Category: ท่องเที่ยว

  • ททท.จับมือโตโยต้า จัดพิธีตัดมีดแรก ‘ทุเรียนเทวดา’ เหมาต้น 87 ลูกที่ลับแล กระตุ้นเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    ททท.จับมือโตโยต้า จัดพิธีตัดมีดแรก ‘ทุเรียนเทวดา’ เหมาต้น 87 ลูกที่ลับแล กระตุ้นเที่ยวหน้าฝน | TOPNEWS

    ททท.จับมือโตโยต้า จัดพิธีตัดมีดแรก ‘ทุเรียนเทวดา’ เหมาต้น 87 ลูกที่ลับแล กระตุ้นเที่ยวหน้าฝน

    วันที่ 30 พค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนใจใหญ่ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับ บริษัทโตโยต้าอุตรดิตถ์ และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพ 30 คน ร่วมเป็นสักขีพยาน กระทำพิธีตัดทุเรียน ลงมีดแรกตัดทุเรียนหลงลับแล ที่ได้จองเหมาไว้ตั้งแต่ ฤดูปัดดอกทุเรียนช่วงมีนาคม ที่ผ่านมา

    ผู้บริหารโตโยต้าอุตรดิตถ์ คุณไพฑูรย์ ปัญญายงค์ (ประธานกรรมการบริหาร) ให้ข้อมูลว่า เป็นกิจกรรม CRM สร้างเครือข่ายฐานลูกค้า ที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้กลับมามาเที่ยวซ้ำ และร่วมสร้างประสบการณ์ในสวนทุเรียน ซึ่งมีความเชื่อมั่นในทุเรียนอุตรดิตถ์ ที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย จึงจองเหมาต้นไว้ ให้ลูกค้าได้กลับมาเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้งที่อุตรดิตถ์

    ด้าน ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ชวน ปักหมุดเที่ยวหน้าฝนอุตรดิตถ์ ชมสวน ชิมทุเรียนGI หลง-หลิน ลับแล ยกระดับท่องเที่ยวชุมชน หนุนรายได้เกษตรกรยั่งยืน

    น.ส.ภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ (ททท.) ผนึกกำลังกับพันธมิตร Toyota อุตรดิตถ์ นำโดย คุณไพฑูรย์ ปัญญายงค์ (ประธานกรรมการบริหาร) เดินทางพบปะผู้ประกอบการสวนทุเรียนพื้นที่อำเภอลับแล พูดคุยสอบถามความพร้อมเตรียมรับกระแสความคึกคัก กับฤดูกาลทุเรียนอุตรดิตถ์ที่ใกล้เข้ามา คาดผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดจำนวนมากช่วง มิถุนายน-กรกฎาคม นี้

    ด้าน ททท. พร้อมส่งมอบประสบการณ์ความอร่อย เริ่ม 1 มิถุนายน 2569 เตรียมเสิร์ฟแคมเปญ #หลงหลินฟินติดดาว จับมือร่วมกับ 20 สวนทุเรียนคุณภาพ ใช้จ่าย 1 พัน รับส่วนลด 100 บาท หวังกระตุ้นการใช้จ่าย กระจายรายได้สู่เกษตรกรอุตรดิตถ์ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวสายทุเรียนเลิฟเวอร์ ฟินเต็มคำ กับ “ทุเรียนเทวดาเลี้ยง” ด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์ หนึ่งปีมีเพียงหนึ่งครั้ง

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    เพจ ททท. ศูนย์ประสานงานฯ จ.อุตรดิตถ์ หรือโทร.055 479824

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1589238&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uEdaxr6xMIoybehYvNvm6

  • รัฐลุยปั้น ‘สนามบินหัวหิน’ ดันเที่ยวบินต่างชาติ-กระจายรายได้สู่เมืองรอง

    รัฐลุยปั้น ‘สนามบินหัวหิน’ ดันเที่ยวบินต่างชาติ-กระจายรายได้สู่เมืองรอง

    รัฐลุยปั้น ‘สนามบินหัวหิน’ ดันเที่ยวบินต่างชาติ-กระจายรายได้สู่เมืองรอง

    รัฐลุยปั้น ‘สนามบินหัวหิน’ ดันเที่ยวบินต่างชาติ-กระจายรายได้สู่เมืองรอง

    วันนี้ (30 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยว

    เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ท่าอากาศยานหัวหิน” ให้เป็นประตูการท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ตอนบนและฝั่งอ่าวไทย รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งรัดโครงการก่อสร้างและเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตามแนวทาง “Airport for Regional Development” หรือการยกระดับสนามบินให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยานเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและขยายพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งบริเวณหัวทางวิ่ง 16 ของท่าอากาศยานหัวหิน ให้แล้วเสร็จตามกำหนดภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และรองรับการเปิดเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้จัดทำแผนแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเร่งดำเนินการขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะจาก กพท. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบินต่างประเทศว่าท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดเส้นทางบินใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมยังได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน และผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวระยะยาว และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรอง

    ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ได้มีการหารือแนวทางจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบริการด้านการเดินทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช และด่านกักสัตว์ เพื่อรองรับการเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง มีทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร และลานจอดรองรับอากาศยานแบบ A320 หรือ B737-800 ได้พร้อมกัน 2 ลำ โดยในช่วงปี 2561–2563 เคยเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชียให้บริการเส้นทางเชียงใหม่–หัวหิน อย่างต่อเนื่อง

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหิน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมผลักดันหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/660330&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vOC5vXhrALrmFXeGMz2Ar

  • สั่งเร่งยกระดับ “สนามบินหัวหิน” บินตรงไปต่างประเทศ รับการท่องเที่ยวเมืองรอง

    สั่งเร่งยกระดับ “สนามบินหัวหิน” บินตรงไปต่างประเทศ รับการท่องเที่ยวเมืองรอง

    รัฐบาลเร่งยกระดับ “สนามบินหัวหิน” สู่ประตูการท่องเที่ยวภาคใต้ เตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยวเมืองรอง จ่อทำแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก 

    วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ท่าอากาศยานหัวหิน” ให้เป็นประตูการท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ตอนบนและฝั่งอ่าวไทย รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งรัดโครงการก่อสร้างและเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตามแนวทาง “Airport for Regional Development” หรือการยกระดับสนามบินให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยานเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและขยายพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งบริเวณหัวทางวิ่ง 16 ของท่าอากาศยานหัวหิน ให้แล้วเสร็จตามกำหนดภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และรองรับการเปิดเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้จัดทำแผนแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเร่งดำเนินการขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะจาก กพท. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบินต่างประเทศว่าท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดเส้นทางบินใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมยังได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน และผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวระยะยาว และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรอง

    ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ได้มีการหารือแนวทางจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบริการด้านการเดินทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช และด่านกักสัตว์ เพื่อรองรับการเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง มีทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร และลานจอดรองรับอากาศยานแบบ A320 หรือ B737-800 ได้พร้อมกัน 2 ลำ โดยในช่วงปี 2561–2563 เคยเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชียให้บริการเส้นทางเชียงใหม่–หัวหิน อย่างต่อเนื่อง

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหิน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมผลักดันหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2936416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eizm7TL-X4t7XvCZBEi7F

  • วุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคใต้ตอนบน ลงพื้นที่พังงา รับฟังปัญหาน้ำท่วม ท่องเที่ยว และกัดเซาะชายฝั่ง | เดลินิวส์

    วุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคใต้ตอนบน ลงพื้นที่พังงา รับฟังปัญหาน้ำท่วม ท่องเที่ยว และกัดเซาะชายฝั่ง | เดลินิวส์

    พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนบน) พร้อมคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมมาคี ลาวิต้าซานา เขาหลัก อำเภอตะกั่วป่า เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านการบริหารจัดการน้ำ การท่องเที่ยว และปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล

    โดยมีนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้การต้อนรับ พร้อมร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

    ทั้งนี้ พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เพื่อนำข้อมูล ข้อเสนอ และประเด็นสำคัญไปผลักดันสู่การแก้ไขในระดับนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
    สำหรับประเด็นที่มีการสะท้อนจากประชาชนและภาคเอกชน ประกอบด้วย การบริหารจัดการน้ำท่วม การยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหาระบบ E-ticket การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การจัดการขยะ การตรวจสอบนอมินี การกัดเซาะชายฝั่ง การบริหารจัดการรถรับจ้างสาธารณะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

    จากนั้นคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง บริเวณหน้าศูนย์การแพทย์เขาหลัก เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำท่วม และบริเวณชายหาดคึกคัก เพื่อติดตามปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง พร้อมประเมินสถานการณ์และหาแนวทางแก้ไขร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

