v.prd:0.0.141
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/list/125672&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fj_Vwtnu0krknefz4gJW0

v.prd:0.0.141
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nineentertain.mcot.net/nineentertain/th/news/list/125672&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fj_Vwtnu0krknefz4gJW0

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.38 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาด้านจังหวัดตราด แม้จะไม่มีเหตุการณ์สู้รบไทยกัมพูชา ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เชื่อมั่นในการเดินทางมาท่องเที่ยวว่าจังหวัดตราด นายวินิต นิรัตนพานิช ประธานชุมชนรักษ์คลองบางพระ ต.บางพระ อ.เมือง จ.ตราด เปิดเผยว่า วันนี้ ในตัวเมืองจังหวัดตราดไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเท่าใดนัก เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องยอมรับว่า นักท่องเที่ยวอาจจะไม่กล้าเดินทางมา ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วมาได้ตลอด โดยเฉพาะ เกาะกูด เกาะช้าง มาได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาเที่ยวในตัวเมืองตราด ก็สามรถทำได้ตลอดเวลาเช่นกัน โดยเฉพาะชุมชนรักษ์คลองบางพระที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในวิถีชีวิตของคนรุ่นเก่าที่ผสมผสานกับคนรุ่นใหม่ ซี่งคนรุ่นเก่ายังสามารถรักษาวัฒนธรรม ประเพณี การดำรงชีวิต รวมทั้งสถาปัตยกรรมบ้านเรือนเก่าแก่ ที่คนรุ่นใหม่ยังรักษาไว้ โดยนำความรู้สมัยใหม่ แนวคิดใหม่มาต่อยอดให้ชุมชนเก่านังก้าวเดินไปได้โดยไม่ละทิ้งเอกลักษณ์ของคนรุ่นเก่าที่เป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ไว้ได้

“ปัจจุบันแม้ชุมชนคลองบางพระจะปรับเปลี่ยนจากบ้านเรือนในอดีต มาเป็นสถานประกอบการทางการท่องเที่ยวซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่กลายเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวต้องการมาสัมผัสความเก่าแก่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี หรืออาหารการกิน อีกทั้งยังมีสถานที่ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือศิลปกำแพง แนวสตรีทอาร์ต ซี่งได้เล่าเรื่องราวของชุมชนและประวัติศาสตร์ของจังหวัดตราดไว้อย่างดี และงดงาม“นายวินิจ กล่าวและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระกัน

ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเทีทยวแห่งประเทศไทยสำนักงานตราด เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อคิดจะเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดตราด นึกถึงเกาะช้าง เกาะกูด หรือ เกาะหมาก ที่มีน้ำทะเลใส สวยงาม และบรรยากาศริมทะเลที่เงียบสงบ แต่ที่จริงแล้ว บนแผ่นดินฝั่งตราดยังมีอีกหนึ่งเสน่ห์ซ่อนอยู่ใน “ชุมชนบางพระ” เมืองเก่าที่สุดของจังหวัด ซึ่งมีอายุยาวนานหลายร้อยปี และยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นอดีตที่ผสมผสานกับความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน การเดินเที่ยวในชุมชนบางพระ เหมือนการย้อนเวลาไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคเก่า บ้านไม้โบราณที่เรียงรายไปตามถนนสายเล็ก ๆ ร้านค้าเก่าแก่ที่ยังคงเปิดให้บริการ ไปจนถึงตลาดชุมชนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นของผู้คน ทุกซอกทุกมุมล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมืองท่าที่เคยรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของตราด

“สิ่งที่ทำให้บางพระโดดเด่นและน่าหลงใหล คือการที่ชุมชนยังคงรักษา “เสน่ห์ดั้งเดิม” ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ขณะเดียวกันก็มีการใส่สีสันใหม่ ๆ เข้าไป เช่น งานศิลปะ Street Art ที่ถูกวาดบนผนังและกำแพงบ้านเรือน นำเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความภาคภูมิใจของผู้คนมาถ่ายทอดไว้ในรูปแบบร่วมสมัย ทำให้ชุมชนเก่าแห่งนี้กลายเป็นแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักการเดินเที่ยวถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมซอยเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แวะจิบกาแฟในร้านท้องถิ่น หรือหยุดถ่ายภาพกับภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชน ทุกกิจกรรมในบางพระล้วนทำให้คุณได้สัมผัสความเป็น “เมืองเก่าแต่ไม่เก่าแก่” เมืองที่ยังมีชีวิตชีวาและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม“ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ กล่าวและว่า

