Category: ท่องเที่ยว

  • สุดระทึก เก๋งพุ่งชนร้านหมาล่า เกือบทำ 2 ท่องเที่ยวชาวต่างชาติหวิดดับ

    สุดระทึก เก๋งพุ่งชนร้านหมาล่า เกือบทำ 2 ท่องเที่ยวชาวต่างชาติหวิดดับ

    วันที่ 27 ก.ย.2568 พลเมืองดี พร้อมด้วย ตัวแทนร้านหมาล่า เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อนำคลิปหลักฐานเหตุการณ์ ขณะที่รถเก๋ง MG สีแดง ทะเบียน จง 8366 เชียงใหม่ พุ่งเข้าชนร้านหมาล่า ย่าน ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมา

    โดยภาพในคลิปดังกล่าว จะเห็นตอนรถเก๋งพุ่งชน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศนั่งกินหมาล่ากัน จนนักท่องเที่ยวกระเจิง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่นั่งอยู่ในร้าน หวิดถูกรถทับแต่รอดมาได้

    หลังเกิดเหตุชาวบ้านต่างพากันวิพากวิจารณ์ถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่รอดตาย เกือบที่จะถูกรถพุ่งชนและเกือบโดนทับอย่างหวุดหวิด รวมทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ของลูกค้าที่มานั่งในร้านบางคันก็รอด บางคันก็โดนเฉี่ยวชน

    โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนั้นตกใจอย่างมาก และพากันตรวจเช็คร่างกายกัน โดยชาวบ้านได้เล่าให้ฟังว่า มีเจ้าของรถจักรยานยนต์คันหนึ่งมาจอดเพื่อขอเข้าห้องน้ำที่ร้านดังกล่าว และรอดจากการถูกชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่กระเด็นตามคลิป ก็เหมือนราวปาฏิหาริย์ รอดตาย

    อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวน สภ ช้างเผิอกเชียงใหม่ จะได้ทำการสอบปากคำเจ้าของรถเก๋งดังกล่าวอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุของการเสียหลักพุ่งชนร้านหมาล่าดังกล่าวอีกครั้ง ว่าสาเหตุที่ขับรถพุ่งชนร้านหมาล่า สาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้ดำเนินการกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/28531&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lNvbUKIYnoYVTv2iLSpFp

  • วันท่องเที่ยวโลก 2025 : ท่องเที่ยวโลกฟื้น ไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญ | เข้มข่าวค่ำ | 27 ก.ย. 68

    วันท่องเที่ยวโลก 2025 : ท่องเที่ยวโลกฟื้น ไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญ | เข้มข่าวค่ำ | 27 ก.ย. 68

    27 กันยายนของทุกปี คือ ‘วันท่องเที่ยวโลก’ ที่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO กำหนดขึ้น เพื่อย้ำถึงบทบาทสำคัญของการท่องเที่ยว ที่ไม่เพียงสร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ไปติดตามในรายงาน

    #วันท่องเที่ยวโลก #บางกอกแอร์เวย์ส #UNWTO #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/201859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vZ-FmTqyrzXBXY9km_jzy

  • วันชาติจีน 2025 ไทยตกชั้นกลายเป็นแค่หนึ่งในทางเลือก แอตต้าแนะฟื้นจีนเที่ยวไทย

    วันชาติจีน 2025 ไทยตกชั้นกลายเป็นแค่หนึ่งในทางเลือก แอตต้าแนะฟื้นจีนเที่ยวไทย

    หยุดยาววันชาติจีน Golden Week 2025 ระหว่างวันที่ 1-8 ตุลาคมนี้ แม้คนจีนส่วนใหญ่จะเดินทางเที่ยวในประเทศ แต่ก็พบว่า การเดินทางเที่ยวต่างประเทศ ก็เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น โดยพบว่านักท่องเที่ยวจีนมีการค้นหาการเดินทางต่างประเทศช่วง Golden Week 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสถานที่ท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้นโดยจากข้อมูลของ 2 แพลตฟอร์มดังในจีน รายงานตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” ยังครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมทั้งในแง่ของการค้นหา และการจองตั๋วเครื่องบิน ส่วนตลาดระยะไกล คนจีนก็นิยมไปเที่ยว ฝรั่งเศส และ อิตาลี

