ดาวโจนส์ 28/10/69 ปิดบวก 97 จุด รับเฟดคงดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อ PCE และงบบิ๊กเทค – สยามรัฐ

ดาวโจนส์-28/10/69-ปิดบวก-97-จุด-รับเฟดคงดอกเบี้ย-จับตาเงินเฟ้อ-pce-และงบบิ๊กเทค-–-สยามรัฐ
ดาวโจนส์ 28/10/69 ปิดบวก 97 จุด รับเฟดคงดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อ PCE และงบบิ๊กเทค – สยามรัฐ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันพุธที่ 28 ตุลาคม หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อสำคัญของเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ควบคู่กับการติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,475.10 จุด เพิ่มขึ้น 97.53 จุด หรือ 0.19% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,743.98 จุด เพิ่มขึ้น 21.38 จุด หรือ 0.28% ส่วนดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,549.85 จุด เพิ่มขึ้น 72.04 จุด หรือ 0.27%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 10 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม เฟดได้ปรับเพิ่มการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ พร้อมระบุในแถลงการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฟดจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางนโยบายการเงินให้เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด กล่าวว่า เฟดได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงความพร้อมและความเต็มใจที่จะดำเนินการตามความจำเป็น

นักวิเคราะห์จากบริษัทคาร์สัน กรุ๊ป ระบุว่า ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ทำให้ผลการประชุมไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ ตลาดยังเริ่มคุ้นเคยกับรูปแบบการแถลงของเควิน วอร์ช มากขึ้น

ข้อมูลจากเครื่องมือเฟดวอตช์ของซีเอ็มอี ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 85.0% ต่อการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นจากระดับ 78.3% เมื่อวันอังคาร

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 0.48% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานที่เพิ่มขึ้น 0.41% ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคลดลง 0.88% และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 0.65%

สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 5.9% หลังจากเอสเค ไฮนิกซ์ คู่แข่งจากเกาหลีใต้ เปิดเผยรายได้และกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

ขณะเดียวกัน หุ้นเอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับตัวขึ้น 13.3% โดยนักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันกำไรจากการดำเนินงานให้เติบโตอย่างมาก และช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของกระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์

ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของตลาดฟิลาเดลเฟีย ปรับตัวขึ้น 1.8% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ส่งสัญญาณว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเริ่มฟื้นตัว หลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้

หุ้นเวอร์ทีฟพุ่งขึ้น 16.5% หลังบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรและรายได้ตลอดปีงบการเงิน 2569

ในทางตรงกันข้าม หุ้นโรบินฮูด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ปรับตัวลง 3.3% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่หุ้นบอสตัน ไซเอนทิฟิก ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วงลง 5.8% หลังบริษัทปรับลดประมาณการกำไรสำหรับปีงบการเงิน 2569

ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระหว่างวัน โดยน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียตปรับตัวขึ้น 2.88% ปิดที่ 102.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 1.26% ปิดที่ 115.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจะหยุดชะงัก หลังกลุ่มฮูตีโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

นักลงทุนยังคงติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยไมโครซอฟท์และอัลฟาเบตมีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสะท้อนแนวโน้มธุรกิจเทคโนโลยีและทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้น

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิดในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากดัชนีดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ โดยสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งทำให้ข้อมูลชุดนี้มีบทบาทสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

#ดาวโจนส์ #ตลาดหุ้นนิวยอร์ก #หุ้นสหรัฐ #ดัชนีดาวโจนส์ #Nasdaq #SP500 #เฟด #ลงทุนAI

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/331929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hTmx75mEBbXYlqZ4gTEzr

Related Post