Category: ท่องเที่ยว

  • “กากัน มาลิค”ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา ขออภัยคนไทยที่ทำให้เจ็บปวด ชี้ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    “กากัน มาลิค”ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา ขออภัยคนไทยที่ทำให้เจ็บปวด ชี้ไทยคือบ้านหลังที่ 2

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    กากัน มาลิค นักแสดงอินเดีย ผู้เคยรับบท ‘สิทธัตถะ’ ในซีรีส์ พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก’ โพสต์ภาพตนเองถือธงไทย พร้อมระบุว่า นะโม พุทธายะ

    “ผมขอกราบขอโทษอย่างจริงใจต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกท่าน หากการเดินทางไปกัมพูชาล่าสุดของผม ได้ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

    ประเทศไทยถือเป็นบ้านหลังที่สองของผม และผมมีความเคารพต่อประเทศนี้อย่างลึกซึ้งที่สุด

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย ผมได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้อย่างเป็นทางการ และยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่สุด และทำด้วยจิตใจที่ชัดเจน

    การเดินทางครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผมนำคณะไปเยือนกัมพูชา 3 วัน และต่อด้วยประเทศไทยอีก 5 วัน ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้ใครไม่สบายใจเลย

    ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการที่ประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม อีกทั้งผมยังได้สร้างวัดที่ประเทศอินเดียโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักและความเคารพที่ผมมีต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะเป็นสถานที่พิเศษในใจของผมเสมอ ผมขออภัยอีกครั้งอย่างสุดซึ้งหากได้สร้างความไม่สบายใจ และผมสัญญาว่าจะระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนชาวไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่งดงามแห่งนี้

    ผมซาบซึ้งในความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ 🙏”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000092749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HtdqIXrocotzDUllpoPCg

  • กากัน มาลิค ผู้รับบท สิทธัตถะ ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา

    กากัน มาลิค ผู้รับบท สิทธัตถะ ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา

    กากัน มาลิค

    ด่วน! “กากัน มาลิค” ผู้รับบท “สิทธัตถะ” ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม” พร้อมถือธงชาติไทย

    กลายเป็นที่จับตามองในโลกโซเชียลทันที เมื่อ กากัน มาลิค (Gagan Malik) นักแสดงชื่อดังชาวอินเดีย ผู้เป็นที่รู้จักจากบท “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในภาพยนตร์ พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว ประกาศ ลาออกจากตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา อย่างเป็นทางการ พร้อมถือธงชาติไทยในภาพประกอบ และยืนยันหัวใจชัดเจนว่า

    “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม”

    โดยกากัน มาลิค เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า เขารู้สึกเสียใจหากการเดินทางไปกัมพูชาล่าสุด ทำให้แฟน ๆ ชาวไทยรู้สึกไม่สบายใจ พร้อมระบุว่า ตำแหน่งทูตดังกล่าวที่ได้รับจากรัฐบาลกัมพูชาเมื่อต้นปี 2568 เป็น ตำแหน่งกิตติมศักดิ์โดยไม่มีค่าตอบแทน แต่เพื่อแสดงความเคารพต่อประเทศไทย เขาตัดสินใจ ยุติบทบาททั้งหมดในทันที

    “การตัดสินใจครั้งนี้เป็นที่สุด และทำด้วยจิตใจที่ชัดเจน”

    ขออภัยแฟน ๆ ชาวไทย – ย้ำความรักและความผูกพันลึกซึ้ง

    ในถ้อยแถลงของกากัน เขาได้ขอ ขมาลาโทษอย่างจริงใจ ต่อคนไทยทุกคน พร้อมทบทวนบทบาทของตัวเองที่ผ่านมาในฐานะผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาเคยทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับธรรมะในไทยหลายครั้ง และยังได้สร้างวัดในอินเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทยอีกด้วย

    “ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้ใครไม่สบายใจเลย ผมรักประเทศไทย และจะระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคต”

    การแสดงออกในครั้งนี้ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟน ๆ ชาวไทยจำนวนมาก ที่รู้สึกประทับใจในท่าทีและความเคารพของนักแสดงหนุ่มแดนภารตะคนนี้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่คนไทยโดยสายเลือด แต่กลับยืนหยัดเพื่อรักษาน้ำใจของคนไทยด้วยจิตใจที่งดงาม