    ขณะที่เกาหลีใต้ ก็ติดอันดับจุดหมายปลายทางคำค้นหายอดนิยมในระดับ TOP 10 ของการเดินทางไปเที่ยวในช่วงวันชาติจีนในปีนี้ เนื่องจากเกาหลีใต้ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปผ่านบริษัทนำเที่ยวที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนด สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาสูงสุด 15 วัน เริ่มวันที่ 29 ก.ย.-30 มิ.ย.69

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ช่วงหยุดยาว “วันชาติจีน” หรือ Golden Week ของจีนในปี 2025 ได้สะท้อนภาพใหม่ของตลาดท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน หากย้อนกลับไปในอดีต ไทยแทบจะเป็น “จุดหมายปลายทางห้ามพลาด” สำหรับนักท่องเที่ยวจีน

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    แต่ในปีนี้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ไทยยังคงติดอันดับต้น ๆ ของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ เช่น Meituan และ Ctrip ทว่ากระแสความร้อนแรงไม่ได้ร้อนแรงอย่างเก่า และการเติบโตเริ่มชะลอตัว

    จีนเที่ยวไทยช่วงวันชาติจีน

    การยกเว้นวีซ่าและภาพจำของไทยในฐานะ “บ้านหลังที่สอง” ยังช่วยพยุงความนิยม แต่ปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การฟื้นตัวไม่เร่งแรงเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยมองหาทางเลือกใหม่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่ปรับตัวเชิงโปรโมชั่นและการตลาดได้รวดเร็วกว่า

    อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีน โดยทะเลและหมู่เกาะ ภูเก็ตยังคงเป็นตัวหลัก แต่ทัวร์ขนาดใหญ่ลดลง กลายเป็นกลุ่มเล็กและนักท่องเที่ยวอิสระ ขณะที่เกาะเล็ก ๆ อย่างเกาะช้างและเกาะหลีเป๊ะได้รับความสนใจมากขึ้น

    ในด้านอาหาร ก็พบว่านักท่องเที่ยวจีนเริ่มแบ่งออกชัดเจน ระหว่างกลุ่มที่ยอมจ่ายแพงเพื่อเข้าร้านหรูหรือมิชลิน และกลุ่มที่ยังคงหลงรักเสน่ห์ของอาหารริมทาง ราคาย่อมเยา แต่มีความกังวลด้านสุขอนามัย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

    ขณะที่วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ก็จะพบว่าการท่องเที่ยวเชิง “ถ่ายรูปเช็คอิน” ลดลง ส่วนการแสวงหาประสบการณ์เชิงลึกกลับเติบโต เช่น การสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนที่เชียงใหม่ ชมงานศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ หรือศึกษามรดกประวัติศาสตร์สุโขทัย นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังเชื่อมโยงภาพลักษณ์ไทยเข้ากับซีรีส์ ภาพยนตร์ และงานออกแบบ สะท้อนการรับรู้ที่หลากหลายมากขึ้น

    วันชาติจีน 2025 ไทยตกชั้นกลายเป็นแค่หนึ่งในทางเลือก แอตต้าแนะฟื้นจีนเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จาก 4 ปัจจัย ได้แก่

    1. ความปลอดภัย แม้รัฐบาลและผู้ประกอบการพยายามสร้างภาพลักษณ์ปลอดภัย แต่ความกังวลบางส่วนยังคงอยู่ ส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวกลางคืน
    2. ค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าเงินบาทแข็ง และค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ข้อได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ลดลง
    3. การแข่งขันภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านเดินเกมรุกตลาดจีนมากขึ้น ไทยจึงไม่ใช่ “ตัวเลือกเดียว” อีกต่อไป  
    4. พัฒนาการของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งหลังเดินทางต่างประเทศมาหลายปี นักท่องเที่ยวจีนมีประสบการณ์และเหตุผลมากขึ้น รู้ชัดว่าต้องการอะไร และเลือกอย่างมีวิจารณญาณ

