    นายทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลาเพียงสั้นๆ โดยมีการพูดถึงนาง มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ผู้ซึ่งได้มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ทรัมป์ ในตอนที่เธอเข้าพบเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

    “บางทีเราอาจจะให้เธอเข้ามามีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่ง” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับชื่นชมมาชาโดว่าเป็น “ผู้หญิงที่วิเศษอย่างน่าเหลือเชื่อ”

    จับ “อาชญากร” นับหมื่นคน

    จากนั้น นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในรัฐมินนิโซตา โดยระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ได้เข้าควบคุมตัวผู้อยู่อาศัยที่ไม่มีเอกสารจำนวนกว่า 10,000 คน และเขากล่าวว่า ทั้งหมดเป็น “อาชญากร” และเป็น “พวกที่เลวร้ายที่สุดในบรรดาพวกที่เลวร้าย”

    ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลง เจ้าหน้าที่ได้แจกสำเนาเอกสารข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “365 ชัยชนะใน 365 วัน” ของประธานาธิบดีความสำเร็จอันดับที่ 1 ในรายการนั้นคือ การทำให้อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิติดลบ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

    เสียใจกรณี เรเน่ กู๊ด

    อย่างไรก็ดี นายทรัมป์แสดงความเสียใจหลายครั้งต่อเหตุการณ์ที่ เรเน่ กู๊ด ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก … นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

    ทรัมป์กล่าวอีกว่า เขารู้สึก “แย่มาก” เมื่อทราบว่าพ่อของกู๊ดนั้นเป็นแฟนตัวยงของเขา และถึงขั้นพูดว่า บางครั้งหน่วยงาน ICE ก็อาจจะ “ทำผิดพลาด” และ “รุนแรงกับผู้คนมากเกินไป”

    คำพูดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนอื่นๆ เคยพูดไว้หลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ที่ระบุว่ากู๊ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของเธอพุ่งชนเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE

    เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะภาษีนำเข้า

    ส่วนเรื่องภาษีนำเข้า นายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้ไปเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ดในรัฐมิชิแกน ซึ่งเขาอ้างว่าเมื่อ 2 ปีก่อนโรงงานแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลง แต่ปัจจุบันกลับเปิดทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง และกล่าวว่า “ภาษีนำเข้าคือสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องนี้” ก่อนจะเสริมว่า “ผมไม่รู้ว่าศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร”

    “เราจัดเก็บรายได้มาได้หลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว และถ้าเราแพ้คดีนั้น ก็เป็นไปได้ว่าเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินเหล่านั้นคืน” ทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า เขาไม่รู้ว่าจะจ่ายคืนได้โดยไม่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร พร้อมอ้างว่า ตอนนี้สหรัฐฯ มีความมั่นคงแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ก็เพราะภาษีนำเข้า

    เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เขาคิดอย่างไรที่มีชาวอเมริกันที่รู้สึกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น นายทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้รับช่วงต่อ “ความวุ่นวายที่เลวร้าย” มาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้นคือ “ปาฏิหาริย์” และเป็น “ภาพที่สวยงาม” พร้อมเสริมว่า “ราคาสินค้าต่าง ๆ กำลังลดต่ำลงอย่างมาก”

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางเศรษฐกิจจากเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ในขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ การจ้างงาน และภาพรวมเศรษฐกิจในวงกว้าง

    และแม้ว่าราคาน้ำมันและไข่ไก่จะปรับตัวลดลง แต่ราคาอาหารประเภทอื่นกลับแพงขึ้น และชาวอเมริกันยังคงไม่พอใจกับค่าที่พักอาศัย ค่าเลี้ยงดูบุตร และค่าบริการทางการแพทย์

    พ้อไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร

    นายทรัมป์ตัดพ้อด้วยว่า เขาไม่ได้รับเครดิตจากการทำให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้นเลย และบ่นอีกว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องความพยายามของเขา ในการลดค่ายาตามใบสั่งแพทย์เลย และกล่าวโทษสื่อมวลชนที่ไม่ยอมรายงานข่าวในเรื่องนี้

    นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขายังไม่ได้รับเครดิตมากพอจากการทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เขารับช่วงต่อมาจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนก่อนลดลงได้ “บางทีผมอาจจะมีทีมประชาสัมพันธ์ที่แย่ก็ได้ เรายังสื่อสารเรื่องนี้ออกไปไม่ถึงผู้คน เราได้รับมรดกเป็นตัวเลข (เงินเฟ้อ) ที่สูงมาก และเราก็ไปรับลดมันลงมาได้ตั้งเยอะ” เขากล่าว

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของรัฐบาลกลางที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2568 ขยับขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    เสื่อมศรัทธานอร์เวย์

    หลังจากนั้น นายทรัมป์พูดถึงสงครามที่เขาอ้างว่าเป็นคนยุติอีกครั้ง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะอ้างต่อว่า ประเทศนอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ “นอร์เวย์เป็นคนบงการทั้งหมด … มันเป็นเรื่องตลกสิ้นดี”

