Category: ท่องเที่ยว

  • บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    บขส.กลับมาเปิดเดินรถ ขอนแก่น-เวียงจันทน์ เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เชื่อมเส้นทางสู่สปป.ลาว : อินโฟเควสท์

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. เตรียมกลับมาเปิดให้บริการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ สายที่ 5 เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หลังหยุดให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน รองรับความต้องการการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-สปป.ลาว

    เส้นทางขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทาง 194 กิโลเมตร ใช้ระเวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 180 บาท โดยใช้รถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 42 ที่นั่ง โดยจะให้บริการวันละ 2 เที่ยววิ่ง (ไป-กลับ) เที่ยวไปรถออกจากขอนแก่น เวลา 08.15 น. ส่วนเที่ยวกลับรถออกจากนครหลวงเวียงจันทน์ เวลา 14.45 น.

    ปัจจุบัน บขส. ได้ให้บริการเดินรถเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย-สปป.ลาว จำนวน 11 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์, อุดรธานี-นครหลวงเวียงจันทน์, ขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์, กรุงเทพฯ-นครหลวงเวียงจันทน์, นครพนม-เมืองท่าแขก, อุบลราชธานี-เมืองปากเซ, กรุงเทพฯ-เมืองปากเซ, มุกดาหาร-แขวงสะหวันนะเขต, เลย-แขวงไซยบุรี-แขวงหลวงพระบาง, อุดรธานี-วังเวียง และ เชียงราย-แขวงบ่อแก้ว (Shuttle Bus)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zo7xiZ_pfw5hiAmt8oBwm

  • จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    จีนเที่ยวไทย ‘วันชาติ 2568’ พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า
    การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วง เทศกาลวันหยุดยาววันชาติจีน 2568 โกลเด้นวีคของจีน (26 ก.ย.–6 ต.ค. 2568) ซึ่งถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของปี สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน เที่ยวบินที่เต็มเกือบ 100% และ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

    เที่ยวบินเต็มทุกเส้นทาง สะท้อนดีมานด์แรง

    ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเป็นต้นมา ตั๋วเครื่องบินจากเมืองต่าง ๆ ของจีนมายังประเทศไทยถูกจองจนหมดแทบทุกที่นั่ง อัตราผู้โดยสารเฉลี่ยพุ่งแตะ 99% สูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 3 เท่า  ซึ่งสะท้อนความต้องการเดินทางที่แรงเกินคาด และตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจีน

    “เที่ยวบินเต็ม 99% ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแตะเกิน 20,000 คนต่อวัน และแนวโน้มยังคงขยับขึ้นต่อเนื่อง ทั้งหมดคือสัญญาณเชิงบวกที่ยืนยันว่า ประเทศไทยยังครองใจนักท่องเที่ยวจีนอย่างเหนียวแน่น หากต่อยอดด้วยมาตรการสร้างความสะดวก ความปลอดภัย และการบริการที่อบอุ่น ก็จะช่วยผลักดันให้ตลาดจีนกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างมั่นคง”

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    นโยบายรัฐ–สายการบิน เดินเกมรุก

    ในช่วง Golden Week นี้  ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้อัดฉีดมาตรการสนับสนุนด้านการบิน    โดยมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองต่างๆของจีน เช่น Xi’an   Chengdu  Hefei  Xining  Huangshan   Shanxi และ Changsha   เข้ามายังกรุงเทพฯ  และบางส่วนกระจายไปยังสมุย และเชียงใหม่     

    จีนเที่ยวไทย 'วันชาติ 2568' พุ่ง 3 เท่าสัญญาณฟื้นตัวแรง แตะ 2 หมื่นคนต่อวัน

    อีกทั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้  ยังจะมีเที่ยวบินใหม่และเที่ยวบินเช่าเหมาลำทั้งของจีนและไทยที่จะเริ่มทำการบิน อาทิ เสิ่นหยาง–กรุงเทพฯ, ฉงชิ่ง–กรุงเทพฯ, เจิ้งโจว–กรุงเทพฯ, หางโจว–ภูเก็ต และเฉิงตู–เชียงใหม่  โดยการเชื่อมต่อเมืองรองเหล่านี้จะช่วยขยายฐานนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนพุ่งต่อเนื่อง

    ข้อมูลระหว่าง 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 ยืนยันกระแสการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 586,942 คน นักท่องเที่ยวจีนรวม 123,752 คน คิดเป็น กว่า 1 ใน 5 ของตลาดรวม ที่สำคัญ ตัวเลขจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน จาก 11,649 คนในวันที่ 26 ก.ย. ขยับขึ้นเป็น 17,018 คนในวันที่ 29 ก.ย. และทะลุ 23,902 คนในวันที่ 1 ต.ค. ก่อนจะทรงตัวสูงต่อเนื่องกว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ต.ค.

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดจีนกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง”

    ปัจจัยเสริมความเชื่อมั่น

    เสถียรภาพทางการเมืองของไทย ช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทาง

    • มาตรการเข้มงวดของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลดความกังวลของสังคมจีน
    • กระแสสื่อจีนที่เปลี่ยนเป็นเชิงบวก นำเสนอภาพประเทศไทยปลอดภัย มีคุณภาพ และอบอุ่น

    การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว รถโดยสาร ไปจนถึงสายการบินในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ได้รับอานิสงส์ทันที ขณะเดียวกัน เมืองรองอย่างขอนแก่น สุโขทัย หรือกระบี่ ก็มีโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น ผ่านเส้นทางบินใหม่และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VD-Eq73mX1Sllg8ndT79K

  • เปิดสถิติ ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ 9 เดือนแรกปี 68 จำนวนสะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5%

    เปิดสถิติ ‘ต่างชาติเที่ยวไทย’ 9 เดือนแรกปี 68 จำนวนสะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5%

    กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เปิดสถิติ ‘นักท่องเที่ยวต่างชาติ’ เดินทางเข้าไทย ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. สะสม 24.11 ล้านคน ติดลบ 7.5% สร้างรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท ส่วนตลาด ‘นักท่องเที่ยวไทย’ มีจำนวนการเดินทาง 148.7 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.89% สร้างรายได้ 8.54 แสนล้านบาท รวมรายได้ตลาดในและต่างประเทศอยู่ที่ 1.97 ล้านล้านบาท

    รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. พบว่ามีจำนวนสะสม 24,115,328 คน ลดลง 7.56% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,113,755 ล้านบาท ลดลง 5.85%

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568

    1. มาเลเซีย                 3.47 ล้านคน     ลดลง 7.05%

    2. จีน                          3.41 ล้านคน     ลดลง 34.97%

    3. อินเดีย                    1.77 ล้านคน      เพิ่มขึ้น 15.28%

    4. รัสเซีย                    1.27 ล้านคน      เพิ่มขึ้น 9.71%

    5. เกาหลีใต้                1.13 ล้านคน      ลดลง 17.70%

    6. ญี่ปุ่น                           8 แสนคน      เพิ่มขึ้น 5.39%

    7. สหราชอาณาจักร          7.5 แสนคน   เพิ่มขึ้น 13.66%

    8. สหรัฐ                          7.4 แสนคน   เพิ่มขึ้น 5.59%

    9. ไต้หวัน                        7.3 แสนคน   ลดลง 9.14%

    10. สิงคโปร์                     6.8 แสนคน   ลดลง 1.65%

    แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปมีการใช้จ่ายมากขึ้น โดยในปี 2568 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 46,000 บาท/คน/ทริป เพิ่มขึ้น 1.74%