    ซึ่งที่ประชุมได้มีข้อสั่งการให้สมาชิกวุฒิสภาในพื้นที่นำประเด็นปัญหาต่าง ๆ เข้าสู่การหารือในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นเส้นทางคมนาคมที่ทับซ้อน รวมถึงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการและระบบคมนาคม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งชี้แจงและดำเนินการแก้ไข

    นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้จังหวัดพังงาบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนบนเกาะ ร่วมกับกองทัพเรือ เจ้าท่า และหน่วยงานสาธารณสุข พร้อมจัดทำแผนช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5905054/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02e8rEY04Gzq9NPMJsn8ON

  • ฉะเชิงเทราเปิด “ท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่” ฟื้นเส้นทางประวัติศาสตร์ ร.5 สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่ | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทราเปิด “ท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่” ฟื้นเส้นทางประวัติศาสตร์ ร.5 สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวทางน้ำแห่งใหม่ | TOPNEWS

    วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจริญพระพุทธมนต์สวดนพเคราะห์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โครงการท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่ โดยมีหลวงจีนปลัดเย็นจุง เจ้าอาวาสวัดจีนประชาสโมสร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

    ภายในงานมีบุคคลสำคัญและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายอภินันท์ จันทรังษี อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คณะกรรมการวัด ภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก

    จากนั้นได้มีพิธีเปิด “ท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่” อย่างเป็นทางการ หลังได้รับการบูรณะและพัฒนาจากสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมให้กลับมาสามารถใช้งานได้อีกครั้ง ด้วยพลังแห่งศรัทธาจากการทอดผ้าป่าสามัคคีและความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่ชุมชน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา

    ท่าเทียบเรือแห่งนี้ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค และทรงจอดเรือพระที่นั่ง ณ บริเวณแห่งนี้ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดจีนประชาสโมสร นับเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของเมืองแปดริ้ว ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุมชน และสายน้ำบางปะกง ซึ่งควรได้รับการอนุรักษ์และสืบสานสู่คนรุ่นหลัง

    ปัจจุบันท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่ได้รับการก่อสร้างตามมาตรฐานกรมเจ้าท่า พร้อมรองรับการท่องเที่ยวทางน้ำ การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมริมแม่น้ำบางปะกง ตลอดจนการจัดกิจกรรมสำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะประเพณีแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา

    ในโอกาสนี้ นายกลยุทธ ฉายแสง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร่วมรับมอบท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่ เพื่อส่งมอบให้เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราดูแล บริหารจัดการ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญของจังหวัดต่อไป

    การเปิดใช้งานท่าเทียบเรือตลาดบ้านใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการฟื้นฟูมรดกทางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำบางปะกง อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวฉะเชิงเทราอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588882&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxrYf7ab2PsUj6UY8UU4E

  • ‘ยศชนัน’ ลุยงานวันหยุด เปิดงานบุญบั้งไฟ ดันกาฬสินธุ์เมืองเที่ยว

    ‘ยศชนัน’ ลุยงานวันหยุด เปิดงานบุญบั้งไฟ ดันกาฬสินธุ์เมืองเที่ยว

    ‘ยศชนัน’ พาครอบครัวลุยงานวันหยุด เปิด ‘บุญบั้งไฟแพรวา’ ชูทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ชมพิพิธภัณฑ์สิรินธร ดันกาฬสินธุ์ สู่หมุดหมายท่องเที่ยววัฒนธรรม-ความรู้ระดับภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2569 เวลา 13.40 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยครอบครัว เดินทางเป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านโพน (บุญบั้งไฟแพรวา) ประจำปี 2569 ณ โรงเรียนชุมชนโพน ตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี คณะ สส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย นำโดย นายวิรัช พิมพะนิตย์, นายพลากร พิมพะนิตย์, นายณัฐวัชต์ พิมพะนิตย์ รวมถึงนายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ พร้อมด้วย นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ และผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ร่วมให้การต้อนรับอย่างคึกคัก

