เปิดมุมมอง ‘ประธานธนาคารกลางยุโรป’ ถึงอนาคตเศรษฐกิจยุคสงคราม

เปิดมุมมอง-‘ประธานธนาคารกลางยุโรป’-ถึงอนาคตเศรษฐกิจยุคสงคราม

‘คริสติน ลาการ์ด’ ประธานธนาคารกลางยุโรปเตือน สงครามตะวันออกกลางจุดชนวน ‘เงินเฟ้อระลอกใหม่’ หลังราคาพลังงานพุ่ง หวั่นลุกลามสู่การปรับขึ้นค่าจ้างจนเงินเฟ้อฝังตัว ย้ำธนาคารกลางต้องเร่งจับตาสัญญาณก่อนสายเกินแก้

คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือน “สงครามตะวันออกกลาง” กำลังสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อเศรษฐกิจยุโรป หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น 

แม้เงินเฟ้อยังไม่ปรากฏสัญญาณลุกลามไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างอย่างชัดเจน แต่ลาการ์ดย้ำว่า ECB ไม่สามารถรอจนผลกระทบระลอกสองเกิดขึ้นเต็มรูปแบบได้ เพราะอาจสายเกินกว่าจะควบคุม พร้อมส่งสัญญาณดำเนินนโยบายดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ภาครัฐและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ลาการ์ดกล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์บนเวทีใน “งาน CNN Global Perspectives: In Bangkok” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ ว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญความไม่แน่นอนอย่างมาก โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักจากวิกฤติพลังงาน แม้จะไม่ได้เกิดจากปัจจัยดังกล่าวเพียงอย่างเดียวก็ตาม ทำให้ ECB ต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า แรงกระแทกจากราคาพลังงานกำลังส่งผ่านไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

ประธาน ECB ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ ความเสี่ยงของการเกิด “ผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ต้นทุนสินค้าและบริการที่สูงขึ้น กระตุ้นให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ก่อนที่ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นจะย้อนกลับไปผลักดันราคาสินค้าและบริการอีกครั้ง จนทำให้เงินเฟ้อฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

“ปัญหาของผลกระทบรอบสองก็คือ เมื่อคุณมองเห็นมันแล้ว ก็อาจสายเกินไป” ลาการ์ดกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ECB จำเป็นต้องจับตาสัญญาณเริ่มต้น แม้จะเป็นเพียงข้อบ่งชี้เล็กน้อยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ลาการ์ดยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างในวงกว้าง แต่ธนาคารกลางไม่สามารถนิ่งนอนใจได้

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ ECB ติดตามคือ การเจรจาค่าจ้างระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้างในยุโรป เนื่องจาก “ข้อตกลงค่าจ้าง” สามารถสะท้อนแนวโน้มแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ลาการ์ดยกตัวอย่างว่า หากสหภาพแรงงานเริ่มต้นเจรจาด้วยข้อเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้าง 5% แต่ท้ายที่สุดตกลงกันได้ที่ประมาณ 3% ระดับดังกล่าวอาจยังสอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางของ ECB

สงครามตะวันออกกลาง ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน

ลาการ์ดอธิบายว่า วิกฤติเงินเฟ้อครั้งนี้มีลักษณะ “แตกต่าง” จากช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างรวดเร็ว หลังรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาด ประกอบกับผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังดำเนินต่อเนื่องกำลังสร้างแรงกดดันต่อกำลังการกลั่นน้ำมัน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนมี.ค. 2569 ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดต่อระบบการผลิต การจัดหา และการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เธอประเมินว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในขณะนี้คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่นที่กดดันอุปสงค์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ห่วงหนี้รัฐบาลยุโรป หลังบอนด์ยีลด์พุ่งทั่วโลก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารหนี้ของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ฝรั่งเศส” ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการคลัง

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ ECB อาจต้องเข้าไปช่วยเหลือประเทศยุโรปรายใหญ่ที่ประสบปัญหาหนี้ ลาการ์ดระบุว่า ปัญหาผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุโรปหรือฝรั่งเศส แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม บางประเทศได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นเนื่องจากปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน

ลาการ์ดเน้นว่า ทางออกอันดับแรกของปัญหาฝรั่งเศส ต้องเริ่มต้นจากภายในประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการคลัง ซึ่งไม่ใช่เพียงโจทย์ของฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายร่วมกันของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วหลายแห่ง

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า หากธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่รัฐบาลต้องลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ลาการ์ดไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่ว่าเศรษฐกิจยุโรปกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยเธอชี้ว่า ประมาณการการเติบโตของหลายประเทศได้รับการปรับเพิ่มขึ้น

