Category: ท่องเที่ยว

  • “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145927&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rS9muWCf_5lk6DaG_45NM

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม จากรายงาน GMTI 2025 (Global Muslim Tourism Index)

    สะท้อนถึงศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านความปลอดภัย ระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานระดับสากล การปรับตัวของภาคบริการที่ใส่ใจต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม (อาหารฮาลาล พื้นที่ละหมาด และการให้บริการที่เคารพในวิถีชีวิต) รวมถึงความมีอัธยาศัยไมตรีของคนไทย

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เจะหนุ ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) หรือ CICOT ได้จัดทำมาตรฐานสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว บริการและที่พักที่เป็นมิตรต่อมุสลิม หรือ Muslim Friendly  ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่กำหนดขึ้นโดยมีใบรับรองและโลโก้เฉพาะ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้าประเทศ

    “สำหรับมาตรฐานและแนวทางปฎิบัติขณะนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพ่ียงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เพื่อดำเนินการในส่วนกลุ่มนำร่องก่อนกำหนดใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อมูลเพื่อจัดทำแอปพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานได้ทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับบริการ ส่วนโลโก้เบื้องต้นอยู่ระหว่างการออกแบบ” 

    คาดว่า ภายในปีนี้  ประเทศไทยจะมีมาตรฐาน Muslim Friendly สำหรับธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และที่พัก ที่ชัดเจน ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว อ้างอิงกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of the Islamic Cooperation: OIC) ดังนั้นมาตรฐานี้จะเป็นที่ยอมรับจากมุสลิมทั่วโลกที่จะมาเยือนไทย 

    ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวอีกว่า  มาตรฐาน Muslim Friendly จะแยกต่างหากจากมาตรฐานฮาลาล ทั้งโลโก้ และวิธีการตรวจสอบก่อนให้การรับรอง โดย   Muslim Friendly  ใช้สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ แต่จะไม่ใช้กับกลุ่มอาหาร แบ่งเป็น ส่วนที่พัก หากธุรกิจใดต้องการได้รับ มาตรฐาน Muslim Friendly ก่อนอื่นต้องผ่านมาตรฐาน ครัวฮาลาลก่อน เพราะอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องกินและดื่มสิ่งที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น 

    เมื่อธุรกิจนั้นๆ มีครัวฮาลาลแล้วและต้องการจะยกระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้นไปอีก ก็จะมีหลักการไม่กี่ข้อ หากเป็นห้องพักต้องมีสายฉีดชำระ มีเครื่องหมายบอกทิศทำละหมาด มีพื้นที่ทำละหมาดเพียงพอ ก็จะเป็นมาตรฐานในส่วนห้องพัก 

    จากนั้น หากจะขยับเพิ่ม เป็น บริการห้องประชุมที่ได้มาตรฐาน Muslim Friendly ก็จะเพิ่มในส่วนของ พื้นที่ทำละหมาดรวม (ห้องละหมาด) สำหรับผู้มาร่วมประชุมแต่ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมนั้น ๆ ซึ่งมาตรฐานนี้จะช่วยขยายตลาดการประชุมสัมมนาที่มีมูลค่ามหาศาลแยกต่างหากจากภาคการท่องเที่ยวได้อีก ในส่วนมาตรฐาน ด้านบริการอื่นๆ เช่น สระว่ายน้ำ ต้องแบ่งชายหญิง คนละส่วนหรือกำหนดแบ่งแยกโดยใช้ช่วงเวลาการเข้าใช้บริการ

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เล่าอีกว่าการกำหนดมาตรฐาน Muslim Friendly มีเป้าหมายเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจฮาลาลของประเทศไทย ผ่านภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้มีศักยภาพอยู่แล้ว ดังนั้น จึงกำหนดมาตรฐานสำหรับบริการสปาซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางอย่างมาก 

    หลักการสำหรับบริการสปาที่สำคัญคือการให้บริการแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน คือ ผู้นวดต้องเป็นเพศเดียวกับผู้รับบริการนวด และแบ่งส่วนพื้นที่ชายหญิงที่ชัดเจน 

    ในส่วนธุรกิจนำเที่ยว กำหนดให้มัคคุเทศก์ต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการอิสลามเบื้องต้น เพื่อกำหนดแพ็คเกจท่องเที่ยวที่เหมาะสม เช่น ไม่พาไปแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่สมควร ผิดหลักศาสนา ต้องเข้าใจและจัดหาอาหารและบริการที่ถูกต้องให้นักท่องเที่ยวได้ด้วย  ซึ่งการมีพนักงานที่เป็นมุสลิม ก็จะเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้ธุรกิจนั้นๆ มีความเป็นมิตรต่อมุสลิมได้ เช่น ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องสวมฮิญาบ  ต้องมีอาหารที่ฮาลาล สามารถทำละหมาดและถือศีลอดได้ 

    “คือทำอย่างไรให้มุสลิมที่มาแล้วรู้สึกเป็นมิตร สบายใจที่จะท่องเที่ยวแบบไม่ผิดหลักศาสนา มันเป็นเรื่องของความรู้สึกและการใส่ใจที่คนไทยมีอยู่แล้วเพียงแต่เราบอกหลักการและทิศทางให้เพื่อช่วยกันพาเศรษฐกิจประเทศเติบโตไปได้ร่วมกัน”

