Category: ท่องเที่ยว

  • แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง

    แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์บนทางแพร่ง”ความหวังเศรษฐกิจ”กับ “วิกฤตนิเวศ”

    โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

    โดยมีการตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า โครงการนี้อาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงกว่าเส้นทางเดิม และความเสี่ยงที่จะทำลายฐานทรัพยากรการท่องเที่ยวระดับโลก

    ขณะที่รัฐบาลเร่งหาข้อสรุปภายใน 90 วัน เพื่อชี้ชะตาความชัดเจนก่อนเดินหน้าหาผู้ร่วมลงทุนจากต่างชาติ

    จุดบอดด้านต้นทุน: เมื่อ “ทางลัด” อาจช้าและแพงกว่า “ทางหลัก”

    จากการวิเคราะห์ของ ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า “ตัวเลขทางสถิติ” ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างเรื่องการประหยัดเวลาอย่างมีนัยสำคัญ

    • เวลาที่เสียไป: การเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง แต่แลนด์บริดจ์มีขั้นตอนการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) ทั้งการยกขึ้นและลงเรือถึง 2 รอบ รวมถึงการขนส่งทางบก 90 กิโลเมตร รวมเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 54 ชั่วโมง หรือ ช้ากว่าเดิม 6 ชั่วโมง
    • ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น: กระบวนการยกสินค้าซ้ำซ้อนคาดว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเฉลี่ย 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ทำให้บริษัทเดินเรือรายใหญ่ตัดสินใจเลือกใช้เส้นทางเดิม
    • อุปสงค์ที่ไม่เกื้อหนุน: สินค้าไทยกว่า 70% ค้าขายกับประเทศทางทิศตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) ซึ่งสามารถใช้ท่าเรือแหลมฉบังได้โดยตรงอยู่แล้ว โครงการนี้จึงอาจดึงดูดส่วนแบ่งการตลาดได้เพียง 20% จากกลุ่มเรือตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างทวีปเท่านั้น

    วิกฤตนิเวศและข้อกังวลด้านความโปร่งใส

    ในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ได้ฉายภาพผลกระทบที่อาจกลายเป็น “รอยแตกร้าว” ของธรรมชาติทางทะเลไทย

    การสูญเสียพื้นที่ทางทะเล: การถมทะเลรวมกว่า 13,000 ไร่ ในจังหวัดระนองและชุมพร จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเลและแนวป้องกันคลื่นลมตามธรรมชาติ

    • ความเสี่ยงต่อการท่องเที่ยว: เส้นทางเดินเรือที่พาดผ่านใกล้หมู่เกาะสุรินทร์และสิมิลัน หากเกิดอุบัติเหตุทางทะเลหรือน้ำมันรั่วไหล จะทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของท้องถิ่นอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้
    • ข้อกังวลด้านการทุจริตและกลุ่มทุน: มีการตั้งข้อสังเกตถึงการกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้าและการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบในพื้นที่ลาดชันเพื่อหวังเงินเวนคืน รวมถึงการตั้งข้อสงสัยต่อความคุ่มค่าที่มีผลการศึกษาขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการ

    บทสรุปเชิงนโยบาย: เอกชนควรรับความเสี่ยง

    เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเมกะโปรเจกต์ในอดีต ข้อเสนอแนะเชิงบริหารจัดการระบุว่า รัฐบาลควรให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด (PPP 100%) เพื่อให้กลไกตลาดเป็นตัวตัดสินความคุ้มค่า หากโครงการมีศักยภาพจริง เอกชนย่อมพร้อมแบกรับความเสี่ยง

    ท้ายที่สุด “แลนด์บริดจ์” ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างท่าเรือและถนน แต่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะนำทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลไปเสี่ยงกับโมเดลธุรกิจที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเชิงพาณิชย์หรือไม่ ท่ามกลางการเฝ้าระวังของภาคประชาชนที่ต้องการเห็นความโปร่งใสและการศึกษาผลกระทบ (EIA/EHIA) ที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

    แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/post-analysis/742033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jMPT85ApQikETtIyTWQAp