    ในการกล่าวเปิดงาน ศ.ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงนโยบายการผลักดันต้นทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ก้าวสู่ระดับสากล พร้อมชื่นชมการทำงานของ สส. ในพื้นที่ ที่นำประเด็นวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่สภาฯ อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “พี่น้องชาวกาฬสินธุ์ครับ สส. ของท่านทำงานได้ดีมาก วันนี้ผมก็พาครอบครัวมาคารวะพร้อมด้วยชุดท้องถิ่น… เวลาเข้าสภาก็ได้ใส่ชุดผ้าไหมแพรวา แล้วก็ได้มีการตั้งเรื่องเกี่ยวกับกระทู้และประเด็นต่าง ๆ ในการสนับสนุนผ้าไหมแพรวาให้เป็นศิลปะระดับโลก ผมในฐานะผู้แทนของรัฐบาลก็จะผลักดันเรื่องนี้ให้ดีที่สุด ร่วมกับหลายหน่วยงาน ร่วมกันกับกระทรวงวัฒนธรรม”

    'ยศชนัน' ลุยงานวันหยุด เปิดงานบุญบั้งไฟ ดันกาฬสินธุ์เมืองเที่ยว

    นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรว่า “งานบุญบั้งไฟแพรวาจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงศรัทธา ความสมัครสมานสามัคคีของพ่อแม่พี่น้องชาวกาฬสินธุ์ทุกคน แน่นอนครับ วันนี้มีส่วนที่เราจะเริ่มเกี่ยวกับการเกษตร ขวัญกำลังใจในการที่ว่าปีนี้เราจะต้องมีน้ำ ปีนี้ต้องไม่เกิดภัยพิบัติ รัฐบาลพร้อมนะครับที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนของพวกเรากินดีอยู่ดี และสามารถที่จะประกอบอาชีพได้อย่างสมเกียรติ”

    ในมิติของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ศ.ดร.ยศชนัน เชื่อมั่นว่าประเพณีที่งดงามนี้คือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยกล่าวว่า “วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสวยงาม แต่ความสวยงามนี้ในความเป็นจริงแล้วมีมูลค่า มีความหมายกับเศรษฐกิจ การจัดงานประเพณีงานหนึ่งเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมากมาย วันนี้มีชาวต่างชาติเข้ามาร่วม วันนี้เราทำให้งานบุญบั้งไฟแพรวาสามารถที่จะขจรไกลไปสู่สายตาชาวโลก… วันนี้ทั้งหน่วยงานราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะทำดีที่สุดที่จะทำให้กาฬสินธุ์เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายในการท่องเที่ยว และอยู่ในสายตาของประชาคมโลก”

    'ยศชนัน' ลุยงานวันหยุด เปิดงานบุญบั้งไฟ ดันกาฬสินธุ์เมืองเที่ยว

    หลังจากการกล่าวขอบคุณชาวชุมชนและอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จ ได้ทำการลั่นฆ้องและจุดพลุเสียงเพื่อเปิดงานอย่างเป็นทางการ จากนั้นได้ร่วมชมการแสดงพิธีเปิด และลงมาร่วมฟ้อนรำกับพี่น้องประชาชนชาวชุมชนผู้ไทยบ้านโพนอย่างเป็นกันเอง สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้ม

    จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน และครอบครัว ออกเดินทางต่อไปยัง “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเดินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยา ซึ่งมีการจัดแสดงซากกระดูกไดโนเสาร์และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต โดยระหว่างการรับชม ได้รับเกียรติจาก ดร.ศิตะ มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยา ผู้ศึกษาวิจัย “นาคาไททัน ชัยภูมิเอ็นซิส” ไดโนเสาร์คอยาวขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่งค้นพบ มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ซึ่งระหว่างการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ครอบครัวของ ศ.ดร.ยศชนัน โดยเฉพาะลูกชายและลูกสาว มีความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งโดยปกติในช่วงวันหยุด ครอบครัวของ ศ.ดร.ยศชนัน มักจะพากันไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวในด้านการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ

    การลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ตลอดทั้งวันของรองนายกรัฐมนตรีและคณะในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในการบูรณาการส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ควบคู่ไปกับ “การท่องเที่ยวเชิงความรู้” เพื่อยกระดับและผลักดันให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1236399&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NX3M6YM7DOLYNQ_D0faSU

  • วิสาขบูชาคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเกาะกูด เรือโดยสารเพิ่มเที่ยวรองรับกว่า 1,500 คน | TOPNEWS

    วิสาขบูชาคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเกาะกูด เรือโดยสารเพิ่มเที่ยวรองรับกว่า 1,500 คน | TOPNEWS

    บรรยากาศการท่องเที่ยวจังหวัดตราดในช่วงวันหยุดยาววันวิสาขบูชา วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะอำเภอเกาะช้าง อำเภอเกาะกูด และเกาะหมาก อย่างต่อเนื่อง