    ทั้งนี้ ธุรกิจที่สนใจมาตรฐาน Muslim Friendly สามารถแจ้งที่ CICOT หรือ คณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดที่ธุรกิจตั้งอยู่ได้ จากนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมาตรฐานที่กำหนดไว้และให้คะแนนแต่ละภาคส่วน เมื่อรวมกันแล้วสอบผ่านก็จะส่งเรื่องมาที่ CICOT เพื่อออกหนังสือรับรองและมอบโลโก้เพื่อนำไปใช้ได้ 

    สำหรับเครื่องหมายรับรองจะมีอายุ 2 ปี จากนั้นจะมีการตรวจสอบใหม่ หากผ่านก็ได้รับมาตรฐานเหมือนเดิม ทั้งนี้ไม่ควรการนำเครื่องหมายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือผ่านการตรวจสอบ

    “ผมคิดว่าไม่ได้ยากอะไรนะ ถ้าจะทำให้ได้มาตรฐานMuslim Friendly เพราะการปรับเปลี่ยนเพียงบางส่วนก็จะช่วยให้ธุรกิจนั้นขยายเพดานกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการได้มากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย ” ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวทิ้งท้าย 

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’ เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw086knugyd6YnnDrnNck-9X

  • ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bGZKfIwTmLmMVhyvWtafr

  • มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา

    วันนี้ ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ตามที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสมุทรสงคราม

    ดำเนินงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหาร มีในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี โดยกำหนดแผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม พุทธศักราช 2569 – 2573 และก้าวสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/exclusive/royalnews/462422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FY9yvTGC9aJX3AXDjrTaF

  • TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดนตรีภายใต้ชื่องานคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” ที่กำหนดจัดขึ้น ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สำหรับงาน “ใต้เงาเขา” ถูกออกแบบในรูปแบบคอนเสิร์ตแนวธรรมชาติ ที่ผสมผสานกิจกรรมแคมป์ปิ้งเข้ากับดนตรีสดอย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา อากาศเย็นสบาย และธรรมชาติอันสวยงาม พร้อมตกแต่งพื้นที่ด้วยแสงไฟสไตล์แคมป์ กองไฟ และบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้รักเสียงเพลง

    ภายในงานพบกับศิลปินและวงดนตรีชื่อดังหลากหลายแนว นำโดย “ตุด นาคอน” ศิลปินไฮไลต์เจ้าของเอกลักษณ์ด้านการแสดงและพลังเสียงสุดมันส์ ร่วมด้วย “ชาลี สมหวัง”, “น้องรวงข้าว & เก๋ นาโพธิ์”, “สมยศ นวลศรี” กับบทเพลงสากลยอดนิยม รวมถึง “วงบ้านนอกเมือง” และ “วงจิปาถะ” ที่พร้อมมอบความสุขและความสนุกสนานตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน ทั้งลานกางเต็นท์สำหรับสายแคมป์ โซนอาหารและเครื่องดื่ม มุมถ่ายภาพเช็กอิน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการอีกมากมาย เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอทุ่งสง

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่า รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมจะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนวัดเขาโร และโรงเรียนบ้านวังหิน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของเยาวชนในพื้นที่ และสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม สำหรับคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้พื้นที่ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรีอย่างยั่งยืน

    วิริทธิ์พล รักษ์พงศ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_EYAWJWnlDNubAsszx09V

  • กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว


    6/05/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must (Visit, Eat, Shop, Mu, Rest) โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ดร.มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 4 นายธนพัต ทีฆธนานนท์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดนครพนม ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้แทนภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ OTOP นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานฯ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาแบรนด์และสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดนครพนมสู่ระดับสากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดดำเนินโครงการนี้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์การใช้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานมหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 2 โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์และกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านการจัดนิทรรศการทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครพนม ภายใต้แนวคิดทางการตลาด 5 Must ซึ่งประกอบด้วย Visit (ต้องไปเที่ยว), Eat (ต้องไปกิน), Shop (ต้องไปช้อป), Mu (ต้องไปมู) และ Rest (ต้องไปพัก) เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและมนต์เสน่ห์ของจังหวัดนครพนมมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการจัดงานมหกรรมในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองนครพนม การแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่น ซึ่งคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับแบรนด์จังหวัดนครพนมให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึง DNA ของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

    #นครพนม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KBUpVS3yl-3FoBvHAvKJ

  • สมุทรสงคราม///มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล | TOPNEWS

    มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล


    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสมุทรสงคราม


    การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และชุมชนท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้กระจายสู่ประชาชนในชุมชนบนพื้นฐานของเสน่ห์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารของจังหวัดสมุทรสงครามในระดับสากล


    ในการดำเนินงานครั้งนี้ มูลนิธิชัยพัฒนาจะทำหน้าที่ผ่านโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมรวมถึงวิถีชีวิตพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนอัมพวา โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมผ่านพื้นที่เชิงสร้างสรรค์และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนและขยายโอกาสสู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ต่อไป


