Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ภัทรพงศ์’ เร่งอัปเกรดสนามบินหัวหินสู่ฮับการบิน-ท่องเที่ยวภูมิภาค

    ‘ภัทรพงศ์’ เร่งอัปเกรดสนามบินหัวหินสู่ฮับการบิน-ท่องเที่ยวภูมิภาค

    ภัทรพงศ์’ ลงพื้นที่ตรวจงานสนามบินหัวหิน สั่งเร่งแก้ปัญหาทางวิ่งตามมาตรฐาน กพท. ลุยเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ ดันใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับบริการผู้โดยสาร ขณะที่ ’ทย.-บวท.-สบพ.‘เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร รองรับเป้าหมายไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

    29 พ.ค.256-นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจติดตามแผนงานของหน่วยงานด้านการบินในพื้นที่ท่าอากาศยานหัวหิน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน (ทย.) สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมมอบนโยบายยกระดับขีดความสามารถท่าอากาศยานหัวหิน เร่งแก้ปัญหาด้านเทคนิคทางวิ่งให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศ ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ยกระดับบริการผู้โดยสาร

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ท่าอากาศยานหัวหินมีอาคารที่พักผู้โดยสารรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง ความยาวทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร ลานจอดสามารถรองรับอากาศยาน A320 หรือ B737-800 ได้ 2 ลำในเวลาเดียวกัน ที่ผ่านมาในปี 2561 – 2563 เคยรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศสายการบินแอร์เอเชียเบอร์ฮัด เส้นทางกัวลาลัมเปอร์ – หัวหิน – กัวลาลัมเปอร์ และหยุดให้บริการเนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19 ปัจจุบันมีสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้บริการเส้นทาง เชียงใหม่ – หัวหิน – เชียงใหม่ วันละ 1 เที่ยวบิน ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์

    ทั้งนี้ ทย. พร้อมดำเนินการให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ กพท. และตามมาตรฐานสากล โดย ทย. จะดำเนินการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวด้านธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานหัวหิน ทย. เร่งดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและอุโมงค์รถไฟ คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2569 นี้

    ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บวท. พร้อมยกระดับการบริหารน่านฟ้า ขับเคลื่อนไทย สู่ World-class Aviation Hub โดยดำเนินมาตรการลดภาระต้นทุนของสายการบินควบคู่กับการบริหารการเดินอากาศให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ นำระบบการบริหารจัดการความคล่องตัวจราจรทางอากาศ หรือ Air Traffic Flow Management (ATFM) มาใช้งาน เพื่อลดความล่าช้าเที่ยวบิน และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของอากาศยาน เป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการสายการบิน ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินที่ผชิญความผันผวนด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ บวท. ยังเร่งพัฒนาการบริหารจัดการห้วงอากาศและเส้นทางบิน และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การนำระบบติดตามอากาศยานด้วยดาวเทียม (ADS-B) ระบบหอควบคุมจราจรทางอากาศดิจิทัล (Digital Tower) ระบบการส่งข้อมูลข่าวสารการบินผ่านเครือข่ายคลาวน์อัตโนมัติ (System Wide Information Services : SWIM) เข้าใช้งาน เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางการบิน รองรับปริมาณจราจรทางอากาศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ให้เชื่อมโยงการเดินทางอากาศแบบไร้รอยต่อ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหิน มีเที่ยวบินพาณิชย์ภายในประเทศ จำนวน 8 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์) อากาศยานฝึกบินขนาดเล็ก ของ สบพ. อากาศยานส่วนบุคคล อากาศยานเช่าเหมาลำ และอากาศยานทั่วไป รวมถึงอากาศยานของส่วนราชการ อากาศยานทางการทหาร อีกประมาณ 70 เที่ยวบินต่อวัน