    “ผมเสื่อมความศรัทธาในนอร์เวย์ไปเยอะเลย” ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา และเผยว่า เขาเชื่อฝังใจเลยว่า นอร์เวย์เป็นผู้ควบคุมรางวัลนี้

    ทรัมป์บอกอีกว่า มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาซึ่งเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2568 บอกกับเขาว่าเธอไม่สมควรได้รับรางวัลนี้ แต่เป็นทรัมป์ต่างหากที่สมควรได้รับ และอ้างคำพูดของนางมาชาโดด้วยว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์สมควรได้รับมัน เพราะเขายุติสงครามไปถึง 8 แห่ง”

    ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาได้ยุติสงครามไปแล้วถึง 8 แห่งและสำหรับเขานั้น การแก้ไขความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดาย โดยย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบลหรอก” พร้อมเสริมว่าตอนนี้เขากำลังพยายามยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนอยู่

    แต่ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่า “นอร์เวย์มีอำนาจควบคุมรางวัลโนเบลอย่างมหาศาล ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม”

    อนึ่ง รางวัลโนเบลได้รับการตัดสินและมอบโดยคณะกรรมการโนเบลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่โดยรัฐบาลนอร์เวย์

    โวทำเพื่อนาโตมากกว่าใคร

    ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า ไม่มีใครทำเพื่อนาโต (NATO) ได้มากเท่ากับเขาอีกแล้ว “ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่นั่นก็จะบอกคุณแบบนั้น … ผมว่าคุณลองไปถามเลขาธิการ [นาโต] เกี่ยวกับเรื่องนี้ดูก็ได้ … เราทุ่มเงินมหาศาลไปกับนาโต และผมรู้ว่าเราจะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาแน่นอน แต่ผมแค่สงสัยจริงๆ ว่าพวกเขาจะยอมมาช่วยเราหรือไม่”

    นายทรัมป์อ้างถึงความสำเร็จในการทำให้ประเทศสมาชิกนาโตยอมตกลงจ่ายเงินสมทบงบประมาณด้านกลาโหมสูงถึง 5% ของ GDP จากเดิมเพียง 2%

    “พวกเขากำลังซื้อของจำนวนมากจากเราและส่งต่อไปให้ยูเครน” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะมีความสุข และเราเองก็จะมีความสุข … เราจำเป็นต้องมีมันเพื่อความมั่นคงของโลก”

    จากนั้นนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า เขายังคงมุ่งมั่นที่จะให้สหรัฐฯ เป็นสมาชิกนาโตต่อไปหรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ มาโดยตลอด และกลุ่มพันธมิตรนี้ “แข็งแกร่งขึ้นมาก” ตั้งแต่เขาเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว

    “ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “นาโตจะดีได้เท่าที่พวกเรา (สหรัฐฯ) เป็นเท่านั้น” และหากไม่มีสหรัฐฯ องค์กรนี้ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก

    คกก.สันติภาพอาจแทนที่ UN

    หลังจากนายทรัมป์เริ่มเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามหลังจากพูดมานานกว่าชั่วโมง คำถามแรกที่เขาได้รับคือเรื่องแผนการจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของเขา และคำถามที่ว่าเขาต้องการให้คณะกรรมการนี้เข้ามาแทนที่องค์การสหประชาชาติ (UN) หรือไม่

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “ก็อาจจะเป็นไปได้” และกล่าวหาว่า UN “ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก” แม้จะมีศักยภาพอยู่บ้าง แต่ตัวเขาเองไม่เคยคิดที่จะพึ่งพา UN ในการยุติสงครามใดๆ เลย

    ไม่เห็นด้วยเรื่องแผนเกาะชากอส

    นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องโพสต์บน Truth Social ที่เขาตราหน้าข้อตกลงของสหราชอาณาจักร ที่จะยกหมู่เกาะชากอสให้แก่ประเทศมอริเชียส และเช่าฐานทัพทหารที่สำคัญกลับคืนมาว่าเป็น “การกระทำที่โง่เขลาอย่างมหันต์” โดยถามว่าตอนนี้จุดยืนของเขาเปลี่ยนไปหรือไม่ เนื่องจากนายทรัมป์เคยสนับสนุนแผนการของสหราชอาณาจักรมาก่อน

    ทรัมป์ตอบว่า เมื่อตอนที่สหราชอาณาจักรวางแผนเรื่องนี้ในตอนแรก มันเป็นการ “พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์” แต่ในขณะนี้กลับกลายเป็นการ “พยายามจะทำสัญญาเช่าและขายมันทิ้ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์บอกว่า เขาคัดค้าน

    ทรัมป์ย้ำว่า เกาะชากอสไม่เหมือนกรีนแลนด์ แต่ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อโลกพอสมควร และเขาคิดว่าสหราชอาณาจักรควรจะรักษาหมู่เกาะชากอสเอาไว้ต่อไป