    ขณะที่กรมการพัฒนาชุมชนจะมุ่งเน้นภารกิจในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง โดยการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP และชุมชนท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ผ่านโปรแกรมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ดึงดูดใจ เพื่อสร้างความสุขและความเข้มแข็งจากภายในสู่ชุมชนอย่างแท้จริง


    ด้านจังหวัดสมุทรสงคราม จะดำเนินการตามแผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร พ.ศ. 2569–2573 เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาจังหวัดในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งยกระดับ “อาหาร” จากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาสู่การเป็น “เมืองอาหารที่กลมกลืนกับวิถีชีวิตและระบบนิเวศลุ่มน้ำแม่กลอง” และก้าวสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: Gastronomy) ต่อไป


    โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะร่วมกันประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการพิจารณาคัดเลือกชุมชนต้นแบบเพื่อพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมคุณภาพสินค้า OTOP โดยเฉพาะด้านอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ ตลอดจนการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตลาดทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและกระจายโอกาสไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดสมุทรสงครามอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์ และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ดำเนินงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา บนพื้นฐานแห่งเสน่ห์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม ในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี


    การดำเนินงานโครงการฯ ได้สนองพระราชดำริในการพัฒนาและอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของชุมชนอัมพวา โดยนำหลักการพัฒนาในเรื่อง “ภูมิสังคม” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางสำคัญ อีกทั้งได้พัฒนาพื้นที่ให้เกิดศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมือง

    และเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชนอัมพวา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแบบบูรณาการ ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาและการพึ่งพาตนเองของชุมชน ให้สามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เรียบง่าย ยั่งยืน และมีความสุข

    สำหรับ “โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์” มูลนิธิชัยพัฒนา เกิดขึ้นจากการน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินของนางสาวประยงค์ นาคะวะรังค์ ซึ่งประกอบด้วยสวนผลไม้ เรือนแถวไม้ริมคลองอัมพวา และบ้านพักอาศัย พื้นที่รวมประมาณ 21 ไร่

    เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินไปพัฒนาและอนุรักษ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และได้พระราชทานนามโครงการแห่งนี้ว่า “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์”

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567453&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vKnuGr1_mEVWiyXbGLCKs

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” ระดับสากล


    6/05/2569 | 25 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” ระดับสากล

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม” โดยได้รับเกียรติจาก นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา และ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในฐานะภาคีเครือข่ายสำคัญ ในการนี้ นายดนุชา สินธวานท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทั้งส่วนกลางและจังหวัดสมุทรสงคราม และองค์กร ภาคี เครือข่ายพัฒนาชุมชน ได้ร่วมลงนามเป็นพยานในพิธี ซึ่งการลงนามครั้งนี้ได้รับพระราชทานพระราชานุมัติจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมดำเนินการเพื่อบูรณาการการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    ในการนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าว ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ให้กระจายสู่ประชาชนบนพื้นฐานของเสน่ห์ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอัมพวาผ่านโครงการ “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์” ควบคู่ไปกับการยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน “แผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2569 – 2573” เพื่อยกระดับอาหารจากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมุ่งสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: Gastronomy) ต่อไปในอนาคต

    ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชนได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการ “เที่ยวสุขใจ ไปอัมพวา” เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี กับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและการจัดการผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะประเภทอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมของสมุทรสงครามให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลอดจนการขยายช่องทางการสื่อสารและการตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวในวงกว้าง ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดตามยุทธศาสตร์ชาติในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38WhMiQtnxjbK9qKQ8l-rE

  • นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    วันนี้, 18:48น.

               นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคู่หนึ่ง ที่กระทำการอนาจารบนรถตุ๊กตุ๊ก บริเวณพื้นที่สาธาระในตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

              เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่บูรณาการความร่วมมือ เร่งดำเนินสืบสวนเชิงลึกและการประสานงานร่วมกับชุดสืบสวน สภ.ป่าตอง สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 รายได้เมื่อคืนวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 20.30 น. ทราบชื่อคือ นายรูเบน (MR.RUBEN) อายุ 41 ปี สัญชาติสเปน และ นางซินเทีย (MRS.CYNTHIA) อายุ 43 ปี สัญชาติเปรู ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น โดยการนำภาพหลักฐานให้ดู ทั้งคู่ยอมรับสารภาพว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปจริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “ร่วมกันกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำอนาจารประการอื่น” ซึ่งได้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและเปรียบเทียบปรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              ความคืบหน้าล่าสุด ตม.จว.ภูเก็ต ได้พิจารณาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งศีลธรรมอันดี ขัดต่อขนบธรรมเนียมไทย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเด็ดขาด โดยดำเนินการ ผลักดันนักท่องเที่ยวทั้งสองรายออกนอกราชอาณาจักรทันที พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาสร้างความเสื่อมเสียในประเทศไทยได้อีก

             ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกวดขันนักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก  สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

    #นักท่องเที่ยวทำอนาจาร

    #ป่าตองภูเก็ต

    Cr:เพจรัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E9da7VvVgWWUesS8Xaywa