    ที่ท่าเรือเกาะช้างเฟอร์รี่ อ่าวธรรมชาติ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอลงเรือเฟอร์รี่เที่ยวแรกเวลา 07.00 น. โดยในช่วงเช้ายังมีปริมาณรถยนต์และนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ก่อนจะเริ่มหนาแน่นขึ้นตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ทำให้มีรถยนต์ต่อคิวรอลงเรือจำนวนหนึ่ง แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว ใช้เวลารอประมาณ 30-45 นาที

    เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และที่พักต่าง ๆ บนเกาะช้าง ได้จัดโปรโมชั่นลดราคาห้องพักสูงถึง 40-50% เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางมาพักผ่อน ประกอบกับช่วงนี้น้ำตกหลายแห่งมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    นายภานุพงษ์ เมตตา ผู้จัดการท่าเรือเกาะช้างเฟอร์รี่ เปิดเผยว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวมีมากกว่าวันปกติ แต่ยังไม่หนาแน่นเท่ากับช่วงเทศกาลสำคัญที่ผ่านมา ทำให้สามารถรองรับรถยนต์และผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดปัญหารถตกค้างเป็นจำนวนมาก

    ขณะที่ท่าเรือแหลมศอก ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นจุดให้บริการเรือโดยสารไปยังอำเภอเกาะกูดและเกาะหมาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการอย่างคึกคัก โดยเรือโดยสารของ 3 บริษัท ได้แก่ บุญศิริเรือเร็ว เสือดำโก และเกาะกูดเอ็กซ์เพรส รวมถึงเรือสปีดโบ๊ทหลายลำ ได้ทยอยรับส่งนักท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงสายจนถึงเที่ยงวัน

    นายอรรถพล กลิ่นทับ ผู้จัดการบริษัท บุญศิริเรือเร็ว จำกัด เปิดเผยว่า ในวันดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการมากกว่า 1,000 คน ทำให้บริษัทต้องเพิ่มเที่ยวเรืออีก 1 เที่ยว เพื่อรองรับความต้องการ โดยคาดว่าตลอดทั้งวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเกาะกูดและเกาะหมากรวมกันมากกว่า 1,500 คน

    ทั้งนี้ แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่เกาะกูดและเกาะหมากยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย น้ำตกมีน้ำอุดมสมบูรณ์ และสามารถทำกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติได้หลากหลาย ทั้งการเดินป่า ชมน้ำตก และเล่นกีฬาทางน้ำ

    จังหวัดตราดยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติในช่วงฤดูฝน โดยโปรโมชั่นที่พักราคาพิเศษและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588984&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34ZV3Z89dhRzqq7iPidyKr

  • ปั้นสนามบินหัวหินหมุดหมายท่องเที่ยว รองรับไฟล์ทบินตรง

    ปั้นสนามบินหัวหินหมุดหมายท่องเที่ยว รองรับไฟล์ทบินตรง


    รัฐบาลเดินหน้าอัพเกรดสนามบินหัวหิน มุ่งสู่ “Airport for Regional Development” เร่งปลดล็อกอุปสรรคด้านความปลอดภัย พร้อมเตรียมเปิดรับเที่ยวบินตรงต่างประเทศ ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยว

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ท่าอากาศยานหัวหิน” ให้เป็นประตูการท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ตอนบนและฝั่งอ่าวไทย รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ทั้งนี้นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งรัดโครงการก่อสร้างและเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตามแนวทาง “Airport for Regional Development” หรือการยกระดับสนามบินให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการท่องเที่ยวเมืองรอง

    นอกจากนี้ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยานเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและขยายพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งบริเวณหัวทางวิ่ง 16 ของท่าอากาศยานหัวหิน ให้แล้วเสร็จตามกำหนดภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และรองรับการเปิดเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต

    ขณะเดียวกันยังได้กำชับให้จัดทำแผนแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเร่งดำเนินการขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะจาก กพท. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบินต่างประเทศว่าท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดเส้นทางบินใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

    อย่างไรก็ดีกระทรวงคมนาคมยังได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน และผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวระยะยาว และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรอง

    ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ได้มีการหารือแนวทางจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบริการด้านการเดินทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช และด่านกักสัตว์ เพื่อรองรับการเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง มีทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร และลานจอดรองรับอากาศยานแบบ A320 หรือ B737-800 ได้พร้อมกัน 2 ลำ โดยในช่วงปี 2561–2563 เคยเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชียให้บริการเส้นทางเชียงใหม่–หัวหิน อย่างต่อเนื่อง

