อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง

อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ-รับมือการโจมตีของทรัมป์-มีมาตรการอะไรอีกบ้าง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากข้อตกลงหยุดยิงประสบ ‘ความล้มเหลว’ และเกิดการปะทะทางทหารรอบใหม่ โดยอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากถูกสหรัฐฯ โจมตีซ้ำในอนาคต รวมถึงการถูกคว่ำบาตรและถูกโจมตีทางเศรษฐกิจ

มาตรการรับมือ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ของอิหร่าน มีอะไรบ้าง

  • การปรับโครงสร้างและการปฏิรูปภายในประเทศ

อิหร่านจัดตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ’ (Economic War Headquarters) โดยกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านได้จัดตั้ง ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ นี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เผชิญในช่วงภาวะสงครามโดยตรง โดยมี มอร์เตซา ซามาเนียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน (Deputy Economy Minister) เข้ามาขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง

ขณะที่ อาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน ชี้แจงว่า อิหร่านมีแผนที่จะตอบสนองต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วยการ ‘เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ’ และปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การคว่ำบาตรจะบีบให้อิหร่านยอมเปลี่ยนการตัดสินใจ พร้อมเน้นย้ำว่า หน้าที่การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นของรัฐบาลและประชาชนอิหร่าน ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

นอกจากนี้ อิหร่านยังจัดลำดับความสำคัญไปที่ ‘ปากท้องและการผลิต’ ของประชาชน โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ชี้ว่า สมรภูมิหลักของอิหร่านเคียงคู่ไปกับแนวรบทางทหารคือ ‘เรื่องของการผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน’ โดยเขาระบุว่า ประชาชนชาวอิหร่านสามารถอดทนต่อความยากลำบากได้ แต่ไม่สามารถทนต่อการบริหารจัดการที่ผิดพลาดหรือความเฉื่อยชาได้ และคาดหวังว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ความผันผวนอย่างรุนแรงของค่าเงิน การว่างงาน และการจัดการตลาด

  • มาตรการ ‘ตอบโต้และป้องปรามทางทหาร’ เพื่อสร้างแรงกดดันกลับ

อิหร่านพยายาม ‘รักษาเสถียรภาพของแหล่งส่งออกพลังงานหลัก’ แม้ว่า เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นฮับส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่านจะถูกโจมตีทางทหารไปแล้วราว 550 ครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่อิหร่านยังคงรักษาระบบและดำเนินงานส่งออกน้ำมันต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งอิหร่านยังเตรียมประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ (Restricted Zone) เพื่อคว่ำบาตรกลับ โดย โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เผยแผนการประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ นอกช่องแคบฮอร์มุซและในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า เรือลำใดก็ตามที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตนี้จะถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรของอิหร่านทันที และเตือนว่า หากสงครามเศรษฐกิจดำเนินต่อไป อิหร่านจะ ‘ปิดกั้น’ ไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ อิหร่านยัง ‘ใช้ราคาน้ำมันโลกเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง’ โดยแสดงให้เห็นว่า ตนเองยังคงมีขีดความสามารถที่จะปิดช่องทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนเกิดความขัดแย้ง เพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากและกดดันต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ยังได้เน้นย้ำว่า กฎกติกาได้เปลี่ยนไปแล้ว หากมีมาตรการหรือการโจมตีผลประโยชน์และความมั่นคงของอิหร่านเพิ่มขึ้นอีก จะได้รับการตอบโต้ทางทหารที่ “รวดเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และเจ็บปวดยิ่งขึ้น”

  • การหา ‘ทางเลี่ยง’ ทางภูมิรัฐศาสตร์และพันธมิตรการค้า

เนื่องจากสหรัฐฯ ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลทางตอนใต้อย่างถาวร เพื่อสกัดกั้นเรือขนส่ง อิหร่านจึงใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ผ่าน เส้นทางพรมแดนทางบก ทางรถไฟ และการเข้าถึงทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือ เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน่านน้ำใต้ พร้อมขยายการค้าทางบกในระดับภูมิภาคผ่านประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ตุรกี ปากีสถาน คอเคซัส และเอเชียกลาง

อิหร่านยังได้เพิ่มพูนความร่วมมือทางการค้ากับจีนและรัสเซีย โดยอาศัยวิธีการ ใช้สกุลเงินท้องถิ่น ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter) การใช้บริษัทตัวกลาง และการเสนอส่วนลดราคาน้ำมัน เพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยมีจีนเป็นเสมือน ‘ท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ’ (Economic Lifeline) ที่สำคัญที่สุด แม้ธนาคารขนาดใหญ่ของจีนจะเลี่ยงการทำธุรกรรม เพื่อรักษาการเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐฯ แต่โรงกลั่นขนาดเล็กและบริษัทที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกก็พร้อมยอมรับความเสี่ยงที่จะค้าขายกับอิหร่าน

ความท้าทายในประเทศและความเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดความเห็นที่สวนทางกัน โดยฝ่ายทหารเชื่อมั่นในกองกำลังของตัวเอง พร้อมประกาศกร้าวที่จะต่อสู้ยาวนาน 10-20 ชั่วอายุคน ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กลับแสดงความเห็นในมุมกลับว่า จะดีกว่า หากอิหร่านจะหาทางยุติสงครามกับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและได้เปรียบ

ขณะนี้ค่าเงินเรียลของอิหร่านดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.03 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐในตลาดมืด ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ทั่วประเทศยังต้องเผชิญกับปัญหากระแสไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง และต้องเตรียมรับมือกับมาตรการรัดเข็มขัด (Austerity Measures) ต่างๆ ที่รัฐบาลวางแผนจะนำมาบังคับใช้

ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านจะสามารถประคองปากท้องของประชาชนท่ามกลางวิกฤตค่าเงินและมาตรการรัดเข็มขัด ควบคู่ไปกับการรักษาอำนาจต่อรองในตลาดพลังงานโลกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน และผู้นำอิหร่านจะเลือกหันพวงมาลัยประเทศไปในทิศทางใดในท้ายที่สุด ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ทั้งประชาชนอิหร่านและประชาคมโลกต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

แฟ้มภาพ: FabrikaSimf / Shutterstock

อ้างอิง:

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/iran-economic-war-us-measures/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lopwXaXBqLW0TgQtTCY5C