Category: ท่องเที่ยว

  • เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้ | TOPNEWS

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้ | TOPNEWS

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้

    • เผยแพร่ : 30/05/2026 11:53

    เลหลังยังขายไม่ออก ท่องเที่ยวร้างคน ด่านชายแดนวังเวง แต่ยังหยิ่งแม้ไร้เงินยาไส้

    #topupdate #topnews

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1588630&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LGC5M1YxwKFsGJMnprCyb

  • ‘บิ๊กเกรียง’ ยกทีม สว.ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว จ่อนำถกสภา

    ‘บิ๊กเกรียง’ ยกทีม สว.ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว จ่อนำถกสภา

    ‘บิ๊กเกรียง’ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ยกทีม สว. ชุดใหญ่ ลุยพังงา รับฟังปัญหาท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม เตรียมมาพิจารณาผ่านสภาฯสูง

    เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง นำคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนบน) พร้อมสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนโดยตรง

    การลงพื้นที่ครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาเปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำท่วม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล การประกอบอาชีพของผู้ให้บริการรถแท็กซี่ท้องถิ่น การจัดการขยะ และการแบ่งเขตการปกครองในจังหวัดพังงา พร้อมเปิดรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกของวุฒิสภา

    พลเอก เกรียงไกร กล่าวว่า ข้อร้องเรียนและข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีแนวทางดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การส่งต่อประเด็นปัญหาให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องศึกษาและติดตาม การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับด้านการท่องเที่ยว ได้เน้นย้ำให้จังหวัดพังงาบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และตำรวจน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ มีนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอตะกั่วป่า พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

    ภายหลังการประชุม พลเอก เกรียงไกร และคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเป้าหมายของโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน โดยยืนยันว่าทุกข้อร้องเรียนที่ได้รับจากการลงพื้นที่จะถูกติดตามผลและผลักดันสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.bangkokbiznews.com/politics/1236356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UfSQU3LNgggJBeavK4-75

  • ททท.ลุยจัดงาน TTM+ 2026 ดึงผู้ซื้อ 429 รายทั่วโลก เจรจาธุรกิจท่องเที่ยวในไทย

    ททท.ลุยจัดงาน TTM+ 2026 ดึงผู้ซื้อ 429 รายทั่วโลก เจรจาธุรกิจท่องเที่ยวในไทย

    วันนี้ (วันที่ 30 พฤศจิกายน 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศความพร้อมการจัดงาน Thailand Travel Mart Plus (TTM+) 2026 ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ระหว่างวันที่ 10–12 มิถุนายน 2569  ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ชูประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    การจัดงานในปีนี้ได้รับกระแสตอบรับคึกคักจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก (Buyers) ที่เตรียมเดินทางเข้าร่วมงานถึง 429 ราย สะท้อนสัญญาณบวกและความเชื่อมั่นของตลาดโลกที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วิกฤติพลังงาน และความไม่สงบในหลายภูมิภาคของโลก

    TTM+ 2026

    ททท.ลุยจัดงาน TTM+ 2026 ดึงผู้ซื้อต่างชาติ เจรจาธุรกิจในไทย 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า TTM+ 2026 เตรียมเปิดฉากเวทีเจรจาธุรกิจ (B2B) ระดับนานาชาติ ในวันที่ 10–12 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (NICE Pattaya, Convention and Exhibition Center) จังหวัดชลบุรี ให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ที่เชื่อมผู้ซื้อจากทั่วโลกกับผู้ประกอบการไทย เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและโชว์ศักยภาพสินค้าและบริการท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดโลก

    โดยปีนี้ TTM+ กลับมาพร้อมแนวคิด “Healing is the New Luxury” ชูประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านสินค้าและบริการ Wellness จากทั้ง 5 ภูมิภาค ควบคู่การนำเสนอเสน่ห์ Hidden Gems และแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Travel with Care) เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    Thailand Travel Mart Plus 2026