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหิน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมผลักดันหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43269&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YxVo4VTgVjOl3yHhtba2R

  • รัฐบาลเร่งยกระดับ ‘สนามบินหัวหิน’ สู่ประตูการท่องเที่ยวภาคใต้

    รัฐบาลเร่งยกระดับ ‘สนามบินหัวหิน’ สู่ประตูการท่องเที่ยวภาคใต้

    รัฐบาล เร่งยกระดับ “สนามบินหัวหิน” สู่ประตูการท่องเที่ยวภาคใต้ ดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ–กระจายรายได้สู่ภูมิภาค “ภัทรพงศ์” สั่ง ทย. ปลดล็อกมาตรฐานความปลอดภัย เตรียมเปิดรับเที่ยวบินตรงต่างประเทศ

    30 พฤษภาคม 256 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองรองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ท่าอากาศยานหัวหิน” ให้เป็นประตูการท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ตอนบนและฝั่งอ่าวไทย รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเร่งรัดโครงการก่อสร้างและเตรียมความพร้อมรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ตามแนวทาง “Airport for Regional Development” หรือการยกระดับสนามบินให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการท่องเที่ยวเมืองรอง

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยานเร่งดำเนินโครงการก่อสร้างอุโมงค์ถนนและขยายพื้นที่ปลอดภัยรอบทางวิ่งบริเวณหัวทางวิ่ง 16 ของท่าอากาศยานหัวหิน ให้แล้วเสร็จตามกำหนดภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และรองรับการเปิดเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้จัดทำแผนแก้ไขข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเร่งดำเนินการขอใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะจาก กพท. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สายการบินต่างประเทศว่าท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดเส้นทางบินใหม่เข้าสู่ประเทศไทย

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมยังได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว สายการบิน และผู้ประกอบการโรงแรม เพื่อร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นักท่องเที่ยวระยะยาว และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่จังหวัดเมืองรอง

    ในส่วนของการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ได้มีการหารือแนวทางจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบริการด้านการเดินทาง รวมถึงการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช และด่านกักสัตว์ เพื่อรองรับการเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    ปัจจุบันท่าอากาศยานหัวหินมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง มีทางวิ่งขนาด 2,100 x 35 เมตร และลานจอดรองรับอากาศยานแบบ A320 หรือ B737-800 ได้พร้อมกัน 2 ลำ โดยในช่วงปี 2561–2563 เคยเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ ก่อนหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะที่ปัจจุบันสายการบินไทยแอร์เอเชียให้บริการเส้นทางเชียงใหม่–หัวหิน อย่างต่อเนื่อง

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหิน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมผลักดันหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1005635/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XcjslOo0eonyQShsWpuQ4

  • บอร์ด กกท. ตั้งปลัดท่องเที่ยวและกีฬาฯ นั่งประธานสรรหาผู้ว่าการคนใหม่

    บอร์ด กกท. ตั้งปลัดท่องเที่ยวและกีฬาฯ นั่งประธานสรรหาผู้ว่าการคนใหม่

    บอร์ด กกท. ตั้งปลัดท่องเที่ยวและกีฬาฯ นั่งประธานสรรหาผู้ว่าการคนใหม่

    บอร์ด กกท. ไฟเขียวตั้ง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นั่งประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ แทน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ที่จะหมดวาระ ก.ย. 2569 นี้

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งต่อจากตนเองที่จะครบวาระการทำงานในเดือนกันยายน 2569

    สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาฯ ชุดดังกล่าว ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ พร้อมด้วย รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), อธิบดีกรมพลศึกษา และ รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ กรรมการ กกท. ร่วมเป็นกรรมการ โดยมี ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการสรรหา

    ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ชุดนี้ได้รับความเห็นชอบจาก บอร์ด กกท. เรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องรอหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จากนั้นคณะกรรมการจะเริ่มกระบวนการสรรหาทันที ซึ่งคาดว่าจะมีการนัดประชุมครั้งแรกในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ บอร์ด กกท. ได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานอย่างชัดเจน โดยจะต้องดำเนินการสรรหาและได้ตัวผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ ภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้สามารถรับช่วงต่อการบริหารงานและพัฒนาวงการกีฬาไทยได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/104476/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hfaOJtq_WmqJL8SUnx2RS