    ทั้งนี้ นอกจากการเติบโตตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ที่เป็นการเข้าสู่ไฮซีซัน ยังมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ อาทิ การจัดกิจกรรมอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี การอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว (Ease of Traveling) และการเพิ่มของตารางการบินในช่วงฤดูหนาวและการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ด้านตลาด “ไทยเที่ยวไทย” รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางในประเทศ จำนวนสะสม 148.7 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.89% สร้างรายได้ 854,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.33%

    เมื่อรวมรายได้จากทั้งตลาดในและต่างประเทศช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีรายได้รวมสะสม 1.97 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1201472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z9zk6ndfidSnJ1-I95PEU

  • รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา

    รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมฉลองครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มั่นใจนำพาประเทศไทยก้าวสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและกีฬา


    3/10/2568 | 37 |

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรในสังกัด และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    พิธีการเริ่มต้นด้วยการสักการะศาลพระภูมิเทวา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ตามด้วยพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริหารและบุคลากรทุกคน โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความสามัคคีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงฯ

    นายอรรถกร กล่าวในโอกาสนี้ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งภาคการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่บุคลากรของกระทรวงฯ ทุกคนยังคงยืนหยัด มุ่งมั่น และร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กระทรวงฯ ก้าวผ่านทุกความท้าทายและบรรลุเป้าหมายสำเร็จ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นอีกก้าวสำคัญ โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ทะลุ 24 ล้านคนแล้ว ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ก็ยังเป็นพลังสำคัญที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ภายหลังการกล่าวแสดงความยินดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประชุมและพบปะกับคณะผู้บริหาร รวมถึงท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจากทั่วประเทศ บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรในกระทรวงฯ ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวและกีฬาไทยสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/428940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UxLuZ4lzpnhGYglcnBPED

  • เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    ภูมิภาค

    เลย เที่ยวภู ดูหมอก อาทิตย์สวย สุดฟิน ธรรมชาติแรกแย้ม เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

    วันศุกร์ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ไปชมความงดงาม ความสดใหม่ ของธรรมชาติที่สวยงาม บนยอดภูกระดึง จังหวัดเลย ที่ตอนนี้  1 ตุลาคม 2568 นี้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปท่องเที่ยวกันแล้ว เราคือผู้พิชิตภูกระดึง 

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยว่า หลังจากที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ปิดการท่องเที่ยวเป็นเวลา 4 เดือน คือตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กันยายน ทำให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวและกลับมาสวยงามสมบูรณ์อีกครั้งแล้ว พร้อมคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นที่พัก ทั้งบ้านพัก และลานกางเต็นท์ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ร้านอาหาร ลูกหาบ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่างๆ ซึ่งบนยอดภูกระดึงมีจุดไฮไลท์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของภูกระดึงที่ผาหล่มสัก ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของการชมพระอาทิตย์ตก ที่มีเอกลักษณ์และสวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย และ “ผานกแอ่น” ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอันงดงามบนยอดภูกระดึงในช่วงเช้า และในช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว บนยอดภูกระดึงยังมีเส้นทางสายน้ำตก อาทิ น้ำตกโผนพบ น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกถ้ำสอเหนือ ซึ่งสภาพอากาศในช่วงนี้ บนยอดภูกระดึงอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานฯภูกระดึง ได้ปรับเวลาขึ้น-ลงเขาใหม่ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเจอสัตว์ป่า โดยเฉพาะ ช้างป่า ซึ่งได้กำหนดเวลาขึ้นเขา  06.00 – 12.00 น. (ย้ำ) และลงเขาต้องไม่เกิน 13.00 น.ใครมาหลัง 12.00 น. ทางอุทยานฯจะห้ามขึ้นเด็ดขาด เพราะเส้นทางขึ้นยาว 5.5 กม. ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง หากขึ้นช้า อาจเสี่ยงพลบค่ำ เจอช้างป่า ซึ่งปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวโดนช้างทำร้ายจนเสียชีวิต อุทยานฯ เลยต้องเพิ่มมาตรการ ก่อนขึ้นจะมีการ อบรมก่อนขึ้น พร้อมกับคู่มือเอาตัวรอดจากช้าง ฤดูกาลใหม่นี้ เตรียมตัวดี ๆ อย่ามาสายเดินให้ทันเวลา ปลอดภัยที่สุด

    การท่องเที่ยวภูกระดึงควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 คืน 3 วัน โดย วันแรกเดินขึ้นสู่ลานกางเต็นท์ วันที่สองเที่ยวชมเส้นทางน้ำตก เช่น น้ำตกวังกวาง, น้ำตกเพ็ญพบ, น้ำตกถ้ำใหญ่ และในวันที่สามเที่ยวชมเส้นทางหน้าผา เช่น ผานกแอ่น (ชมพระอาทิตย์ขึ้น) ห่างออกจากที่ทำการวังกวาง 2 กิโลเมตร และปิดท้าย ชมพระอาทิตย์ตก) เดินตามเส้นทางเลาะริมผาหรือเส้นทางผ่านน้ำตก (ประมาณ 9 กิโลเมตร ไปกลับ 18 กิโลเมตร ) เพื่อไปยังผาหล่มสัก. 

    ช่วงนี้แนะนำ มีจักรยานเอกชน ให้บริการตามเส้นทางกำหนด มี  2 แบบ ล้อเล็ก ล้อใหญ่  ราคา โปรโมชั่น  300 บาท จากราคาปกติ 360 ล้อเล็ก 410  ล้อใหญ่  เปิด เวลา 08.30 -18.00  น. ยามค่ำ 

    นายภูวนัย  ให้ข้อแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของ การเตรียมตัว:ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินป่าระยะไกล หมั่นออกกำลังกาย คนที่เป็นโรคหัวใจห้ามเด็ดขาด

    ส่วนด้านบนภูกระดึงนั้นมี บริการต่างๆ:บนภูกระดึงมีร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเช่าอุปกรณ์ต่างๆ.มีบริการเช่าชาร์ตแบตมือถือ และทางอุทยานฯ ปีนี้เราจะเน้นในเรื่องให้นักท่องเที่ยวช่วยรักษาความสะอาด และให้นักท่องเที่ยวได้เข้าโครงการอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูกระดึง และการนำถุงพลาสติกเข้ามา เราก็จะมีถุงผ้าให้เปลี่ยน เราก็ยังมีนำขยะลงมาจากยอดภูและมีใบประกาศให้เช่นเดิมเหมือนทุกปี การจัดตั้งโครงการของหายได้คืน lost and found โดยในปีที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจอุทยานแห่งชาติภูกระดึง – Phu Kradueng National Park หรือ โทร. 042-810833, 042-810834

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw357xAc3MFazaDq5_t3mMkX

  • ตุลาคม 3, 2025

    ตุลาคม 3, 2025

    © 2017-2025 Online Newstime. All Rights Reserved

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/2025/10/03/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QQoQOisXksn_GO90ExlrD