    น.ส. วราภรณ์ เต็มแก้ว รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.)  กล่าวว่า สบพ. พร้อมพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านการบินของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินที่มีศักยภาพรองรับทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ปัจจุบัน สบพ. มีการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหินและสิ่งก่อสร้างประกอบ พร้อมครุภัณฑ์ วงเงินรวมกว่า 522.5 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 วงเงิน 396.9 ล้านบาท และระยะที่ 2 วงเงิน 125.6 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาศักยภาพการฝึกบิน การซ่อมบำรุงอากาศยานและการพัฒนาบุคลากรด้านการบินอย่างครบวงจร ศูนย์ฝึกการบินหัวหินมีความพร้อมทั้งด้านอากาศยาน เครื่องฝึกบินจำลอง และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

    โดยปัจจุบันมีอากาศยานฝึกบินรวม 27 ลำ และเครื่องฝึกบินจำลองหลายประเภท รองรับการฝึกนักบินทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงมีแนวโน้มความต้องการเรียนด้านการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค สบพ. พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการบินที่มีคุณภาพ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายภัทรพงศ์ ได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หอการค้าจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตัวแทนผู้ประกอบการสายการบิน และโรงแรม เพื่อหารือถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศและการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานหัวหินให้เกิดเป็นรูปธรรม โดย นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมรับนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยจะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอำเภอหัวหินให้มีศักยภาพควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน สร้างรายได้สู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1004755/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lMrRZZx2ZBDTDRq0urpS_

  • ชุมทางอีสาน : 29 พฤษภาคม 2569

    ชุมทางอีสาน : 29 พฤษภาคม 2569

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    Tag :

    *…สิ้นสุดการรอคอยกว่า 5 ปี ในที่สุดขอนแก่นก็ผงาดเวทีโลกคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ TTM+ 2027มหกรรมส่งเสริมการขายและเจรจาธุรกิจการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ (B2B) ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ความฝันของคนทำท่องเที่ยวอีสานก็เป็นจริง เมื่อ ททท. มีมติเอกฉันท์เลือก จังหวัดขอนแก่น เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Thailand Travel Mart Plus (TTM+) ประจำปี 2027 อย่างเป็นทางการ ยกระดับเมือง MICE: การเจรจาธุรกิจ (B2B) ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ที่จะดึงผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกมาเยือนขอนแก่น กระตุ้นทุกห่วงโซ่เม็ดเงินกระจายเข้าสู่จังหวัด ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และการจ้างงาน รวมถึงยอดขายแพ็กเกจท่องเที่ยวในระยะยาวคาดดันเม็ดเงินสะพัด 4,000 ล้าน โดยตัวแทนจังหวัดขอนแก่น จะเดินทางไปรับมอบธงเจ้าภาพอย่างเป็นทางการในงาน TTM+ 2026 ที่ จ.ชลบุรี วันที่ 11 มิ.ย. 69 นี้ เตรียมตัวต้อนรับชาวโลกกันได้เลย…* พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.กระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของเทศบาลเมืองบ้านไผ่ป้องกันน้ำท่วมชุมชน และโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล  ไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลช่วยสนับสนุน 60% ประชาชนสม 40% วงเงินที่รัฐช่วยสูงสุด 4,000 บาท โดยได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และกล่าวถึงความสำเร็จของโครงการ รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ที่นำสินค้าราคาประหยัดวิ่งกระจายเข้าสู่ชุมชนโดยตรง ปัจจุบันได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ทางรัฐบาลจึงเตรียมมอบข่าวดีด้วยการอนุมัติขยายระยะเวลาโครงการรถพุ่มพวงออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเยียวยาเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง…* ขอแสดงความยินดีกับ นพ.ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ เพชรอีสาน จากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์และคุณูปการอันทรงคุณค่าต่อสังคม ในโครงการเพชรอีสาน กลิ่นอารยธรรมอีสาน งดงามวัฒนศิลป์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 เป็นบุคคลต้นแบบ ที่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนดำรงตนเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ นับเป็นความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง…*

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/967486&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Xw2NhIhcVDPca8Z2qL1K

  • กัมพูชารับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 1 ล้านคน ในไตรมาสแรก ปี 2569

    กัมพูชารับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 1 ล้านคน ในไตรมาสแรก ปี 2569

    ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ทำให้บรรยากาศการเดินทางชะลอตัวลงอย่างมาก โดยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเพียงประมาณ 1 ล้านคน ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