    เชื่อเรื่องกรีนแลนด์ไปได้สวย

    นักข่าวถามนายทรัมป์เรื่องที่เขาขู่จะตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้เสียงค้านกรณีกรีนแลนด์ และถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของเขานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    “เราก็คงต้องไปฟ้องร้องในเรื่องอื่นแทน” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือวิธีที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด รวดเร็วที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว”

    เขายังกล่าวอีกว่า “เรามีกำหนดการประชุมหลายนัดเกี่ยวกับเรื่องเกาะกรีนแลนด์ และผมคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทีเดียว”

    นักข่าวถามด้วยว่า เขาจะทำถึงขนาดไหนเพื่อให้ได้กรีนแลนด์มาครอบครอง ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้เอง”

    เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ชาวกรีนแลนด์ได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ นายทรัมป์ตอบว่า เมื่อเขาได้พูดคุยกับชาวกรีนแลนด์ เขามั่นใจว่าชาวกรีนแลนด์จะต้องรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแน่นอน

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2909037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r90q_ZSuIlSqCwsV4e22X

  • เวียดนามเริ่มก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ 3 แห่งที่นครไฮฟอง

    เวียดนามเริ่มก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ 3 แห่งที่นครไฮฟอง

    เวียดนามเริ่มก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ 3 แห่งที่นครไฮฟอง

    image.png

    เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 นครไฮฟองได้จัดพิธีเริ่มก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมจำนวน โครงการ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 19,000 พันล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 791.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยโครงการแรกคือนิคมอุตสาหกรรม Tien Lang ที่มีการลงทุนโดยบริษัท Asia–Pacific Sustainable Green Development JSC โครงการตั้งอยู่ในเขตการค้าเสรีภายใต้เขตเศรษฐกิจชายฝั่งตอนใต้ของนครไฮฟอง มีพื้นที่เกือบ 600 เฮกตาร์ หรือเท่ากับ 3,750 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 13,061 พันล้านเวียดนามด่อง (544.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯหลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการ นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้คาดว่าจะสร้างงานให้กับแรงงานถึง 42,000 – 45,000 คน นิคมอุตสาหกรรม Tien Lang ได้รับการวางแนวทางพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชาญฉลาด พร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคที่ครบวงจรตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไมโครชิป การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสนับสนุน และโลจิสติกส์เทคโนโลยีขั้นสูง

    โครงการที่สองคือโครงการนิคมอุตสาหกรรมสนามบิน Tien Lang – โซน ที่มีการลงทุนโดยบริษัท C.E.O Industrial Park Development Joint Stock Company โครงการตั้งอยู่ที่ตำบล Chan Hung นครไฮฟอง มีพื้นที่ 186.49 เฮกตาร์ (1,165.6 ไร่) และมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 2,795.372 พันล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 116.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญภายใต้แนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสนับสนุนและนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในเขตเศรษฐกิจชายฝั่งตอนใต้ของนครไฮฟอง โดยคาดว่าจะดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพสูง โดยเฉพาะในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องกล การผลิตและประกอบรถยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะมีส่วนช่วยใน      การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ โครงการจะสร้างงานนับพันตำแหน่งให้แก่แรงงานท้องถิ่น ช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐผ่านภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ นอกจากนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคที่ทันสมัยของนิคมอุตสาหกรรมยัง         จะก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนเชิงบวก ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการ การค้าและกระบวนการขยายตัวของเมืองไฮฟองในพื้นที่ตำบล Chan Hung และเขต Tien Lang นครไฮฟอง

    โครงการที่สามคือโครงการลงทุนก่อสร้างและดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานนิคมอุตสาหกรรม Vinh Quang ระยะที่ ตั้งอยู่ที่ตำบล Vinh Bao และตำบล Vinh Hai นครไฮฟอง โดยบริษัท IDICO JSC โครงการมีพื้นที่ 226.01 เฮกตาร์ (1,412.6 ไร่) ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 3,550.804 พันล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 148 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โครงการคาดว่าจะสร้างรายได้รวม 7,691 พันล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 320.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีส่วนช่วยในการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่รัฐ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,187 พันล้านด่งเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 49.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมทั้งสร้างงานให้กับแรงงาน 9,500 คน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงานในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน โครงการจะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคที่ครบวงจร ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดอุตสาหกรรมสะอาด อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ

    นาย Le Ngoc Chau ประธานคณะกรรมการประชาชนนครไฮฟอง กล่าวว่าปัจจุบันเมืองไฮฟองได้พัฒนาเป็นเมืองท่าทางทะเลขนาดใหญ่และทันสมัย โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ ของประเทศเวียดนาม โครงการจำนวนดังกล่าวที่ได้เริ่มก่อสร้างใหม่ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการก่อรูปเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคที่มีความสอดคล้องและทั่วถึง สร้างแรงขับเคลื่อนเชิงบวก และส่งเสริมการพัฒนาของภาคบริการ โลจิสติกส์ การค้า และการพัฒนาเมืองรอง ในพื้นที่โดยรอบ

