Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้ ‘โรคอ้วน’ วิกฤตสุขภาพคนไทย กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล!

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้ ‘โรคอ้วน’ วิกฤตสุขภาพคนไทย กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล!

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้ 'โรคอ้วน' วิกฤตสุขภาพคนไทย กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อเท็จจริง ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!! พบเกือบ 50% ของคนไทยมีน้ำหนักเกิน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนภาพคนไทยกำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด!! คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก ขณะที่บำรุงราษฎร์ให้บริการควบคุมน้ำหนักด้วยทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุม ด้วยแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพ ที่ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล และเป็นแห่งแรก ๆ ในโลกที่พัฒนาแนวทางการควบคุมดูแลน้ำหนักให้เหมาะสมด้วยการบุกเบิกนวัตกรรมส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) โดยผสานเข้ากับการรักษาด้วยยา เผยแนวทางป้องกันโรคจากความอ้วนได้แท้จริง คือการคุมน้ำหนักที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมปรับวิถีชีวิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การใช้ยา และหัตถการขั้นสูง

    โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้ 'โรคอ้วน' วิกฤตสุขภาพคนไทย กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล! พร้อมเปิดแนวทางจัดการน้ำหนักเพื่อสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

    ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

    ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

    รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

    จากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้ ทำให้การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย

    ดร.อาทิรัตน์ กล่าวต่อว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”

    พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ให้เห็นว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว

    การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน

    รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด

    สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

    นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา

    พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูงแม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

    แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน

    การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น “Health Resolution” ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12782399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C_vb2f8gp8vo8pgbVC-8L

  • ชวนส่องภารกิจส่งเสริมความรู้ (ทางการเงิน) ของแบงก์ชาติกัน

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เพิ่งผ่านวันเด็กกันมานะคะ วัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหวัง ความเติบโต  แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาสด้านการเรียนรู้ หรือ เด็กบางส่วนเติบโตมาอย่างเปราะบาง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีหนี้ท่วมเพราะขาดความรู้ในการจัดการเงิน

    แบงก์ชาติตระหนักถึงการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จึงได้ก่อตั้ง มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เมื่อปี 2535 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธปท. ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงิน เพื่อมอบแก่เด็กยากจน ให้สามารถเรียนจบในหลากหลายสาขาอาชีพมากว่า 30 ปี ค่ะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    rn

     

    rn

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    rn

     

    rn

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    rn

     

    rn

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    rn

     

    rn

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    rn

     

    rn

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    rn”}}” id=”text-b2dc88063a”>

    ปัจจุบัน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. เป็นหนึ่งในภาคี “All for Education” ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. โดยมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ให้ทุนแก่เด็กยากจนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้รอดพ้นจากการเป็นแรงงานทักษะต่ำ แต่เติบโตเป็นกลุ่มวัยทำงานในสาขาขาดแคลน ทั้งดิจิทัล เทคโนโลยี และรองรับสังคมสูงวัย ตอบโจทย์เศรษฐกิจของประเทศ

    นอกจากการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านโอกาสทางการศึกษาแล้ว แบงก์ชาติเองมีบทบาทหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันปัญหาหลักของประเทศ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง ซึ่งผู้ว่าการ ธปท. คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในยุคนี้ แบงก์ชาติจะขยายบทบาท จากเดิมที่เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ มาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน “ลงมือช่วยกันทำ”

    ในช่วง 2 เดือนนี้ แบงก์ชาติได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 2 โครงการ ซึ่งเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตามที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังฉบับก่อน คือ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้กลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ โดยท่านที่สนใจ อย่าลืมรีบลงทะเบียนกันนะคะ และ โครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    นอกจากการให้โอกาสคนตัวเล็ก ผ่านมาตรการเฉพาะจุด และ การให้โอกาสเด็กยากจนผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านทักษะอาชีพ” อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มรายได้ของคน และ ผลิตภาพของประเทศ แล้ว ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อ “พัฒนาคนให้เก่งขึ้นด้านการใช้ชีวิตเป็น” ตามที่ผู้ว่าฯ วิทัยเคยกล่าวถึงในงาน Governor Connect คือ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) ทั้งการออมและการใช้เงินเป็นด้วย

    เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แต่บริหารเงินไม่เป็น ก็หมดตัว เป็นหนี้ได้นะคะ !!! ความรู้ทางการเงิน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรส่งเสริมค่ะ

    ภารกิจงานด้านส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่แบงก์ชาติดำเนินการ มีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

    (1) “Fin. ดี” series: เริ่มจากโครงการ “Fin. ดี We Can Do!!!” ในปี 2561 โดยแบงก์ชาติร่วมกับ สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่กลุ่มเยาวชนอาชีวศึกษา รวมถึงสร้างแกนนำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายที่ยั่งยืน และมีพฤติกรรมการออมที่ดีขึ้น จากนั้นในปีต่อมา แบงก์ชาติมีโครงการ “Fin.ดี Happy Life!!!” โดยเข้าไปช่วยปรับพฤติกรรมและสร้างทักษะทางการเงินแก่กลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “สาวโรงงาน” ซึ่งท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ในพระสยาม BOT Magazine ฉบับ 26 ก.ย. 2567 ค่ะ

    (2) “สตางค์ Story” คลังข้อมูลออนไลน์: เพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้คนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ แบงก์ชาติจึงได้สร้าง “สตางค์ Story” (https://www.bot.or.th/th/satang-story.html) ใน web site แบงก์ชาติ เป็นแหล่งรวมความรู้ทางการเงิน ในหลายเรื่องราว ทั้งการวางแผนทางการเงิน การพิชิตหนี้ในที่เดียวที่รวมความรู้ทั้งก่อนเป็นหนี้และการจัดการหนี้  การรู้เท่าทันภัยทางการเงิน  และ การรวมเรื่องน่ารู้สำหรับผู้ใช้บริการทางการเงินให้ไม่เสียสิทธิ โดยมีเครื่องมือทางด้านการเงิน (Financial Tools) ซึ่งมีโปรแกรมคำนวณและเปรียบเทียบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องเงินกู้ ว่าต้องผ่อนเดือนละเท่าไร ผ่อนนานเพียงใด เรื่องเงินออม ว่าอยากมีเงินเก็บเท่านี้ ต้องออมเท่าไร นานกี่ปี รวมทั้ง ยังมีการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วยค่ะ 

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    rn

     

    rn

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    rn

     

    rn

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

    rn”}}” id=”text-86b45f4ca4″>

    (3) Train the trainers: เพื่อให้เกิดการขยายความรู้ทางการเงินในวงกว้าง แบงก์ชาติมีโครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนเรื่องการเงิน ที่ไม่เพียงแค่สอนให้เข้าใจง่าย สนุก แต่ยังช่วยปลูกฝังนิสัยทางการเงินที่ดีแก่เด็กๆ อย่างยั่งยืนด้วย และยังมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษากับลูกหนี้ อีกทั้งยังมีแนวทางเพื่อสร้างหมอหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานภาคต่างๆ ของแบงก์ชาติที่ส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เพื่อขยายเครือข่ายหมอหนี้ให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง นอกจากนี้ มีโครงการ “Responsible employer” เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเงินที่ดีในที่ทำงาน โดยนายจ้างสามารถยื่นมือช่วยเหลือพนักงานของตนเอง ผ่านการเพิ่มความรู้ เสริมสร้างทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม โดยแบงก์ชาติได้รวบรวมแหล่งความรู้สำหรับคนวัยทำงาน ไว้ใน“สตางค์ Story” เช่นกันค่ะ

    (4) การสร้างหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาที่ยั่งยืน (Financial literacy competency): เป็นการวางฐานรากที่แข็งแรงด้านความรู้ทางการเงิน (Financial foundation) โดยแบงค์ชาติร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สศค. ก.ล.ต. ตลท. และ คปภ. เพื่อ (1) พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงินสำหรับภาคการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมแก่นักเรียนแต่ละระดับชั้นการศึกษา (2) กำหนดเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่จำเป็นและสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร เครื่องมือ และสื่อการสอนต่าง ๆ และ (3) ผลักดันให้เกิดเครือข่ายครูแกนนำที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับและส่งต่อความรู้ทางการเงินภายในสถานศึกษาได้ในวงกว้างและยั่งยืน