  • U

    U

    เนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ผนึกความร่วมมือกับ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (NITMX) ประกาศให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถสแกนจ่ายกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยผู้ใช้งานสามารถสแกน QR Code พร้อมเพย์ผ่านแอปพลิเคชัน UnionPay (YunShanFu) หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay มอบประสบการณ์การชำระเงินดิจิทัลที่สะดวกและลื่นไหล เหมือนการใช้งานในประเทจีน

    UnionPay ผนึก NITMX เปิดให้บริการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วย UnionPay รองรับการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวจีน หนุนเศรษฐกิจโตผ่านการท่องเที่ยว

    นายเจี้ยน เจียงเทา ประธานภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ได้รับความนิยมสูงจากสถาบันการเงินและร้านค้าทั่วประเทศไทย โดยรายงานในปี 2567 พบว่าการชำระเงินดิจิทัลในไทยมีมูลค่ารวมราว 141 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.15 ล้านล้านบาท) เติบโต 5% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าระหว่างปี 2568-2572 มูลค่าตลาดจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 21.47% ต่อปี จากความแพร่หลายของการชำระเงินดังกล่าว UnionPay ได้ร่วมมือกับ NITMX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินแนวหน้าของประเทศไทย เพื่อผนวกบริการชำระเงิน QR Code ของ UnionPay เข้ากับระบบพร้อมเพย์ ทำให้ผู้ถือบัตรที่มีแอปพลิเคชัน UnionPay หรือแอปพลิเคชันธนาคารที่รองรับฟังก์ชันชำระเงินของ UnionPay สามารถสแกน QR พร้อมเพย์ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยกับร้านค้าที่รองรับการชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ ทั้งนี้ การขยายเครือข่ายการชำระเงินผ่าน QR ในระดับโลกถือเป็นปณิธานสำคัญของ UnionPay และความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อสำหรับลูกค้าทั่วโลก”

    นายฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด กล่าวว่า “NITMX มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลกอย่าง UnionPay ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งของจีน และมีประสบการณ์ให้บริการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตอย่างยาวนานทั้งในประเทศและระดับสากล จากบทบาทของการชำระเงินผ่าน QR Code ต่อเศรษฐกิจประเทศจีนและไทย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถชำระเงินแบบไร้เงินสดกับร้านค้าที่รองรับพร้อมเพย์นับล้านแห่งทั่วประเทศ รวมถึงเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาการชำระเงินในอนาคต เราพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ UnionPay เพื่อพัฒนา ยกระดับ และขยายบริการชำระเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป”

    สำหรับแผนการดำเนินงานในเฟสถัดไป UnionPay และ NITMX อยู่ระหว่างการพัฒนาการชำระเงินผ่าน QR Code สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจีน โดยจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้

    ติดตามข่าวสารและข้อมูลของ UnionPay ได้ทาง https://www.unionpayintl.com/th/ และติดตามข้อมูลของ NITMX ได้ทาง https://www.itmx.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywndsq5d186wsb0ea0u9pztq9jk&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s7F1XkmkUwLLRonQKaTmG

  • เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    เชียงรายผงาด! ค้าปลีกโตสวนเศรษฐกิจภาคเหนือ ด้วยพลังโลจิสติกส์ชายแดน

    ค้าปลีกเชียงรายโตสวนกระแสเศรษฐกิจเหนือ เบื้องหลังตัวเลข “+1.7% QoQ” ในไตรมาส 2/2568 จากแรงอัดฉีดรัฐ–พลังการค้าชายแดน และบททดสอบครึ่งปีหลัง

    เชียงราย, 3 ตุลาคม 2568 — กลางบรรยากาศค้าขายคึกคักบริเวณด่านพรมแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก รถบรรทุกผลไม้และสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยผ่านเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีก–ค้าส่งตลอดแนวชายแดนชูโปรโมชันรับลูกค้าชาวไทย–เมียนมา–ลาว ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือยังจับจ่ายระมัดระวังมากขึ้น ตัวเลข “ขายดีผิดคาด” ของเชียงรายถูกยืนยันด้วยรายงานผลสำรวจเบื้องต้นของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ว่าใน ไตรมาส 2 ปี 2568 ธุรกิจการขายปลีกสินค้าและงานบริการของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน (+1.7% QoQ)

    ตัวเลขดังกล่าวโดดเด่นด้วยสองเหตุผลสำคัญ หนึ่ง—มันสวนทางกับ “สัญญาณชะลอ” ของการบริโภคในภาคเหนือโดยรวมที่เริ่มอ่อนแรงลง และสอง—มันเผยให้เห็น “โครงสร้างแรงขับ” ที่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก การเร่งตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ และ ความแข็งแกร่งของการค้าชายแดน ซึ่งทั้งสองปัจจัยสะท้อนบทบาทของเชียงรายในฐานะ “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ของล้านนาตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้

    เลนส์ตัวเลข โตจาก “รายรับรวม” ขณะ “สต็อก” ประเทศลดลง

    ข้อมูลภาพรวมจาก “การสำรวจยอดขายรายไตรมาส พ.ศ. 2568 ไตรมาส 1–2” ของ สสช. ระบุว่ามูลค่ายอดขาย/รายรับรวมของธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้น 1.7% QoQ ในไตรมาส 2/2568 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินค้าคงเหลือของธุรกิจค้าปลีกโดยรวมลดลง 2.8% QoQ สะท้อนการระบายสต็อกที่ดีขึ้นในหลายหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ก่อนหน้าเผชิญต้นทุนและภาวะระบายสินค้าช้าจากเศรษฐกิจอ่อนแรง

    หาก “ซูม” มาที่เชียงราย รายได้ค้าปลีก/บริการที่ทยอยดีขึ้นสอดรับกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะ กิจกรรมโลจิสติกส์–เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็น “ห่วงโซ่ตามน้ำ” ของโครงการลงทุนสาธารณะและการค้าข้ามแดน ยิ่งเมื่อประกอบกับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวไตรมาส 2 ยิ่งช่วยประคองกิจกรรมบริการให้เป็นบวก

    เบื้องหลังการเติบโต ไม่ใช่ “ฟื้นกำลังซื้อ” แต่คือ “อุปสงค์นำโดยรายจ่าย”

    เมื่อเทียบกับจังหวะเศรษฐกิจภาคเหนือที่โดยรวมยังระวังการใช้จ่าย ตัวเลขของเชียงรายจึงชวนถามว่า “พลังอะไร” ขับเคลื่อน? คำตอบอยู่ที่ แรงอัดฉีดภาครัฐ และ แรงส่งจากการค้าชายแดน ที่เด่นชัดกว่าจังหวัดอื่น

    • ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายลงทุน ข้อมูลเศรษฐกิจภูมิภาคระบุว่า รายจ่ายภาครัฐของเชียงรายพุ่งขึ้นถึง +86.9% YoY ในช่วงไตรมาส 2 โดยมาจากงานลงทุนทางชลประทาน ทางหลวงชนบท และหน่วยงานท้องถิ่นจำนวนมาก เงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าระบบผ่านค่าแรง–ค่าวัสดุ–ค่าน้ำมัน–ค่าขนส่ง จนเกิด “แรงคูณ” ไปยังค้าปลีกและบริการในพื้นที่
    • การค้าชายแดนยังแข็งแรง มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนของเชียงราย ขยายตัวราว +15.0% ในไตรมาสเดียวกัน สินค้าเด่นคือ ผลไม้สด (ทุเรียน–มังคุด) ไปจีน, น้ำมันเชื้อเพลิง ไป สปป.ลาว, รวมถึง รถยนต์–ปูนซีเมนต์ ตัวเลขดังกล่าวย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะโหนดโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค ร้านค้าปลีก–ปั๊มน้ำมัน–ศูนย์บริการยานยนต์–โกดังสินค้า รับอานิสงส์ตรง