    ดึงผู้ซื้อต่างชาติ 429 รายทั่วโลก เจรจาธุรกิจในไทย 

    สำหรับปีนี้ TTM+ 2026 ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั่วโลกอย่างคึกคัก โดยมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากต่างประเทศเตรียมเข้าร่วมงานในฐานะ Buyers จำนวน 429 ราย เพิ่มขึ้น 5.7%  เมื่อเทียบกับการจัดงานในปี 2568 โดยแบ่งสัดส่วนเป็นจากตลาดอาเซียน 33 % ตลาดเอเชียตะวันออก 28 % ตลาดยุโรป 24 % และตลาดอเมริกา 15 % โดยเฉพาะ Buyer จากตลาดอเมริกามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนจากต่างประเทศที่จะเข้าร่วมกว่า 60 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นและตอกย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ภายในงาน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยจำนวน 428 ราย

    ประกอบด้วยผู้ประกอบการประเภทโรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว Entertainment Golf Course Travel Technology และ Wellness Resorts Hospitals ฯลฯ โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวจาก ททท. ได้แก่ TAT STAR

    ภายใต้เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism Goals: STGs) ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก CF Hotels และผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย The Thailand Tourism Awards (TTA) 

    ททท.ลุยจัดงาน TTM+ 2026 ดึงผู้ซื้อ 429 รายทั่วโลก เจรจาธุรกิจท่องเที่ยวในไทย

    สร้างนัดหมายเจรจาธุรกิจ 1.5 หมื่นนัดหมาย

    ทั้งนี้คาดว่าจะสร้างนัดหมายการเจรจาธุรกิจกว่า 15,400 นัดหมาย สะท้อนสัญญาณบวกของตลาดท่องเที่ยวโลกและโอกาสทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีนี้อย่างน่าจับตามอง

    นอกจากการเจรจาธุรกิจแบบ B2B แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ Thailand Tourism Update ฉายภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยสู่ตลาดโลก และ TTM Talk ซึ่งเป็นเวทีเสวนาด้าน Medical  & Wellness Tourism ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury”

    รวมถึงกิจกรรมประชาสัมพันธ์และสาธิต Showcase ต่าง ๆ ของ ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ตลอดจนกิจกรรม TTM+ 2026 Opening Ceremony & Welcome Reception ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ Alexa Beach Club Pattaya และ Pattaya Night ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ สวนน้ำ Columbia Pictures Aquaverse 

    ททท.ลุยจัดงาน TTM+ 2026 ดึงผู้ซื้อ 429 รายทั่วโลก เจรจาธุรกิจท่องเที่ยวในไทย

    นอกจากนี้ งาน TTM+ 2026 ยังประกอบด้วย กิจกรรมรายการนำเที่ยว Pre Tour กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างมาก โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนครบ

    ทั้ง 7 เส้นทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยหลากหลายรูปแบบ ทั้งการท่องเที่ยวธรรมชาติ ไลฟ์สไตล์ กอล์ฟ การล่องเรือยอร์ช และการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี

    TTM Plus 2026 พัทยา

    ขณะที่กิจกรรม Post Tour ระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2569 จะพาผู้ประกอบการเดินทางเชื่อมโยงสู่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่าน 5 เส้นทางท่องเที่ยว ได้แก่ ระยอง-จันทบุรี,ปราจีนบุรี-นครราชสีมา, นครปฐม–กาญจนบุรี,สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช และเชียงราย 

    ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่โอกาสในการจัดทำเส้นทางเสนอขายของผู้ประกอบการในตลาดต่างประเทศ และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

    ในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน TTM+ 2026 ได้นำระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มอัจฉริยะมายกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานอย่างครบวงจร ทั้งระบบจับคู่เจรจาธุรกิจล่วงหน้า (Pre-Scheduled Appointment Matching) และ Application TAGTHAi เพื่ออำนวยความสะดวกด้านข้อมูลท่องเที่ยว การชำระเงิน และบริการต่าง ๆ ภายในงาน 

    สำหรับผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศ ควบคู่การดำเนินงานภายใต้แนวคิด Sustainable Event ผ่านมาตรการลดการใช้ทรัพยากร การจัดเก็บข้อมูล Carbon Footprint และแนวทาง “Zero Waste to Landfills”

    ด้วยระบบบริหารจัดการขยะครบวงจร การคัดแยกขยะ และการส่งต่ออาหารส่วนเกิน และวัสดุที่ยังใช้ประโยชน์ได้ให้แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่สังคมโดยรอบ

    นำเสนอแนวคิด Thailand Event Hub

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ การนำเสนอแนวคิด Thailand Event Hub ผ่านพื้นที่ Thailand Pavilion พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมระดับโลก อาทิ Tomorrowland Thailand ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวผ่าน World Events เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    พร้อมทั้งภายใต้พื้นที่ Thailand Pavilion นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเชิง Wellness จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านรูปแบบกิจกรรมสาธิตและกิจกรรมทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง (Experiential Marketing) และสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม (Sensory Experience) ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มิติ

    ได้แก่ การมองเห็น การรับรส การได้กลิ่น การได้ยิน และการสัมผัส เช่น ด้านการมองเห็น (Visual Experience) นำเสนอผลไม้ไทยอัตลักษณ์ (Signature Thai Fruits) ด้านรสชาติ (Taste Experience) กิจกรรมชิมอาหารท้องถิ่นรูปแบบ “Amuse-bouche” หรือ “One Bite Experience”

    ททท. เชื่อมั่นว่า TTM+ 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลกผ่านการนำเสนอเสน่ห์และประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า พร้อมกระจายประโยชน์สู่ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างสมดุล แข็งแกร่ง และยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E18kTytoJHMle7IQbki51

  • วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” และโครงการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569”

    วธ. เเถลงข่าว เปิดเวที “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” และโครงการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569”

    วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเเถลงข่าวงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เเละ โครงการประกวด The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” โดย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กรมประชาสัมพันธ์, หน่วยงานรัฐ, เอกชน, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Gallery 5 หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

    ภายในงานแถลงข่าวมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การฉายวิดีทัศน์โครงการฯ การสัมมนาโดย H.E. Ms. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ผู้อาวุโสคณะกรรมการจัดงาน, เอกอัครราชทูตอาวุโสในคณะกรรมการจัดงาน, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมประชาสัมพันธ์ และ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย นางปัจฉิมา ธนสันติ อดีตอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ริเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2552

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นายประสพ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย ได้บูรณาการความร่วมมือในการจัด “โครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์และเสน่ห์ของผ้าไหมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย

    ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2569 มีสถานเอกอัครราชทูตเข้าร่วม 72 แห่ง สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ 18 แห่ง เอกอัครราชทูตประจําประเทศไทย ร่วมเดินแบบบนเวที 36 ประเทศ รวมถึงเอกอัครราชทูต และคู่สมรสของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน และสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมทั้งหมด 31 ทีม จากอาชีวศึกษา 31 แห่ง มหาวิทยาลัย 48 ทีมจาก
    28 แห่งทั่วประเทศ รวมอาจารย์และนิสิตนักศึกษาคณะแฟชั่นสิ่งทอกว่า 1,000 คน

    โดยกำหนดจัดงานในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีนิทรรศการ 30 ผลงานสุดท้ายของการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” มีนิทรรศการเชิงวัฒนธรรม 41 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการ มีซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และมีบูธจำหน่ายสินค้าผ้าไหมคุณภาพอีกด้วย