    ขอบคุณข้อมูลจาก : Gagan Malik

    กากัน มาลิค

    ด่วน! “กากัน มาลิค” ผู้รับบท “สิทธัตถะ” ประกาศลาออกจากทูตท่องเที่ยวกัมพูชา “ประเทศไทยคือบ้านหลังที่สองของผม” พร้อมถือธงชาติไทย กลายเป็นที่จับตามองในโล […]

    แม่ทัพภาค2

    แม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีเชิญธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติกับทหารกล้ายอดภูมะเขือ ก่อนเกษียณอายุราชการอีก 2 วัน

    ทหารไทยปะทะเขมร

    เปิด คลิปเต็ม ทหารกองกำลังสุรนารี – ตํารวจตระเวนชายแดน 22 ร่วมกันปกป้องอธิปไตยไทย ปะทะทหารเขมรอย่างดุเดือด

    Miss Asia Pacific International

    ดราม่าข้ามประเทศ! คนไทยเดือด “เขมร ลอกชุด พระแม่ธรณี” บนเวที Miss Asia Pacific International – เทียบชัดเคยเป็นของ “แอนโทเนีย” รองอันดับ 1 […]

    เจ๊เกียวเสียชีวิตรถทัวร์

    เจ๊เกียว สุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย เสียชีวิตแล้ว วัย 88 ปี พบเป็นหญิงแกร่งประวัติไม่ธรรมดา

    เบบี๋ สุพรรณี

    “เบบี๋ สุพรรณี” สะเทือนเวที! ใส่ชุดเปิดอกสุดแซ่บ โชว์เรือนร่างเซ็กซี่กลางงานโชว์ตัว – แฟนคลับแห่ชมเพียบ กลับมาเป็นกระแสร้อนอีกครั้ง สำหรับ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.brighttv.co.th/entertain/gagan-malik&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gMiohIvcA-vfZjCdlhyM1

  • ภูเรือ สุดคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา

    ภูเรือ สุดคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา

    บรรยากาศการท่องเที่ยวบนยอดภูเรือ จ.เลย ช่วงวันหยุด วันที่อาทิตย์ (28 กันยายน 2568) นักท่องเที่ยวต่างเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศ ที่หนาวเย็นเพื่อชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมทั้งไปกราบสักการะพระพุทธรูปนาวาบรรพต บริเวณยอดภูเรือ โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส ซึ่งจุดชมวิว”ยอดภูเรือ” อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นหน้าผาสูงชัน เมื่อขึ้นมาด้านบนก็จะเห็นป่าสนเขาสลับกับสวนหินธรรมชาติและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวนี้ นักท่องเที่ยวต่างไม่ผิดหวังกับบรรยากาศที่มีทะเลหมอก และแสงแรกของวันใหม่ ต่างสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวในห้วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้ เพื่อต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทุกทุกท่าน ที่จะเดินทางมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเรือ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่านขึ้นสัมผัสอากาศหนาวเย็น บนยอดภูเรือ สัญลักษณ์แห่งขุนเขาเมืองเลย พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเหนือทะเลหมอกที่งดงามตระการตาไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58053&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zl_yF9CLB4TyxJYFd3He

  • “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ “ประตูสู่ประเทศไทย” และศูนย์กลางการบินหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตลอดเวลากว่าเกือบสองทศวรรษ สนามบินแห่งนี้ได้รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้านคน เที่ยวบินกว่า 5.45 ล้านเที่ยว และขนส่งสินค้ากว่า 20 ล้านตัน สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของไทย

    นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการทสภ. กล่าวว่า วันที่ 28 กันยายน 2568 ถือเป็นหมุดหมายแห่งความสำเร็จ 19 ปีของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้โดยสารจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย แต่ยังยืนยันศักยภาพในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีสายการบินให้บริการ 126 สายการบิน เที่ยวบินรวมกว่า 340,000 เที่ยว และผู้โดยสารกว่า 58 ล้านคน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แสดงถึงการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นของนักเดินทางทั่วโลก

    ด้วยวิสัยทัศน์ “World Class Hospitality Airport” ทสภ. มุ่งยกระดับการให้บริการ ไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่รวมถึงการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และน่าประทับใจ ตั้งแต่ขั้นตอนเช็กอิน ความปลอดภัย ไปจนถึงการดูแลผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัว ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างยั่งยืน 