    กล่าวอีกทางหนึ่ง การเติบโตของเชียงรายในไตรมาส 2/2568 เป็นการโตแบบ “Expenditure-led” คือขับโดยรายจ่ายลงทุนและการค้า ไม่ใช่ “Income-led” ที่เกิดจากรายได้ครัวเรือนขยายฐาน กรอบคิดนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเชียงรายจึง “ตัดขาด” จากภาพรวมภาคเหนือบางส่วน และทำไมตัวเลข +1.7% QoQ จึงยืนได้แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในภูมิภาคไม่ฟื้นชัด

    ภาพภาคบริการ โรงแรม–อาหาร–เดินทาง ช่วยพยุงโมเมนตัม

    ฝั่งบริการ ที่พัก–อาหารและเครื่องดื่ม ขยับดีขึ้นตามฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 และกิจกรรมประชุม–สัมมนา–งานอีเวนต์ของหน่วยงานรัฐ–เอกชนที่มากขึ้น โรงแรมในเมือง–ใกล้สนามบินแม่ฟ้าหลวง–บริเวณแม่สาย–เชียงแสน รายงานอัตราเข้าพักคงที่ถึงดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจเดินทางและซ่อมบำรุงยานยนต์ได้ “แรงเสริม” จากปริมาณรถบรรทุก–รถตู้รับส่งตามแนวชายแดน

    อย่างไรก็ดี ภาคท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องจับตา “ฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ” โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศที่อาจกดดันการตัดสินใจเดินทาง หากฐานต่างชาติไม่ฟื้นแรง รายได้ฝั่งบริการอาจต้องพึ่งพาตลาดในประเทศและกลุ่มอาเซียน–เกาหลีใต้มากขึ้น

    มองลึกพฤติกรรมค้าปลีก ใครได้ประโยชน์มากสุด?

    เมื่อลอง “แยกชั้น” ภูมิทัศน์ค้าปลีกในเชียงราย จะพบสัญญาณสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

    1. ค้าปลีกเชิงพาณิชย์–โครงสร้างพื้นฐาน ได้อานิสงส์ตรงจากงานรัฐและการค้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์โลจิสติกส์ อะไหล่–บริการยานยนต์ หมวดเหล่านี้หมุนเงินไว กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ยอดรวมขับดันรายรับทั้งจังหวัด
    2. ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป โตแบบค่อยเป็นค่อยไปและแข่งขันสูง การขยายสาขาของผู้เล่นรายใหญ่ในจังหวัดยิ่งกระตุ้น “การแข่งขันด้านราคา–ต้นทุน” ผู้ค้ารายย่อยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเรื่องบริหารสต็อก–ช่องทางดิจิทัล–ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (niche) เพื่อรักษาฐานลูกค้าในย่านชุมชน

    ในภาพรวมจึงเห็น “แนวโน้มควบรวมตลาดเงียบ ๆ” (market consolidation) ที่ยอดขายรวมขยับขึ้น แต่สัดส่วนกลับไหลไปหาผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนและซัพพลายเชนได้มีประสิทธิภาพกว่า

    สัญญาณเตือนครึ่งปีหลัง แรงส่งงบลงทุนเริ่มบาง กำลังซื้อพื้นฐานชะลอ

    แม้ Q2 จะ “สวย” แต่ H2/2568 ของเชียงรายมีโจทย์ยากอยู่ 3 ประการ

    1. แรงอัดฉีดภาครัฐมีแนวโน้มกลับสู่ระดับปกติ — การเบิกจ่ายระดับ +86.9% YoY เป็นจังหวะเร่งพิเศษ หากเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล ไตรมาสถัดไปกิจกรรมตามน้ำ (เชื้อเพลิง–วัสดุก่อสร้าง–ขนส่ง) อาจชะลอตัวตาม
    2. กำลังซื้อพื้นฐานอ่อนแรง — ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในภาคเหนือชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการระวังใช้จ่ายของครัวเรือนและรายได้ภาคเกษตรที่ไม่สดใส หากไม่มีมาตรการกระตุ้นใหม่ รายจ่ายครัวเรือนด้านสินค้าฟุ่มเฟือยอาจถูกเลื่อนออก
    3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์–ท่องเที่ยวต่างชาติ — ข่าวเชิงลบด้านความปลอดภัย/เสถียรภาพส่งผลต่อการรับรู้ต่างชาติ หากตลาดจีนชะลอยืดเยื้อ รายได้ฝั่งบริการจะถูกท้าทายมากขึ้น

    เมื่อตัวเลขยอดขายรวมเติบโตจาก “อุปสงค์ภายนอก” มากกว่า “รายได้ครัวเรือน” จึงต้องระวัง ความเสี่ยงสต็อกล้น ในหมวดอุปโภคบริโภค หากผู้ค้า “สั่งของตามความรู้สึกว่าขายดี” แต่ฐานลูกค้าจริงยังย่อส่วน

    เมื่อข้อมูลประเทศชี้ “ลดลง 2.8%” ธุรกิจเชียงรายควรอ่านอย่างไร

    ข้อมูล สสช. ระบุว่า มูลค่าสินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศลดลง 2.8% QoQ หมายถึงหลายธุรกิจเลือก “เบาเหมาะ–เร็วพอ” ในการตุนสินค้า กระแสนี้ควรถูกนำมาใช้ที่เชียงรายด้วยหลัก 3 ข้อ

    1. อ่านจังหวะโครงการรัฐ/งานชายแดนให้ขาด — สินค้าตามน้ำ เช่น วัสดุก่อสร้าง–เชื้อเพลิง–อุปกรณ์โลจิสติกส์ ควร “รีสต็อกแบบหมุนไว” ผูกโยงกับแผนงานภาครัฐ–เทศบาล–รัฐวิสาหกิจ และตารางส่งออกผลไม้ผ่านแดน เพื่อหลีกเลี่ยงการตุนเกินจำเป็น
    2. แยกหมวดฟุ่มเฟือย–จำเป็น — หมวดจำเป็น (อาหาร–ยา–ของใช้ประจำ) ปรับสต็อกแบบปลอดภัย แต่หมวดฟุ่มเฟือย (ไฟฟ้าบางชนิด–ของใช้เพื่อไลฟ์สไตล์) ควร “รอคำสั่งซื้อ” มากกว่า “สั่งตุน” เพื่อรักษาเงินสด
    3. ใช้ข้อมูลดิจิทัลบริหารสต็อก — เชื่อมข้อมูล POS/ออนไลน์–ออฟไลน์ ให้เห็นรอบหมุนสินค้า (inventory turns) รายวัน/สัปดาห์ ลดดีมานด์ฟอร์แคสต์แบบเดาใจลูกค้า

    เพื่อให้การเติบโต 1.7% “ต่อยอด” ไม่ใช่ “ชั่วคราว”

    สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีก–บริการ

    • บริหารสภาพคล่อง–สต็อกแบบอนุรักษ์นิยม ใน Q3–Q4/2568 โฟกัสหมวดที่ขายเร็ว เกี่ยวข้องโครงการรัฐ–ชายแดน พร้อมแผนระบายสต็อก (promotion playbook) หากกำลังซื้อสะดุด
    • เสริมช่องทางดิจิทัล–ข้ามแดน ปรับสัดส่วนยอดขายไปยังอีคอมเมิร์ซ B2B/B2C และพาร์ตเนอร์โลจิสติกส์ชายแดน ขายยกลัง/สัญญาระยะสั้นแทนหน้าร้านอย่างเดียว
    • ลงทุน “ความต่าง” สินค้าเฉพาะถิ่น–สุขภาพ–เกษตรปลอดภัย–ของฝากคุณภาพ ช่วยกันแรงกดดันด้านราคา และจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พักค้าง
    • บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เจรจาซัพพลายเออร์–รวมคำสั่งซื้อ–ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดแรงบีบกำไรขั้นต้นในช่วงแข่งขันราคา

    สำหรับหน่วยงานรัฐในจังหวัด

    • คงความต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐาน–จุดผ่านแดน ดูแลความคล่องตัวด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ เพิ่มประสิทธิภาพพิธีการศุลกากร–โลจิสติกส์
    • สื่อสารความปลอดภัย–ความสงบ บริหารความเชื่อมั่นเชิงรุก โดยจับมือ ททท.–หอการค้า–ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สร้างแคมเปญเจาะตลาดที่ยืดหยุ่น เช่น เกาหลีใต้–มาเลเซีย พร้อมฟื้นภาพลักษณ์ตลาดจีนอย่างมีแผน
    • ข้อมูล–อินไซท์เข้าถึงได้ สนับสนุนแดชบอร์ดข้อมูลค้าปลีก–ชายแดน–นักท่องเที่ยวรายเดือน เพื่อให้เอกชนวางสต็อก–โปรโมชันตรงจังหวะ
    • ยกระดับทักษะดิจิทัล–โลจิสติกส์ สำหรับ SMEs ท้องถิ่น เช่น โปรแกรมย่อส่วน “E-commerce Export Readiness” และการเงินหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม

    เสียงจากพื้นที่ ภาคเอกชนมอง “ชัด–เฉียบ–เชื่อม”

    ผู้ประกอบการค้าปลีกย่านแม่สายสะท้อนคล้ายกันว่า “ลูกค้าดีขึ้นจากรถสินค้าข้ามแดน–แรงงานงานก่อสร้างในพื้นที่ แต่รายจ่ายครัวเรือนทั่วไปยังบีบ” ขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเชียงของมองการค้าผ่านแดนไปจีนตอนใต้ “ทรงตัวถึงขยายเล็กน้อย” หากด่านลื่นไหล–เอกสารดิจิทัลเชื่อมกันได้มากขึ้น “รอบหมุน” จะดีต่อเนื่องและส่งผ่านมายังค้าปลีกปลายทาง

     “หัวสะพานเศรษฐกิจ” ที่ต้องรักษาสมดุล

    ตัวเลข +1.7% QoQ ของเชียงรายคือ “การพิสูจน์ศักยภาพของเมืองชายแดน” ว่าเมื่อรัฐเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานและด่านการค้าทำงานคล่อง เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถ “ต้านแรงเฉื่อย” ของวัฏจักรบริโภคภูมิภาคได้ อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของโมเมนตัมนี้ขึ้นอยู่กับ สามสมดุล ที่ต้องรักษาให้ได้พร้อมกัน

    1. สมดุลรายได้–รายจ่าย จากโตด้วยรายจ่ายรัฐ สู่โตด้วยรายได้ครัวเรือน—ต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ–ทักษะ–งานบริการคุณภาพ เพื่อให้กำลังซื้อฐานรากฟื้นจริง
    2. สมดุลค้าปลีก–ชุมชน การขยายของผู้เล่นรายใหญ่ควรเดินคู่การยกระดับร้านชุมชน ให้มีดิจิทัล–โลจิสติกส์–สินค้าคุณภาพ สร้างระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันได้
    3. สมดุลชายแดน–ภาพลักษณ์ ความคล่องตัวด่านและความปลอดภัยท่องเที่ยวคือ “สองคานงัด” ที่ต้องแข็งพร้อมกัน เพื่อให้เชียงรายรักษาฐานค้าชายแดนและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หากทุกฟันเฟืองหมุนสอดประสาน เชียงราย จะไม่เพียง “โตสวนทาง” ชั่วคราว แต่สามารถยืนระยะในฐานะ ศูนย์กลางค้าปลีก–บริการชายแดน ของภาคเหนือ ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ยั่งยืน

    ไฮไลต์ตัวเลขที่ต้องจำ

    • ค้าปลีก/บริการเชียงราย Q2/2568 +1.7% QoQ (รายรับรวม)
    • สินค้าคงเหลือค้าปลีกทั้งประเทศ Q2/2568 –2.8% QoQ
    • รายจ่ายภาครัฐเชียงราย เร่งตัว +86.9% YoY (หนุนกิจกรรมตามน้ำ)
    • มูลค่าการค้าชายแดน/ผ่านแดนเชียงราย ขยาย ประมาณ +15.0%
    • ความท้าทาย H2/2568 แรงส่งงบลงทุน “จาง”; การบริโภคพื้นฐาน “อ่อน”; ความเสี่ยงภาพลักษณ์ท่องเที่ยว “ยังมี”

    ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (Actionable)

    ผู้ประกอบการ

    • ปรับสต็อกให้ “หมุนไว–เสี่ยงต่ำ” โฟกัสสินค้าตามน้ำโครงการรัฐ–ชายแดน
    • เร่ง “อีคอมเมิร์ซ–B2B ชายแดน” และสร้างสินค้าเฉพาะถิ่นเพิ่มมูลค่า
    • ทำ “ต้นทุนแจ่ม–ข้อมูลชัด” ใช้แดชบอร์ดขายรายสัปดาห์ตัดสินใจโปรโมชัน

    ภาครัฐจังหวัด

    • คงความลื่นไหลด่านแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ และระบบเอกสารดิจิทัล
    • สื่อสารความปลอดภัยเชิงรุก ร่วม ททท.–ผู้ประกอบการ
    • เปิดข้อมูลเชิงลึกค้าปลีก–ท่องเที่ยวรายเดือน ให้เอกชนใช้วางแผนสต็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-retail-growth-border-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EHinXd0aj6K13d4F7qHCl

  • อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เตรียมรับมหกรรมไม้ดอกอาเซียน 2025

    หนองหลวงต้องกลับมาหายใจ” อบจ.เชียงรายเร่งภารกิจกำจัดผักตบชวา 9,800 ไร่ เดินเกมยุทธศาสตร์น้ำ–ท่องเที่ยว เตรียมพื้นที่รองรับ “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025”