เธอยกตัวอย่าง “เยอรมนี” ซึ่งมีการเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการทหารอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าแรงสนับสนุนดังกล่าวจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2570

ด้วยเหตุนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจยุโรปที่ระดับ 1.1% ในปี 2569 จึงไม่ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้าย แม้จะยังไม่ใช่อัตราการเติบโตที่โดดเด่นก็ตาม

ECB ย้ำดอกเบี้ยยังเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน ลาการ์ดยืนยันว่า ECB จะยังคงใช้แนวทางพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก (Data-dependent) และตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นรายครั้งในการประชุมแต่ละครั้ง โดยไม่มีการกำหนดทิศทางล่วงหน้าอย่างตายตัว

เธอระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง การส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน หรือ Forward Guidance อาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป

“ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย” ลาการ์ดกล่าว พร้อมย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB

นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงการทบทวนกรอบยุทธศาสตร์นโยบายการเงินของ ECB ในปี 2564 และ 2568 โดยระบุว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากช่วงที่อัตราดอกเบี้ยติดลบและเข้าใกล้ระดับต่ำสุด ไปสู่ยุคที่ธนาคารกลางต้องรับมือกับแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

ลาการ์ดยังปฏิเสธแนวคิดที่ว่าธนาคารกลางและตลาดการเงินมีการประสานงานกันอย่างลับ ๆ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตนเอง แม้ ECB จะนำการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของตลาดมาประกอบการจัดทำประมาณการเศรษฐกิจก็ตาม

ชี้เสถียรภาพราคา คือกุญแจหนุนลงทุน AI และพลังงานสะอาด

เมื่อถูกถามถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญวิกฤติหนี้ครั้งใหญ่ ลาการ์ดไม่ได้ให้คำตอบโดยตรงว่าจะเกิดวิกฤติดังกล่าวหรือไม่ แต่เน้นย้ำว่าภารกิจสำคัญที่สุดของ ECB คือ “การรักษาเสถียรภาพด้านราคา”

เธอมองว่า การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความแน่นอนให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปัญญาประดิษฐ์ และศูนย์ข้อมูล 

นอกจากนี้ การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในอนาคต เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก

ลาการ์ดยังชี้ว่า ระบบการเงินในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากกว่าในอดีต หลังผ่านการปรับปรุงโครงสร้างและมาตรการต่าง ๆ นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ

ปัดลงชิงปธน.ฝรั่งเศส ย้ำยังเป็นผู้ว่าธนาคารกลาง

นอกเหนือจากประเด็นเศรษฐกิจ ลาการ์ดยังถูกถามถึง “อนาคตทางการเมือง” โดยเฉพาะกระแสคาดการณ์ว่า เธออาจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ลาการ์ดตอบปฏิเสธอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเรื่องของนักการเมือง ไม่ใช่บทบาทของเธอในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลาง

“ฉันเป็นนายธนาคารกลาง และจะไม่ก้าวออกนอกบทบาทของตัวเอง ตราบใดที่ยังดำรงตำแหน่งนี้” เธอกล่าว

ส่วนหนังสือเล่มใหม่ที่มีกำหนดเผยแพร่ในเดือน ต.ค. ลาการ์ดยืนยันว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แต่เป็นความตั้งใจที่จะถ่ายทอดประสบการณ์จากเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา โดยเริ่มลงมือเขียนตั้งแต่ปี 2566

เธออธิบายว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือการบันทึกความทรงจำและประสบการณ์ทำงาน ขณะที่อีกเหตุผลคือความต้องการตอบคำถามของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่สงสัยว่า เธอสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จในโลกการเงินและเศรษฐกิจที่ผู้ชายมีบทบาทนำได้อย่างไร

ลาการ์ดสะท้อนว่า ตลอดเส้นทางอาชีพตั้งแต่วงการกฎหมายในทศวรรษ 1980 การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ไปจนถึงการทำงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ECB เธอมักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีผู้ชายเป็นคนส่วนใหญ่ และมีผู้หญิงเพียงไม่กี่คน
อย่างไรก็ตาม เธอต้องการส่งสารถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ว่า “เพศ” ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการก้าวเข้าสู่วงการเศรษฐศาสตร์และการเงิน

“คุณสามารถเป็นนักเศรษฐศาสตร์ กำหนดนโยบายการเงิน หรือทำงานด้านโครงการการเงินระหว่างประเทศ และยังคงเป็นผู้หญิงได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1256261&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WsHjbpSoasEXuZHnMJfJk