  • บาดตา! ชาวเน็ตจารณ์ยับ ประติมากรรมทำลายทิวทัศน์กลาง “ทะเลสาบกระจก” | เดลินิวส์

    บาดตา! ชาวเน็ตจารณ์ยับ ประติมากรรมทำลายทิวทัศน์กลาง “ทะเลสาบกระจก” | เดลินิวส์

    วันนี้ (6 พ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระแสการวิพาษ์วิจารณ์แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจีนที่ทะเลสาบเกลือฉาข่า ซึ่งได้รับฉายาว่า “กระจกแห่งท้องฟ้า” หลังจากมีการติดตั้งประติมากรรมที่ถูกวิจารณ์ว่า “น่าเกลียด”

    ทะเลสาบเกลือแห่งนี้ตั้งอยู่ในมณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีชื่อเสียงจากพื้นผิวทะเลสาบที่ราบเรียบเหมือนกระจก ซึ่งเกิดจากปริมาณเกลือในน้ำที่สูงมาก ทะเลสาบนี้เคยได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารภูมิศาสตร์ชื่อดังของจีนให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ “ต้องไปเยือน” และปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวแห่ไปชมถึงวันละประมาณ 40,000 คน

    อย่างไรก็ตาม มีผู้คนจำนวนมากออกมาร้องเรียนว่างานประติมากรรมชิ้นหนึ่งได้ทำลายความงามที่สงบเงียบของที่นี่ โดยมีผู้โพสต์คลิปวิดีโอวิจารณ์ตัวต่อเลโก้ขนาดใหญ่รูปหัวใจติดปีกสีชมพูที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลสาบ โดยระบุว่าเป็น “ทัศนะอุจาด” 

    เมื่อภาพวิวดังกล่าวเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นด้วยว่าเป็นการทำลายทัศนียภาพอันงดงามตามธรรมชาติของทะเลสาบ โดยกล่าวว่าสีของประติมากรรม “ไม่เข้ากับทะเลสาบเลยแม้แต่นิดเดียว” และมองว่าเป็นการแต่งแต้มสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วจนเกินพอดี 

    ด้านเจ้าหน้าที่จากสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวประจำอำเภออูลาน ระบุว่าการตัดสินใจติดตั้งประติมากรรมดังกล่าวเป็นของบริษัทรัฐวิสาหกิจที่บริหารจัดการทะเลสาบภายใต้การดูแลของเวสเทิร์น ไมนิงกรุ๊ป ขณะที่พนักงานบริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่ชี้แจงว่า บริษัทเป็นผู้สั่งทำประติมากรรมนี้และเป็นผลงานที่ออกแบบโดยทีมงานมืออาชีพ ซึ่งติดตั้งมานานกว่า 2 ปีแล้ว

    สำหรับเหตุผลที่นำมาตั้งนั้นก็เป็นเพราะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนบ่นว่า “ทิวทัศน์ของทะเลสาบดูราบเรียบเกินไป” และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคนบ่นเกี่ยวกับประติมากรรมดังกล่าว 

    ที่จริงแล้ว ประติมากรรมรูปหัวใจติดปีกนี้เป็นหนึ่งในประติมากรรมที่ได้รับการติดตั้งในทะเลสาบเพื่อใช้เป็นจุดถ่ายภาพของนักท่องเที่ยว

    เมื่อดูจากภาพต่างๆ ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ที่นักท่องเที่ยวเคยโพสต์ไว้ ยังมีประติมากรรมอื่นๆ ที่ติดตั้งไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป เช่น เรือ ปลาโลหะ และประติมากรรมรูปหัวใจแบบต่างๆ รวมถึงมีธรรมเนียมที่นักท่องเที่ยวจะสวมชุดสีแดงเพื่อให้ดูโดดเด่น ตัดกับฉากหลังสีฟ้าของบริเวณที่ตั้งทะเลสาบ

    การร้องเรียนครั้งนี้สอดคล้องกับกระแสวิจารณ์แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทั่วประเทศ หลังจากที่การท่องเที่ยวในจีนกลับมาได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากเกิดโรคโควิด-19 ระบาด รายงานข่าวระบุว่า ปีที่ผ่านมามีการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวภายในประเทศสูงถึง 6.52 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น 16.2%

    การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวจีนในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 29.73 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับปี 2567

    แต่ชาวจีนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกท้อแท้ที่เห็นการติดตั้งสิ่งของที่ดู “ราคาถูกและน่าเกลียด” จนทำให้แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจีน “ดูเหมือนๆ กันไปหมด” เช่น ป้ายถนนที่เขียนว่า “ฉันกำลังคิดถึงคุณที่ [ชื่อสถานที่]”, ถ้ำหินปูนที่ประดับด้วยไฟสีรุ้งแสบตา หรือเมืองจำลองและถนนที่มีดอกไม้พลาสติกปลอมๆ

    “รสนิยมยอดแย่ของแหล่งท่องเที่ยวอาจกลายเป็นหายนะต่อภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงาม” ชาวเน็ตรายหนึ่งกล่าว “โปรดคืนธรรมชาติแก่แหล่งท่องเที่ยว และคืนจินตนาการแก่นักท่องเที่ยวด้วยเถอะ”

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : RedNote (Xiaohongshu) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5842878/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a22lP-FXOrssk7ErXP37q

  • ‘พิพัฒน์’ ย้ำทอท.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท  ประชาชนต้องได้บริการคุ้มค่า

    ‘พิพัฒน์’ ย้ำทอท.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท ประชาชนต้องได้บริการคุ้มค่า

    'พิพัฒน์' ย้ำทอท.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท  ประชาชนต้องได้บริการคุ้มค่า

    วันนี้(วันที่ 7 พฤษภาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดโอกาสให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ สร.ทอท.เข้าร่วมการหารือ เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการทำงานสู่การเป็นศูนย์กลางการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ใช้บริการ 

    นายพิพัฒน์ ได้หยิบยกประเด็นสำคัญเรื่องที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT หรือทอท.ประกาศปรับขึ้นค่าบริการ ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge : PSC) จากเดิม 730 บาท เป็น 1,120 บาทต่อคน โดยจะเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมสนามบินหลักทั้ง 6 แห่งของ AOT ทั่วประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น 

    พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    โดยเน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่า ทอท. จะต้องยกระดับการให้บริการและการดูแลผู้โดยสารให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนจะต้องสัมผัสได้ถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนมาอย่างแท้จริง 

    โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติ มาใช้อย่างเต็มรูปแบบเพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง 

    พร้อมทั้งแนะแนวทาง การทำงานควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทาง เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยฝากความหวังไว้ที่บุคลากรทุกคน พร้อมเน้นย้ำว่า พนักงาน ทอท. และสมาชิก สร.ทอท. ทุกคน เปรียบเสมือน ด่านหน้าและหัวใจหลักของประเทศ การให้บริการด้วยความใส่ใจและมีมาตรฐาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึง ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของไทยในภาพรวม

    'พิพัฒน์' ย้ำทอท.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท  ประชาชนต้องได้บริการคุ้มค่า

    ทั้งนี้เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในสภาวะวิกฤตพลังงาน ได้มีการกำชับให้ ทอท. และพนักงานทุกคนร่วมมือกันดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานภายในอาคารผู้โดยสารและสำนักงานอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการผลักดันและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความยั่งยืนผู้โดยสาร

    นอกจากนี้ ได้ฝากให้สหภาพฯ ช่วยดูแลสวัสดิการและสภาพจิตใจของพนักงานอย่างใกล้ชิด และย้ำถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่า “หากพี่น้องพนักงานหรือสหภาพฯ มีข้อติดขัดหรือปัญหาใด ๆ ขอให้เดินเข้ามาพูดคุยกันได้เสมอ ทั้งผู้บริหารของ ทอท.