    ทสภ. ยังได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โดยได้รับการยกระดับจากท่าอากาศยานระดับ 3 ดาวเป็นท่าอากาศยานระดับ 4 ดาว จากการประกาศของ Skytrax องค์กรที่ปรึกษาด้านการจัดอันดับคุณภาพของสายการบินและท่าอากาศยานชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

    รวมทั้งได้รับการจัดอันดับจาก Brilliant Maps ให้เป็นสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ จากรายงานของ ACI Asia – Pacific and Middle East (ACI APAC & MID) ซึ่งร่วมกับ PwC จัดให้ ทสภ. ติดอันดับ 7 สนามบินศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่มีศักยภาพสูงสุด และอันดับ 9 ของสนามบินที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศสูงสุดในปี 2567

    ทสภ. ยังมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมใน Concourse และอาคาร SAT-1 การจัดพื้นที่ Kids Zone, Game Station, Recliner Area, Co-Working Space และ Piano Lounge รวมทั้งการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม การปรับปรุงห้องน้ำ 124 จุดทั่วสนามบิน การใช้ระบบ Passenger Validation System (PVS) และเครื่อง X-ray แบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็ว ตลอดจนระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ABC) เพื่อรองรับ E-passport

    สำหรับแนวโน้มปีงบประมาณ 2569 ทสภ. คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 397,323 เที่ยวบินและมีผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน โดยจะมีสายการบินใหม่มาให้บริการ อาทิ United Airlines (เส้นทางลาสเวกัส – ฮ่องกง – กรุงเทพฯ) และแม้ว่าการจัดสรรเที่ยวบินช่วงซัมเมอร์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพของ ทสภ. ในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

    ขณะเดียวกันแนวโน้มผู้โดยสารจากสหภาพยุโรป (EU) มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากการที่สายการบินไทยกลับมาเปิดหลากหลายเส้นทางสู่ยุโรปเพื่อเพิ่ม Connectivity ตามนโยบาย Aviation Hub ของรัฐบาล รวมถึงผู้โดยสารจากอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว ในอนาคต ทสภ. ยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเพิ่มเส้นทางบินตรงสู่สหรัฐอเมริกาได้ หลังจากองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration – FAA) ปรับสถานะไทยกลับสู่ Category 1 (CAT1) ครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากเดิมที่อยู่ใน Category 2 (CAT2) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ FAA มีต่อความปลอดภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนของไทยในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเปิดโอกาสให้สายการบินไทยและต่างชาติสามารถขยายเส้นทางบินไกลได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

    นายกิตติพงศ์ กล่าวต่อว่า ทสภ. มีแผนเดินหน้าปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารโดยมีโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงเป็นพื้นที่กิจกรรมระหว่างรอขึ้นเครื่องสำหรับผู้โดยสารขาออก ทั้ง ณ อาคารเทียบเครื่องบิน (Concourse C และ F) และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 (SAT-1) เช่น การเพิ่มพื้นที่ Kids Zone, Game Station รวมทั้งโซนที่พักผ่อน เช่น Recliner Area (พื้นที่นั่งสำหรับเก้าอี้ปรับเอน) Co-Working Space, Piano Lounge และดิจิทัลพาร์ค พร้อมกับดำเนินการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเป็น 203 ชุด จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 132 ชุด  รวมถึงเดินหน้าปรับปรุงห้องน้ำทั้งอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินรวม 124 จุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จครบทุกจุดภายในปี 2571 ด้านการให้บริการและความปลอดภัย ทสภ. เพิ่มเครื่อง Passenger Validation System (PVS) พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่อง X-ray เป็นแบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) เพื่อรองรับ E-passport เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

    การยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร ทสภ. ได้ขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยต่อเนื่อง นอกจากการพัฒนาระบบ Freezone Smart Access ระบบบริหารการเข้า – ออกพื้นที่เขตปลอดอากร แก้ปัญหาการจราจรหนาแน่นจากรถขนส่งสินค้ากว่า 8,000 คันต่อวัน ลดความล่าช้าในการรับ – ส่งสินค้า และป้องกันสินค้าตกเครื่องแล้ว ในระยะต่อไป ทสภ. ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตของ E-Commerce และตลาดโลก โดยมีแผนเพิ่มผู้ประกอบการคลังสินค้ารายที่ 3 ในปี 2571 เพื่อเสริมขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง และขับเคลื่อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