“ชุมชนรักษ์คลองบางพระไม่ใช่แค่ที่เที่ยว แต่เป็น “ชุมชนที่ยังหายใจ” และพร้อมจะเล่าเรื่องราวของอดีตให้คุณฟังผ่านทุกมุมของถนน ทุกเสียงหัวเราะรอยยิ้มของชาวบ้าน และทุกภาพที่คุณกดชัตเตอร์เก็บไว้ ใครที่กำลังมองหาสถานที่เดินเล่นแบบชิล ๆ ได้ภาพสวย ๆ พร้อมแรงบันดาลใจดี ๆ กลับไป “บางพระ” คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด“
ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ยังบอกในช่วงท้ายว่า “มาเที่ยวบางพระ ตราด มาสัมผัสความงดงามของวิถีชีวิตของชาวตราดในอดีต ไม่ต้องไปเที่ยวทะเลในหมู่เกาะต่างๆ แต่มาเที่ยวบนฝั่งตราด… แล้วคุณจะหลงรักเสน่ห์เมืองเก่าแห่งนี้
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448211&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-QHpe4gVsjvHCh2s6d3j9

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.07 น.
วันที่ 27 กันยายน 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 นำกำลังตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าได้นำกำลังเข้ากวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านถึงปัญหาการรวมกลุ่มมั่วสุมเสพยาเสพติดของกลุ่มบุคคลต่างด้าว
เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ปฏิบัติการสืบสวนหาข่าวหลังจากชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนถึงกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชอบทำตัวมั่วสุมแล้วเสพยาเสพติดนอกจากนี้เมื่อรวมกลุ่มกันแล้วยังสร้างความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าจับกุมกลุ่มชาวเมียนมา
โดยจับกุมได้ทั้งหมดจำนวน 7 ราย โดยทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดและเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะ นายซิก เทะ มิน ไน อายุ 31 ปี ถูกจับกุมพร้อมยาบ้า 1 เม็ด และถูกแจ้งข้อหา มียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จากนั้นได้ขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเป็นคนไทยจากการรับสารภาพของผู้ต้องหาชาวเมียนมา
.jpg)
โดยพบว่าบุคคลที่ผู้ต้องหาชาวเมียนมารับสารภาพ พบว่าเป็นอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงพ้นโทษออกมาไม่นาน และได้ผันตัวมาค้ายาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานชาวเมียนมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าจับกุมตัวทราบชื่อนายสมเกียรติ อายุ 45 ปี อดีตทหารหน่วยรบพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้พร้อมของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 7 เม็ด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหาครอบครองและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
และจากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายสมเกียรติ พบว่าเพิ่งพ้นโทษในคดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธสงคราม ซึ่งศาลเคยตัดสินโทษประหารชีวิต ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 17 ปี และพ้นโทษออกมาได้ไม่นานก็หันมาก่อเหตุซ้ำในคดียาเสพติด
.jpg)
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันยังได้จับกุมนายกฤษณพงค์ อายุ 43 ปี พร้อมของกลางเป็นยาเสพติดประเภทยาไอซ์นำหนัก 16.3 กรัม และถูกแจ้งข้อหาครอบครองและเสพยาเสพติด สำหรับนายกฤษณพงค์ จากการตรวจสอบประวัติเคยถูกจับกุมข้อหายาเสพติดและพ้นโทษออกมาเช่นกัน
พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 เปิดเผยว่า การกวาดล้างกลุ่มผู้กระทำผิดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกวาดล้างจับกุมผู้เสพผู้ค้ายาเสพติด และผลการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรการแพร่กระจายยาเสพติดในพื้นที่เกาะพะงันได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีประวัติอาชญากรรมและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย การมั่วสุมยาเสพติดของบุคคลเหล่านี้สร้างความวุ่นวาย และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะพะงันรวมถึงประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/917269&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27tQKEqxh9UlUgJsUDTq9h