    'พิพัฒน์' ย้ำทอท.ขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก 1,120 บาท  ประชาชนต้องได้บริการคุ้มค่า

    รวมถึงนายพิพัฒน์ ก็พร้อมเปิดประตูรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพราะบุคลากรคือฟันเฟืองสำคัญขององค์กร ที่จะส่งมอบบริการที่ประทับใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/658490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35DtB5ZdWP_LoteFFNQGOB

  • รอบรั้วการตลาด : ททท. ผนึกกำลังพันธมิตร อัดโปรแรง กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    รอบรั้วการตลาด : ททท. ผนึกกำลังพันธมิตร อัดโปรแรง กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Eco-Tourist และ Transformative Traveler ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ไม่ได้มองหาการเดินทางเพียงเพื่อการพักผ่อนหรือความบันเทิงเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับความหมายของการเดินทางมากยิ่งขึ้น 

    โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่แท้จริง เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความทรงจำที่ลึกซึ้ง แต่ยังช่วยเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติของนักท่องเที่ยวให้เกิดความตระหนักรู้และอยากมีส่วนร่วมในการดูแลโลกมากขึ้น ในโครงการได้ออกแบบกิจกรรมหลากหลายทั้งเส้นทางท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมฟื้นฟู ดูแล รักษา สิ่งแวดล้อม 

    เมื่อวันที่ 28-29 เมษายน 69 ที่ผ่านมา โครงการ One Living Planet ได้จัดกิจกรรม Voluntourist 2 วัน 1 คืน ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นการผสานแนวคิดการท่องเที่ยวเข้ากับการลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งกิจกรรมทำโป่งเทียม เพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่า เป็นกระบวนการอนุรักษ์ที่ช่วยส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศ 

    และเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของสัตว์ป่า บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กิจกรรมเก็บขยะชายหาด บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ภายใต้ความร่วมมือกับ อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักอนุรักษ์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมทั้งจิตอาสา Influencer และพันธมิตร 

    เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ททท. ได้ร่วมมือกับพันธมิตรมอบโปรโมชัน ดีลพิเศษ เช่น ที่พัก อาทิ โรงแรมซันบีม พัทยา จ.ชลบุรี, อะเวย์เชียงใหม่ท่าแพรีสอร์ท จ.เชียงใหม่, โรงแรมไอบิส สไตล์ กระบี่ อ่าวนาง จ.กระบี่, โรงแรม เซนเตอร์ พอยต์ เทอมินอล 21 โคราช จ.นครราชสีมา ฯลฯ มอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 20% และแจกของที่ระลึกจากโครงการ – บริษัทนำเที่ยวที่ร่วมออกแบบเส้นท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ทั้ง 8 เส้นทาง อาทิ Wild Encounter Thailand, สีฟ้าทัวร์, Railay Eco Tour, Gogotrip Thailand, ทุลักทุเลทริป, ทริปนี้มาเจอกันไหม มอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 10% และของที่ระลึกจากโครงการ

    ด้านพันธมิตรชั้นนำ เสนอสิทธิประโยชน์และโปรโมชันพิเศษ ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พักและไลฟ์สไตล์ อาทิ Traveloka มอบส่วนลดสูงสุด 200 บาทสำหรับที่พักสานกรีนในโครงการ, Grab มอบส่วนลด 15% สูงสุด 100 บาท สำหรับบริการเดินทางใน 8 จังหวัดนำร่อง, Vietjet Thailand มอบส่วนลด 30% สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวภายในประเทศ, ลูกค้าบัตรเครดิต KTC ทุกประเภท รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% เมื่อจองที่พักกับโรงแรมที่ร่วมรายการในโครงการ, นครชัยแอร์มอบส่วนลดค่าโดยสาร 10 บาท/ท่าน 

    พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ, Oasis Spa มอบทรีตเม้นต์ดูแลผิวสูตรธรรมชาติมูลค่า 1,766 บาท ฟรีสำหรับลูกค้าที่เลือกใช้บริการโปรแกรมนวดสปาสูตรซิกเนเจอร์เพื่อความผ่อนคลายเหนือระดับ และแคมเปญออนไลน์จาก EV Station PluZ สถานีชาร์จ EV Station PluZ มอบคูปองส่วนลด 50 บาท เมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ One Living Planet และมียอดชาร์จสะสม เม.ย. – พ.ค. 69 ไม่ต่ำกว่า 500 บาท

    THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ผนึก หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ประกาศความพร้อมจัด THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยกลับมาอย่าง BIGGER – BETTER – BOLDER ยิ่งใหญ่ขึ้น ดีขึ้น โดดเด่นขึ้น พร้อมดึงผู้ซื้อและผู้นำเข้าอาหารกว่า 130 ประเทศทั่วโลกร่วมงาน คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 130,000 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มการค้าอาหารระดับนานาชาติ พร้อมดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลก

    แนวโน้มธุรกิจโรงแรม : นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์  รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานสัมมนา Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026 – Trends, Tech & Sustainability ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด เจาะลึกอินไซต์ ปลดล็อกเทคโนโลยี สู่มิติใหม่ของธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืนเพื่อถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569 

    ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และประเด็นความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระยะยาวfจัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ คอนเซียร์จพลัส (KONCIERGE+) แพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจรที่พัฒนาโดยธนาคารกสิกรไทย ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เมื่อเร็วๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2931356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LchPvYjDMY3KDknmAq1tn

  • เต้ย พงศกร ประเดิมพิธีกรรายการครั้งแรก! ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตร ชวน ปอ อรรณพ ลุยบุรีรัมย์

    เต้ย พงศกร ประเดิมพิธีกรรายการครั้งแรก! ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตร ชวน ปอ อรรณพ ลุยบุรีรัมย์

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

    สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร ”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

    นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว 

    “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2931337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JOsaIPukGRcJVmqcAeTgM

  • กทม. คว้าอันดับ 1 เมืองดีที่สุดในอาเซียน 2 ปีซ้อน จากโพลระดับโลกปี 2025

    กทม. คว้าอันดับ 1 เมืองดีที่สุดในอาเซียน 2 ปีซ้อน จากโพลระดับโลกปี 2025

    วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    กทม. คว้าอันดับ 1 เมืองดีที่สุดในอาเซียน 2 ปีซ้อน จากโพลระดับโลกปี 2025

    จากรายงาน Smart Travel Asia’s Best in Travel Report ประจำปี 2025 ซึ่งจัดทำขึ้นจากผลโหวตในนิตยสารท่องเที่ยวออนไลน์ Smart Travel Asia ของนักท่องเที่ยวและผู้อ่านกว่า 10 ล้านคนทั่วโลก ที่ได้ประกาศให้ ประเทศไทย ยังคงครองความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก จากการที่กรุงเทพมหานคร ได้รับการโหวตให้เป็น อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ในการเป็น “เมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลังและชีวิตชีวาตลอดทั้งวันและคืน”

    โดยนักท่องเที่ยวต่างชื่นชมถึงความหลากหลายของประสบการณ์ที่กรุงเทพฯ มอบให้ ทั้งวัดวาอารามอันงดงาม ตลาดกลางคืนสีสันสดใส บาร์รูฟท็อปสุดหรู รวมถึงอาหารริมทางรสชาติเข้มข้นที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม สะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยอันคึกคักและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนไทย

    นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดภูเก็ต ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน อันดับที่ 3 และอันดับที่ 5 ตามลำดับ จากเสน่ห์เฉพาะตัวด้านศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติอันงดงาม จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ทั้งนี้การที่ประเทศไทยมีเมืองท่องเที่ยวติดอันดับสูงสุดถึง 3 แห่งใน Top 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพและความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะ “จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับนานาชาติ” และสะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และบริการที่ได้มาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

    WorldsBestCity

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/963006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bFHrs2UU5n3-58so0Q8gN

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEiXX8bQUMbC6HKhbxQ7f

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30K_INpTcaD9ocUWeWs4vK

  • สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสความเงียบสงบที่หาได้ยากที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง เกาะที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมมีธรรมชาติอันสมบูรณ์ ใครชอบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สโลว์ไลฟ์ต้องมา!

