Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จุฬาฯ เชิญร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes” รุ่นที่ 2

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต ร่วมกับกลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ” รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านมารยาทและงานพิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง มีการอบรมในสองหัวข้อดังนี้

    – การอบรมสำหรับบุคลากรจุฬาฯ เรื่อง “พิธีสงฆ์ มารยาทไทย และมารยาทสากลในงานพิธีการ” ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้อง 2001 ชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านงานพิธีการของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ครอบคลุมสาระสำคัญ อาทิ

    • ขั้นตอนการถวายงานและถวายความเคารพ
    • การทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ
    • มารยาทและการวางตัวในงานพิธีการและงานทางการ
    • การปฏิบัติงานด้านพิธีการอย่างถูกต้องตามราชประเพณีและหลักสากล

    รับบุคลากรเข้าอบรมจำนวน 60 คน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.ชุติมา จันกิมฮะ โทร. 0- 2218- 0261 และ น.ส.กนกนภัส สายเนตร โทร. 0 -2218 -0378

    – การอบรมสำหรับนิสิตจุฬาฯ หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม” ในวันที่  7 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ เพื่อมุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในฐานะตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุม

    • มารยาทไทยพื้นฐานและมารยาทในสังคม
    • การแสดงออกและการวางตัวอย่างเหมาะสมในงานพิธีและกิจกรรมสำคัญ
    • การเตรียมความพร้อมนิสิตในการเข้าร่วมกิจกรรมพิธีการและกิจกรรมทางสังคมในระดับต่าง ๆ

    รับนิสิตเข้าอบรมจำนวน 40 คน

    ผู้สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ E-mail: Chula.Etiquette@gmail.com  หรือที่  IG : chula_etiquette

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283162/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tAuEQ40rUPZWCr52qxgVA

  • SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ล่าสุดได้งานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 19 โปรเจค มูลค่า 4.25 พันลบ. ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ล่าสุดได้งานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 19 โปรเจค มูลค่า 4.25 พันลบ. ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) โชว์ศักยภาพผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร หลังคว้างานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล” เผย เซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่ารวม 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการได้รับประกาศเป็นผู้ชนะการประมูล สะท้อนความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) เพื่อผลักดันธุรกิจปี 2569 ให้เติบโตอย่างมั่นคง

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง บริษัทฯ เปิดเผยว่ามีความคืบหน้าการประมูลงานโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวม 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,252.19 ล้านบาท โดยเซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่า 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการ ได้รับประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล (รอหน่วยงานเรียกทำสัญญา) มูลค่า 851.80 ล้านบาท

    โดยการได้รับงานครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ ที่ไว้วางใจในศักยภาพการส่งมอบโซลูชั่นด้าน IT ครบวงจรของบริษัทฯ ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานต่อไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวม ปี 2569 อยู่ในทิศทางที่ดี

    สำหรับปีแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นโครงการที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) รวมถึงการเข้าประมูลโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

    “การได้รับงานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการที่ไว้วางใจในศักยภาพของเรา แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ SPREME ในการส่งมอบโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และการดูแลบำรุงรักษา ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลการดำเนินงานปี 2569 อยู่ในทิศทางที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายภานุวัฒน์ กล่าวในที่สุด

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/19/610482/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NYc9rFkP5Mh1syB7wyhdv

  • จุฬาฯ เชิญร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes” รุ่นที่ 2

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต ร่วมกับกลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ” รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านมารยาทและงานพิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง มีการอบรมในสองหัวข้อดังนี้

    – การอบรมสำหรับบุคลากรจุฬาฯ เรื่อง “พิธีสงฆ์ มารยาทไทย และมารยาทสากลในงานพิธีการ” ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้อง 2001 ชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านงานพิธีการของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ครอบคลุมสาระสำคัญ อาทิ

    • ขั้นตอนการถวายงานและถวายความเคารพ
    • การทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ
    • มารยาทและการวางตัวในงานพิธีการและงานทางการ
    • การปฏิบัติงานด้านพิธีการอย่างถูกต้องตามราชประเพณีและหลักสากล