    เชียงราย, 4 ตุลาคม 2568 — หนองหลวง อำเภอเวียงชัย หมอกบางๆ ลอยเหนือผิวน้ำที่เคยสงบเงียบ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพจำผืนน้ำกว้างกว่า 9,800 ไร่ กลับค่อยๆ ถูกกลืนด้วยผักตบชวาและวัชพืชน้ำที่แพร่กระจายรวดเร็ว จนรุกล้ำทางน้ำและทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชุมชน ความตื้นเขินและปัญหาการจัดการน้ำยืดเยื้อทำให้หลายครอบครัวรอบหนองหลวงต้องประคองชีวิตไปตามฤดูกาลน้ำที่ไม่แน่นอน

    สัปดาห์นี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เปิดปฏิบัติการกู้ชีพหนองหลวงอย่างจริงจัง ส่งเครื่องจักรกลหนักลงพื้นที่ พร้อมบุคลากรและน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเดินหน้า “รื้อ–แยก–ขน” ผักตบชวาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ภารกิจภาคสนามดังกล่าวมี นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่กำกับงานตามมอบหมายของ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย โดยมี พันจ่าเอกทวีป เชี่ยวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกัน อบจ.เชียงราย รายงานสถานการณ์เชิงปฏิบัติการและความคืบหน้าหน้างานอย่างใกล้ชิด

    แม้จะเป็นภาพ “งานหนัก” ของเครื่องจักร–คนงาน–เรือท้องแบนที่วิ่งรับส่งวัชพืชไม่หยุด แต่ในระดับยุทธศาสตร์ นี่คือการขับเคลื่อนที่โยงถึงทั้ง ความมั่นคงทางน้ำของชุมชน 3 ตำบล 2 อำเภอ, ความปลอดภัยจากอุทกภัย–ภัยแล้ง, และ การเตรียมความพร้อมพื้นที่จัดงานระดับภูมิภาค อย่าง มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 (โซนอำเภอ) ซึ่งจะดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นช่วงปลายปีและต้นปีถัดไป

    ปมปัญหาที่สะสม จากวัชพืชสู่ภาวะน้ำตื้นเขิน และวงจรเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สะดุด

    หนองหลวงไม่ใช่เพียงผืนน้ำธรรมชาติ หากคือ “หัวใจน้ำ” ที่หล่อเลี้ยงไร่นา—ประมงพื้นบ้าน—ระบบนิเวศท้องถิ่น และเป็นพื้นที่นันทนาการของชุมชนมายาวนาน ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัยซ้ำเติมกัน ได้แก่

    • การแพร่ระบาดของผักตบชวา ซึ่งขยายตัวรวดเร็วในช่วงน้ำอุ่นและน้ำหลาก ลอยอัดแน่นเป็นแพขวางทางน้ำ กระทบทั้งระบบนิเวศและการสัญจรทางเรือ
    • ตะกอนดินสะสม–การตื้นเขิน จากการชะล้างหน้าดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบหนองหลวง ทำให้ความสามารถกักเก็บน้ำลดลง
    • รูปแบบการจัดการน้ำที่ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ยามฝนมาก น้ำระบายไม่ทัน—เสี่ยงท่วม ยามแล้ง น้ำน้อยกว่าความต้องการ—เสี่ยงขาดแคลน

    การตัดสินใจของ อบจ.เชียงราย ที่ “ลงมือเอง” ด้วยเครื่องจักรกลและกำลังคน จึงไม่ใช่เพียงการเคลียร์ผิวน้ำให้โล่งตา แต่หมายถึงการ คืนความจุน้ำ ให้แหล่งน้ำหลัก, การลดภัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อหมู่บ้านรอบหนองหลวง และการสร้าง “เวลาชนะ” ให้ทีมวิศวกรท้องถิ่นเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบต่อไป

    จุดเชื่อมยุทธศาสตร์ น้ำ–ท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก

    โครงการนี้ชี้ให้เห็น “แนวคิดบูรณาการ” ที่จับต้องได้

    1. น้ำคือโครงสร้างพื้นฐานชีวิต — เมื่อกำจัดวัชพืชและเปิดทางน้ำ ความสามารถกักเก็บ–ผัน–ระบายของหนองหลวงจะกลับมาใกล้เคียงศักยภาพ ช่วยลดต้นทุนชาวนา–ชาวสวน ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน และเพิ่มความมั่นใจในฤดูกาลเพาะปลูก
    2. ท่องเที่ยวเชิงนิเวศคือโอกาส — หนองหลวงมีภูมิทัศน์น้ำกว้าง เหมาะกับกิจกรรมดูนก พายเรือ ปั่นจักรยาน และท่องเที่ยวชุมชน เมื่อผิวน้ำสะอาด–แนวทัศน์เปิด–ระบบนิเวศฟื้น การจัดโซนกิจกรรมรองรับ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 จะทำให้หนองหลวงเป็น “หน้าต่างแรก” ที่นักท่องเที่ยวสัมผัส และกระจายรายได้สู่โฮมสเตย์–คาเฟ่–งานหัตถกรรมพื้นถิ่น
    3. ตอบนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ — เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการเร่งกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศภายใน 1 เดือน พร้อมมาตรการความรับผิดชอบของหน่วยงานในพื้นที่ การลงมือของ อบจ.เชียงรายจึงเป็นทั้ง “คำตอบในพื้นที่” และ “ตัวอย่างความคล่องตัว” ที่สอดรับนโยบายกลางอย่างทันที

    ภาพจากพื้นที่ เครื่องจักร–คน–เวลา ทำงานเป็นทีมเดียว

    รถสะเทินน้ำสะเทินบก เป็นพระเอกของการปฏิบัติการรอบนี้ เพราะทำงานได้ทั้งบนบกและในน้ำ สามารถลาก–รวบรวม “แพผักตบ” มาขึ้นจุดคัดแยก ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุกไปกำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม บางส่วนอาจถูก “อัดก้อน–หมัก” เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับชุมชนเกษตรรอบหนองหลวง ลดภาระค่าขนทิ้งและ “ปิดวงจรของเสีย” ให้เป็นทรัพยากรใหม่

    กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย เป็นแกนกลางภาคสนาม จัดคิวเครื่องจักร, คุมความปลอดภัย, ประสานผู้นำชุมชน–อปพร.–อาสาสมัครท้องถิ่นร่วมปิดกั้นพื้นที่เสี่ยง เวลาเครื่องจักรขึ้นลงตลิ่ง และกำหนด “ทางน้ำชั่วคราว” ให้เรือชาวบ้านและเรือประมงสัญจรได้ระหว่างทำงาน เพื่อลดผลกระทบต่ออาชีพเดิมให้มากที่สุด

    ทำไมต้องทำ “ตอนนี้” หน้าฝน–หน้าท่องเที่ยว–หน้าต่างเศรษฐกิจ

    ช่วงปลายฤดูฝนต่อเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวปลายปี เป็น จังหวะดีที่สุด สำหรับการถอนทัพวัชพืชครั้งใหญ่ เหตุผลสำคัญคือ

    • แรงกระแสน้ำชะช่วยระบาย ระหว่างเคลื่อนย้าย ทำให้แพผักตบแตกออกง่าย ลดต้นทุนแรงงาน
    • ก่อนเข้าสู่ไฮซีซันท่องเที่ยว การเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้าจะเปิดทัศนียภาพและความปลอดภัยทางน้ำรับนักท่องเที่ยว
    • ป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะจุดคอขวดที่ผักตบขวาง “ท่อ–สะพาน–คันกั้น” ซึ่งเคยทำให้หมู่บ้านรอบหนองหลวงเจอน้ำเอ่อ