    ข้อมูลจาก Ministry of Tourism of Cambodia ระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 กัมพูชามีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 1.01 ล้านคน ลดลง 44.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 1.83 ล้านคน

    สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติจำแนกตามสัญชาติในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีดังนี้

    • จีน: 242,387 คน ลดลง 15.3% และยังคงเป็นตลาดอันดับ

    • เวียดนาม: 235,444 คน ลดลง 22.7% 

    • สหรัฐอเมริกา: 64,271 คน ลดลง 12.9% 

    • สหราชอาณาจักร: 44,373 คน ลดลง 11.9% 

    • ฝรั่งเศส: 43,425 คน ลดลง 16.9% 

    • ประเทศอื่น ๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ออสเตรเลีย และเยอรมนี 

    เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่าให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ครอบคลุมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า (ยกเว้นไต้หวัน) โดยไม่จำกัดว่าผู้เดินทางจะเดินทางมาจากประเทศจีนหรือจากประเทศอื่น เพียงถือหนังสือเดินทาง PRC ก็สามารถเข้าประเทศกัมพูชาโดยไม่ต้องขอวีซ่า

    รายละเอียดของมาตรการ มีดังนี้

    • ระยะเวลาโครงการ: วันที่ 15 มิถุนายน – 15 ตุลาคม 2569 (รวม 4 เดือน) 

    • ระยะเวลาพำนัก: พำนักในกัมพูชาได้ไม่เกิน 14 วัน 

    • เงื่อนไข: ไม่ต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าและไม่มีค่าธรรมเนียม เพียงกรอกข้อมูลผ่านระบบ E-arrival Card เท่านั้น 

    • สิทธิการเดินทาง: สามารถเดินทางเข้า–ออกกัมพูชาได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในช่วงเวลาที่มาตรการมีผลบังคับใช้

    ความเห็นของสำนักงานฯ

             1. ภาคการท่องเที่ยวของกัมพูชายังคงเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ การที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลงถึง 44.8% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคบริการ การจ้างงาน และธุรกิจท่องเที่ยวของกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ 

             2. นักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดอันดับหนึ่ง สะท้อนว่ากัมพูชายังพึ่งพาตลาดจีนในระดับสูง ดังนั้น มาตรการยกเว้นวีซ่าให้ผู้ถือหนังสือเดินทาง PRC จึงเป็นความพยายามของรัฐบาลในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ ปัจจุบัน กัมพูชายังเดินหน้ายกระดับความปลอดภัย พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงกระจายตลาดนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และดึงดูด FDI อย่างต่อเนื่อง       

    ________________________________________________________

    ที่มา Phnom Penh Post & Tourism Statistics Report, March 2026

    27 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wo7o891p6if72m8upplrq4bi&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IBJJ5TEtmdvjSYKBgw2ff

  • นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

    (28 พ.ค.69) ช่วงค่ำที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม รวมทั้งยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมดื่มอวยพร (toast) เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมกล่าวถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหาร” “วัฒนธรรม” และ “การท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน โดยหากมีเวลามากกว่านี้ อยากเชิญไปชิมอาหารไทยแบบง่าย ๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากชิมอาหารเวียดนามเช่นกัน โดยอาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยก็ได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

    nbtconnext

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72789&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HNHN2TMa0jc9TNzg03D-p

  • ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    ‘ททท.’ จับมือสายการบิน ‘เวียดนาม แอร์ไลน์ส’ (Vietnam Airlines) ลงนาม MOU ผลักดันการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างไทย-เวียดนาม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

    วันนี้ (28 พ.ค. 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมลงนาม Memorandum Of Understanding (MOU) กับสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ส (Vietnam Airlines) เพื่อร่วมผลักดันการส่งเสริมตลาด และการเชื่อมโยงทางอากาศ โดยเฉพาะการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างไทยและเวียดนาม

    การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในโอกาสการการครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกพิเศษ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพลเอกพิเศษ โต เลิม ได้เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาในงาน Thailand – Vietnam Business Forum ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม Ritz-Carlton กรุงเทพฯ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. พร้อมส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership : CSP) ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยพร้อมผลักดันการเชื่อมโยงทางอากาศ เพื่อให้การเดินทางเชื่อมโยงทางการท่องเที่ยวระหว่างทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ การลงนามความร่วมมือระหว่าง ททท. และสายการบิน Vietnam Airlines ในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมตลาด และผลักดันการเปิดเส้นทางบินใหม่ระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างกันของประชาชนทั้งสองประเทศแล้ว ยังยกระดับความเชื่อมโยงทางการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคของอาเซียนอีกด้วย

    โดย ททท. มีความยินดีที่จะร่วมมือกับ Vietnam Airlines ในการผลักดันการเปิดเส้นทางบินและเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ อาทิ เส้นทางฮานอย และโฮจิมินห์-กรุงเทพฯ, ดานัง-กรุงเทพฯ, โฮจิมินห์-ภูเก็ต และฮานอย-เชียงใหม่ รวมถึงการส่งเสริมการตลาดร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การร่วมกันออกคูหาในงานส่งเสริมการขายระหว่างประเทศ การร่วมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัด Fam Trip ของธุรกิจนำเที่ยว สื่อมวลชน และ Influencer เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม และชาวต่างชาติต่อไป

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    MOU ระหว่าง ททท. และสายการบิน Vietnam Airlines ในครั้งนี้ ร่วมลงนามโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนาย Le Hong Ha ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน Vietnam Airlines ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกพิเศษ โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569

    การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกันถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดัน นอกจากการลงนามความร่วมมือกับ ททท. แล้ว Vietnam Airlines ยังได้ร่วมลงนาม MOU กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ในวันเดียวกัน โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Vietnam Airlines ได้ประกาศการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่ระหว่างโฮจิมินห์และภูเก็ต ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

    ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวเวียดนาม ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 พฤษภาคม 2569 จำนวน 219,986 คน โดยมีปัจจัยบวกและแรงผลักดันตลาดที่สำคัญจากฤดูกาลท่องเที่ยวปิดภาคเรียนฤดูร้อน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเดินทางของกลุ่มครอบครัว

    ททท. เซ็น MOU ผนึก เวียดนามแอร์ไลน์ส หนุนเปิดเส้นทางใหม่ ส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะความบันเทิงและอีเวนต์ระดับโลก ทั้งการจัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับนานาชาติ เทศกาลดนตรีฤดูร้อน หรือมหกรรมลดราคากลางปี (Mid-Year Sale) ซึ่งดึงดูดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) ของเวียดนาม ผนวกกับการปรับตัวของบริษัทนำเที่ยวในเวียดนามที่หันมาจับมือกับสายการบินเพื่อออกแพ็กเกจทัวร์แบบเหมาจ่ายที่คุ้มค่าเพื่อรักษาฐานลูกค้า

    ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจและองค์กรด้านการท่องเที่ยวของเวียดนาม อาทิ Traveloka, Ivivu, JCB Vietnam, Flamingo Redtour, Dat Viet Tour, BenThanh Tourist, Vietravel และ Vietravel Airlines มุ่งกระตุ้นการเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ โดยเสนอขายแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวประเทศไทย การท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน ตามเส้นทางเวียดนาม – ลาว – ไทย และการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อ Facebook และ TikTok ของสำนักงาน ภายใต้แนวคิด “5 Must Do in Thailand” เพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทย ตลอดจนการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ผ่านการนำเสนอแพ็กเกจเข้าร่วมงานวิ่งนานาชาติในประเทศไทย เพื่อสร้างกระแสความนิยมและจูงใจให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมายังประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1236145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1olRrkNWdkY6aN24RTiRx1

  • กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    กรมโยธาธิการและผังเมือง แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา” ล่าช้า พร้อมกางแผนเร่งรัดผู้รับจ้าง คาดแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

    ตามที่มีการนำเสนอข่าวและข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับ “โครงการศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมทางทะเลแห่งอ่าวพังงา” ที่ครบกำหนดสัญญาแล้วแต่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ นั้น