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    จากข้อมูลสถิติของกรมศุลกากรเวียดนาม มูลค่ารวมสินค้านำเข้าและสินค้าส่งออกของนครไฮฟองในปี 2568 อยู่ที่ 90,230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.9 เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมืองไฮฟองมีทั้งสิ้น 220 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.8 เมื่อเทียบกับปี 2567 และมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ใหม่ที่เข้าสู่เมืองไฮฟองอยู่ที่ 1,777.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 125.8 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเมืองไฮฟอง ทั้งในด้านจำนวนเขตอุตสาหกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การที่นครไฮฟองเดินหน้าก่อสร้างโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่จำนวน โครงการ          ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน อุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และการผลิตยานยนต์ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสทางการค้า ที่มีศักยภาพให้แก่ธุรกิจส่งออกจากประเทศต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกจากประเทศไทยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z76mx6y4nbq3i8b66dcjwe01&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ECAz2gf63pQaUjaqoGuiE

  • IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง

    รายงาน World Economic Outlook Update ฉบับล่าสุด เดือนมกราคม 2026 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เป็น 3.3% จากเดิม 3.1% ในรายงานเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ ยืดหยุ่นกว่าที่คิดท่ามกลางความผันผวนด้านการเมือง การค้า และเทคโนโลยี


    IMF ระบุว่าแรงพยุงสำคัญมาจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง, นโยบายการคลังและการเงินที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้ ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับตลาดเกิดใหม่ และยังเปราะบางต่อความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น
    ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโลก 3.3% ในปี 2026 เมื่อมองเผินๆ อาจดูเรียบ นิ่ง และไม่น่าตื่นเต้น ราวกับกราฟเส้นตรงที่ไร้จังหวะขึ้นลง แต่แท้จริงแล้ว ความนิ่งนี้คือผลลัพธ์ของแรงปะทะกันระหว่างสองกระแสใหญ่ ด้านหนึ่งคือสหรัฐฯ และเอเชียกำลังถูกพัดพาไปด้วยพายุการลงทุนด้าน AI ที่แรงจัดจนแทบไม่มีอะไรฉุดรั้งได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความผันผวนของนโยบายการค้าทำหน้าที่เสมือนคลื่นลมที่คอยต้านแรงส่งนั้นไว้ ไม่ให้เศรษฐกิจโลกทะยานขึ้นได้สูงกว่านี้

    เศรษฐกิจโลกโต 3.3% “ไม่ร้อนแรง แต่ไม่ทรุด”เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกนิยามโดย IMF ว่า ’Resilient’ หรือยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้า และความผันผวนของพลังงาน การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ช่วยสร้างผลผลิตใหม่ที่พยุงอัตราการเติบโตเอาไว้ได้


    ’อินเดีย‘ โตแรงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลัก 

    อินเดียยังคงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราเติบโตสูงถึง 6.4% แม้ปรับขึ้นจากเดิมเพียง +0.2 จุด แต่ก็สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การเติบโตของภาคบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงตลาดแรงงานวัยหนุ่มสาวขนาดมหาศาล
    อินเดียจึงยังถูกมองว่าเป็น Growth Engine ตัวจริง ในโลกยุคหลังจากจีนโตกระหน่ำ

    ’จีน‘ ฟื้นแรงกว่าคาด 

    IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเป็น 4.5% (+0.3 จุด) จากปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการคือ
    1. สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีที่แท้จริงต่อสินค้าจีน หลังข้อตกลงพักรบทางการค้าเป็นเวลา 1 ปีในเดือนพฤศจิกายน
    2. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่รัฐบาลจีนเตรียมดำเนินการต่อเนื่องราว 2 ปี
    3. การฟื้นตัวของภาคการผลิต เทคโนโลยี และการบริโภคภายใน
    แม้เศรษฐกิจจีนจะไม่กลับสู่ยุคโต 8–10% แบบในอดีต แต่ IMF มองว่าจีนกำลังเข้าสู่ระยะการเติบโตคุณภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงปริมาณ

    ’สหรัฐอเมริกา‘ กลับมาคึก

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (+0.3 จุด) จากแรงส่งหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวในต้นปี 2026 รวมถึงนโยบายการคลัง (One Big Beautiful Bill Act) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนขององค์กร และการลงทุนในเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ได้รับผลกระทบจาก Government Shutdown
    แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Green Tech กอปรกับการบริโภคภาคครัวเรือนที่ยังแข็งแกร่ง ตลอดจนตลาดแรงงานที่แม้เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่ถดถอย
    สหรัฐฯ จึงยังคงบทบาทเสาหลักเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ภาระหนี้และความขัดแย้งการเมืองภายในยังเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    ‘สหราชอาณาจักร‘ ทรงตัว

    เศรษฐกิจอังกฤษถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดยไม่เปลี่ยนแปลงจากรายงานเดิม สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ยังสูง ความไม่แน่นอนด้านการค้าและแรงงานหลัง Brexit รวมถึงการบริโภคภายในที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลังอังกฤษจึงอยู่ในโหมดประคองตัวมากกว่าที่จะกลับมาเฉิดฉาย

    ’รัสเซีย‘ ถูกปรับลด โตต่ำ 1%

    รัสเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกปรับลดคาดการณ์ เหลือ 0.8% (-0.2 จุด) จากแรงกดดันสะสมของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเงินทุน ตลอดจนต้นทุนการทำสงครามที่กัดกินเสถียรภาพการคลัง
    IMF มองว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังอยู่ในภาวะโตต่ำยืดเยื้อ และมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงในระยะยาว

    ‘ฝรั่งเศส’ ฟื้นช้าแต่มีสัญญาณดี 

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.0% (+0.1 จุด) จากแรงหนุนของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้ยังไม่โดดเด่น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น

    ‘เยอรมนี‘ เริ่มตื่น แต่ยังเหนื่อยหนัก

    เยอรมนี ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” ในช่วงพลังงานแพงและอุตสาหกรรมชะลอ ถูก IMF ปรับขึ้นเป็น 1.1% (+0.2 จุด) จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานหลังยุคสงครามรัสเซีย-ยูเครน 
    นี่คือสัญญาณบวกเล็กๆ ว่ายักษ์ที่หลับใหลมานานอาจจะกำลังเริ่มตื่นและลืมตาขึ้นช้าๆ กระนั้นในภาพรวมยุโรปยังคงเดินต้วมเตี้ยม ด้วยคาดการณ์จีดีพีโตที่ 1.3% แม้สเปนและไอร์แลนด์จะทำผลงานได้ดี แต่อย่างที่บอกว่ายักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนียังคงเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานที่ยังคงหลอกหลอน (ต่อให้ลงทุนในพลังงานสีเขียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมความต้องการทั้งหมดของประเทศได้ทันการณ์) และภาคการผลิตที่ขาดความคล่องตั

    ’ญี่ปุ่น‘ โตช้าแต่เสถียร 

    ญี่ปุ่นถูกปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.7% (+0.1 จุด) สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการบริโภคภายในที่ฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อเริ่มทรงตัว การส่งออกเทคโนโลยีและเครื่องจักร รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก
    อย่างไรก็ดี ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างประชากรสูงวัยและแรงงานหดตัว ยังคงจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

    ‘ไทย’ สะดุดกลางทาง แต่ยังไม่หลุดโค้ง

    IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2025 ชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2026 และฟื้นกลับมาเป็น 2.2% ในปี 2027 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ การส่งออกที่ซบเซา และภาวะการเงินที่ตึงตัว แม้จะมีแรงพยุงบางส่วนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง
    เศรษฐกิจไทยจึงยังเผชิญความเสี่ยงด้านลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ของการทบทวนการลงทุนด้าน AI และความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ สนับสนุนท่าทีผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ IMF แนะนำให้เดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการค้า ผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว


    โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนรอยแยกของความมั่งคั่ง รายงานฉบับล่าสุดจาก IMF เผยภาพรวมที่ดูเหมือนจะสงบ แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นที่พร้อมจะซัดให้เรือทุกลำโคลงเคลงได้ทุกเมื่อ นี่คือบทสรุปของโลกที่กำลังขับเคลื่อนด้วยพลังที่สวนทางกัน (Divergent Forces) อย่างรุนแรง


    ‘สงครามการค้า’ พักรบชั่วคราว หรือแค่รอเวลาปะทุ?

    ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-สหรัฐฯ ในปี 2026 เหมือนคู่รักที่ถือมีดไว้ข้างหลัง แม้จะมีการลงนามพักรบ ลดภาษีศุลกากรและควบคุมการส่งออกชิปและแร่หายากจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2026 แต่มันก็เป็นเพียงการหยุดพักหายใจชั่วคราว นโยบายกีดกันทางการค้ายังคงเป็นระเบิดเวลาที่รอวันถอดสลัก ซึ่ง IMF เตือนว่าหากความตึงเครียดนี้กลับมาปะทุอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานโลกพังพินาศแน่นอน


    ‘AI’ ฮีโร่ผู้ขี่ม้าขาว หรือฟองสบู่ลูกใหม่?

