Category: ท่องเที่ยว

  • ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ ลุยปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย

    ‘อรรถกร’ เร่งเครื่องช่วง 4 เดือนเดินหน้าปรับกลยุทธ์เจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย ล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 24 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.97 ล้านล้านบาท

    3 ต.ค. 2568 – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีจัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ของกระทรวงฯ ว่า ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนทั้งด้าน การท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ด้วยความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน ทำให้กระทรวงสามารถยืนหยัดและก้าวข้ามวิกฤติ จนบรรลุเป้าหมายหลายประการ

    “การก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของกระทรวงฯ นับเป็นก้าวสำคัญ เรามีความก้าวหน้าให้เห็นชัดเจน ล่าสุดจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 ทะลุ 24 ล้านคน แล้ว และรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติรวมกว่า 1.97 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันด้านกีฬา ยังคงเป็นพลังสำคัญที่สร้างทั้งความสุข แรงบันดาลใจแก่ประชาชน และยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้านทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่เพียงแต่เป็น กลไกหลักสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังเป็น เสาหลักในการสร้างความสุข ความสามัคคี และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน ผ่านทั้งกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา โดยเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของบุคลากรทุกฝ่าย จะสามารถพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาของไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/872771/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xQWTeHINHhYuibSrQWjvT

  • แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชีย เปิดบินข้ามภาคเหนือ-อีสานเส้นทาง “เชียงใหม่-อุดรธานี” เริ่ม 1 ธ.ค.68 : อินโฟเควสท์

    แอร์เอเชียเปิดบินตรงข้ามภาคเส้นทางใหม่ “เชียงใหม่-อุดรธานี” 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ เชื่อมเหนือ-อีสาน และเดินทางต่อสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงประเทศลาวได้ประหยัดและสะดวกยิ่งขึ้น บินคุ้มราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท สำรองที่นั่งราคาโปรโมชั่นได้ตั้งแต่ วันที่ 3-31 ตุลาคม 2568 เดินทางได้ตั้งแต่เที่ยวบินปฐมฤกษ์ 1 ธ.ค.68-28 มี.ค.69

    นายสุรพันธ์ หอมขจร ผู้จัดการแอร์เอเชีย ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยทั้งเชียงใหม่และอุดรธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งสำหรับชาวไทยและต่างชาติ การเปิดเส้นทางบินข้ามภาค “เชียงใหม่-อุดรธานี” ของแอร์เอเชีย ถือเป็นเส้นทางข้ามภาคลำดับที่ 7 ของฐานปฏิบัติการบินเชียงใหม่ เชื่อมั่นว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับทุกคน โดยแอร์เอเชียให้บริการด้วยเครื่องบินในตระกูลแอร์บัส A320 จำนวน 180 ที่นั่ง และให้บริการ 4 วัน ต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดได้อย่างดี

    “สำหรับชาวเชียงใหม่ถือเป็นโอกาสดีในการบินสะดวกง่ายขึ้นสู่อุดรธานี หรือแม้แต่การเชื่อมต่อไปที่ประเทศลาว ผ่านเมืองเวียงจันทน์ สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเดินทางใหม่ๆ ในขณะที่ชาวอุดรธานีสามารถบินตรงเยี่ยมชมเมืองเชียงใหม่ได้ในช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดเช่นกัน” นายสุรพันธ์กล่าว

    ทั้งนี้สายการบินแอร์เอเชียมีเส้นทางบินตรงจากเชียงใหม่ สู่ 9 เส้นทาง ภายในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ (ทั้งสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง) ขอนแก่น หัวหิน กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และเส้นทางใหม่สู่ อุดรธานี รวมทั้งบินตรง 3 เส้นทาง ระหว่างประเทศ สู่ฮานอย ไทเป และซัปโปโร(แวะรับส่งผู้โดยสารที่ไทเป)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/534517&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aK8he4PIpoVcxIh5KeGMv

  • รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    รมว.ท่องเที่ยว ยันจัดเก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ จะได้ข้อสรุปใน 4 เดือนนี้