    นักท่องเที่ยวจีน

    นายอดิษฐ์ กล่าวต่อว่าสำหรับไทย ความท้าทายนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นแรงผลักให้เกิดการยกระดับ ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่

    1. คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย ต้องได้รับการยืนยันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจกลับคืน
    2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม เช่น ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับลึก การท่องเที่ยวหรู และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นสิ่งจำเป็น แทนที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ “เหมาเข่ง”
    3. การตลาดเชิงดิจิทัล โดยใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีนเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ
    4. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว ซึ่งจะสอดรับกับความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่

    นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ที่ปรึกษาสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ปัญหาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยลดลงเกิดจากความวิตกเรื่องความไม่ปลอดภัย แม้แต่วันชาติจีน ปีนี้ คนจีนมาเที่ยวไทยก็ยังคงทรงตัว ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน แต่ไปเที่ยวญี่ปุ่นและเวียดนามเพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหานักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการเดินทางมาเที่ยวไทย จากการสื่อสารต่างๆในจีนที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดภาพลบต่อประเทศไทย

    ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร

    ดังนั้นในขณะนี้เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยปลอดภัยอย่างแท้จริง แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสลุ้นนักท่องเที่ยวจีนได้ 5 ล้านคน

    เพราะในขณะนี้คิดว่าจีนน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ตอนนี้แค่ทรงตัว แต่การจะทำให้จีนทยอยกลับมาเหมือนเดิม ไทยต้องทำเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,135 วันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639980&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KHF-fRyRHX_JUAomuEgP5

  • ลุยแหลมบาลีฮาย! รวบไกด์เถื่อนชาวจีน นำทัวร์ 14 ชีวิต แย่งอาชีพคนไทย

    ลุยแหลมบาลีฮาย! รวบไกด์เถื่อนชาวจีน นำทัวร์ 14 ชีวิต แย่งอาชีพคนไทย

    วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.

    จับคาหนังคาเขา! ตำรวจท่องเที่ยว-กรมการท่องเที่ยว ลุยแหลมบาลีฮาย รวบไกด์เถื่อนชาวจีน นำทัวร์ 14 ชีวิต แย่งอาชีพคนไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมกับ พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการ บช.ทท. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อกวาดล้างการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเน้นเป้าหมายที่บริเวณ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา

    จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบ MR. ZHENG สัญชาติจีน กำลังปฏิบัติหน้าที่นำกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวน 14 ราย ขึ้นรถโดยสารหลังจากกลับมาจากท่าเรือ แต่ไม่พบมัคคุเทศก์ชาวไทยทำหน้าที่อยู่ด้วย เมื่อขอตรวจสอบเอกสาร พบว่า MR.ZHENG ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งอาชีพมัคคุเทศก์ถือเป็นอาชีพต้องห้ามของชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ จากการตรวจสอบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง พบว่าได้ระบุชื่อ น.ส.มล เป็นมัคคุเทศก์ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ไม่พบตัวในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

    เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว MR.ZHENG ส่งดำเนินคดีในข้อหา ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต (มาตรา 49 ประกอบมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯ) และเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ (ทำงานมัคคุเทศก์) ตาม พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ

    ส่วน น.ส.มล มัคคุเทศก์ชาวไทย ได้เดินทางมาแสดงตนที่ สภ.เมืองพัทยา ในเวลาต่อมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ‘ยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์แทนตน’ เช่นกัน

    การจับกุมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเข้มงวดในการปราบปรามการใช้ มัคคุเทศก์เถื่อนชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการแย่งอาชีพคนไทยโดยผิดกฎหมาย ขณะที่มัคคุเทศก์ไทยที่ยินยอมให้ผู้อื่นทำแทนก็ต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเช่นกัน ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/917236&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E0BIqpa4nHs01cGfCmT4d

  • ‘รมว.อรรถกร’เข้ากระทรวงฯ สั่งทุกฝ่ายเดินหน้าจัดซีเกมส์ กกท.เร่งแก้ปัญหา’เปตอง’หวังได้จัดแข่ง