    ในมุมของการตลาดท่องเที่ยว ภาพ “ผืนน้ำโล่ง–ฟ้ากว้าง–แนวต้นไม้สีเขียว” คือสื่อทรงพลังสำหรับแคมเปญ เชียงราย–เวียงชัย เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถเชื่อมทริปเข้ากับเส้นทางวัฒนธรรม–อาหารเหนือ–โฮมสเตย์–สินค้า OTOP และ “ความงามของไม้ดอก” ในงานอาเซียนปี 2025 ได้อย่างลงตัว

    ปฏิบัติการนี้คือ “สะพาน” สู่การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม

    การกำจัดผักตบเป็น เพียงจุดเริ่ม ของการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ภาพใหญ่ที่ควรเดินต่อไปมีอย่างน้อย 4 มิติ

    1. ผังน้ำชุมชน (Community Water Map) — บันทึกจุดสะสมผักตบ–คอขวด–ทิศทางลม–ทางน้ำหลาก เพื่อกำหนด จุดดัก–ลาก–คัดแยก” ถาวร ลดการกลับมาของผักตบและแรงงานซ้ำซ้อน
    2. เขื่อนดิน–แก้มลิงขนาดเล็ก — เสริมความสามารถกักเก็บช่วงน้ำมากให้ชุมชนใช้ยามแล้ง โดยไม่รบกวนสมดุลนิเวศของหนองหลวง
    3. การจัดการเศษวัชพืชครบวงจร — ผลักดันกลไกชุมชน–เอกชนจิ๋วทำ “ปุ๋ยอินทรีย์–อาหารสัตว์–งานหัตถกรรม” จากวัชพืช ช่วยสร้างรายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายกำจัดทิ้ง
    4. ระบบเตือนภัยน้ำ–ข้อมูลเปิด — สร้างแดชบอร์ดออนไลน์ระดับอำเภอ แสดงข้อมูลระดับน้ำ–จุดเสี่ยง–สถานะงานกำจัดผักตบแบบรายสัปดาห์ เปิดให้เกษตรกร–ผู้ประกอบการเข้าถึง เพื่อวางแผนเพาะปลูกและกิจกรรมท่องเที่ยวได้แม่นยำ

    หาก 4 มิตินี้ถูกต่อเข้ากับ งบลงทุนท้องถิ่น–ภาคีเครือข่ายรัฐ–มหาวิทยาลัย–เอกชน หนองหลวงจะไม่ใช่ “งานประจำฤดูกาล” แต่เป็น ห้องเรียนธรรมชาติ–ทรัพย์สินสาธารณะ” ที่ดูแลร่วมกันอย่างมีข้อมูลและมีส่วนร่วม

    ความเกี่ยวโยงระดับประเทศ นโยบายเร่งกำจัดวัชพืชของรัฐบาลคือ “หลังพิง” ของท้องถิ่น

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ตรวจการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท พร้อมสั่งการชัดเจนให้หน่วยงานชลประทานทั่วประเทศ เร่งกำจัดวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำภายใน 1 เดือน โดยเน้นผลสัมฤทธิ์หน้างานและมาตรการความรับผิดชอบผู้ดูแลพื้นที่โดยตรง นโยบายนี้เป็น หลังพิง” สำคัญให้ อบจ.–เทศบาล–อบต. ใช้อำนาจและทรัพยากรแก้ปัญหาแบบทันการณ์ ลดขั้นตอนที่เคยทำให้งานสนามล่าช้า

    สำหรับเชียงราย นโยบายดังกล่าวช่วย ปลดล็อกกำลังคน–เครื่องจักร–งบเชื้อเพลิง ให้ลงไปที่หนองหลวงได้เร็วขึ้น อีกด้านยังทำให้การประสาน กรมชลประทาน–สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ–กรมเจ้าท่า เดินบนฐานอำนาจร่วมที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้เพิ่มโอกาสให้ “งานน้ำ” ของจังหวัดเดินต่อได้โดยไม่สะดุด

     “ทำให้เห็น” คือคำอธิบายที่ดีที่สุด

    แม้ข่าวนี้ไม่ได้มีถ้อยคำให้สัมภาษณ์ยาวจากผู้บริหาร แต่ “ข้อเท็จจริงภาคสนาม” สะท้อนเจตนารมณ์ชัดเจน—การมอบหมายของนายก อบจ.เชียงรายให้รองนายกลงตรวจงาน, รายงานความคืบหน้าโดยกองป้องกันฯ, และการจัดสรรเครื่องจักร–เชื้อเพลิง–บุคลากร ล้วนคือการ “ทำให้เห็น” มากกว่า “พูดให้ฟัง” และเป็นธรรมดาที่งานใหญ่แบบนี้จะต้องสื่อสารต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้า–แผนการรื้อผักตบในจุดถัดไป–มาตรการความปลอดภัย–ช่องทางรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน

    ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ตัวชี้วัดสั้น–กลาง–ยาว

    ระยะสั้น (0–3 เดือน)

    • พื้นที่ผิวน้ำหลักของหนองหลวงโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นทางเรือประมงพื้นบ้านปลอดภัย
    • จุดคอขวดระบายน้ำรอบหมู่บ้านลดความเสี่ยงน้ำเอ่อ
    • พื้นที่นำร่องจัดกิจกรรมของ มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 พร้อมปรับภูมิทัศน์

    ระยะกลาง (3–12 เดือน)

    • ความสามารถกักเก็บน้ำของหนองหลวงเพิ่มขึ้น เกษตรกรรอบหนองหลวงมีน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง
    • เริ่มมีผลิตภัณฑ์ชุมชนจากวัชพืช (ปุ๋ยอินทรีย์/งานจักสาน)
    • ดัชนีความพึงพอใจของชุมชนต่อสภาพแวดล้อมน้ำดีขึ้น

    ระยะยาว (12 เดือนขึ้นไป)

    • ผังน้ำชุมชน–จุดดักวัชพืชถาวร–ระบบข้อมูลระดับน้ำทำงานเป็นวาระปกติ
    • หนองหลวงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ยั่งยืน เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเชียงรายฝั่งตะวันออก
    • ต้นทุนสาธารณะในการกำจัดวัชพืชลดลง เพราะระบบป้องกัน–คัดแยกเชิงรุกเริ่มเห็นผล

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย–ปฏิบัติการ (สำหรับหน่วยงานและชุมชน)

    1. ตั้งคณะทำงาน “หนองหลวงคลีนแอนด์กรีน” ระดับอำเภอ ร่วม อบจ.–อำเภอ–เทศบาล/อบต.–ผู้นำชุมชน–สถาบันการศึกษา เพื่อคุมแผนรายไตรมาส กำหนดตัวชี้วัดร่วม และรายงานความคืบหน้าสาธารณะ
    2. ออกแบบ “จุดดักวัชพืช” และลานคัดแยกเชิงวิศวกรรม ลดต้นทุนการลากยาวและเสี่ยงอุบัติเหตุ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยแรงงาน
    3. พัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนจากผักตบ จัดอบรมแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์–ของใช้จักสาน สร้างรายรับเสริมให้กลุ่มสตรี/เยาวชน และทำสัญญาซื้อคืนขั้นต่ำกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้วงจรธุรกิจเล็ก “ตั้งลำ” ได้จริง
    4. สื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แสดงแผนที่จุดทำงาน, ปริมาณวัชพืชที่กำจัดได้, ภาพเปรียบเทียบก่อน–หลัง, และขั้นต่อไป เพื่อให้ประชาชนเห็นความคืบหน้าและร่วมเป็นหูเป็นตา
    5. เชื่อมแผนท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับงานไม้ดอกอาเซียน จัดเส้นทางทดลองพายเรือ/ดูนก/ค่ายสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงเรียน วางมาตรฐานการใช้พื้นที่ (carrying capacity) เพื่อปกป้องระบบนิเวศควบคู่การท่องเที่ยว