วันที่ 27 ก.ย.2568 พลเมืองดี พร้อมด้วย ตัวแทนร้านหมาล่า เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก เพื่อนำคลิปหลักฐานเหตุการณ์ ขณะที่รถเก๋ง MG สีแดง ทะเบียน จง 8366 เชียงใหม่ พุ่งเข้าชนร้านหมาล่า ย่าน ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมา
โดยภาพในคลิปดังกล่าว จะเห็นตอนรถเก๋งพุ่งชน ในขณะที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศนั่งกินหมาล่ากัน จนนักท่องเที่ยวกระเจิง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่นั่งอยู่ในร้าน หวิดถูกรถทับแต่รอดมาได้
หลังเกิดเหตุชาวบ้านต่างพากันวิพากวิจารณ์ถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่รอดตาย เกือบที่จะถูกรถพุ่งชนและเกือบโดนทับอย่างหวุดหวิด รวมทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ของลูกค้าที่มานั่งในร้านบางคันก็รอด บางคันก็โดนเฉี่ยวชน
โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนั้นตกใจอย่างมาก และพากันตรวจเช็คร่างกายกัน โดยชาวบ้านได้เล่าให้ฟังว่า มีเจ้าของรถจักรยานยนต์คันหนึ่งมาจอดเพื่อขอเข้าห้องน้ำที่ร้านดังกล่าว และรอดจากการถูกชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่กระเด็นตามคลิป ก็เหมือนราวปาฏิหาริย์ รอดตาย
อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวน สภ ช้างเผิอกเชียงใหม่ จะได้ทำการสอบปากคำเจ้าของรถเก๋งดังกล่าวอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุของการเสียหลักพุ่งชนร้านหมาล่าดังกล่าวอีกครั้ง ว่าสาเหตุที่ขับรถพุ่งชนร้านหมาล่า สาเหตุมาจากอะไร เพื่อจะได้ดำเนินการกันต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/regional/28531&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lNvbUKIYnoYVTv2iLSpFp

27 กันยายนของทุกปี คือ ‘วันท่องเที่ยวโลก’ ที่องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO กำหนดขึ้น เพื่อย้ำถึงบทบาทสำคัญของการท่องเที่ยว ที่ไม่เพียงสร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ไปติดตามในรายงาน
#วันท่องเที่ยวโลก #บางกอกแอร์เวย์ส #UNWTO #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
——————————————————————-
=== สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===
PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join
=====================================
Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
X : https://twitter.com/PPTVHD36
TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
———-
สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
Tel: 093-6242426
Email: saleonline@pptvthailand.com
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/201859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vZ-FmTqyrzXBXY9km_jzy