    ‘รมว.อรรถกร’เข้ากระทรวงฯ สั่งทุกฝ่ายเดินหน้าจัดซีเกมส์ กกท.เร่งแก้ปัญหา’เปตอง’หวังได้จัดแข่ง

    นับถอยหลัง 74 วัน ! “รมว.อรรถกร“ประกาศ เดินหน้าเต็มกำลัง ลุยจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แม้เวลาจำกัด แต่เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไทยจะเป็นเจ้าภาพได้สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพ  ส่วนการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รับนโยบายด่วนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเต็มกำลัง แก้ปมปัญหา “เปตอง” ถูกแบนจากการแข่งขันในซีเกมส์ 2025 พร้อมมั่นใจสามารถชี้แจงและผลักดันให้กลับมาจัดแข่งได้ทัน

    เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ว่า ได้ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงสร้างความปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่งดงามของประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน

    ในโอกาสนี้ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเต็มไปด้วยมิตรไมตรี

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็อยากมาเยือน เดินทางมาแล้วรู้สึกปลอดภัยจากการดูแลอย่างดีของเจ้าหน้าที่ไทย ขณะที่ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงต้องดำเนินการทันที คือการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในอีกเพียง 74 วันข้างหน้า โดยตนและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงปัญหาและเร่งดำเนินการแก้ไขแล้ว

    “แม้เวลาที่เหลือจะค่อนข้างจำกัด แต่เชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ใส่ใจในรายละเอียด ก้าวข้ามอัตตาส่วนตัว และทำงานเพื่อชาติร่วมกัน เราจะสามารถจัดซีเกมส์ได้อย่างมีมาตรฐานสากล และสมศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าภาพ หลังจากที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรายการนี้มานานเกือบ 20 ปี” นายอรรถกร กล่าว

    นอกจากนี้หลังจากสหพันธ์เปตองนานาชาติ (FIPJP) ส่งหนังสือสั่งห้ามไทยจัดการแข่งขันเปตองในซีเกมส์ครั้งที่ 33 เพราะเห็นว่าคณะกรรมการที่ถูกลงโทษของสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยยังมีบทบาทในการเตรียมนักกีฬา ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 68 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ยืนยันว่า ได้เร่งดำเนินการตามนโยบายผู้บริหารระดับสูงทันที

    ดร.ก้องศักด เผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำหนังสือชี้แจงต่อ FIPJP พร้อมส่งทีมตัวแทนรัฐบาลไทยไปชี้แจงรายละเอียดครบทุกประเด็น โดยเน้นว่า “คณะกรรมการกลาง” ที่ตั้งขึ้นจะรับผิดชอบเต็มรูปแบบในการจัดการเรื่องเปตอง ทั้งกระบวนการคัดตัวนักกีฬา การฝึกซ้อม การจัดการแข่งขัน และการส่งทีมแข่งขันต่างประเทศ เพื่อความโปร่งใสและไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการเดิมที่ถูกร้องเรียน

    นอกจากนี้ยังเตรียมกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น โดยเชิญหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ ทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ช., ป.ป.ง., DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยืนยันความยุติธรรม โปร่งใส และไม่มีการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด

    ในจดหมายที่ส่งถึง FIPJP นั้น จะระบุชัดว่า รัฐบาลไทยไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหา พร้อมขออภัยหากมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในอดีต ย้ำว่าขณะนี้สมาคมฯ ได้ยุติบทบาทจากซีเกมส์ทั้งหมดแล้ว และจะให้คณะกรรมการกลางรับผิดชอบแทนอย่างสมบูรณ์

    ดร.ก้อง ยังเผยว่า ขณะนี้มี 8 ประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันเปตองในซีเกมส์แล้ว ยิ่งสะท้อนว่าเปตองเป็นกีฬาหลักในภูมิภาคอาเซียน และหากไทยไม่สามารถจัดแข่งได้ จะเป็นความเสียหายต่อวงการกีฬาทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

