นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเกิดการสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ยกลุ่มประเทศที่เชื่อมโยงกับเอไอ เช่น ไทย, มาเลเซีย, เกาหลีใต้, และสิงคโปร์ รวมทั้งผู้ส่งออกพลังงานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามยังมีผลประกอบการที่ดีขึ้น แต่กลุ่มรายได้ต่ำ ประเทศเปราะบาง และที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยเฉพาะผู้นำเข้าพลังงาน หรือผู้ที่ตกรถในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยี กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังค้างสูง ความต้องการลงทุนในเอไอ และการขาดการสะสมกันชนทางการคลังหลังยุคโควิด-19 ส่งผลให้ภาระการชำระหนี้ของประเทศรายได้ต่ำสูงขึ้นจาก 6% เมื่อ 10 ปีก่อน มาอยู่ที่ 14% ของรายได้ในปัจจุบัน”
ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจึงต้องเร่งซ่อมแซมและปรับปรุงระบบการเงินการคลังโดยด่วน ผ่านการพัฒนาการจัดเก็บรายรับ การใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือจากการอุดหนุนราคาพลังงานและอาหาร มาเป็นการ คุ้มครองกลุ่มคนเปราะบางแบบพุ่งเป้า ขณะเดียวกัน ด้านนโยบายการเงิน ยังจำเป็นต้องใช้นโยบายเข้มงวดต่อไปเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย
สำหรับไอเอ็มเอฟจึงได้เปลี่ยนบทบาทโดยทบทวนนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และดำเนินงานเจาะจงรายประเทศ ให้สามารถปล่อยกู้แก่ประเทศรายได้ต่ำได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเกิดวิกฤต พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ เช่น อนุมัติโครงการช่วยเหลือเซเนกัลวงเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังผู้นำใหม่เปิดเผยหนี้ซ่อนเร้นอย่างโปร่งใส
“จากกฎของ อมารา สังคมมักประเมินประโยชน์ระยะสั้นของเทคโนโลยีใหม่สูงเกินจริง และประเมินประโยชน์ระยะยาวต่ำเกินไป ในช่วงแรกของการปรับตัวเอไออาจสร้างความผันผวนจากการปรับฐานตลาด ตลอดจนความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและระบบการผลิต ภาครัฐจึงต้องเร่งปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน รวมถึงดำเนินนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุก”
นางคริสตาลินา กล่าวว่า ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน แม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมโลกที่สูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร แต่มองว่า ประเทศไทยและสิงคโปร์ถือเป็นผู้นำในระดับแนวหน้าที่มีการลงทุนและเตรียมการรับมือความเสี่ยงด้านเอไอล่วงหน้า จึงเสนอแนะให้ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งสร้างความเข้มแข็งทางมหภาค และใช้ประโยชน์จากการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันอาเซียนมีการค้าขายระหว่างกันเองเพียง 22% เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปที่สูงถึง 60% ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะขยายศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกมาก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6273035/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-_tw4n97A0ld7wloMcvD6