    วันนี้ (วันที่ 3 ตุลาคม 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเก็บหรือไม่เก็บ แต่จะนำเรื่องนี้มาพิจารณาในช่วงเวลา 4 เดือนของรัฐบาลนี้ พร้อมหาทางออกและข้อสรุปให้เร็วที่สุด 

    ทั้งนี้ในมุมของคนที่อยู่ภาคการท่องเที่ยวเข้าใจดีว่า เงินที่เก็บจากค่าเหยียบแผ่นดินจะมาใช้ในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวโดยมาตั้งเป็นกองทุนคล้ายๆ กองทุนการกีฬา

    ขณะเดียวกันหากมีการจัดเก็บ จะต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้กับนักท่องเที่ยวออกไปก่อน ว่ารัฐบาลจัดเก็บเพื่ออะไร มีมาตรการดูแลอะไรเป็นพิเศษจากการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีนโยบายที่จะการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐจากเดิมที่ต้องมีการให้ความช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยว กรณีที่ประสบเหตุด้านความปลอดภัย และวงเงินที่จัดเก็บยังเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันภัยนักท่องเที่ยว 

    อีกทั้งยังสามารถนำไปค่าเหยียบแผ่นดิน ไปเป็นค่าใช้จ่ายบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศได้ด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในหลาย ๆ ประเทศก็มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้เช่นกัน

    สำหรับอัตราการเดินทางทางอากาศจะจัดเก็บอยู่ที่ 300 บาทต่อคนต่อครั้ง แต่อัตราค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวฯ การเดินทางทางบกและทางน้ำ จะจัดเก็บในอัตราเท่ากันที่ 300 บาท (จากเดิม 150 บาทต่อคนต่อครั้ง)  แต่สามารถเดินทางเข้าไทยได้หลายครั้ง (Multiple Entry) ต่อระยะ 30-60 วัน

    อย่างไรก็ดีในแนวทางดังกล่าวยังต้องรอสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการประกันภัยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HpgNvX36qsl-zMdpjTw5v

  • เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ

    เขตพระนครเร่งแก้ปัญหาขยะรอบพระบรมมหาราชวัง ย้ายจุดทิ้ง-เพิ่มรอบเก็บ รักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    นายโกศล สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร กทม. กล่าวกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพการทิ้งขยะตามคอกต้นไม้บริเวณถนนหน้าพระลาน ฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวังว่า จากการตรวจสอบพบว่า ขยะในพื้นที่ดังกล่าวเกิดจาก 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ขยะจากอาคารพาณิชย์ และขยะจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและคงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่งดงามของพระบรมมหาราชวังและเกาะรัตนโกสินทร์ สำนักงานเขตฯ จึงได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดมาตรการ ดังนี้ ย้ายจุดทิ้งขยะจากบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ (จุดที่ถูกร้องเรียน) ไปยังจุดรวมขยะบริเวณฝั่งท่าช้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวัง เพิ่มรอบการเก็บขยะ และกำหนดเวลาชัดเจนให้อาคารพาณิชย์และผู้ค้านำขยะมาทิ้งตรงเวลา เพื่อให้สามารถเก็บและขนย้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาขยะตกค้าง

    ทั้งนี้ สำนักงานเขตฯ จะดูแลสิ่งแวดล้อม ความสะอาด และทัศนียภาพรอบพระบรมมหาราชวังและพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของชาติที่มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12753393&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJYehCZ_1aXHSkLfiaHKZ

  • เปิด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด โดยไม่พึ่งงบรัฐ 

    เปิด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด โดยไม่พึ่งงบรัฐ 

    sustainability

    03 ต.ค. 2025 เวลา 16:00 น.