    “เรามั่นใจว่ายังมีโอกาสที่เปตองจะกลับมาจัดแข่งในซีเกมส์ครั้งนี้ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยเตรียมบินไปเจรจาด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในการจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐานสากล” ดร.ก้อง กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/868652/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qzy96-zPCzQoh94Rafnsl

  • แม่น้ำมูลเอ่อท่วมอุทยานไทรงาม แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังโคราช ขณะที่ปราสาทหินพิมาย ยังมี นทท.เดินทางมาเที่ยวชม

    แม่น้ำมูลเอ่อท่วมอุทยานไทรงาม แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังโคราช ขณะที่ปราสาทหินพิมาย ยังมี นทท.เดินทางมาเที่ยวชม

    (27 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.นครราชสีมา หลังจากมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนวานนี้ (26 ก.ย.68) จนถึงตอนเช้าวันนี้ ทำให้สภาพน้ำในลำน้ำมูล ช่วงไหลผ่าน อ.พิมาย ระดับน้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณอุทยานไทรงาม ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย 

    โดยพบว่า ต้นไทรงามยักษ์ที่อยู่ในอุทยานไทรงาม มีอายุมากกว่า 350 ปี และมีจำนวนมากกว่า 100 ต้น ถูกมวลน้ำจากลำน้ำมูลที่ล้นตลิ่ง ทะลักเข้าท่วมอุทยานฯ เป็นบริเวณกว้าง เพราะอุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำน้ำมูล จึงมักประสบปัญหาน้ำมูลล้นตลิ่ง เอ่อเข้าท่วมเป็นประจำในช่วงฤดูฝน 

    นายปิยภัทร สายเมฆ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ สูบน้ำมูลที่ทะลักเข้ามาท่วมสูงกว่า 20-30 เซนติเมตร ออกจากอุทยานฯ ระบายไปที่ลงท่อระบายน้ำให้ได้มากที่สุด ป้องกันไม่ให้ต้นไทรงามของ จ.นครราชสีมา ถือเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวสำคัญ ที่แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาชมทัศนียภาพความสวยงามของต้นไทรยักษ์ ที่แผ่รากและกิ่งก้านสาขา ครอบคลุมไปทั่วบริเวณอุทยานฯ 

    ในขณะที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (ปราสาทหินพิมาย) จุดเช็คอินท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของนครราชสีมา พบว่า ปริมาณน้ำที่ท่วมขังหลังในตกหนักตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้า ตอนนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ซึ่งนายภาคภูมิ อยู่พูล หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เปิดเผยว่า ฝนตกหนักหลายชั่วโมง ทำให้น้ำท่วมขังภายในบริเวณปราสาทหินพิมายและพื้นที่โดยรอบปราสาท ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร 

    หัวหน้าอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฯ นำเครื่องสูบน้ำ จำนวน 4 เครื่อง มาติดตั้งเพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังออกโดยเร็วแล้ว เพื่อไม่ให้มวลน้ำกระทบฐานรากโบราณสถาน จนได้รับความเสียหาย และเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมโบราณสถานได้ตามปกติ 

    ซึ่งวันนี้ มีนักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัด เดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการ ของปราสาทหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยกันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายจุดภายในอุทยานฯ จะยังมีน้ำท่วมขังอยู่ แต่เมื่อเดินทางมาถึงกันแล้ว ขอแค่ได้ชมอยู่ห่างๆ นักท่องเที่ยวก็พอใจ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NviueAQCG&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vt81akBXEhomg8DpIEv6C

  • ‘ธรรมนัส’ ถก ‘ทูตจีน’ เร่งฟื้นนักท่องเที่ยว 13 ล้านคน

    ‘ธรรมนัส’ ถก ‘ทูตจีน’ เร่งฟื้นนักท่องเที่ยว 13 ล้านคน

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตนเองและ อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน

    โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในไทยของคนจีนลดน้อยลงอย่างมาก มีไม่ถึง 3 แสนคนต่อปี โดยจีนต้องการเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดิม ๆ เช่น วัดพระแก้ว หรือพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเกาะเมืองอยุธยา

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม และท่าทีของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีบางคนที่มีท่าทีดูหมิ่นคนจีน ทำให้ฝ่ายจีนไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนน้อยลงมาก

    ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทางจีนยืนยันความพร้อมที่จะผลักดันการส่งนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจาก 300,000 คน เป็น 13 ล้านคนภายในเวลาไม่กี่เดือน หากเราสามารถยกระดับความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวได้จริง พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยหันมาพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองเก่าอยุธยาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเสียหายทุกปี

    ตอนนี้ เราต้องเร่งลงมือทำงานจริงจัง ข้าราชการไม่สามารถอยู่สบายได้อีกต่อไป เพราะพวกเรารับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ต้องคิดถึงการพัฒนาประเทศมากกว่าการนั่งในห้องแอร์แล้วจินตนาการ หากทำได้สำเร็จ การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาสร้างรายได้มหาศาล และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมา ซึ่งท่านพร้อมทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thamanat-meets-chinese-ambassador-to-boost-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bWWFBKRCg74MxtZkMrZb7

  • เปิดตัวโครงการพัฒนาย่านนิมมานเหมินทร์ สู่เมืองอัจฉริยะ ต้นแบบเศรษฐกิจและความปลอดภัย | TOPNEWS

    เปิดตัวโครงการพัฒนาย่านนิมมานเหมินทร์ สู่เมืองอัจฉริยะ ต้นแบบเศรษฐกิจและความปลอดภัย | TOPNEWS

    วันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม อีสติน ตัน เชียงใหม่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัว “Nimman Connex” โครงการพัฒนาย่านนิมมานเหมินทร์สู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยว

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) และสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว”Nimman Connex: โครงการพัฒนาย่านนิมมานเหมินทร์ไปสู่เมืองอัจฉริยะ” ณ ห้องประชุมโรงแรม อีสติน ตัน เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคธุรกิจเข้าร่วมอย่างคับคั่งโครงการมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงเพื่อพัฒนาเมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ Smart Tourism City โดยนำเทคโนโลยีหลัก 5 ด้านมาใช้ร่วมกัน ได้แก่ Wireless Sensing เพื่อเก็บข้อมูลความหนาแน่นและการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์, Smart Signage ที่สามารถปรับเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจและพฤติกรรมของผู้มาเยื่อน, Computer Vision

    สำหรับการวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ทั้งด้านการตลาด เช่น จุดที่ได้รับความนิยม และด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจจับเหตุผิดปกติ, Digital Twin เพื่อจำลองสภาพย่านนิมมานฯ ในรูปแบบสามมิติสำหรับการวางแผนและบริหารจัดการเมือง และ Artificial Intelligence ที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก พร้อมระบบแนะนำ (Recommendation) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองที่ผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว คุณวิไลพร ถานะวุฒิพงศ์ นักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอาวุโส ผู้แทน สาขาภาคเหนือตอนบน depa กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและการเชื่อมต่อข้อมูลที่เข้ามาช่วยยกระดับเศรษฐกิจและการจัดการเมือง

    โดยปัจจุบัน depa ได้ดำเนินการติดตั้ง Smart Signage แล้วกว่า 60 แห่ง ในพื้นที่ย่านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และมีแผนจะขยายให้ครบ 100 แห่งภายในเดือนตุลาคมนี้ รวมถึงการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูล Digital Twin ที่ depa เชียงใหม่ และ UniServ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อใช้จำลองและวิเคราะห์ข้อมูลเมืองใน รูปแบบสามมิติ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ

    นอกจากการแถลงข่าว โครงการยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Nimman 2030: Building a Connected and Intelligent City” การนำเสนอผลงานจากนักวิจัยในหลักสูตร การจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล กว่า 20 ผลงาน และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทดลองใช้งานระบบจริง และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

    โครงการ Nimman Connex จึงนับเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ในการเดินหน้าสู่การเป็น เมืองอัจฉริยะ ที่เชื่อมโยงข้อมูล เศรษฐกิจ และความปลอดภัย พร้อมสร้างแบบอย่างในการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยต่อไป

    นภาพร ขัติยะ ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.เชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1332485&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R2k1pdOzTuJsHbOXDKw9J