    รับบุคลากรเข้าอบรมจำนวน 60 คน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.ชุติมา จันกิมฮะ โทร. 0- 2218- 0261 และ น.ส.กนกนภัส สายเนตร โทร. 0 -2218 -0378

    – การอบรมสำหรับนิสิตจุฬาฯ หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม” ในวันที่  7 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ เพื่อมุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในฐานะตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุม

    • มารยาทไทยพื้นฐานและมารยาทในสังคม
    • การแสดงออกและการวางตัวอย่างเหมาะสมในงานพิธีและกิจกรรมสำคัญ
    • การเตรียมความพร้อมนิสิตในการเข้าร่วมกิจกรรมพิธีการและกิจกรรมทางสังคมในระดับต่าง ๆ

    รับนิสิตเข้าอบรมจำนวน 40 คน

    ผู้สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ E-mail: Chula.Etiquette@gmail.com  หรือที่  IG : chula_etiquette

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283162/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tAuEQ40rUPZWCr52qxgVA

  • หุ้นวันนี้  ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวก

    หุ้นวันนี้ ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวก

    InnovestX เปิดเผยว่า คาดตลาดไซด์เวย์ เงินไหลเข้าคาดเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดช่วงนี้ หลังนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในระดับ 2-3 พันล้านบาทต่อเนื่องก่อนเลือกตั้ง

    ขณะที่ วันนี้ติดตามการรายงาน ไตรมาส 4/68 GDP จีน เบื้องต้นคาดจะต่ำเทียบครั้งก่อนที่ 4.8% และตลาดคาด 4.4% หากต่ำอาจหนุนให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นตัวแปรที่มีผลต่อกลุ่ม China Play หลังมีแรงซื้อตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน ส่วนประเด็นกรีนแลนด์ ยังจับตาทางเทคนิค เป็นบวกหลังยืน 1255/1250 ได้ มีแนวต้านหลักถัดไป 1290/1300

    InnovestX
    InnovestX  ติดตาม Fund Flow และ กรีนแลนด์ ยังจับตา ทางเทคนิค เป็นบวกหลังยืน 1255/1250 ได้ มีแนวต้านหลักถัดไป 1290/1300

    ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1220–1300 จุด 

    โดยปัจจัยในประเทศ

    • ติดตามการประกาศงบ ไตรมาส 4/68 ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ซึ่งจะออกมาครบในสัปดาห์หน้านี้
    • นโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง 

    ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ 

    • ความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกลาง (เวเนซุเอลา, อิหร่าน, รัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งจะมีผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน
    • ความคืบหน้าการเจรจาทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น  GDP ไตรมาส 4/68 และยอดค้าปลีกของจีน, PCE พ.ย. และ GDP 3Q68 (รายงานครั้งสุดท้าย) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ 

    ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1.หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร ไตรมาส 4/68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM TRUE 

    2.หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น

    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO
    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI 

    3.Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ

    • หุ้นธนาคารที่คาดรายงานกำไร ไตรมาส 4/68 จะออกมาเติบโตดีหรือยังทรงตัว YoY ตามคาด พร้อมยังมีแนวโน้มจ่ายปันผลสูงจากกระแสเงินสดแข็งแกร่ง แนะนำ KTB BBL KBANK KKP
    • หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPN TNP) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (GFPT CBG OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT

    Daily Top Picks

    ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นจากโมเมนตัมกำไร ไตรมาส 4/68 ที่คาดจะเติบโต YoY และ QoQ แรงหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจหลัก (โทรศัพท์เคลื่อนที่และ FBB) มีการคุมต้นทุนที่ดี ค่าใช้จ่ายการตลาดที่มีแนวโน้มลดลง และการรับรู้ประโยชน์การประหยัดต้นทุนหลังการประมูลคลื่นความถี่เต็มไตรมาส เป้าหมายระยะสั้น 348 บาท