    ถอดบทเรียน 4 กรณีศึกษาการท่องเที่ยวชุมชนจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมพักผ่อนหรือการสร้างรายได้ แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการชุมชน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแบบ Community-Based Tourism (CBT) ไม่ใช่เรื่องใหม่ 

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่รอดอย่างแท้จริง คือการพัฒนาในแบบที่ “ชุมชนเป็นเจ้าของ” และพึ่งพาตนเองได้

    “อัตลักษณ์ไม่ได้มาจากแค่ทรัพยากรในชุมชนอย่างเดียว แต่อาจมาจากจิตวิญญาณของคนในชุมชน ทัศนคติ หรือวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ต้องดึงออกมาสื่อสารให้ได้ถ้าจะทำ CBT” ดร.ศิวศักดิ์ ปานสุขุม อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025)

    ในงาน SX2025  มีการนำเสนอ 4 กรณีศึกษาจาก พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี ซึ่งสะท้อนมิติของความยั่งยืนในมุมที่แตกต่างกัน

    เปิด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด โดยไม่พึ่งงบรัฐ 

    พัทลุง: จากวัชพืชสู่พืชเศรษฐกิจ

    จังหวัดพัทลุงโดดเด่นด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กรณีศึกษาจาก Varni Craft แสดงให้เห็นการต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ กระจูด พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช แต่ในตอนนี้ได้นำมาผลิตเป็นงานสาน มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ผู้ก่อตั้ง Varni Craft กล่าวว่า “จากเสื่อกระจูดใบละร้อย เราพัฒนาให้กลายเป็นกระเป๋าที่ขายได้หลักพัน”

    มนัทพงศ์ ตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อชุบชีวิตหัตถกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหาย ด้วยการต่อยอดดีไซน์และงานปัก กระเป๋ากระจูดกลายเป็นสินค้าแฟชั่นร่วมสมัยที่ส่งออกไปฝรั่งเศส สหรัฐ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ พร้อมเปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนสานกระจูด ทำเวิร์กชอป และซึมซับวิถีชีวิตท้องถิ่น 

    ต่อมาขยายสู่ Varni Stay โฮมสเตย์ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากกระจูดทั้งหมด พร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น ล่องเรือชมควายน้ำในทะเลน้อย ชมบัวแดงนับล้านดอก และถอนกระจูดกับชาวบ้าน

    แต่เส้นทางไม่ราบรื่น มนัทพงศ์ยอมรับว่าช่วงแรกหาช่างสานที่มีฝีมือยากมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฟื้นฟูทักษะคนรุ่นเก่าที่เลิกสานไปนานแล้ว และสอนคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานหนัก นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนราคาถูก ทำให้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยดีไซน์และการบอกเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    เปิด 4 โมเดลท่องเที่ยวชุมชนที่ยืนหยัดได้หลังโควิด โดยไม่พึ่งงบรัฐ 

    ปทุมธานี: เมื่อเยาวชนเป็นตัวเชื่อม

    ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชุมชนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่และการศึกษาชุมชนนี้เริ่มพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2561 จากโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

    สิ่งที่ทำให้ชุมชนนี้แตกต่างคือบทบาทของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เข้ามาช่วยออกแบบ One Day Trip สร้าง Storytelling และพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ ทำให้ชุมชนปรับตัวหลังวิกฤติโควิด-19 และขยายฐานนักท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

    “ในห้องเรียนเราได้เรียนแต่ทฤษฎี แต่การลงพื้นที่ทำให้เราเห็นภาพชัดเจน ได้คุยกับพ่อแม่ชาวบ้าน เพิ่ม soft skills คนรุ่นใหม่ก็สนใจในเรื่องท่องเที่ยวชุมชนและสินค้าหัตถกรรมมากขึ้น” สรศักดิ์ กลับวิลา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าว

    ขณะที่ รุ่งนภา แก้วธรรม กำนันตำบลคลองสาม และประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 16 เล่าว่า ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่กล้าพบปะนักท่องเที่ยว แต่พอได้สัมผัสจากนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพิ่มประสบการณ์ ตอนนี้ชาวบ้านรับแขกได้เอง และพึ่งพาตนเองได้