    แบงค์ชาติได้รวบรวมสื่อการสอนความรู้ทางการเงินตามกรอบสมรรถนะทางการเงินเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ คุณครู/อาจารย์ที่สนใจการสร้างห้องเรียนการเงินแบบกำหนดเป็นรายวิชาเฉพาะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สามารถเยี่ยมชม “สตางค์ Story” ใน web site แบงก์ชาติได้ค่ะ

    มาร่วมกันส่งเสริมความรู้ทางการเงิน “All for financial literacy (FL)”  เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินที่ดี ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืนกันนะคะ  

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260120.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08f2MbWoCf9IIlGTJWNbpo

  • ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    ดร.ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้อธิบายถึงความรับผิดทางกฎหมายจากการแทรกแซงอย่างเปิดเผยของสหรัฐอเมริกาต่อเหตุความไม่สงบครั้งล่าสุดของประเทศ ในบทความที่เผยแพร่ในอิหร่าน โดยเขาได้เขียนไว้ว่า:

    เหตุการณ์การล่าสุดและปฏิบัติการก่อการร้ายที่มีการจัดอย่างเป็นระบบ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสงครามที่ถูกบังคับเป็นระยะเวลา 12 วันต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้เผยให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงพฤติกรรมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่มีต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวยังได้ตั้งคำถามพื้นฐานประการหนึ่งในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อสาธารณชนทั่วโลกว่า รัฐต่าง ๆ สามารถดำเนินการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องรับผิดหรือไม่ต้องแบกรับต้นทุนใด ๆ ได้จริงหรือไม่

    หลักฐานภาคสนามที่ชัดเจนและถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ปฏิบัติการก่อการร้ายในช่วงวันที่ 18–20 เดือนเดย์ มิได้เป็นความไม่สงบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรอง สื่อ และการปฏิบัติการจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ การฝึกอบรม การจัดหาอุปกรณ์ และการชี้นำกลุ่มอาชญากร การยุยงส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง ตลอดจนความพยายามในการทำลายเสถียรภาพด้านความมั่นคงภายในของอิหร่าน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ก้าวข้ามกรอบของการประท้วงภายในประเทศอย่างสันติ นอกจากจะเป็นปฏิบัติการก่อการร้ายแล้ว ยังกลายเป็นประเด็นที่มีมิติร้ายแรงในด้านกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย

    ขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น การทำลายมัสยิด สถานศึกษา ธนาคาร โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า และร้านค้าสาธารณะ ควบคู่ไปกับการเสียชีวิตของกำลังพลฝ่ายความมั่นคงและการสูญเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบคือการทำให้ระเบียบสาธารณะเป็นอัมพาตและสร้างความหวาดกลัวในสังคม นอกจากนี้ การล่วงละเมิดต่อสถานแทนทางการทูตและกงสุลของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในบางประเทศ ยังถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 และความสัมพันธ์ทางกงสุล ค.ศ.1963 และเป็นการก้าวข้ามเส้นแดงของหลักการทางการทูตอย่างชัดแจ้ง

  • จุฬาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนาม MOU

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาเพื่อความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงโคนมไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร–หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำในการร่วมสร้าง “เส้นทางการศึกษา” ที่เชื่อมโยงกับ “อาชีพจริง” ของประเทศ

    โครงการนี้เป็นความร่วมมือระดับประเทศ ระยะเวลา 3 ปี (ปีการศึกษา 2569–2571) โดยมีมหาวิทยาลัยพันธมิตรรวม 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษารวม 141 ทุน จำนวนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อเปิดประตูการศึกษาให้เยาวชนจากครอบครัวสหกรณ์โคนมได้เข้าศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 โดยเปิดรับนิสิตผ่านระบบ TCAS รอบ 2 (โควตา) ปีละ 10 คน และได้ผลิตนิสิตจากโครงการแล้วรวม 30 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของคณะในการใช้ “การศึกษา” เป็นพลังในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมของประเทศอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R17j53ZAImSdyNGHf0V5f

  • “กรมศิลป์” ชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” | TOPNEWS

    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญสัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในมุมมองที่แตกต่างยามค่ำคืน ในกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala)

    และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ใน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และการขับร้องเพลงน้ำท่วมใหญ่ น้ำใจหลั่ง โดย แซค ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าว สถานีข่าวท็อปนิวส์

    ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน

    ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1461922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eIGXftESZY5aNyxXQNv8

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรัง

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรัง

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงในปี 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ร่วงลงถึง 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

    บรรยากาศบนท้องถนนย่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารในกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปในชุดไทย กลับเงียบเหงาจนแทบร้างผู้คนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในระดับผู้ประกอบการรายย่อย

    เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าวด้วยความกังวลกับ Nikkei Asiaว่า “เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อ 2 ปีครึ่งที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60% เราลดราคาลงแล้วเพราะไม่มีลูกค้า แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”

    ขณะที่เจ้าของร้านน้ำผลไม้ในละแวกเดียวกันเปิดเผยว่า ยอดขายตกลงไปราว 40% จากปีที่แล้ว และสถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 หรือ 6 เดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้ ผมอยากให้รัฐบาลทำให้เห็นว่าที่นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

    ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่ยังลามไปถึงผลประกอบการของบริษัทขนาดยักษ์ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริหารสนามบินหลัก 6 แห่ง รายงานกำไรสุทธิสำหรับปีสิ้นสุดเดือนกันยายนลดลง 6% เหลือ 1.81 หมื่นล้านบาท

    แม้ธุรกิจการบินจะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน แต่รายได้จากค่าธรรมเนียมสิทธิการดำเนินงานร้านค้าปลอดภาษีและธุรกิจอื่นๆ กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ในขณะที่รายได้รวมของบริษัทขยับขึ้นเพียง 1% อยู่ที่ 6.85 หมื่นล้านบาท

    ด้านการบินไทย รายได้ร่วงลง 23% เมื่อเทียบรายปี เหลือ 4.44 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิดิ่งลงถึง 65% เหลือเพียง 4.4 พันล้านบาท ในไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เนื่องจากการลดลงของผู้โดยสารและรายได้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเอเชีย เอวิเอชั่น ผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย พลิกขาดทุน 875 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 3.44 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นอกจากปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ปัจจัยลบอื่นๆ ที่ฉุดรั้งการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 20% ของ GDP ไทย ได้แก่ เงินบาทที่แข็งค่า, ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความรุนแรง และเหตุน้ำท่วมในภาคใต้

    ยูจิ คาโตะ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “การลดลงนี้มากกว่าที่คาดไว้ ประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งนี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”

    ธุรกิจโรงแรมเองก็เจ็บหนักไม่แพ้กัน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเน้นตลาดระดับกลาง รายงานกำไรสุทธิลด 54% เหลือเพียง 57 ล้านบาท ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ส่วนเครือใหญ่อย่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีรายได้ลด 1% ในไตรมาสเดียวกัน

    ผู้ประกอบการต่างเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด มีรายงานว่าไทยแอร์เอเชียได้ลดเที่ยวบินไป-กลับจีนในตารางบินฤดูหนาวปี 2025-26 และหันไปเพิ่มเที่ยวบินอินเดียแทน ส่วนเอราวัณ กรุ๊ป วางแผนขยายธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดในต่างประเทศภายในปี 2030 โดยมุ่งเน้นไปที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งเป้าดึงลูกค้าจากยุโรป, อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดไทย

    แม้รัฐบาลไทยจะตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อีก 10% เป็น 36.7 ล้านคน แต่ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยพบว่า ผู้ประกอบการโรงแรมราวครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่ายอดนักท่องเที่ยวปี 2026 จะทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับปีที่แล้วคือ 33 ล้านคน

    อย่างไรก็ตาม คาโตะมองว่าแม้แนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังเป็นขาขึ้นในปีนี้ แต่ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ระยะยาว “เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (ซึ่งเป็นจุดที่รูปแบบการเติบโตด้วยแรงงานราคาถูกมาถึงทางตัน) ประเทศควรผนวกการท่องเที่ยวเข้ากับภาคส่วนอื่นๆ เช่น การดูแลสุขภาพและความบันเทิง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-tourism-decline-chinese-scams-cambodia/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iKd4hj18CBcWOqVsHFT5A

  • ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    ฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม อ้างอยากได้แค่เงิน ท่อนเหล็กเก็บได้จากข้างถนน

    พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เผยฆาตกรโหด ฆ่าสาวพนักงานโรงแรม มีพฤติกรรมคล้ายคนมีอาการเมายา อ้างอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย

    จากกรณีคนร้ายเป็นชาย บุกก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กทุบหัว น.ส.วิรินทร์ พนักงานโรงแรมสาวแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อชิงทรัพย์ โทรศัพท์และกระเป๋าเงิน ก่อนที่ต่อมา เจ้าหน้าที่จะทราบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายรัติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชาว จ.นครราชสีมา พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น

    ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนภูธรภาค 7 และ ตำรวจกองปราบปราม สามารถแกะรอยตามจับกุมตัว นายรัติกร ผู้ต้องหารายนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถจับกุมตัวได้ภายในซอยหัวหิน 42 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากจุดที่ตรวจพบเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่ถูกถอดทิ้งไว้ไม่ไกลมากนัก ขณะนี้กำลังคุมตัวมาทำการสอบปากคำ

    สำหรับเบาะแสสำคัญที่นำมาสู่การตามจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ เริ่มจากการตรวจพบเจอเสื้อผ้าของผู้ต้องหาที่สวมใส่ในขณะก่อเหตุ ถอดทิ้งไว้บริเวณใต้สะพานริมทางรถไฟ เจ้าหน้าที่จึงเร่งเดินเท้าลงพื้นที่ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบเพื่อแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้เดินหลบหนี กระทั่งนำมาสู่การตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระบุว่า เบื้องต้นผู้ต้องหารายนี้ให้การอ้างว่าอยากได้เงินเท่านั้น ก่อนใช้ท่อนเหล็กที่เก็บได้จากข้างถนนเข้าไปทำร้าย โดยผู้ต้องหาคล้ายกับคนมีอาการเมายา ซึ่งไม่รู้จักกับผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด เบื้องต้นเข้าใจว่าไม่ได้เตรียมการ แต่อาจจะมาดูลาดเลาก่อนก่อเหตุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2908975&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vTVwn336BtkLDjhs8zuhS

  • หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย

    หนุนชุมชนบ้านเกาะแรต พัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวจากฐานงานวิจัย สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทการบริการวิชาการเพื่อสังคม นำองค์ความรู้จากงานวิจัยและการเรียนการสอนลงสู่พื้นที่จริง สนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และการพัฒนาจากฐานศักยภาพที่มีอยู่จริงในพื้นที่

    ดร.วิชชุตา มาชู อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต มีจุดเริ่มต้นจากการบูรณาการงานวิจัยของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีแนวคิดสำคัญคือการทำให้งานวิจัยทางวิชาการสามารถตอบโจทย์การพัฒนาชุมชนและภาคธุรกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงการศึกษาในเชิงทฤษฎีแต่เพียงเท่านั้น

    “โจทย์วิจัยทั้งหมดเริ่มจากความต้องการของชุมชน ชุมชนเป็นผู้ตั้งคำถามและสะท้อนปัญหาที่แท้จริง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ นำกระบวนการวิจัยมาช่วยคิด ช่วยจัดระบบ และช่วยออกแบบแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ดร.วิชชุตา กล่าว

    ‘บ้านเกาะแรต’ เป็นหนึ่งในชุมชนที่เข้าร่วมเวทีเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสะท้อนความต้องการในการพัฒนาการท่องเที่ยวของตนเอง แม้จะมีการดำเนินกิจกรรมโฮมสเตย์อยู่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้รวมกลุ่มอย่างเป็นระบบในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ทางมหาวิทยาลัยจึงได้นำข้อมูลพื้นฐานจากงานวิจัยของนักศึกษามาต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อวางรากฐานการจัดตั้งกลุ่มและการบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายสำคัญของโครงการ ไม่ได้มุ่งเพียงการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อเข้าถึงงบประมาณจากภาครัฐ แต่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน ตั้งแต่การกำหนดบทบาทหน้าที่ กติกาการบริหารจัดการ การแบ่งปันรายได้ ไปจนถึงการตัดสินใจร่วมกัน เพื่อให้การรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งและสามารถเดินต่อได้ด้วยตนเองในระยะยาว