    กรมโยธาธิการและผังเมือง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า โครงการดังกล่าว คือ โครงการศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมทางทะเลแห่งอ่าวพังงา อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวระดับโลก มีวงเงินงบประมาณ 97,702,545 บาท เริ่มสัญญาวันที่ 28 มีนาคม 2567 สิ้นสุดวันที่ 16 เมษายน 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 750 วัน ภาพรวมปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ ร้อยละ 51.90 ซึ่งยอมรับว่ายังล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้

    สำหรับสาเหตุความล่าช้าที่ผ่านมา เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ดังนี้

    1. ข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการในช่วงแรกล่าช้า เนื่องจากการย้ายทรัพย์สินของหน่วยงานท้องถิ่นตามระเบียบราชการ ส่งผลกระทบให้ผู้รับจ้างไม่สามารถเข้าดำเนินงานได้ตามแผนงานปกติ กรมฯ จึงได้มีการผ่อนปรนขยายระเวลาก่อสร้างเพิ่มเป็นจำนวน 40 วัน สิ้นสุดวันที่ 26 พฤษภาคม 2569

    2.มีการปรับปรุงแบบรูปรายการให้เหมาะสมกับสภาพหน้างานจริงและคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานวิศวกรรม รวมถึงสถานการณ์ต่างประเทศที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการ กรมฯ จึงได้พิจารณาขยายสัญญาครั้งล่าสุด โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    ทั้งนี้ กรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ดำเนินมาตรการเร่งรัดแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยสั่งการให้ผู้รับจ้างเพิ่มแรงงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์เต็มกำลังเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป พร้อมกำชับผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจรับงานจ้างให้ติดตาม ตรวจสอบอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาการและระเบียบราชการ โดยมีเป้าหมายเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาก่อสร้างในสัญญา เพื่อเปิดให้บริการแก่พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวให้ได้ภายในปี 2569

    กรมโยธาธิการและผังเมือง ขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ช่วยสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1022969&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C6UDSxD9UpSIGdHIaAtVa

  • เซ็นทารา ฝ่าศึกตลาดโรงแรมโอซาก้า ชิงดีมานด์ท่องเที่ยวโต 5-7% ต่อปี

    เซ็นทารา ฝ่าศึกตลาดโรงแรมโอซาก้า ชิงดีมานด์ท่องเที่ยวโต 5-7% ต่อปี

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 แอนดี้ โนห์ ผู้จัดการทั่วไป (Cluster General Manager) โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า และ เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า เปิดเผยถึงทิศทางการแข่งขันในตลาดโรงแรมโอซาก้า ปี 2569 ว่า ในปีนี้จะมีโรงแรมใหม่เปิดให้บริการในโอซาก้ารวมกว่า 13 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนห้องพักใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ห้อง รวมถึงโครงการสำคัญอย่าง เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในกลุ่มธุรกิจโรงแรมยังคงเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด

    อย่างไรก็ตาม มองว่า พัฒนาการดังกล่าวยังเป็นดัชนีสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเมืองโอซาก้า ในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีชีวิตชีวา มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และยังคงมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เปิดเกมรุกตลาดไทย-ต่างประเทศ รับกระแสตอบรับเชิงบวก

    สำหรับการเปิดตัวโรงแรมใหม่ บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างหลากหลาย ทั้งในประเทศไทย รวมถึงตลาดต่างประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ เกาหลีใต้และไต้หวัน โดยนับตั้งแต่เปิดให้บริการ โรงแรมได้รับการตอบรับในเชิงบวกอย่างมากจากทั้งพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและแขกผู้เข้าพัก

    ขณะที่เป้าหมายในช่วง 1-2 ปีแรกของการดำเนินธุรกิจนั้น บริษัทวางเป้าหมายโดยอิงจากความต้องการของตลาด โดยในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการส่งมอบความคุ้มค่าและบริการอันเป็นเลิศให้แก่แขกผู้เข้าพัก ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้แบรนด์เซ็นทาราในตลาดญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ การขยายการรับรู้แบรนด์ดังกล่าว เป็นการต่อยอดจากแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า