    เรากำลังอยู่ในยุคที่ Magnificent 7 (กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet (Google), Amazon, Nvidia, Meta Platforms (Facebook) และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นหัวรถจักรของตลาดหุ้นยุค AI และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของดัชนี S&P 500 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nvidia, Microsoft และ Alphabet ที่ได้อานิสงส์จาก AI โดยตรง) ทิ้งห่างหุ้นตัวอื่นๆ แบบไม่เห็นฝุ่น กราฟการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พุ่งสูงเสียดฟ้า สวนทางกับตลาดโดยรวม นี่คือดาบสองคม! หากผลผลิตจาก AI ไม่สามารถจับต้องได้จริงตามที่นักลงทุนคาดหวัง เราอาจได้เห็นการปรับฐานของตลาดเงินที่รุนแรงจนสะเทือนไปถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนทั่วโลก

    เงินเฟ้อลดลง แต่ค่าครองชีพยังคงสูงเสียดฟ้า

    ข่าวดีคือเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังค่อยๆ ดิ่งหัวลงจาก 4.1% ในปี 2025 เหลือ 3.8% ในปี 2026 แต่สำหรับชาวบ้านเดินถนน ตัวเลขนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะค่าครองชีพยังคงค้างฟ้า โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ความกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ายังเป็นปัญหาใหญ่ แม้ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะลดลงตามกลไกตลาดและอุปสงค์ที่ชะลอตัว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เราไม่อาจวางใจได้

    IMF เตือน เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง

    แม้ภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ IMF ย้ำว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังไม่มั่นคง โดยเฉพาะ 3 ความเสี่ยงหลักคือ
    1. AI จะเพิ่มผลิตภาพจริง หรือจะกลายเป็นฟองสบู่การลงทุน?
    2. ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาจปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ
    3. หนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงิน ที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    โลกยังโตได้ แต่ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัย

    การปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็น 3.3% คือสัญญาณว่าโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ปลอดภัยหรือมั่นคงเต็มที่เช่นกัน
    ความท้าทายที่แท้จริงคือ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ IMF ย้ำชัดว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องเร่งสร้างเกราะป้องกันทางการคลัง (Fiscal Buffers) และใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ผลจริง โดยไม่ปล่อยให้การเมืองมาบงการจนวินัยทางการเงินพังพินาศ
    นี่คือยุคของการเติบโตภายใต้ความไม่แน่นอน โลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม แต่ยังเปราะบางต่อสงคราม การเมือง และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยังไม่จบ
    เศรษฐกิจโลกปี 2026 จึงไม่ได้แข่งกันว่าใครโตเร็วสุด แต่คือใครจะปรับตัวได้เร็วสุด และยืนระยะได้ยาวสุดต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกในปี 2026 ไม่ใช่ที่สำหรับคนขลาด แต่เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่ปรับตัวได้ไว ใครที่เกาะกระแสเทคโนโลยีได้ทันและบริหารความเสี่ยงจากกำแพงภาษีได้ฉลาด คือผู้ที่จะรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลนี้

    ที่มา :


    Post Views: 345

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/20/imf-global-economy-2026-growth-ai-geopolitics/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWiBub4Y4SReAHNt_ADh_

  • ครบ 1 ปี โดนัลด์ ทรัมป์ ชูผลงานเศรษฐกิจ ปราบปรามคนเข้าเมือง เดินหน้ายึดกรีนแลนด์

    ครบ 1 ปี โดนัลด์ ทรัมป์ ชูผลงานเศรษฐกิจ ปราบปรามคนเข้าเมือง เดินหน้ายึดกรีนแลนด์

    วันนี้, 07:04น.

              ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แถลงข่าวประจำวันที่ทำเนียบขาว ในวันอังคารที่ 20 ม.ค. 2569 ด้วย ทรัมป์ก้าวขึ้นสู่โพเดียมแถลงข่าวพร้อมกับแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ ซึ่งเขาเรียกมันว่ารายการ “ผลงานความสำเร็จ” ของเขา และนำเอกสารบางส่วนออกมาแสดงให้คนในห้องประชุมดู โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงนโยบายด้านคนเข้าเมืองในช่วง 12 เดือน

              ทั้งนี้ ก่อนที่นายทรัมป์จะเริ่มแถลง เจ้าหน้าที่ได้แจกสำเนาเอกสารข่าวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “365 ชัยชนะใน 365 วัน” ของประธานาธิบดีความสำเร็จอันดับที่ 1 ในรายการนั้นคือ การทำให้อัตราการย้ายถิ่นฐานสุทธิติดลบ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

               อย่างไรก็ดี นายทรัมป์แสดงความเสียใจหลายครั้งต่อเหตุการณ์ที่ เรเน่ กู๊ด ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตที่เมืองมินนีแอโพลิสเมื่อสองสัปดาห์ก่อน “มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก … นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก”

              คำพูดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถือว่าสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนอื่นๆ เคยพูดไว้หลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คริสตี โนเอม ที่ระบุว่ากู๊ดเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และมีเจตนาที่จะใช้รถยนต์ของเธอพุ่งชนเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE

              ส่วนเรื่องภาษีนำเข้า นายทรัมป์กล่าวว่า จัดเก็บรายได้มาได้หลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว และถ้าเราแพ้คดีนั้น เป็นไปได้ว่าเราต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจ่ายเงินเหล่านั้นคืน” ทรัมป์กล่าวต่อ และเสริมว่า เขาไม่รู้ว่าจะจ่ายคืนได้โดยไม่กระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร พร้อมอ้างว่า ตอนนี้สหรัฐฯ มีความมั่นคงแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและไม่มีภาวะเงินเฟ้อ ก็เพราะภาษีนำเข้า

              เมื่อถูกนักข่าวถามว่า เขาคิดอย่างไรที่มีชาวอเมริกันที่รู้สึกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น นายทรัมป์ยืนยันว่า เขาได้รับช่วงต่อ “ความวุ่นวายที่เลวร้าย” มาจากอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน และยืนยันว่า สิ่งที่เขาทำนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนั้นคือ “ปาฏิหาริย์” และเป็น “ภาพที่สวยงาม” พร้อมเสริมว่า “ราคาสินค้าต่าง ๆ กำลังลดต่ำลงอย่างมาก”

              ส่วนการตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้เสียงค้านกรณีกรีนแลนด์ และถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการใช้มาตรการภาษีของเขานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายทรัมป์ระบุว่า ก็คงต้องไปฟ้องร้องในเรื่องอื่นแทน พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือวิธีที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด รวดเร็วที่สุด และซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว พร้อมเตรียมเรียกประชุม เรื่องเกาะกรีนแลนด์ และผมคิดว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทีเดียว เมื่อเขาได้พูดคุยกับชาวกรีนแลนด์ เขามั่นใจว่าชาวกรีนแลนด์จะต้องรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างแน่นอน

              ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อีกไม่นานเขาจะเดินทางไปยัง “สถานที่ที่สวยงามในสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งคำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ได้จากคนในห้องแถลงข่าว ก่อนที่เขาจะเสริมว่า “ผมมั่นใจว่ามีคนรอต้อนรับผมอย่างมีความสุขแน่นอน”  นั่นคือการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประเด็นคำขู่ของเขาที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ด้วยกำลัง กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในที่ประชุม

    #ยึดกรีนแลนด์

    #1ปีทรัมป์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qUaieS3mxZI2nB7NyYKpt

  • ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

    ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยเมื่อเครื่องยนต์เก่า-คนขับแก่

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติโตต่ำ-หนี้สูง โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP ในปีนี้คาดการณ์ไว้เพียง 1.5% ซึ่งลดลงอย่างน่ากังวลจากศักยภาพเดิมที่เคยเติบโตได้สูงถึง 5%

        “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวที CEO Day จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” เปรียบเปรยเศรษฐกิจไทยในเวลานี้เป็นเหมือน “เครื่องยนต์เก่า คนขับแก่ เทคโนโลยีเดิม และกฎระเบียบที่มากเกินไป” ทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในสภาวะเหมือนรถติดตลอดเวลา การจะหลุดพ้นจากหล่มนี้ได้ จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยรวมจาก 23% ให้กลับไปแตะระดับ 40% ของ GDP เพื่อดึงศักยภาพการเติบโตที่ระดับ 4-5% กลับคืนมาอีกครั้ง

        ความย้อนแย้งที่สำคัญในปัจจุบันคือ แม้มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มดิจิทัลและ Data Center ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 17 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่สัดส่วนการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงกลับลดลงอย่างน่าตกใจ จาก 96% ในช่วงปี 2558-2562 เหลือเพียง 45% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาทที่ยังคงติดค้างจากอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต มาตรการ Thailand Fast Pass จึงเป็นเครื่องมือเร่งด่วนเพื่อปลดล็อกคอขวดเหล่านี้ ซึ่งตามข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า หากเราดำเนินการได้รวดเร็วจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนจริงได้ 1% และส่งผลบวกต่อ GDP อย่างน้อย 0.1% ต่อปี

        การขับเคลื่อน “เครื่องยนต์ใหม่” (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation และฐานข้อมูล AI จำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดที่นักลงทุนต่างชาติเรียกร้อง  “ดร.เอกนิติ” บอกว่า ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง นอกจากนี้ การลงทุนใหม่ๆ ต้องมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยและดึง SMEs เข้าสู่ซัพพลายเชน เพื่อให้การเติบโตกระจายตัวสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนใหญ่เท่านั้น
        สำหรับปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์หรือ “คนขับแก่” รัฐบาลได้เสนอโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของธุรกิจ ผ่านการ Reskill และ Upskill แรงงานทุกกลุ่มรวมถึงผู้สูงอายุวัย 60 ปี ควบคู่ไปกับการใช้กลไกทางกฎหมายตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ. แรงงาน เพื่อดึงดูด แรงงานทักษะสูง (Skill Labor) และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ให้เข้ามาทำงานได้สะดวกขึ้น มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาประชากรวัยแรงงานที่ลดลง แต่ยังเป็นการเติมเต็มทักษะที่ตลาดต้องการและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างเร่งด่วน
        โดยสรุป เรามองว่าความสำเร็จในการยกระดับประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริงผ่านกลยุทธ์ ที่ “ดร.เอกนิติ” เรียกว่า Quick Big Win เราเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาเดินหน้าด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและพร้อมแข่งขันในเวทีโลกอีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เราต้องเร่งลงมือทำแล้ว เพราะเวลานี้ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านกำลังจะวิ่งแซงหน้าเราไปแล้ว!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1217460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H4he2UrTxjPo-AS7bq_8E

  • โลกร้อน เศรษฐกิจซึม ธุรกิจไทยเดินทางไหนจะไปรอด ?