    นอกจากนี้ ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดพิธีเปิดนิทรรศการไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 พร้อมพิธีมอบประกาศเกียรติคุณการประกวด “The Next Big Silk Designer Contest ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2569” ณ Nex Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร มีการจัดแสดงผลงานการออกแบบผ้าไหมร่วมสมัย ชุดเสื้อผ้ากว่า 250 ชุด รวมถึงตัวแทนของรัฐบาลไทยจาก 23 หน่วยงาน อาทิเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น เพื่อเผยแพร่ผลงานของเยาวชนไทยสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป

    “กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมงานมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15 เพื่อร่วมส่งกำลังใจให้แก่เยาวชน นักออกแบบรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการผ้าไหม และร่วมภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมไทยที่ได้รับการต่อยอดสู่เวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน” นายประสพ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1023504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_pENNvbJ2vg9nUsNtvxKX

  • รีวิว: แจกพิกัดที่พัก-ที่กิน@ตัวเมืองขอนแก่น

    รีวิว: แจกพิกัดที่พัก-ที่กิน@ตัวเมืองขอนแก่น

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/GDGOr2drJ84D&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15UIp-l3MniBHnOs9eZc7m

  • 3 พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน สวยฉ่ำ ปอดสะอาด รับพลังบวก

    3 พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน สวยฉ่ำ ปอดสะอาด รับพลังบวก

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/blWxjJmWMxY4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y9kppHKdhMh9HtSsGC8RH

  • Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    ktc

    “ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

    นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

    Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

    นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

    ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

    “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/113297&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OsrxoeN46zkd-UHEXUnMg

  • พตส.รุ่นที่ 12 ลงภูเก็ตจัดกิจกรรมปล่อย ฉลามกบครีบเหลี่ยม คืนสู่ธรรมชาติ

    พตส.รุ่นที่ 12 ลงภูเก็ตจัดกิจกรรมปล่อย ฉลามกบครีบเหลี่ยม คืนสู่ธรรมชาติ

    วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

    พตส.รุ่นที่ 12 ลงภูเก็ตจัดกิจกรรมปล่อย ฉลามกบครีบเหลี่ยม คืนสู่ธรรมชาติ ส่งเสริมอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 พล.ต.ต.ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ รองผู้บัญชาการสำนักงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานรุ่น พตส.12 เปิดเผยว่า ได้นำผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 12 อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และคณะ ร่วมกิจกรรมปล่อย ปลาฉลามกบครีบเหลี่ยม คืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 30 ตัว ณ พื้นที่ทางทะเลจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่28พ.ค.ที่ผ่านมา กิจกรรมครั้งนี้ผู้เข้าอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่12 (พตส.12) ได้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบนิเวศน์ทางทะเล เพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกการดูแลคุ้มครอง ปกป้อง รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล และสัตว์ทะเลหายากไม่ให้สูญพันธุ์ โดยได้ร่วมกับศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน จ.ภูเก็ต เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    พล.ต.ต.ศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของหลักสูตร พตส. รุ่นที่ 12 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 20 คน เดินทางมาศึกษาดูงาน และทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากได้ร่วมกันเสริมสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลแล้ว ก็อยากเชิญชวนให้ทุกคนทั้งที่อยู่ในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวช่วยกันรักษาคุณค่าของเมืองภูเก็ต ที่มีทั้งธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับโลก ยังมีวัฒนธรรมพื้นเมืองที่มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์อีกด้วย.

    ด้านนายนิรัตน์ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางทะเล  ทั้งนี้“ปลาฉลามกบครีบเหลี่ยม” เป็นปลาฉลามขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มวัยจะมีความยาวประมาณ 60 เซนติเมตร มีนิสัยรักสงบ ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และอาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลตามแนวปะการังหรือพื้นที่ทรายใต้น้ำ โดยเฉพาะในเขตทะเลอันดามันและอ่าวไทย แม้จะเป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็ก แต่ฉลามกบมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจากช่วยควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตหน้าดิน เช่น กุ้ง ปู หอย และสัตว์น้ำขนาดเล็กต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลตามธรรมชาติ อีกทั้งยังสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลด้วย

    นายนิรัตน์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันฉลามกบในธรรมชาติมีจำนวนลดลงจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การทำประมง และการเสื่อมโทรมของแหล่งอาศัย การปล่อยฉลามกบคืนสู่ธรรมชาติในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/967637&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c_QHZr8KYG65nc4X9Z67U

  • “ชัชชาติ” เมกะโปรเจกต์ “ทางเดินข้ามเจ้าพระยา” แห่งแรก เชื่อมขนส่ง รถ-ราง-เรือ สัญจรสะดวก ปลอดภัย 24 ชม.