    ตลาดท่องเที่ยวโอซาก้าโตต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวเพิ่ม 5-7% ต่อปี

    แอนดี้ โนห์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดการท่องเที่ยวและโรงแรมของโอซาก้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7% ต่อปี ประกอบกับความต้องการจากตลาดหลักในเอเชียยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีโรงแรมใหม่ทยอยเปิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ทั้งนี้ แนวโน้มของเมืองโอซาก้ายังคงเป็นไปในทิศทางบวก และเซ็นทารายังมองเห็นโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์และโรงแรมที่มีตำแหน่งทางการตลาดที่ได้เปรียบ และมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงการมีกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมกับความต้องการในตลาดจากกลุ่มตลาดหลักๆ ในโซนเอเชีย ที่แม้จะมีโรงแรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่ แนวโน้มของเมืองนี้ยังคงเป็นไปในทางบวก และทางเซ็นทาราเองมองเห็นโอกาสอย่างต่อเนื่อง

    มองท่องเที่ยวญี่ปุ่นระยะยาวยังสดใส แม้เผชิญปัจจัยท้าทายทั่วโลก

    สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในปี 2569 แม้จะมีปัจจัยท้าทายในระดับโลกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

    ปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นในการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับชาติ ซึ่งล้วนเป็นแรงสนับสนุนต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน แม้จะมีการคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น แต่บริษัทมองว่า สถานการณ์โลกส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงญี่ปุ่นเช่นกัน

    ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรม บริษัทจึงมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารจัดการ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวนอยู่เสมอ ทั้งในช่วงเวลาแห่งโอกาสและสภาวะที่ท้าทาย

    แนวโน้มในระยะยาวก็ยังดูเป็นบวกอยู่มาก โดยเรามีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เท่าทันต่อสถานการณ์ตลาด

    ชูบริการแบบไทยผสานโอโมเตะนาชิ สร้างจุดต่างแข่งขัน

    แอนดี้ โนห์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของญี่ปุ่น แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นบวก โดยบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งมั่นส่งมอบบริการตามแบบฉบับการต้อนรับของไทย ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เหนือกว่าให้แก่แขกผู้เข้าพัก โดยมีเป้าหมายทำให้เซ็นทาราเป็นแบรนด์อันดับแรกที่ผู้บริโภคนึกถึง เมื่อต้องการเลือกที่พักในตลาดโรงแรม

    สำหรับความท้าทายหลักของอุตสาหกรรมโรงแรมญี่ปุ่นในปี 2569 เขาระบุว่า ธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันในหลายด้าน ทั้งปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความผันผวนจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

    ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากโรงแรมและที่พักทางเลือกอื่นในโอซาก้า เซ็นทารายังคงวางจุดยืนทางการตลาดผ่านรากฐานการบริการแบบไทย ผสานกับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ “โอโมเตะนาชิ” ที่เน้นการบริการด้วยหัวใจโดยไม่ต้องร้องขอ

    แนวทางดังกล่าวถูกนำมาผสมผสานจนเกิดเป็นประสบการณ์การเข้าพักที่สร้างความอุ่นใจและความประทับใจแก่แขกผู้เข้าพัก ซึ่งสะท้อนผ่านการที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 2 อันดับแรกบนเว็บไซต์ TripAdvisor อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ

    ขณะเดียวกัน โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ซึ่งเพิ่งเปิดใหม่ ก็ได้รับการรีวิวและการตอบรับในเชิงบวกเช่นกัน สะท้อนว่า การบริการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการต้อนรับแบบไทย สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของแขกผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง

    จับตาตลาดออสเตรเลียโตแรง รับอานิสงส์อีเวนต์ระดับโลกในญี่ปุ่น

    สำหรับโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมโรงแรมญี่ปุ่นปี 2569 ได้มองเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดออสเตรเลีย ควบคู่ไปกับการขยายตัวต่อเนื่องจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยอยู่ระหว่างการกระจายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าในตลาด เพื่อสร้างความมั่นใจว่า แขกผู้เข้าพักจะได้รับประสบการณ์และคุณภาพการบริการที่สม่ำเสมอ