    อย่างไรก็ตาม การดึงคนรุ่นใหม่กลับมาช่วยชุมชนอย่างต่อเนื่องยังถือเป็นความท้าทายที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาทักษะ เช่น ภาษาอังกฤษ ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน เพราะกำนันยอมรับว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้อาจขายของไม่ได้ รวมถึงต้องมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างทีมงานรุ่นใหม่ในชุมชนให้แข็งแรง เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ 

    ราชบุรี: Zero Waste ที่ทำได้จริง

    ตลาดโอ๊ะป่อย ชุมชนท่ามะขาม อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กลายเป็นพื้นที่พักใจของทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างคือการผสาน ศรัทธา สิ่งแวดล้อม และชุมชนเข้าด้วยกัน 

    ไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือ กิจกรรมตักบาตรพระบนแพล่องน้ำ ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ในตลาดยังยึดแนวคิด Zero Waste Market มีการแยกขยะ รีไซเคิล และใช้ระบบกองทุนชุมชน โดยไม่พึ่งงบประมาณจากภาครัฐ 

    ผู้ใหญ่บี ภัทรพงศ์ วงศ์กิจเกษม ประธานตลาดโอ๊ะป่อย กล่าว ทุกคนในตลาดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเอง ทำให้ทุกมุมกลายเป็นจุดเช็กอินได้เองโดยไม่ต้องสร้างฉากเสริม

    ผู้ใหญ่บีภูมิใจที่ได้สืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยง อย่างการแต่งกายและภาษาภายในตลาด ที่สำคัญคือการจัดการที่เข้มแข็งและมีกติกากลางที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

    เพชรบุรี: เมื่อลูกหลานกลับบ้าน

    ตลาดจามจุรี บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี เป็นตลาดริมน้ำที่เริ่มจากความสมัครใจของชุมชน โดยใช้ที่ดินส่วนตัวทำตลาดร่วมกัน ชุมชนที่นี่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปขยะเปียกเป็นปุ๋ย การแยกขยะอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถูกนำมาพูดคุยและแก้ไขกันทุกสัปดาห์ ทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง

    นอกจากนี้ รายได้จากตลาดไม่ได้ทำให้คนเพียงอยู่รอด แต่ยังดึงเยาวชนกลับบ้าน ช่วยครอบครัวดูแลร้านค้า และปลูกฝังความรักในท้องถิ่นให้รุ่นใหม่เห็นคุณค่าของชุมชน ซึ่งเป็นความฝันของ สุเทพ พิมพ์ศิริ  ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ภายใต้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โฮมสเตย์บ้านถ้ำเสือ) 

    “เราอยากให้คนรุ่นใหม่กลับมา เวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา เราได้ทำอะไรหรือยังให้เขาอยากกลับบ้าน อย่างพ่อแม่ที่เปิดร้าน ก็ได้ลูกหลานกลับมาในวันหยุดมาช่วยพ่อแม่ที่ร้าน เราก็ได้ลูกหลานกลับมา”  สุเทพ กล่าว

    ดร.ปิรันธ์ ชิณโชติ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี สรุปว่าในแต่ละชุมชนล้วนยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข “คนในพื้นที่แรก ๆ อาจอึดอัดกับกฎกติกา แต่เราต้องมีธรรมนูญที่ชัดเจนเพื่อความยั่งยืน เพราะการทำตลาดคือเน้นการมีส่วนร่วม ต้องสร้างการเอื้อต่อกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน”

    ทั้ง 4 กรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำสวยหรู แต่คือการทำงานจริงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายชุมชนของไทย พัทลุง ปทุมธานี ราชบุรี และเพชรบุรี พิสูจน์ว่าความยั่งยืนไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ศรัทธา และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

    ท้ายที่สุด การเดินทางที่ยั่งยืนคือการเดินทางที่ทุกฝ่าย นักท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่างได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน

    พบกับแรงบันดาลใจเหล่านี้ได้ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่  5 ตุลาคม 2458 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1201608&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qEiWC6VHV99BfWfcEzfRI