หยุดยาววันชาติจีน Golden Week 2025 ระหว่างวันที่ 1-8 ตุลาคมนี้ แม้คนจีนส่วนใหญ่จะเดินทางเที่ยวในประเทศ แต่ก็พบว่า การเดินทางเที่ยวต่างประเทศ ก็เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น โดยพบว่านักท่องเที่ยวจีนมีการค้นหาการเดินทางต่างประเทศช่วง Golden Week 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสถานที่ท่องเที่ยวมีความหลากหลายมากขึ้นโดยจากข้อมูลของ 2 แพลตฟอร์มดังในจีน รายงานตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” ยังครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมทั้งในแง่ของการค้นหา และการจองตั๋วเครื่องบิน ส่วนตลาดระยะไกล คนจีนก็นิยมไปเที่ยว ฝรั่งเศส และ อิตาลี
ขณะที่เกาหลีใต้ ก็ติดอันดับจุดหมายปลายทางคำค้นหายอดนิยมในระดับ TOP 10 ของการเดินทางไปเที่ยวในช่วงวันชาติจีนในปีนี้ เนื่องจากเกาหลีใต้ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปผ่านบริษัทนำเที่ยวที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนด สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาสูงสุด 15 วัน เริ่มวันที่ 29 ก.ย.-30 มิ.ย.69
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ช่วงหยุดยาว “วันชาติจีน” หรือ Golden Week ของจีนในปี 2025 ได้สะท้อนภาพใหม่ของตลาดท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน หากย้อนกลับไปในอดีต ไทยแทบจะเป็น “จุดหมายปลายทางห้ามพลาด” สำหรับนักท่องเที่ยวจีน
แต่ในปีนี้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ไทยยังคงติดอันดับต้น ๆ ของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ เช่น Meituan และ Ctrip ทว่ากระแสความร้อนแรงไม่ได้ร้อนแรงอย่างเก่า และการเติบโตเริ่มชะลอตัว
การยกเว้นวีซ่าและภาพจำของไทยในฐานะ “บ้านหลังที่สอง” ยังช่วยพยุงความนิยม แต่ปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การฟื้นตัวไม่เร่งแรงเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยมองหาทางเลือกใหม่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่ปรับตัวเชิงโปรโมชั่นและการตลาดได้รวดเร็วกว่า
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีน โดยทะเลและหมู่เกาะ ภูเก็ตยังคงเป็นตัวหลัก แต่ทัวร์ขนาดใหญ่ลดลง กลายเป็นกลุ่มเล็กและนักท่องเที่ยวอิสระ ขณะที่เกาะเล็ก ๆ อย่างเกาะช้างและเกาะหลีเป๊ะได้รับความสนใจมากขึ้น
ในด้านอาหาร ก็พบว่านักท่องเที่ยวจีนเริ่มแบ่งออกชัดเจน ระหว่างกลุ่มที่ยอมจ่ายแพงเพื่อเข้าร้านหรูหรือมิชลิน และกลุ่มที่ยังคงหลงรักเสน่ห์ของอาหารริมทาง ราคาย่อมเยา แต่มีความกังวลด้านสุขอนามัย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก
ขณะที่วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ก็จะพบว่าการท่องเที่ยวเชิง “ถ่ายรูปเช็คอิน” ลดลง ส่วนการแสวงหาประสบการณ์เชิงลึกกลับเติบโต เช่น การสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนที่เชียงใหม่ ชมงานศิลปะร่วมสมัยในกรุงเทพฯ หรือศึกษามรดกประวัติศาสตร์สุโขทัย นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังเชื่อมโยงภาพลักษณ์ไทยเข้ากับซีรีส์ ภาพยนตร์ และงานออกแบบ สะท้อนการรับรู้ที่หลากหลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จาก 4 ปัจจัย ได้แก่
นายอดิษฐ์ กล่าวต่อว่าสำหรับไทย ความท้าทายนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นแรงผลักให้เกิดการยกระดับ ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร ที่ปรึกษาสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ปัญหาของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยลดลงเกิดจากความวิตกเรื่องความไม่ปลอดภัย แม้แต่วันชาติจีน ปีนี้ คนจีนมาเที่ยวไทยก็ยังคงทรงตัว ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน แต่ไปเที่ยวญี่ปุ่นและเวียดนามเพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหานักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการเดินทางมาเที่ยวไทย จากการสื่อสารต่างๆในจีนที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดภาพลบต่อประเทศไทย
ดังนั้นในขณะนี้เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องสื่อสารและสร้างความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยปลอดภัยอย่างแท้จริง แก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสลุ้นนักท่องเที่ยวจีนได้ 5 ล้านคน
เพราะในขณะนี้คิดว่าจีนน่าจะพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ตอนนี้แค่ทรงตัว แต่การจะทำให้จีนทยอยกลับมาเหมือนเดิม ไทยต้องทำเรื่องความปลอดภัยอย่างจริงจัง
หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,135 วันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/639980&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KHF-fRyRHX_JUAomuEgP5

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.02 น.
จับคาหนังคาเขา! ตำรวจท่องเที่ยว-กรมการท่องเที่ยว ลุยแหลมบาลีฮาย รวบไกด์เถื่อนชาวจีน นำทัวร์ 14 ชีวิต แย่งอาชีพคนไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมกับ พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการ บช.ทท. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อกวาดล้างการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเน้นเป้าหมายที่บริเวณ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบ MR. ZHENG สัญชาติจีน กำลังปฏิบัติหน้าที่นำกลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวน 14 ราย ขึ้นรถโดยสารหลังจากกลับมาจากท่าเรือ แต่ไม่พบมัคคุเทศก์ชาวไทยทำหน้าที่อยู่ด้วย เมื่อขอตรวจสอบเอกสาร พบว่า MR.ZHENG ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งอาชีพมัคคุเทศก์ถือเป็นอาชีพต้องห้ามของชาวต่างชาติ
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง พบว่าได้ระบุชื่อ น.ส.มล เป็นมัคคุเทศก์ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ไม่พบตัวในที่เกิดเหตุแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว MR.ZHENG ส่งดำเนินคดีในข้อหา ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต (มาตรา 49 ประกอบมาตรา 86 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯ) และเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ (ทำงานมัคคุเทศก์) ตาม พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ
ส่วน น.ส.มล มัคคุเทศก์ชาวไทย ได้เดินทางมาแสดงตนที่ สภ.เมืองพัทยา ในเวลาต่อมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ‘ยินยอมให้บุคคลอื่นซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์แทนตน’ เช่นกัน

การจับกุมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเข้มงวดในการปราบปรามการใช้ มัคคุเทศก์เถื่อนชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการแย่งอาชีพคนไทยโดยผิดกฎหมาย ขณะที่มัคคุเทศก์ไทยที่ยินยอมให้ผู้อื่นทำแทนก็ต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเช่นกัน ///-026
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/917236&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E0BIqpa4nHs01cGfCmT4d

นับถอยหลัง 74 วัน ! “รมว.อรรถกร“ประกาศ เดินหน้าเต็มกำลัง ลุยจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แม้เวลาจำกัด แต่เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไทยจะเป็นเจ้าภาพได้สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพ ส่วนการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) รับนโยบายด่วนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าเต็มกำลัง แก้ปมปัญหา “เปตอง” ถูกแบนจากการแข่งขันในซีเกมส์ 2025 พร้อมมั่นใจสามารถชี้แจงและผลักดันให้กลับมาจัดแข่งได้ทัน
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ว่า ได้ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด ให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงสร้างความปลอดภัยและภาพลักษณ์ที่งดงามของประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน
ในโอกาสนี้ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ได้ให้การต้อนรับรัฐมนตรีอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเต็มไปด้วยมิตรไมตรี
นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็อยากมาเยือน เดินทางมาแล้วรู้สึกปลอดภัยจากการดูแลอย่างดีของเจ้าหน้าที่ไทย ขณะที่ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงต้องดำเนินการทันที คือการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในอีกเพียง 74 วันข้างหน้า โดยตนและ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงปัญหาและเร่งดำเนินการแก้ไขแล้ว
“แม้เวลาที่เหลือจะค่อนข้างจำกัด แต่เชื่อมั่นว่า หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ใส่ใจในรายละเอียด ก้าวข้ามอัตตาส่วนตัว และทำงานเพื่อชาติร่วมกัน เราจะสามารถจัดซีเกมส์ได้อย่างมีมาตรฐานสากล และสมศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าภาพ หลังจากที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรายการนี้มานานเกือบ 20 ปี” นายอรรถกร กล่าว
นอกจากนี้หลังจากสหพันธ์เปตองนานาชาติ (FIPJP) ส่งหนังสือสั่งห้ามไทยจัดการแข่งขันเปตองในซีเกมส์ครั้งที่ 33 เพราะเห็นว่าคณะกรรมการที่ถูกลงโทษของสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยยังมีบทบาทในการเตรียมนักกีฬา ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 68 ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ยืนยันว่า ได้เร่งดำเนินการตามนโยบายผู้บริหารระดับสูงทันที
ดร.ก้องศักด เผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำหนังสือชี้แจงต่อ FIPJP พร้อมส่งทีมตัวแทนรัฐบาลไทยไปชี้แจงรายละเอียดครบทุกประเด็น โดยเน้นว่า “คณะกรรมการกลาง” ที่ตั้งขึ้นจะรับผิดชอบเต็มรูปแบบในการจัดการเรื่องเปตอง ทั้งกระบวนการคัดตัวนักกีฬา การฝึกซ้อม การจัดการแข่งขัน และการส่งทีมแข่งขันต่างประเทศ เพื่อความโปร่งใสและไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการเดิมที่ถูกร้องเรียน
นอกจากนี้ยังเตรียมกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น โดยเชิญหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบ ทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ช., ป.ป.ง., DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยืนยันความยุติธรรม โปร่งใส และไม่มีการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด
ในจดหมายที่ส่งถึง FIPJP นั้น จะระบุชัดว่า รัฐบาลไทยไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อกล่าวหา พร้อมขออภัยหากมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในอดีต ย้ำว่าขณะนี้สมาคมฯ ได้ยุติบทบาทจากซีเกมส์ทั้งหมดแล้ว และจะให้คณะกรรมการกลางรับผิดชอบแทนอย่างสมบูรณ์
ดร.ก้อง ยังเผยว่า ขณะนี้มี 8 ประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันเปตองในซีเกมส์แล้ว ยิ่งสะท้อนว่าเปตองเป็นกีฬาหลักในภูมิภาคอาเซียน และหากไทยไม่สามารถจัดแข่งได้ จะเป็นความเสียหายต่อวงการกีฬาทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
“เรามั่นใจว่ายังมีโอกาสที่เปตองจะกลับมาจัดแข่งในซีเกมส์ครั้งนี้ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยเตรียมบินไปเจรจาด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในการจัดการแข่งขันให้ได้มาตรฐานสากล” ดร.ก้อง กล่าวทิ้งท้าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/868652/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qzy96-zPCzQoh94Rafnsl