    ขณะเดียวกันในด้านกระบวนการทำงาน โครงการใช้แนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยให้คนในชุมชนมีบทบาทตั้งแต่การตั้งโจทย์ การเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสะท้อนผลการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยและนักศึกษาได้เข้าไปทำงานเคียงข้างชุมชน ไม่ใช่การกำหนดแนวทางจากภายนอก

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือการยกระดับการทำงานเชิงกลุ่มของชุมชน การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน การวางระบบการบริหารรายได้ส่วนกลางเพื่อใช้พัฒนาพื้นที่ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว อาทิ การขอรับรองมาตรฐาน SHA และมาตรฐานโฮมสเตย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการการเรียนการสอนด้านการตลาดดิจิทัล โดยนักศึกษาได้ร่วมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ เปิดเพจ และจัดทำคลิปวิดีโอ เพื่อเพิ่มการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของชุมชน

    ดร.วิชชุตา ระบุอีกว่า แม้โครงการจะไม่สามารถชี้ชัดผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าเกิดจากงานวิจัยโดยตรง แต่ผลที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    สำหรับการขยายผลในอนาคต ดร.วิชชุตา มองว่า โมเดลการบริการวิชาการลักษณะนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและการทำงานระยะยาวของนักวิชาการ ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและพร้อมเดินต่อ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในด้านงบประมาณและบุคลากร

    “บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ควรหยุดอยู่แค่งานวิจัย แต่ต้องบูรณาการการวิจัย การบริการวิชาการ และการเรียนการสอนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์จริงต่อชุมชนและสังคม” ดร.วิชชุตา กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ โครงการพัฒนาวิสาหกิจท่องเที่ยวชุมชนบ้านเกาะแรต จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงสู่พื้นที่ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ในการทำงานเชิงรุกกับชุมชน และการพัฒนาท้องถิ่นบนฐานงานวิจัยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3868265/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tr_1CI0PKdvB3Z021VsKb

  • “กรมศิลป์” ชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” | TOPNEWS

    กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญสัมผัสเสน่ห์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในมุมมองที่แตกต่างยามค่ำคืน ในกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala)

    และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ใน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และการขับร้องเพลงน้ำท่วมใหญ่ น้ำใจหลั่ง โดย แซค ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าว สถานีข่าวท็อปนิวส์

    ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน

    ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลา จังหวัดสงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1461922&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06eIGXftESZY5aNyxXQNv8

  • บริษัท สีไทยกันไซเพนท์ มอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว จ.เชียงใหม่ | เดลินิวส์

    บริษัท สีไทยกันไซเพนท์ มอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว จ.เชียงใหม่ | เดลินิวส์

    ดร.จำนงค์ อัศวเรืองชัย ประธานบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัดและกาญจนา อัศวเรืองชัย พร้อมด้วยคุณ นงนุช นามวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นประธานมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดโรงวัว ต.แม่ก๊า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากมอบทุนการศึกษาแล้ว ดร.จำนงค์และคุณกาญจนา ยังบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารเรียน สร้างโรงอาหาร ปรับปรุงและสร้างสนามกีฬาโรงเรียน บริจาครถตู้สำหรับใช้ในกิจการโรงเรียน จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ และยังสนับสนุนโรงเรียนในด้านอื่นๆอีกจำนวนมาก เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน โดยมีคุณ พิชญาภัค โนลา ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ

    นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบ “สีตราพัด” นวัตกรรมใหม่สีน้ำกันยุง ภายใต้ แบรนด์แรกของประเทศไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท สีไทยกันไซเพนท์ จำกัด ที่ใช้ป้องกันยุงได้ยาวนานถึง 70 เดือน ภายใต้การรับรองของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มอบให้กับโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียง ใหม่ โดยมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปทาสีอาคารเรียนโรงเรียนบ้านห้วยแม่จะค่าน ตชด.อนุสรณ์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี2518 และมีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนตชด. ชื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 107 จนกระทั่งในปี 2541 กก. ตชด. ที่ 33 ได้มอบโอนโรงเรียนให้แก่สำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ และใช้ชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนบ้านแม่จะค่าน ปัจจุบันมีคุณคำจันทร์ เรือนธนวงษ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5520293/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-lm-gtzawn8k0i2lfUC_6