กนง.ห่วง ‘คงดอกเบี้ยต่ำนาน’ กระทบต้นทุน-เสถียรภาพศก.

กนงห่วง-‘คงดอกเบี้ยต่ำนาน’-กระทบต้นทุน-เสถียรภาพศก.
กนง.ห่วง ‘คงดอกเบี้ยต่ำนาน’ กระทบต้นทุน-เสถียรภาพศก.

กนง.ส่งสัญญาณทบทวน ‘นโยบายดอกเบี้ย’ หลังอัตราดอกเบี้ยไทยเคลื่อนไหวสวนทางทิศทางโลก ห่วงคงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานกระทบเสถียรภาพ ประสิทธิภาพจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ เอื้อธุรกิจรายใหญ่เข้าถึงเงินทุนต้นทุนต่ำ ขณะที่เอสเอ็มอีเผชิญข้อจำกัดสินเชื่อ ล่าสุดปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2569-2570 หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่ยังโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ

  • กนง. ชี้การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว
  • อัตราดอกเบี้ยต่ำส่งผลต่อการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ทั่วถึง เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำได้ง่ายกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัว

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด กนง. มีมติ 6 ต่อ 1 เสียงคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี โดยกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทย มีแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า 

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีการเพิ่มประเด็นที่ต้องติดตามเข้ามา คือผลของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว

ซึ่งแตกต่างกับก่อนหน้าที่ กนง.มองว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมว่า อาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่ในรอบนี้กนง.ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับต้นทุนที่อาจเกิดจากการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานด้วย จึงต้องติดตามผลกระทบในระยะยาวควบคู่กัน

ประเด็นที่กนง.ต้องติดตามในระยะข้างหน้าเพิ่มเติมคือ ผลของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว รวมถึงพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ Policy Space ที่อาจจำเป็นต่อการรับมือความเสี่ยงในอนาคต

ดอกเบี้ยต่ำเอื้อรายใหญ่สวนทาง“เอสเอ็มอี”

โดยผลอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ยังมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันสินเชื่อยังขยายตัวได้ค่อนข้างดีในธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อในภาคธุรกิจอื่นยังมีข้อจำกัด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยมีส่วนต่อการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ จะทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือ Search for Yield หรือไม่ ที่อาจทำให้เกิดการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง

ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังมีการพูดถึงผลจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายโลก หลังธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมค่าเงินบาทของไทยยังมีเสถียรภาพ การอ่อนค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้เกินกว่าระดับที่สามารถอธิบายได้ จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หรือ Fundamental ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายยังไม่ได้แสดงให้เห็นการไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้ง ในด้านตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ ส่วนตลาดพันธบัตรแม้จะอยู่ในระดับต่ำจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมา แต่ยังคงเป็นการไหลเข้าสุทธิ ไม่ใช่การไหลออกสุทธิ

สำหรับประเทศไทย กนง.ยังไม่ได้มีความกังวลมากนักต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศในขณะนี้

หากศก.ฟื้นควรทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย

ดร.ดอน กล่าวต่อว่า หากมุมมองเศรษฐกิจจะฟื้นตัวต่อเนื่องและกำลังเข้าใกล้ระดับศักยภาพ การดำเนินนโยบายการเงินก็จำเป็นต้องมองไปข้างหน้า โดยอาจทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นก่อนที่เศรษฐกิจจะขยายตัวถึงระดับศักยภาพเต็มที่

ทั้งนี้ การปรับขึ้นควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในอดีตอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยอยู่ที่ระดับ 2% หรือ 2.5% ดังนั้นสามารถทยอยปรับขึ้นได้หากเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งเพียงพอ 

“สิ่งที่ กนง. ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ การถูกบังคับให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพราะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือเพราะมีเงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตร แต่ต้องการให้การตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเกิดจากการประเมินว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหลัก”

อย่างไรก็ตาม การส่งสัญญาณครั้งนี้ไม่ได้ปิดโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต แต่จะพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจข้างหน้าเป็นสำคัญ

โดยหากเกิดวิกฤติรุนแรงขึ้น ก็ยังสามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังไม่ใช่ระดับต่ำที่สุด และยังมีพื้นที่ให้ดำเนินนโยบายได้อีก 

“หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง กนง.ก็ต้องประเมินว่า ควรลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินลงหรือไม่ เพราะปัจจุบันภาวะการเงินของไทยอยู่ในระดับผ่อนคลายค่อนข้างมาก หากเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง การลดความผ่อนคลายลงจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ Policy Space สำหรับรองรับสถานการณ์ในอนาคต”     