    เราได้เห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดออสเตรเลีย คู่ขนานกันไปกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดหลัก อย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน เรากำลังกระจายสัดส่วนกลุ่มลูกค้าในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่า แขกที่มาพักจะได้รับความอุ่นใจและประสบการณ์เต็มคุณภาพที่สม่ำเสมอ

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนจากการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการแข่งขันกีฬาระดับสากลอย่างเอเชียนเกมส์ รวมถึงกิจกรรมด้านความบันเทิงขนาดใหญ่ระดับมหกรรม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660191&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J1CklUhsbKJ6b7aM5TfBM

  • เกาะสมุยเอาจริง สลายคิวแท็กซี่อิทธิพลผูกขาด

    เกาะสมุยเอาจริง สลายคิวแท็กซี่อิทธิพลผูกขาด

    (28 พ.ค. 69) นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง สนธิกำลังร่วมกับขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย, สภ.บ่อผุด, ตำรวจท่องเที่ยว และเทศกิจเทศบาลนครเกาะสมุย ร่วมกันปล่อยแถวออกตรวจพื้นที่เพื่อกวดขันจับกุมและจัดระเบียบรถยนต์รับจ้างสาธารณะครั้งใหญ่ หวังแก้วิกฤตกลุ่มอิทธิพลแท็กซี่ผูกขาดพื้นที่สาธารณะ กีดกันรถคันอื่นภายนอกกลุ่มไม่ให้รับ-ส่งผู้โดยสาร

    .

    นายอำเภอเกาะสมุย เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวหากปล่อยทิ้งไว้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และบรรยากาศการท่องเที่ยวของเกาะสมุยอย่างรุนแรง ทำให้นักท่องเที่ยวหดหายและสร้างความเสียหายต่อจังหวัด มาตรการในครั้งนี้จึงตั้งเป้าทลายระบบวินหรือคิวเถื่อนที่ยึดครองพื้นที่สาธารณะทั้งหมด โดยย้ำว่ารถแท็กซี่ทุกคันที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิ์วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารได้ทุกพื้นที่บนเกาะสมุยอย่างเท่าเทียม และไม่มีใครมีสิทธิ์อ้างตัวเป็นเจ้าของพื้นที่อีกต่อไป

    .

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งการแต่งกายสุภาพ, บังคับเปิดมาตรวัดมิเตอร์, ห้ามจอดแช่เพื่อรอราคาเหมา และต้องจอดรับ-ส่งในจุดที่ปลอดภัยไม่กีดขวางการจราจร

    .

    ด้านนายวิชัย ลิ้มภูวนนท์ หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ระบุว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดลงโทษผู้ฝ่าฝืน ข่มขู่ หรือกีดกันผู้อื่น โดยมีโทษปรับตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และรุนแรงถึงขั้นเพิกถอนป้ายทะเบียนรถทันทีโดยไม่มีการละเว้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/NkK7094sw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fPHEkAlW-_7G3P2xfmBgi

  • กรมโยธาฯ แจงปมสร้าง ‘ศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา’ ล่าช้า เหตุติดปัญหาย้ายทรัพย์สิน-ปรับแบบ | เดลินิวส์

    กรมโยธาฯ แจงปมสร้าง ‘ศูนย์รวมท่องเที่ยวอ่าวพังงา’ ล่าช้า เหตุติดปัญหาย้ายทรัพย์สิน-ปรับแบบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 69 กรมโยธาธิการและผังเมือง ออกหนังสือชี้แจงความคืบหน้า “โครงการศูนย์รวมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมทางทะเลแห่งอ่าวพังงา” อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา มูลค่าโครงการ 97,702,545 บาท เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวระดับโลก หลังสังคมตั้งข้อสงสัยกรณีโครงการครบกำหนดสัญญาแต่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ โดยปัจจุบันมีความคืบหน้ารวมร้อยละ 51.90 ซึ่งยอมรับว่าล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้