  • นายกป่าตองติดตามงานเก็บขยะมรสุม หาดแม่ขัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวพักผ่อน – ข่าวภูเก็ต

    นายกป่าตองติดตามงานเก็บขยะมรสุม หาดแม่ขัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวพักผ่อน – ข่าวภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259C%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599-13551.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gtJBzp69FmUTvbqioAhUX

  • “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    “อรรถกร”หารือ ททท.วางแนวทางฟื้นท่องเที่ยวไทย ตั้งเป้า 4 เดือนดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับไทย 3 ล้านคน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและภารกิจเร่งด่วน ว่า การท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มซบเซา จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการตลาดภาพรวม มาเจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงเป็นรายประเทศ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน โดยยอมรับว่าไทยไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่เพียงประเทศเดียว ยังมีคู่แข่งที่พัฒนาและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีกว่าในบางด้าน

    ทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนจากนี้ ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทย 2–3 ล้านคน แม้เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูจำนวนนักท่องเที่ยวและสร้างการใช้จ่ายในประเทศ

    นอกจากนี้ ด้วยกรอบเวลาการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น โดยตั้งโจทย์ใหม่ร่วมกับ ททท. ในการดึงกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และตะวันออกกลาง พร้อมรักษาตลาดยุโรปและอเมริกา เช่น สแกนดิเนเวีย รัสเซีย และโปแลนด์ ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังได้รับความสำคัญควบคู่กันไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000094683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v5O0glM8DVlNEPEkIqth0

  • กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้โอกาสพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง | BT

    ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัว กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย (Galaxy Resorts Thailand) ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคใหม่ โดยชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ผ่านการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงระดับโลก และยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี

    ภาพรวมท่องเที่ยวไทย ความท้าทายที่ต้องเผชิญ

    ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้สะท้อนภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อาจหดตัวลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงถึง 17.5% จากช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ซึ่งเคยมีนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคน

    โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 7% โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่ลดลง 9.5% และ 25.9% ตามลำดับ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงของตลาดหลักได้ ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันที่สูงขึ้น ความกังวลด้านความปลอดภัย และค่าบริการที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ในทางตรงกันข้าม ประเทศในเอเชียอย่างมาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ กลับมีการเติบโตและฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง การจัดกิจกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง และการสร้างสรรค์แหล่งท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม

    โมเดลความสำเร็จจากมาเก๊า สู่ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

    กาแล็กซี รีสอร์ต ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของมาเก๊าเป็นบทพิสูจน์ว่า การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับภาคการท่องเที่ยวได้ แม้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน

    ประเทศไทยเคยเผชิญกับข้อจำกัดในการจัดอีเวนต์ระดับโลก เช่น การยกเลิกคอนเสิร์ต G-DRAGON เนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่และสภาพอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ได้ทุกฤดูกาล การสร้างศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE ที่ทันสมัย พร้อมด้วยโรงแรมและรีสอร์ตหรูในพื้นที่เดียวกัน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของหลายประเทศในเอเชีย และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

    ด้วยความเชี่ยวชาญในการพัฒนาศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย เชื่อว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเร่งการเติบโตของการท่องเที่ยว ดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ และพลิกฟื้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    ตอกย้ำความมุ่งมั่น ผ่านคอนเสิร์ตระดับโลก “Jackson Wang”

    เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดคอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 WORLD TOUR 2025 – 2026” ซึ่งจะประเดิมทัวร์ในเอเชียที่อิมแพ็ค อารีน่า กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนจะเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ กาแล็กซี อารีน่า ในมาเก๊า

    นายเควิน เคลย์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Jackson Wang ใน “MAGICMAN 2 World Tour” สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอความบันเทิงระดับโลกสู่เอเชีย และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงในประเทศไทย คอนเสิร์ตนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงสองมหานครแห่งไลฟ์สไตล์อย่างกรุงเทพฯ และมาเก๊าเข้าด้วยกัน พลังและความคิดสร้างสรรค์ของ Jackson สอดคล้องกับเป้าหมายของเราในการมอบประสบการณ์พรีเมียมที่น่าจดจำ