    BDMS: ปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประกันสุขภาพแบบ Co-payment และการกำหนดเครือข่ายโรงพยาบาลที่ชัดเจนโดยบริษัทประกันช่วยสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน ปี 2568 คาดกำไรปกติเติบโต 3%YoY และเติบโตต่อ 8%YoY ในปี 2569 อัตราผลตอบแทนปันผลน่าสนใจช่วยลดความเสี่ยงขาลง เป้าหมายระยะสั้น 19.20 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/266374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hnhnnPC2L2CpFIfHZu__a

  • “พิพัฒน์”ลุยหาเสียงหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์”ลุยหาเสียงหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ปักธงหาดใหญ่ ลุยเวทีเขต 2 หนุน “ศาสตรา” คนร่วมกว่า 1,200 ชี้ถึงเวลาทวงคืนโอกาส 30 ปี ดันโครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่-รถไฟรางคู่-แก้น้ำท่วม ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

    วันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเมืองในเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คึกคักอย่างต่อเนื่อง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 3 พรรคภูมิใจไทย เป็นเวทีย่อยครั้งที่ 10 ท่ามกลางประชาชนกว่า 1,200 คน สะท้อนการสู้ศึกเลือกตั้งที่เข้มข้น และการยึดพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องของพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การจัดเวทีใหญ่ในพื้นที่อีกครั้ง

    นายพิพัฒน์ กล่าวปราศรัยว่า ตนเกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะย่านตลาดกิมหยง ซึ่งในอดีตถือเป็นศูนย์กลางการค้าการท่องเที่ยวของภาคใต้ ผู้คนจากทุกพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หาดใหญ่กลับหยุดชะงัก ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนถึงวันนี้ถือว่า “พอแล้ว” กับการปล่อยให้เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ถอยหลัง

    นายพิพัฒน์ ระบุว่า หาดใหญ่มีศักยภาพครบถ้วน ทั้งระบบถนน รถไฟ และการบิน เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภาคใต้ เชื่อมโยงไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ แต่กลับเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง โครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่ถูกคิดตั้งแต่ปี 2542 รวมระยะทางกว่า 65 กิโลเมตร แต่จนถึงปัจจุบันกลับได้รับงบประมาณก่อสร้างจริงเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น

    “คำถามคือ ส่วนที่เหลือจะเสร็จในยุคที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาคใต้ถึงต้องทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี”

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นายพิพัฒน์ ชี้ว่าการพัฒนาภาคใต้ไม่อาจพึ่งพาเพียงถนนอย่างเดียว โดยเฉพาะระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งปัจจุบันจากกรุงเทพฯ มาหยุดเพียงจังหวัดชุมพร ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังขาดทางเลือกด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ พรรคภูมิใจไทยจึงมีนโยบาย ผลักดันการขยายรถไฟรางคู่ลงสู่ภาคใต้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและลดต้นทุนการเดินทาง

    นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยระบุว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคมหลายหน่วย ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหา ทั้งการพัฒนาโครงข่ายถนนคู่ขนาน การแก้คอขวดจราจร และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

    ด้าน นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส. เขต 2 กล่าวเสริมถึงการทำงานร่วมกับภาควิชาการ โดยเฉพาะการศึกษาการแก้ปัญหาน้ำท่วมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมเสนอแนวนโยบายจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าการเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม “ครั้งละ 100,000 บาท” ลดภาระความเดือดร้อนของประชาชนในยามวิกฤต

    การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ในการเลือกผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่ กล้าตั้งคำถามในสภา และสามารถดึงงบประมาณมาพัฒนาบ้านเกิดได้จริง พร้อมยืนยันว่าจะปักหลักทำงานในพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอดสองวัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อม “ปักธงหาดใหญ่” และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2908648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xBIvG4j2B_BCC__P44skM

  • ขุนคลังสหรัฐฯ มองศาลฎีกาไม่น่าคว่ำภาษีทรัมป์ ชี้เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก : อินโฟเควสท์

    ขุนคลังสหรัฐฯ มองศาลฎีกาไม่น่าคว่ำภาษีทรัมป์ ชี้เป็นนโยบายเศรษฐกิจหลัก : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ศาลฎีกาจะกลับคำตัดสินและยับยั้งการใช้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้า ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลคาดว่าออกมาได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้

    เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ว่า ศาลฎีกาไม่น่าจะเข้าไปล้มล้างนโยบายเศรษฐกิจหลักของฝ่ายบริหาร พร้อมยกตัวอย่างว่า ศาลฯ ไม่เคยมีคำวินิจฉัยคว่ำกฎหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ACA) หรือ โอบามาแคร์ (Obamacare) และเชื่อว่าศาลฯ ไม่ต้องการสร้างความปั่นป่วน

    ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินภาษีศุลกากรมากกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีที่ปธน.ทรัมป์บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความเป็นไปได้ที่คำตัดสินจะมีขึ้นภายในสัปดาห์นี้

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิ.ย. ศาลฎีกาสหรัฐฯ เคยมีคำวินิจฉัยยืนตามบทบัญญัติสำคัญของกฎหมาย ACA ที่กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการแนะนำบริการด้านการป้องกันโรค ซึ่งบริษัทประกันต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย

    ถ้อยแถลงของเบสเซนต์มีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าเก็บภาษีชาติพันธมิตรยุโรปเพิ่มจนกว่าสหรัฐฯ จะซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ

    ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า มาตรการภาษีในอัตรา 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเตือนว่าอัตราภาษีดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน และจะคงอยู่เช่นนั้นจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของโลก

    อย่างไรก็ดี เบสเซนต์ย้ำว่า มาตรการภาษีล่าสุดที่เชื่อมโยงกับยุโรปและประเด็นกรีนแลนด์ เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเป็นการใช้พลังทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งทางทหาร

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WvYN7o4lc8Na__wrXFBSr

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์  “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.39 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 31.27-31.54 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงจนทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่า ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามอานิสงส์การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) ของราคาทองคำ หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงในช่วงวันหยุด จากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าต่อเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ทั้งนี้ ในช่วงวันจันทร์จะเป็นวันหยุด Martin Luther King Jr. ของฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินอาจเบาบางลงและส่งผลกระทบให้ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวัง ความผันผวนท่ามกลางประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึง การประชุม BOJ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก

     มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

    • ฝั่งสหรัฐฯไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนมกราคม อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เป็นต้น โดยข้อมูลดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การพิจารณาคดี Trump v. Cook (Lisa Cook, หนึ่งใน Board of Governors ของเฟด และ Voting members ของ FOMC) โดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ซึ่งจะมีการอภิปรายหรือแถลงด้วยวาจา (Oral Argument) ในวันที่ 21 มกราคม นี้ ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ (จะยังไม่ทราบคำตัดสิน) โดยการพิจารณาคดีดังกล่าว รวมถึงการฟ้องอาญาต่อประธานเฟด Jerome Powell จะกระทบต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด สร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศของตลาดการเงินได้ รวมถึงรอจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศในยุโรป จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ได้สำเร็จ
    • ฝั่งยุโรปผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต-ภาคการบริการ ในเดือนมกราคม รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งอังกฤษ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ BOE และ ECB
    • ฝั่งเอเชียไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ประเด็นการเมืองญี่ปุ่น โดยนายกฯ Sanae Takaichi อาจประกาศยุบสภาในการประชุมสภาวันที่ 23 มกราคม นี้ เพื่อเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิต-ภาคการบริการ ในเดือนมกราคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่อาจมีการคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 75% ตามเดิม ไม่ต่างกับ ผลการประชุมธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) และ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ที่อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% และ 4.75% ตามลำดับ นอกเหนือจากประเด็นการเมืองญี่ปุ่น รวมถึงผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีน อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนธันวาคม เป็นต้น
    • ฝั่งไทยแม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการพิจารณาคดี Trump v. Cook โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด รวมถึงติดตามประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ที่อาจมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 23 มกราคม นี้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways เพราะแม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นและยังมีโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นอยู่ แต่เงินบาทก็ยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ โดยเฉพาะในจังหวะที่ตลาดมีความกังวลต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งล่าสุดระหว่าง สหรัฐฯ กับพันธมิตร NATO ในประเด็น Greenland ที่นำไปสู่การประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่กับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland อย่างไรก็ดี โดยผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง บนความผันผวนที่สูงขึ้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งต้องรอติดตามการพิจารณาคดี Trump v. Cook โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่น และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นหลัก แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่อง มายังเงินบาทได้

    ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังไม่ได้กลับสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวไร้ทิศทางไปก่อนในระยะสั้น (ประเมินด้วย Time Frame Daily) แต่ในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่าต้องจับตาประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองญี่ปุ่นที่อาจกระทบเงินดอลลาร์ได้

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-31.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.20-31.45 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18cfrPInsPyffmm6V4hZA3

  • การเมืองญี่ปุ่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมลุ้น รายงานดัชนี PMI เศรษฐกิจหลัก | Investing.com

    การเมืองญี่ปุ่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมลุ้น รายงานดัชนี PMI เศรษฐกิจหลัก | Investing.com

    การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
    ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
    Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
    ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
    Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย

    © 2007-2026

    Fusion Media Limited ขอสงวนลิขสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200456033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34BdS3Im4IN6QsFxw7Aoqs

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-ข้อพิพาทกรีนแลนด์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบ จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน-ข้อพิพาทกรีนแลนด์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนประเมินสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจาก 8 ประเทศของยุโรป จากประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับกรีนแลนด์

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายการของจีนในช่วงเช้าวันนี้ ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือนธ.ค., ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค., ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค.,การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนธ.ค. และอัตราว่างงานเดือนธ.ค.

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,390.05 จุด ลดลง 546.12 จุด หรือ -1.01%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,641.60 จุด ลดลง 203.36 จุด หรือ -0.76% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,090.72 จุด ลดลง 11.19 จุด หรือ -0.27%

    ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดลบ 0.19% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้น 0.18%

    ปธน.ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ม.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ เพื่อกดดันในประเด็นกรีนแลนด์ โดยระบุว่าอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อดินแดนดังกล่าว

    โพสต์ดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ สร้างความไม่พอใจไปทั่วยุโรป โดยเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และอันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ร่วมกันว่า “มาตรการภาษีนี้จะทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวงจรความขัดแย้งที่อันตราย”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/562098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IgqqZw1qxpdQevVS4y_OB

  • จุฬาฯ เชิญร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes” รุ่นที่ 2

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต ร่วมกับกลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ” รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านมารยาทและงานพิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง มีการอบรมในสองหัวข้อดังนี้

    – การอบรมสำหรับบุคลากรจุฬาฯ เรื่อง “พิธีสงฆ์ มารยาทไทย และมารยาทสากลในงานพิธีการ” ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้อง 2001 ชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านงานพิธีการของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ครอบคลุมสาระสำคัญ อาทิ

    • ขั้นตอนการถวายงานและถวายความเคารพ
    • การทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ
    • มารยาทและการวางตัวในงานพิธีการและงานทางการ
    • การปฏิบัติงานด้านพิธีการอย่างถูกต้องตามราชประเพณีและหลักสากล

    รับบุคลากรเข้าอบรมจำนวน 60 คน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.ชุติมา จันกิมฮะ โทร. 0- 2218- 0261 และ น.ส.กนกนภัส สายเนตร โทร. 0 -2218 -0378

    – การอบรมสำหรับนิสิตจุฬาฯ หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม” ในวันที่  7 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ เพื่อมุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในฐานะตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุม

    • มารยาทไทยพื้นฐานและมารยาทในสังคม
    • การแสดงออกและการวางตัวอย่างเหมาะสมในงานพิธีและกิจกรรมสำคัญ
    • การเตรียมความพร้อมนิสิตในการเข้าร่วมกิจกรรมพิธีการและกิจกรรมทางสังคมในระดับต่าง ๆ

    รับนิสิตเข้าอบรมจำนวน 40 คน

    ผู้สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ E-mail: Chula.Etiquette@gmail.com  หรือที่  IG : chula_etiquette

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283162/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tAuEQ40rUPZWCr52qxgVA