    สโลว์ไลฟ์บนเกาะพยาม หลีกหนีความวุ่นวาย

    หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่แท้จริง บรรยากาศเงียบสงบ ไร้เสียงเครื่องยนต์รบกวน “เกาะพยาม” จังหวัดระนอง คือคำตอบที่คุณตามหา เกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดคือ “ความเรียบง่าย” ที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น บนเกาะไม่มีรถยนต์ รถโดยสารหลักคือมอเตอร์ไซค์รับจ้างและจักรยาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและปลอดภัย เหมาะสำหรับการเดินเล่น พักผ่อน หรือปั่นจักรยานสำรวจวิถีชีวิตชาวเกาะที่เรียบง่ายและเป็นกันเอง การมาเยือนเกาะพยามจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการพาตัวเองกลับไปสัมผัสธรรมชาติและความสงบอย่างแท้จริง

    วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านเกาะพยามที่ผูกพันกับทะเลและธรรมชาติ เป็นภาพความงามที่น่าหลงใหลในทุกช่วงเวลา

    ธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวนกาหยูและป่าชายเลน

    เกาะพยามไม่ได้มีดีแค่ชายหาดขาวและน้ำทะเลใส แต่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และน่าสนใจ “สวนกาหยู” หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ คือพืชเศรษฐกิจหลักของเกาะ คุณจะเห็นต้นกาหยูขึ้นอยู่ทั่วเกาะ โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนที่จะออกดอกสะพรั่ง นอกจากนี้ เกาะพยามยังมีพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและนกนานาชนิด การนั่งเรือหางยาวชมป่าชายเลนหรือพายคายัคสำรวจเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนรักธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ทำให้เกาะพยามเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศที่สำคัญ

    กิจกรรมอนุรักษ์ ปั่นจักรยานรอบเกาะและเก็บขยะชายหาด

    การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการมาเยือนเกาะพยาม กิจกรรมยอดนิยมคือการเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะ เส้นทางปั่นจักรยานจะพาคุณผ่านสวนกาหยู หมู่บ้านชาวเกาะ และชายหาดต่างๆ ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนยังเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเกาะ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การปฏิบัติตามกฎกติกาของชุมชน เช่น การลดใช้พลาสติก ก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรพิจารณา

    ภาพมุมสูงแสดงความงดงามของเกาะพยามที่มีรูปร่างโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติสมบูรณ์และน้ำทะเลสีฟ้าคราม สวรรค์แห่งระนองที่น่าค้นหา

    พักผ่อนแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โฮมสเตย์และรีสอร์ทสีเขียว

    ที่พักบนเกาะพยามมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่โฮมสเตย์ของชาวบ้านไปจนถึงรีสอร์ทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เน้นความเรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้พืชพรรณท้องถิ่นและวัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง หลายแห่งมีการจัดการขยะและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกพักในที่พักที่ยั่งยืนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การได้พักผ่อนในบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่

    ความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยว เที่ยวอย่างไรให้ยั่งยืน

    การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเริ่มต้นที่ตัวเรา การมาเยือนเกาะพยามควรเป็นการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ นักท่องเที่ยวควรลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกขยะกลับขึ้นฝั่ง ประหยัดน้ำและไฟ และเคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเกาะ การปฏิบัติตามกฎกติกาและคำแนะนำของชุมชนช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การเป็นนักท่องเที่ยวที่รับผิดชอบช่วยรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

    สรุป 6 วิธีเที่ยวเกาะพยามอย่างยั่งยืน ฉบับเข้าใจง่ายในภาพเดียว! มาร่วมกันดูแลธรรมชาติ งดพลาสติก และอุดหนุนชุมชน เพื่อรักษาสวรรค์แห่งระนองให้งดงาม

    บทสรุป

    เกาะพยามไม่ได้เป็นแค่ที่เที่ยว แต่คือประสบการณ์การเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ การมาเยือนเกาะนี้ช่วยให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่ให้มากกว่าความสนุกสนาน เกาะพยามคือสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาด สัมผัสความเงียบสงบ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และธรรมชาติอันสมบูรณ์ และเรียนรู้วิธีการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/274624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ab2SHhRqFh4SZl4tmN2f

  • ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

    สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

    นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว

    “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/963036&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25l1k11be7QgY-wa2T-6G4