    โลกร้อน เศรษฐกิจซึม ธุรกิจไทยเดินทางไหนจะไปรอด ?

    สวัสดีครับ

    เริ่มศักราชใหม่ “ธีม” หรือวาระหลักของโลกเราตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้คงหนีไม่พ้นกับคำว่า “เปราะบาง” ครอบคลุมในทุกแง่มุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับปี 2569 ซึ่งหลายสำนักวิจัยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งจะโตต่ำสุดในภูมิภาคจากทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและความสามารถทางการแข่งขัน สำหรับภาคธุรกิจแล้ว เป้าหมายหลักของปีนี้คือจะทำอย่างไรให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่กำลังพยายามอย่างสุดกำลังในการรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ให้ได้

    อีกหนึ่งวาระหลักของโลกที่ไม่ควรละเลยคือภัยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปในช่วงปลายปี 2568 คือน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งวิกฤตนี้ได้สร้างความเสียหายต่อสังคม ชุมชน และธุรกิจนับแสนล้านและกว่าจะฟื้นฟูกลับมาต้องใช้เวลาหลายเดือน ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเฉพาะแง่มูลค่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสภาพคล่องของธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการพลิกฟื้น

    จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ความถี่ของภัยพิบัติในช่วงปี 2554-2565 เฉลี่ยจากเดิมอยู่ที่ 4.4 ครั้งต่อปี แต่นับตั้งแต่ปี 2564-2567 ความถี่นี้กลับเพิ่มขึ้นเป็น 6.8 ครั้งต่อปี นอกจากนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ในปี 2569 ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก พุ่งขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่าง ฟิลิปปินส์ เมียนมา และเวียดนามต้องเจอกับความเสี่ยงไม่แพ้กันเพราะได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7, 9 และ 10 ตามลำดับ

    ไม่เพียงแต่เฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาครัฐด้วย เนื่องจากรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาภัยธรรมชาติสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี คงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าประเทศไทยสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล หรือนำไปลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว อันจะลดความเปราะบางเชิงโครงสร้าง และทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน

    ทางออกหนึ่งของประเทศไทยท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและภัยจากโลกร้อน คือแนวคิด “Reinvent Thailand” หรือแพลตฟอร์มความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน กล่าวง่ายๆ คือ เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบพลิกโฉมให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หัวใจของ Reinvent Thailand เป็นการยกระดับความแกร่งของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น

    ในมิติของภาคการเงิน ธนาคารพาณิชย์กำลังพลิกบทบาทจากเดิมที่เป็น “ผู้ให้เงินทุน” มาเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการมากขึ้น โดยภาคการเงินสามารถออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ SME มีสภาพคล่องเพียงพอในยามวิกฤต พร้อมยื่นมือสนับสนุนการลงทุนเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ปัจจุบัน เราได้เห็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ออกแบบมาเฉพาะจุด ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงประคองให้รอดเท่านั้น แต่ต้องช่วยยกระดับธุรกิจให้แข็งแรงกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตอาจมีโครงการลักษณะเช่นนี้ออกมาอีก

    เมื่อภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้ จะเปิดโอกาสให้นำเงินไปใช้ยกระดับศักยภาพในหลายมิติ อาทิ การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การลดต้นทุนผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลงทุนในระบบบริหารความเสี่ยงที่มีความเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) และการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการวางแผนเชิงสถานการณ์ (Scenario Planning) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องกลับมาให้ความสำคัญกับแผนงานเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่แนวปฏิบัติที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างความเติบโต อาทิ การท่องเที่ยว เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้าปลีกและการค้าส่ง เมื่อธุรกิจมีแผนงานที่ชัดเจน โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนย่อมมีมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ  

    ดังนั้นปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นปีแห่งการประคองตัวเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง โลกใบนี้อาจยังเต็มไปด้วยเมฆหมอกและพายุหลายลูก แต่ด้วยแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐที่จะชัดเจนขึ้นหลังการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เชื่อได้ว่าภาคธุรกิจไทยจะสามารถเดินหน้าผ่านเส้นทางอันขรุขระนี้ พร้อมใช้เป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตระลอกใหม่ได้อย่างมั่นคง เมื่อภาคธุรกิจแข็งแรง ประเทศไทยย่อมเข้มแข็งครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1217467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02SFl-vcuA919VJGT3WYKV