    จาก “ภารกิจเชิงรุก” สู่ “สัญญาใจต่อแหล่งน้ำของเรา”

    หนองหลวงคือทรัพย์สินสาธารณะที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเมืองน้ำ–เมืองเกษตร–เมืองท่องเที่ยว การกำจัดผักตบชวาครั้งนี้เป็น “สัญญาใจ” ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับประชาชนว่า เชียงรายจะไม่ปล่อยให้แหล่งน้ำใหญ่ของตนหายใจติดขัดอีก และจะใช้โอกาสจากงานระดับอาเซียนในปี 2025 เป็นเวทีประกาศว่า “เราดูแลบ้านของเราได้” ด้วยมาตรฐานงานภาคสนามที่แน่น, แผนข้อมูลที่โปร่งใส, และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

    หากทำได้ตามแผน หนองหลวงจะกลับมาเป็น อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ–ห้องเรียนกลางแจ้ง–ลานวัฒนธรรมของชุมชน” ในคราวเดียวกัน และเมื่อฟ้าเปิด น้ำโล่ง นักท่องเที่ยวเห็นทัศนียภาพสะท้อนท้องฟ้าเหนือเชียงราย ภาพความพยายามนับพันชั่วโมงของคนทำงานภาคสนามจะเปลี่ยนเป็น รายได้–รอยยิ้ม–ความภูมิใจ ของทั้งจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/nong-luang-water-hyacinth-removal-asean-flower/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3esGRBCQdyEI-u_f-QxZVL

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ 5G เชื่อมต่อความสุข สืบสานประเพณีอีสาน

    • งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันนี้-7 ต.ค. 68
    • งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม ตั้งแต่วันนี้-8 ต.ค. 68
    • งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย ชมปรากฏการณ์ 7 ต.ค. 68

    ทรู คอร์ปอเรชั่นเตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย 5G และ 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ภาคอีสานในช่วงเทศกาลประเพณีสำคัญ 3 งานใหญ่ ได้แก่ งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว จังหวัดสกลนคร, งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก จังหวัดนครพนม และงานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก จังหวัดหนองคาย

    โดยจัดเต็มโซลูชันทั้งเพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว หรือ COW, เสาสัญญาณชั่วคราว, การปรับแต่งสัญญาณตามพฤติกรรมการใช้งาน, จัดทีมวิศวกรประจำพื้นที่งาน, เสริมสัญญาณบนเส้นทางคมนาคมและแหล่งท่องเที่ยว

    พร้อมศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (BNIC) ที่นำ AI ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อดิจิทัลต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดการเข้าร่วมงานประเพณีอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน พร้อมบูธกิจกรรมพิเศษภายในงานที่จังหวัดนครพนมและหนองคายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งลูกค้าทรูและดีแทค ด้วยความสนุกและข้อเสนอพิเศษอีกด้วย

    สำหรับการเตรียมความพร้อมของสัญญาณ 5G/4G รองรับงานประเพณีสำคัญในช่วงออกพรรษา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ดูแลความพร้อมของสัญญาณเชื่อมต่อความสุขทั้งภาคอีสาน และมุ่งเน้น 3 จังหวัด ในช่วงออกพรรษา ต้อนรับการท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอีสาน ดังนี้

    1) สกลนคร – งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาว (วันนี้-7 ต.ค. 2568)
    นักท่องเที่ยวมาเยือนและสัมผัสศรัทธาและภูมิปัญญาช่างพื้นบ้าน ผ่าน “ปราสาทผึ้ง” วิจิตรตระการตา ขบวนแห่ยามค่ำคืน และการแข่งขันเรือยาวริมสายน้ำ บรรยากาศคึกคักด้วยตลาดของกินพื้นถิ่นและงานหัตถศิลป์ต่างๆ โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณมือถือรองรับการสื่อสารตลอดพื้นที่จัดงาน ทั้งนี้ สามารถชม “ปราสาทผึ้ง” ได้ต่อเนื่องถึง 31 ตุลาคม ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และวัดในชุมชนที่จัดทำปราสาทผึ้ง

    2) นครพนม – งานมหกรรมไหลเรือไฟโลก (วันนี้–8 ต.ค. 2568)
    ประเพณีไหลเรือไฟในเทศกาลออกพรรษา จุดเรือไฟให้เปลวไฟลุกเป็นลวดลายงดงามริมโขง ทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มความแรงสัญญาณครอบคลุมพื้นที่จัดงานหลัก ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ศาลากลาง ลานพญานาค วัดมหาธาตุ และหอนาฬิกา พร้อมทีมวิศวกรประจำพื้นที่

    3) หนองคาย – งานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก (4-10 ต.ค. 2568)
    งานสำคัญประจำปีของจังหวัดหนองคายที่รองรับนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” โดยมีไฮไลท์คือคืนวันออกพรรษา 7 ตุลาคม 2568 โดยทรู คอร์ปอเรชั่นเพิ่มสัญญาณครอบคลุมและดูแลพื้นที่ริมโขง 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโพนพิสัย อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอสังคม และอำเภอรัตนวาปี

    ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเต็มโซลูชันเสริมสัญญาณ 5G, 4G รองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสู่ภาคอีสาน ดังนี้

    • เพิ่มรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel หรือ COW)
    • เพิ่มเสาสัญญาณเฉพาะกิจ (Temporary site)
    • ปรับพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ตามพฤติกรรมการใช้งาน
    • จัดทีมวิศวกรเน็ตเวิร์กประจำพื้นที่การจัดงาน
    • เพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G รองรับเส้นทางคมนาคม และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
    • BNIC ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ พร้อม AI พร้อมดูแลและบริหารเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมงฃ

    การเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สนับสนุนการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ไทย อย่างต่อเนื่อง ลูกค้าทรูและดีแทคที่เดินทางเยือน จังหวัดสกลนคร นครพนม และหนองคาย จะได้รับประสบการณ์ใช้งานเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงตลอดช่วงเทศกาลออกพรรษาปี 2568

    นอกจากนี้ ที่จังหวัดนครพนมและหนองคาย ทรู คอร์ปอเรชั่นได้ตั้งบูธบริการพิเศษที่บริเวณด้านหน้าเซเว่น อีเลฟเว่นในพื้นที่จัดงาน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ และโปรโมชั่นคุ้มค่า อาทิ iPhone 17 ราคาพิเศษ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ดีลสมาร์ทโฟนและแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ ตลอดจนความบันเทิงและประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดช่วงการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/true-corporation-brings-5g-to-connect-happiness-and-continue-isan-traditions/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fUrpUb2iPYncRq0db5ERm