    วิสัยทัศน์ระยะยาวและการลงทุนในอนาคต

    นอกเหนือจากความร่วมมือด้านความบันเทิงระดับโลก กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการลงทุนระยะยาว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

    นายเคลย์ตัน กล่าวเสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวที่สะท้อนความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เราพร้อมที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของเอเชีย ดึงดูดนักเดินทางระดับโลก พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/1484753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WbRG_AHCrF-OYtE4YixJR

  • หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม

    หนาวแรกมาแล้ว! พะเยาเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวชม ‘ทะเลหมอกดอยภูลังกา’ งดงามสุดตา

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

    เข้าสู่เดือนตุลาคม จังหวัดพะเยาสัมผัสอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดหมอกปกคลุมทั้งในพื้นที่ราบและแหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา โดยเฉพาะ “ดอยภูลังกา” อ.ปง กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่เริ่มเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามของทะเลหมอกยามเช้าที่แผ่ปกคลุมทั่วหุบเขา

    วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดพะเยาเริ่มเข้าสู่บรรยากาศของอากาศที่หนาวเย็น โดยอุณหภูมิในพื้นที่ราบลุ่มอยู่ที่ 24-25 องศาเซลเซียส ทำให้มีหมอกปกคลุมตามชุมชนและถนนในหมู่บ้าน ประชาชนเริ่มนำเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่

    ขณะที่บนยอด ดอยภูลังกา อ.ปง อุณหภูมิได้ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด หมอกปกคลุมอย่างสวยงาม สร้างทัศนียภาพของ ทะเลหมอกสุดสายตา ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างเดินทางขึ้นไปสัมผัสความงดงามในยามเช้า

    คาดการณ์ว่าในช่วงฤดูหนาวนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยภูลังกาจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากทะเลหมอกแห่งนี้ถือเป็น แลนด์มาร์กสำคัญ ของจังหวัดพะเยา

    สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะเดินทางไปเยือน ควรเตรียม เสื้อกันหนาว ให้พร้อม และตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการท่องเที่ยว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/918483&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nReqwQBIK6BlfBsq7-t47

  • เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

    เปิดประตูสู่ความมหัศจรรย์ พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ พนมรุ้ง ปี 2568

              ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ณ ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เดือนตุลาคมนี้ สัมผัสความงามทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณสุดมหัศจรรย์

              ใครอยากหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทั้งงดงามและมีเอกลักษณ์ แนะนำให้มาปราสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์ ในเดือนตุลาคม เพราะนี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้ชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมซึมซับบรรยากาศสถาปัตยกรรมขอมโบราณที่งดงามและเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไรมาดูกันเลย

    พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู
    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปราสาทพนมรุ้ง

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันไหน

              จากข้อมูลเฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park แจ้งเกี่ยวกับปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง วันที่ 5-7 ตุลาคม 2568

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ปราสาทพนมรุ้ง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง การเข้าชม

              สำหรับการเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าจับจองพื้นที่ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป บริเวณลานหน้าปราสาท ทิศตะวันออก โดยพระอาทิตย์จะตกประมาณ 17.55 น.

    ปราสาทพนมรุ้ง

              ทั้งนี้ ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ 15 ช่องประตู เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน หากมีฝนตก หมอก เมฆเยอะ หรือเมฆลงต่ำ จะไม่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

    ค่าเข้าชม

              ค่าเข้าชมปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู ปราสาทพนมรุ้ง มีดังนี้

    • คนไทย 20 บาท

    • ต่างชาติ 200 บาท 

    *** รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น

    ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู 2568 ค่าเข้าชม

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ Phanom Rung Historical Park

              หนึ่งปีมีไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าตรงกับ 15 ช่องประตูแห่งปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติกับศิลปะโบราณผสานกันอย่างลงตัว ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง เที่ยวอีสาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295456.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20VhQ-buGJG8aaBgET__xp