“นายกฯ” รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68  ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน“

“นายกฯ”-รับฟังข้อเสนอ-วปอ.-รุ่น-68- ชู-3-หลักคิด-“เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-–-ปฏิรูประบบราชการ-–-พัฒนาคน“

“นายกรัฐมนตรี” รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68  ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน“ ย้ำ ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเป็นประธานในการจัดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับชมการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณบูธถ่ายภาพโปสเตอร์ลายหนังสือพิมพ์ หลัฃจากนั้นได้รับฟังรายงานการดำเนินงานจากผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ผอ.วปอ.) 

จากนั้นนายกรัฐมนตรี รับฟังผลการศึกษา และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ จากนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 และได้กล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือน วปอ. อีกครั้ง และในฐานะศิษย์เก่า ตระหนักดีว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับจากหลักสูตร ไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือการได้เห็นประเทศไทยในหลายมิติ และสร้างเครือข่ายคนที่จะร่วมกันรับผิดชอบอนาคตประเทศ ซึ่ง วปอ. รุ่น 68 เป็นชุดแรกของตนเอง  และให้คนที่ชื่อออกไปแล้วได้กลับเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องของการเมือง หรือ อารมณ์ใดที่ทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของ วปอ. ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงกลาโหม กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และควรให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้ว ในฐานะศิษย์เก่าของ วปอ.

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิด “Resilient Thailand” สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ดังนั้น ประเทศไทยต้องไม่เพียงอยู่รอด แต่ต้องสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง และแข็งแกร่ง

ขณะที่ความมั่นคงของประเทศในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ภัยคุกคาม แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมจากภายใน สามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง และอิทธิพลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร 

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคน หรือ พัฒนาทุนมนุษย์

โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เดิม โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ รวมถึง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลังปะทะกัน สิ่งที่รัฐบาล และกองทัพต้องทำ คือการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบ และมีความกังวลมากกว่าประชาชนในพื้นที่ชั้นใน เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์ หรือ เสียงปะทะเกิดขึ้นใกล้บ้านอีกเมื่อใด

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกราน หรือ เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ประเทศไทยก็ต้องมีความพร้อมในการตอบสนอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิด ว่า สามารถเข้ามารุกรานประเทศไทยได้โดยไม่มีผลกระทบ พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาล และกองทัพดำเนินการด้านการป้องกันประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และเหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวต่อไป เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ แม้ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง แต่ประชาชน และภาคเอกชนยังสามารถใช้ชีวิต และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับภัยคุกคาม และการเดินหน้าเศรษฐกิจ

ส่วนการปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและภาระประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐต้องเข้มแข็งและทำงานได้รวดเร็วในภารกิจที่จำเป็น

สำหรับการพัฒนาคน รัฐบาลต้องการให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นวิศวกร เป็นนักพัฒนาระบบ เป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาสร้างธุรกิจ และทำให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น จึงต้องเดินหน้าการอัปสกิล รีสกิล

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ประเทศไทยต้องไม่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก ดึงเทคโนโลยี ความรู้ และคนเก่งเข้ามา พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะรับผลการศึกษาของ วปอ. รุ่นที่ 68 ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบายของรัฐบาล พร้อมอยากเห็น วปอ. ให้เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ และเครือข่ายแห่งการลงมือทำ พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น และบรรลุตามเป้าหมาย หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลกได้ แต่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยปราศจากจากแรงกดดันจากภายนอก ให้เดินไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่ง

ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/46560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hf6ecbB_xyP0BMS1x297q