    การครบรอบ 19 ปี เป็นหลักหมุดที่สะท้อนความสำเร็จ ความเชื่อมั่น และการเติบโตของ ทสภ. ในทุกมิติและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 คือก้าวของการยกระดับจาก “ประตูสู่ประเทศไทย” ไปสู่ “World Class Hospitality Airport” ที่พร้อมต้อนรับผู้โดยสารจากทั่วโลกด้วยมาตรฐานระดับสากล เป็นสนามบินที่คนไทยภูมิใจ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของประเทศต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xOy1Q7ydrVU_–QJqrfe5

  • “กากัน มาลิค” ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรี ด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

    “กากัน มาลิค” ประกาศลาออกทูตสันถวไมตรี ด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา

    (28 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก กากัน มาลิค นักแสดงชาวอินเดียชื่อดัง โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า นมัสการพระพุทธเจ้า (Namo Buddhaya)

    ผมขออภัยจากใจจริงต่อแฟนๆ ชาวไทยทุกคน หากการเดินทางไปกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ของผมได้ก่อให้เกิดความไม่สบายใจใดๆ ประเทศไทยคือบ้านที่สองของผม และผมเคารพประเทศนี้อย่างสุดซึ้งที่สุด

    เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ และด้วยความเคารพต่อประเทศไทย ผมจึงได้ลาออกจากบทบาทนี้อย่างเป็นทางการ และก้าวออกจากความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว การตัดสินใจของผมถือเป็นที่สิ้นสุดและชัดเจนอย่างสมบูรณ์

    นี่เป็นการพาคณะมาเที่ยวกัมพูชาเป็นครั้งแรกของผมเป็นเวลาสามวัน ตามด้วยการอยู่ในประเทศไทยอีกห้าวัน ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะทำให้เกิดความไม่พอใจใดๆ

    ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานในหลายโครงการในประเทศไทยเพื่อช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจที่บริสุทธิ์ทั้งหมดของผม นอกจากนี้ ผมกำลังสร้างวัดในประเทศอินเดีย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะไทย เพื่อเป็นการแสดงความรักและความเคารพต่อประเทศไทย

    ประเทศไทยจะอยู่ในใจของผมตลอดไป ผมขออภัยอย่างจริงใจอีกครั้งสำหรับความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้น และผมสัญญาว่าจะใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคต ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยจะเข้าใจผมมากขึ้น และผมจะพยายามอย่างเต็มที่ต่อไปเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศที่สวยงามแห่งนี้

    ผมรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับความรักและการสนับสนุนของทุกท่านเสมอ

    ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน: ผมไม่ใช่ หิมานชู โซนี ผู้ที่รับบทเป็นพระพุทธเจ้าในซีรีส์ แต่ผมคือผู้ที่รับบทเป็น พระราม, พระนารายณ์, และพระกฤษณะ ในซีรีส์เรื่อง ‘รามายณะ’ และ ‘หนุมาน’ รวมถึงรับบทเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ ในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง ‘ศรีสิทธัตถะโคตมะ’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/entertainment/NyNc2OfPt&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EUvXwulv4GIwMRso5dK3H

  • รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    นายชัยยศ ก่อเกียรตินารา ผู้ก่อตั้งโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิดหรือ Mind Sport เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกีฬา Mind Sport ในประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ในฐานะกีฬาปัญญาเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยทักษะด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงเหตุผล และการบริหารความเสี่ยง 

    อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนและพัฒนากีฬา Mind Sport เพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    โดยเป็นการดำเนินการผ่านกิจกรรม Decoding Mind Sport : A Strategic Investment Frontier ถอดรหัส Mind Sport โอกาสเชิงกลยุทธ์ในโลกแห่งกีฬาปัญญา

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบโครงการอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านกีฬาทางความคิด โดยการคิดเชิงวิเคราะห์ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของกีฬา Mind Sport  

    รุกดัน ‘Mind Sport’ หนุนท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    “เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนให้กีฬา Mind Sport ได้รับการยอมรับ และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนากีฬาทางความคิดในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    สำหรับกิจกรรมการอบรมจะประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวง กีฬา Mind Sport  และ E-Sport ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง และการพัฒนาความคิดตนเอง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