(27 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.นครราชสีมา หลังจากมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนวานนี้ (26 ก.ย.68) จนถึงตอนเช้าวันนี้ ทำให้สภาพน้ำในลำน้ำมูล ช่วงไหลผ่าน อ.พิมาย ระดับน้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณอุทยานไทรงาม ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ อ.พิมาย
โดยพบว่า ต้นไทรงามยักษ์ที่อยู่ในอุทยานไทรงาม มีอายุมากกว่า 350 ปี และมีจำนวนมากกว่า 100 ต้น ถูกมวลน้ำจากลำน้ำมูลที่ล้นตลิ่ง ทะลักเข้าท่วมอุทยานฯ เป็นบริเวณกว้าง เพราะอุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำน้ำมูล จึงมักประสบปัญหาน้ำมูลล้นตลิ่ง เอ่อเข้าท่วมเป็นประจำในช่วงฤดูฝน
นายปิยภัทร สายเมฆ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทุ่งสัมฤทธิ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ สูบน้ำมูลที่ทะลักเข้ามาท่วมสูงกว่า 20-30 เซนติเมตร ออกจากอุทยานฯ ระบายไปที่ลงท่อระบายน้ำให้ได้มากที่สุด ป้องกันไม่ให้ต้นไทรงามของ จ.นครราชสีมา ถือเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวสำคัญ ที่แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาชมทัศนียภาพความสวยงามของต้นไทรยักษ์ ที่แผ่รากและกิ่งก้านสาขา ครอบคลุมไปทั่วบริเวณอุทยานฯ
ในขณะที่อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (ปราสาทหินพิมาย) จุดเช็คอินท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของนครราชสีมา พบว่า ปริมาณน้ำที่ท่วมขังหลังในตกหนักตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้า ตอนนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ซึ่งนายภาคภูมิ อยู่พูล หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เปิดเผยว่า ฝนตกหนักหลายชั่วโมง ทำให้น้ำท่วมขังภายในบริเวณปราสาทหินพิมายและพื้นที่โดยรอบปราสาท ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร
หัวหน้าอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฯ นำเครื่องสูบน้ำ จำนวน 4 เครื่อง มาติดตั้งเพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังออกโดยเร็วแล้ว เพื่อไม่ให้มวลน้ำกระทบฐานรากโบราณสถาน จนได้รับความเสียหาย และเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมโบราณสถานได้ตามปกติ
ซึ่งวันนี้ มีนักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัด เดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามและยิ่งใหญ่อลังการ ของปราสาทหินโบราณที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยกันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายจุดภายในอุทยานฯ จะยังมีน้ำท่วมขังอยู่ แต่เมื่อเดินทางมาถึงกันแล้ว ขอแค่ได้ชมอยู่ห่างๆ นักท่องเที่ยวก็พอใจ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/NviueAQCG&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vt81akBXEhomg8DpIEv6C

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตนเองและ อรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน
โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในไทยของคนจีนลดน้อยลงอย่างมาก มีไม่ถึง 3 แสนคนต่อปี โดยจีนต้องการเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดิม ๆ เช่น วัดพระแก้ว หรือพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเกาะเมืองอยุธยา
นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม และท่าทีของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีบางคนที่มีท่าทีดูหมิ่นคนจีน ทำให้ฝ่ายจีนไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนน้อยลงมาก
ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทางจีนยืนยันความพร้อมที่จะผลักดันการส่งนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจาก 300,000 คน เป็น 13 ล้านคนภายในเวลาไม่กี่เดือน หากเราสามารถยกระดับความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวได้จริง พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยหันมาพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองเก่าอยุธยาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเสียหายทุกปี
ตอนนี้ เราต้องเร่งลงมือทำงานจริงจัง ข้าราชการไม่สามารถอยู่สบายได้อีกต่อไป เพราะพวกเรารับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ต้องคิดถึงการพัฒนาประเทศมากกว่าการนั่งในห้องแอร์แล้วจินตนาการ หากทำได้สำเร็จ การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาสร้างรายได้มหาศาล และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมา ซึ่งท่านพร้อมทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thamanat-meets-chinese-ambassador-to-boost-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bWWFBKRCg74MxtZkMrZb7