  • “ธรรมนัส” คุยทูตจีน เร่งฟื้นท่องเที่ยวไทย ดึง13ล้านคนกลับมา

    “ธรรมนัส” คุยทูตจีน เร่งฟื้นท่องเที่ยวไทย ดึง13ล้านคนกลับมา

    ข่าว

    27 กันยายน 2025 – 13:58

    Featured Image

    “ธรรมนัส” คุยทูตจีน เร่งฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับ 13 ล้านคนใน 3 เดือน ย้ำต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว–สร้างความปลอดภัย

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงการเข้าพบหารือร่วมกับนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อหาทางออกต่อปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน หลังตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทย ลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 3 แสนคนต่อปี

    ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ฝ่ายจีนแสดงความกังวลถึงปัญหาหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ ทั้งเรื่องความปลอดภัย อาชญากรรม และท่าทีของฝ่ายการเมืองบางส่วนที่ส่งผลต่อความรู้สึกของชาวจีน ขณะเดียวกันยังเสนอให้ไทยเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและทันสมัย ไม่ใช่พึ่งพาเพียงสถานที่เดิม ๆ เช่น วัดพระแก้ว หรือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากอย่างเกาะเมืองอยุธยาและริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    ทั้งนี้ จีนยืนยันความพร้อมที่จะผลักดันนักท่องเที่ยวกลับมาไทยมากขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจาก 300,000 คน เป็นกว่า 13 ล้านคนภายใน 3 เดือน หากไทยสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการดูแลนักท่องเที่ยว และปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการจัดการเมืองเก่าอยุธยาและพื้นที่ริมเจ้าพระยาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–เศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า การแก้ปัญหาท่องเที่ยวครั้งนี้ต้องทำอย่างจริงจัง ข้าราชการไม่อาจนั่งทำงานแบบสบาย ๆ ได้อีกต่อไป เพราะเงินเดือนมาจากภาษีประชาชน หากไทยสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้สำเร็จ จะสร้างรายได้มหาศาลและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชุมชน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุด และพร้อมเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อกอบกู้การท่องเที่ยวไทยให้กลับมายืนได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/politics/news_940262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UxxbM-JlIZPIMgv8aiVl1

  • หาดใหญ่ | “สส.ศักดิ์สิทธิ์” หารือสภาผลักดันงบฯ ปรับภูมิทัศน์หาดแหลมโพธิ์ ยกระดับการท่องเที่ยวตำบลคูเต่า

    หาดใหญ่ | “สส.ศักดิ์สิทธิ์” หารือสภาผลักดันงบฯ ปรับภูมิทัศน์หาดแหลมโพธิ์ ยกระดับการท่องเที่ยวตำบลคูเต่า

    “ศักดิ์สิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์” หารือสภา ให้สำนักงบฯ ผลักดันงบปรับภูมิทัศน์ หาดแหลมโพธิ์ พร้อมขอกรมชลฯ ลอกคลองเปิดทางให้ชาวประมง

    นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้หารือต่อสภาฯ เพื่อผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

    เรื่องที่ 1 เนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดสงขลา เป็นภูมิประเทศราบลุ่มแม่น้ำและมีพื้นอาณาเขตติดต่อกับทะเลสาบสงขลา เป็นแนวยาวอยู่ในพื้นที่ของเทศบาลตำบลคูเต่า มีความสวยงามทางด้านภูมิทัศน์ไม่แพ้ที่ใด แต่เทศบาลฯ ขาดงบประมาณในการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้งดงาม

    ในช่วงหนึ่งหาดแหลมโพธิ์ เคยได้รับความนิยมจากทั้งนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก จึงขอความอนุเคราะห์สนับสนุนงบประมาณไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงสำนักงบประมาณได้ผลักดันงบประมาณเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหาดแหลมโพธิ์

    ซึ่งทางเทศบาลคูเต่า ได้ทำแผนเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นไว้แล้ว เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของตำบลคูเต่า ให้สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนเพื่อยกระดับรายได้ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/29420/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u5-g7XDedOmbf_-ormMRB