    ,การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ในกลุ่มผู้ที่สนใจกีฬา Mind Sport เพื่อสร้าง community และ network ระหว่างกัน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Business Networking) และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่สนใจในกีฬา Mind Sport และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ได้พบปะ หารือ และขยายความร่วมมือออกไปในวงกว้างมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังจะได้เรียนรู้แนวทางการต่อยอดของกีฬา Mind Sport ในมิติของการพัฒนาและการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งการสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมด้านกีฬา Mind Sport ในอนาคตได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kJnIXEOhYzIT-Ewbxquzf

  • เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    ภูมิภาค

    เขานางพันธุรัต คว้ารางวัลกินรี 2025 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วนอุทยานเขานางพันธุรัต รับรางวัลพระราชทาน “Thailand Tourism Awards 2025” ประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติดีเด่น

    (28 ก.ย.2568) นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ หัวหน้าวนอุทยานเขานางพันธุรัต เข้ารับพระราชทานรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (15th Thailand Tourism Awards 2025) จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยวนอุทยานเขานางพันธุรัตได้รับพระราชทาน รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) ประเภทแหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สาขาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ (Nature & Park)

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนางดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี ร่วมแสดงความยินดี รางวัลที่ได้รับนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนคุณค่า ความงดงามทางธรรมชาติ และศักยภาพของวนอุทยานเขานางพันธุรัต ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. จัดการประกวด รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่พัฒนาคุณภาพการบริการสู่มาตรฐานสากล โดยรางวัล “กินรี” อันทรงคุณค่าเปรียบเสมือนเครื่องหมายรับรองคุณภาพ สะท้อนถึงการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ รักษาสิ่งแวดล้อม และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก

    สำหรับการประกวดครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 มีการมอบรางวัลรวม 151 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลเกียรติยศ (Hall of Fame) 6 รางวัล, รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) 17 รางวัล, รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) 59 รางวัล และรางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ซึ่งมอบเป็นครั้งแรก จำนวน 69 รางวัล

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_-lWo9EI_jJMOuhYvElQ2

  • IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงสู่ไทยเพิ่ม ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี

    IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงสู่ไทยเพิ่ม ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี


    “อรรถกร” เผย  IndiGo ยักษ์ใหญ่การบินอินเดีย สนใจเปิดบินตรงเพิ่มสู่ไทย ทั้งเมืองหลัก–เมืองรอง  ดันนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุ 2 ล้านต่อปี กระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจฐานรากเติบโตยั่งยืน 

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    นายอรรถกร ยังกล่าวต่อว่า การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35923&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aplY3uPkxi2e2v_ib5CWV

  • “พลังกล้าธรรม” ลุย พิจิตร “รองนายกฯ ธรรมนัส” นำ 4 รมต.เร่งช่วยน้ำท่วม ลั่น กลับมาลงมือแก้ปัญหาจริง

    “พลังกล้าธรรม” ลุย พิจิตร “รองนายกฯ ธรรมนัส” นำ 4 รมต.เร่งช่วยน้ำท่วม ลั่น กลับมาลงมือแก้ปัญหาจริง

    เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วย​ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้ ยังมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ,นายพรชัย อินทร์สุข กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม และอดีต สส.พิจิตร และนายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ร่วมลงพื้นที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จ.พิจิตร เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2,000 ชุด พร้อมมอบเสบียงอาหารสัตว์ ชุดเวชภัณฑ์ และโฉนดเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ส.ป.ก. 4-01 เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทั้งด้านความเป็นอยู่และการทำการเกษตร

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี ตั้งแต่ต้นน้ำภาคเหนือจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้หลายจังหวัดตั้งแต่สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อยุธยา ไปจนถึงกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเสียหาย จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการสร้างแหล่งเก็บกักน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง การปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ รวมถึงการวางแผนระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำซาก วันนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ช่วยเหลือเร่งด่วน พร้อมวางแผนระยะยาวอย่างยั่งยืน เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เพียงชาวพิจิตร แต่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลเร็วที่สุด