    “ชัชชาติ” เมกะโปรเจกต์ “ทางเดินข้ามเจ้าพระยา” แห่งแรก เชื่อมขนส่ง รถ-ราง-เรือ สัญจรสะดวก ปลอดภัย 24 ชม.

    Master Plan สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จัดเป็นเมกะโปรเจกต์ลำดับที่ 23 ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ทีมเพื่อนชัชชาติ ซึ่งแจกแจงรายละเอียด 250+ นโยบาย

    มีการให้เหตุผลว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั้งสองฝั่งในการสัญจรระหว่างพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถ ราง และเรือ

    โครงการนี้ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพิ่มความน่าสนใจให้กับย่านริมแม่น้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างเส้นทางการเดินทางที่ราบรื่น เป็นมิตรต่อผู้ใช้ และยั่งยืน ตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

    เริ่มจากปัญหาอะไร?

    การขยายตัวของกรุงเทพฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้จำนวนประชากรและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกระจายไปทั่วเมือง โดยเฉพาะพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

    ประชาชนเผชิญปัญหาการเดินทางระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ เนื่องจากข้อจำกัดในการเชื่อมต่อ ช่องทางข้ามส่วนใหญ่เป็นสะพานสำหรับรถยนต์ หรือเรือข้ามฟากที่ให้บริการในช่วงเวลาจำกัด ส่งผลให้การสัญจรระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไม่สะดวกและล่าช้า ทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

    กทม. ได้ดำเนินโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจ ออกแบบรายละเอียด และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงระหว่างสะพานพระปกเกล้า ถึงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จำนวน 1 แห่ง

    สะพานนี้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใช้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และราบรื่น

    อุปสรรคที่เจอระหว่างทาง

    พื้นที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยามีโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนาแน่น การใช้พื้นที่มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งถนนสายหลักที่มีปริมาณจราจรสูง และอาคารพาณิชย์ดั้งเดิมที่เรียงราย ทำให้การเข้าถึงและการเวนคืนที่ดินเพื่อติดตั้งโครงสร้างสะพานทำได้ยาก การวางฐานรากหรือเสาสะพานในแม่น้ำอาจขัดขวางเส้นทางเรือโดยสาร เรือสินค้า และเรือท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องพิจารณารูปแบบโครงสร้างที่ไม่ลงเสากลางน้ำ ซึ่งส่งผลต่อทางเลือกด้านวิศวกรรม นอกจากนี้ การเวนคืนที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างทั้งสองฝั่งของแม่น้ำมีความซับซ้อน ทั้งในเชิงกรรมสิทธิ์ กฎหมาย และการยอมรับของประชาชน

    หากทำสำเร็จ นี่จะเป็นสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกใน กทม. ในอีกสี่ปีข้างหน้า

    #ชัชชาติ #สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา #เมกะโปรเจกต์กทม #ทีมเพื่อนชัชชาติ #นโยบายชัชชาติ #กรุงเทพมหานคร #ฝั่งธน #เที่ยวกรุงเทพ #แลนด์มาร์กใหม่ #พัฒนาเมือง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378978064&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XT9bUQywYnpPwhsErtsk2

  • ผลการประเมินและ THE BEST แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพฯ พ.ศ.2569

    ผลการประเมินและ THE BEST แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพฯ พ.ศ.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/507823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29iggC9pBTYoHVcZdughaS