    ทั้งนี้ กรมโยธาฯ ระบุถึงสาเหตุความล่าช้าว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.ข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่ช่วงแรก เนื่องจากติดขั้นตอนการโยกย้ายทรัพย์สินของหน่วยงานท้องถิ่นตามระเบียบราชการ ทำให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานล่าช้า กรมฯ จึงผ่อนปรนขยายระยะเวลาก่อสร้างรอบแรกเพิ่ม 40 วัน (สิ้นสุด 26 พฤษภาคม 2569) 2.การปรับปรุงแบบรูปรายการ มีการปรับแบบให้เหมาะสมกับสภาพหน้างานจริงและเพื่อความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานวิศวกรรม ประกอบกับสถานการณ์ต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ กรมฯ จึงพิจารณาขยายสัญญาครั้งล่าสุด โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    อย่างไรก็ตาม กรมโยธาฯ ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ดำเนินมาตรการเร่งรัดแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยสั่งการให้ผู้รับจ้างเพิ่มแรงงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์เต็มกำลังเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป พร้อมกำชับผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุให้ติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกรอบสัญญา เพื่อเปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ได้ภายในปี 2569 นี้ พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ร่วมสะท้อนปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5900245/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E5NwaBn6kBwwIQHtXxym1

  • พม. – ก.ท่องเที่ยวฯ ร่วมเปิด “โนราเกมส์” ครั้งที่ 18 เสริมพลังวัยเก๋า พร้อมยกย่องต้นแบบ “ผู้สูงอายุสุขภาพดี มีสุข”  เมืองลุง

    พม. – ก.ท่องเที่ยวฯ ร่วมเปิด “โนราเกมส์” ครั้งที่ 18 เสริมพลังวัยเก๋า พร้อมยกย่องต้นแบบ “ผู้สูงอายุสุขภาพดี มีสุข”  เมืองลุง

    ที่สนามกีฬากลางจังหวัดพัทลุง, วันที่ 27 พฤษภาคม – นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายพัสกร รังสีวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 “โนราเกมส์” เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศเห็นคุณค่าในตนเอง พร้อมมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์ โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม., นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา , นายสุจินต์ วาจากิจ ผวจ.พัทลุง , นางวรรณภา สุขคง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.), คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และกระทรวง กก., ผู้แทนเครือข่ายท้องถิ่น และนักกีฬาผู้สูงอายุ เข้าร่วม

    นางสาวชนก กล่าวว่า วันนี้ได้มอบถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด “ผู้สูงอายุสุขภาพดี มีสุข” จังหวัดพัทลุง ประจำปี 2569” ประกอบด้วย ช่วงอายุ 60 – 69 ปี ได้แก่ นายทนงศักดิ์ เกื้อพันธ์ และนางสาวณิชชาพัชญ์ อารยางภิวัฒน์, ช่วงอายุ 70 – 79 ปี ได้แก่ นายธรรมนูญ ศิริพันธ์ และนางนิตยา ธรรมพิทักษ์ และช่วงอายุ 80 ปีขึ้นไป ได้แก่ นายปราบปลื้ม คงชู และนางเอมอร สุวรรณภักดี นอกจากนี้ ยังได้มอบสายสะพายแก่ผู้สูงวัยอายุยืน คือ นางเอมอร สุวรรณภักดี อายุ 93 ปี

    สำหรับการประกวด “ผู้สูงอายุสุขภาพดี มีสุข” จังหวัดพัทลุง ประจำปี 2569” มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการค้นหาต้นแบบผู้สูงอายุยุคใหม่ ที่มีความพร้อมทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า โดย “สุขภาพดี” หมายถึง การมีร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว สามารถดูแลตนเองได้ ขณะที่ “มีสุข” คือการมีทัศนคติเชิงบวก มีความสุขในการใช้ชีวิต และพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์อันเป็นประโยชน์สู่สังคม

    นางสาวชนก กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้เป็นการดำเนินงานพัฒนาผู้สูงอายุตามนโยบาย 8 ด้านของนายนิกร โสมกลาง รมว.พม. เพื่อสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส สำหรับคนไทยทุกคน โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสังคมสูงวัยคุณภาพ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงการมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/298176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MYH0NtXqV5-AMpUQ6Abta