    ”ทุกพรรคเวลาจะหาเสียงเลือกตั้งก็จะขายนโยบายขายฝันให้กับพี่น้องประชาชนว่าจะเข้ามาทำนู่นทำนี่ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสภากลับไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ จะทำอะไรก็กลัวไปหมด ผมไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ผมเข้าแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองตั้งแต่ปี 2562 ครั้งนี้ก็มาเพื่อหาแก้ปัญหาที่การเมืองเกิดความแตกแยก เพราะไม่ใช้วิธีการเมืองแก้ปัญหา แต่กลับไปใช้ทางอื่น บ้านเมืองก็ถึงทางตัน แต่โชคดีที่ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายก็เปลี่ยน คนที่ต้องรับชะตากรรมก็คือ พี่น้องประชาชน“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ปัญหาต้นทุนการผลิตภาคเกษตรยังเป็นภาระสำคัญที่ตกอยู่กับเกษตรกรโดยตรง ต้นทุนทุกอย่างอยู่กับกลุ่มนายทุน ทั้ง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และวัตถุดิบอื่น ๆ ราคาผลผลิตต่ำ ต้นทุนสูง ทำให้ชาวนาไม่สามารถสร้างรายได้ สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องแก้ไขคือ ต้องลดต้นทุนการผลิต ทำไมเราถึงไม่ผลิตปุ๋ยเอง เช่น ถ้าปุ๋ยราคากระสอบละ 100 บาท แต่เราทำเอง และขายให้กับชาวนากระสอบละ 50 บาทได้ ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุน และสิ่งสำคัญเมื่อลดต้นทุนแล้ว การตลาดต้องนำ พูดแต่วลีตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ แต่ไม่ทำเป็นรูปธรรมเลย ตนกลับมาแล้ว และตนจะทำ โครงการชะลอขายข้าวต้องมี ทำเป็นระบบ ไม่มั่ว

    “ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันอังคารที่ 30 ก.ย.ผมจะเดินหน้าแก้ปัญหาราคาข้าว ข้าวโพด ยางพารา และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศ รวมไปถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ จะเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติใช้งบกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องเกษตรกร ขอให้พี่น้องสบายใจได้ ผมรับผิดชอบคำพูดตัวเอง และจะไปทำงานต่อเพื่อแก้ปัญหาให้กับทุกท่าน“ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

    ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงสถานศึกษาที่ถูกน้ำท่วมว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งจัดหามาตรการเยียวยา ทั้งด้านการซ่อมแซมอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน และการดูแลสวัสดิการนักเรียน–ครู เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด รวมถึงวันนี้ทางอาชีวะก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it center) มาช่วยเหลือดูแล ฟื้นฟู ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตรที่เสียหาย ตลอดจนเครื่องใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์ประกอบอาชีพต่าง ๆ ให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน

    ขณะที่ นายอรรถกร ระบุว่า นอกจากการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยแล้ว กระทรวงท่องเที่ยว ได้เตรียมยกระดับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพิจิตรให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยจะผลักดันเข้าสู่แคตตาล็อกแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และสร้างรายได้ให้ชุมชนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245403&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-tVwEiDGrf0FLokqoA1fw

  • “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    “อรรถกร”แย้ม IndiGo ยักษ์ใหญ่อินเดียสนใจขยายเส้นทางบินตรงมาเมืองหลัก-เมืองรองไทย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การหารือระหว่าง พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กับผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน IndiGo ได้แก่ Mr. R. K. Singh ผู้อำนวยการพิเศษ (Special Director) และ Mr. Rajan Malhotra รองประธานฝ่าย Aeropolitical and Industry Affairs ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ครั้งที่ 42 (42nd Session of the ICAO Assembly) นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า สายการบิน IndiGo เป็นสายการบินเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีฝูงบินมากกว่า 400 ลำ และเครือข่ายเส้นทางบินครอบคลุมทั้งภายในและต่างประเทศ โดยได้แสดงความสนใจที่จะขยายเส้นทางบินตรงมายังประเทศไทยเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้บริการในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต ไปยังเมืองรองและเมืองท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ อาทิ อุดรธานีสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และเชียงราย รวมถึงสนามบินในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย

    การเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอินเดียในการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว ลดความหนาแน่นในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น

    “ในฐานะที่ผมกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมต้องขอขอบคุณ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ที่ได้สร้างความร่วมมือกับสายการบิน IndiGo ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า รัฐบาลโดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งผลักดันความร่วมมือด้านการบินพาณิชย์กับสายการบินต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพการใช้จ่ายสูง

    ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางเข้ามาเยือนประมาณ 2 ล้านคนต่อปี ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มเส้นทางบินตรงจากสายการบิน IndiGo จะช่วยผลักดันให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากอินเดียเพิ่มขึ้นได้อีกหลายแสนคนต่อปี ส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางท่องเที่ยว และการค้าปลีกในท้องถิ่น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532745&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gHUuSmD6CxIZfVPf4SnyT