นอกจากนี้ กนง.ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ทั้งสองปี โดยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.4% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 2.3% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะขยายตัว 2.1% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.8% 

อย่างไรก็ตามผลดีจากการขยายตัวดังกล่าวยังค่อนข้างกระจุกตัว และเศรษฐกิจบางภาคส่วนยังมีระดับกิจกรรมต่ำ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายสาขา พบว่า กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวได้ค่อนข้างดีและมีทิศทางเติบโตชัดเจน ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนอื่นยังฟื้นตัวไม่มากนัก

ห่วงหนี้ครัวเรือน-ตลาดแรงงานฉุดศก.

ดร.ดอน กล่าวต่อว่า นอกจากการลงทุนภาคเอกชนที่น่าห่วงแต่ปัญหาหนี้ครัวเรือนรวมถึงสถานการณ์ตลาดแรงงานยังเป็นสิ่งที่กนง.ต้องติดตามใกล้ชิดจากความเปราะบางมากขึ้น

โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ปัจจุบันอัตราการว่างงานของไทยเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.8% มาอยู่ที่ 1.1% แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าสูงมาก แต่การประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานจำเป็นต้องพิจารณาเครื่องชี้อื่นประกอบด้วย

โดยเฉพาะจำนวนผู้ประกันตนและผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานตามมาตรา 38 แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานในช่วงหลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่อนข้างชัน แม้ข้อมูลล่าสุดจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามต่อไปว่าการลดลงดังกล่าวจะต่อเนื่องหรือไม่ 

“แม้ประมาณการเศรษฐกิจโดยรวมจะปรับดีขึ้น แต่ความสามารถในการฟื้นตัวของภาคเอกชนและการบริโภคยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และผลดีจากการเติบโตยังไม่กระจายไปทั่วถึงทุกภาคส่วน”

เงินเฟ้อจ่อทะลุ 3% ชั่วคราว

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราว โดยกนง.คาดว่าไตรมาสนี้จะเป็นไตรมาสแรกที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกิน 3% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธปท.ที่1-3% และแนวโน้มดังกล่าวอาจต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ก่อนที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลงค่อนข้างเร็ว ซึ่งส่งผลให้การคาดการณ์ทั้งปีอยู่ที่ 2.1% ลดลงจากเดิมที่คาด2.8% เงินเฟ้อทั่วไปทั้งปีน่าจะอยู่ใกล้เคียง 2% ส่วนปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.3% ใกล้เคียงกับประมาณการเดิมที่ 1.4%

“ตัวเลขเงินเฟ้อในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ประเมินได้ แต่ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะล่าสุดแสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอยู่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติพลังงานแล้ว จึงยังเป็นประเด็นที่กนง.ติดตามใกล้ชิด อีกทั้งหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่หากกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัดในการพยุงราคา สุดท้ายราคาน้ำมันในประเทศอาจลอยตัว และมีผลกระทบมาสู่เงินเฟ้อปรับขึ้นได้”

ห่วงสินเชื่อเอสเอ็มอียังหดตัว

สำหรับสินเชื่อภาคธุรกิจ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัว โดยข้อมูลในเดือนก.ย.มีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่อง หากเป็นไปตามที่ประเมินไว้ จะถือเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 17

ด้านคุณภาพสินเชื่อโดยรวมในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะค่อนข้างทรงตัว ยังไม่พบว่าปรับแย่ลงอย่างชัดเจน แต่สินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอียังคงมีคุณภาพอยู่ในระดับที่น่ากังวล

โดยอัตราหนี้เสียอยู่ในระดับสูงใกล้เคียง 10% สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึง

โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือฟื้นตัวได้เต็มที่

ดังนั้นกนง.มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่กับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ยังมีความเหมาะสมต่อการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

ชี้การปรับ MPI หนุนอัปไซซ์ศก.เพิ่ม

ทั้งนี้ ยอมรับว่า การปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ใหม่โดยครอบคลุมจำนวนโรงงานในผลิตภัณฑ์เดิม เช่นวงจรรวมหรือICและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กต่างๆอุปกรณ์รับส่งสัญญาณประเภทออปติคัล และเครื่องประมวลผลข้อมูล ซึ่งการปรับปรุง MPI ในครั้งนี้มีผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1258360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mpbZYvcv-_wF3ZWfoK6K0

Related Post