Category: ท่องเที่ยว

  • การเมือง – ‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

    การเมือง – ‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

    ‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

    รมว.วธ. “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานประเพณี “บุญสลากภัต วัดตากฟ้า” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

    วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.15 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดงาน “ประเพณีบุญสลากภัต วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่ 31 ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอตากฟ้า หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

    ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไฮไลต์สำคัญคือ ขบวนแห่สลากภัตสุดอลังการจำนวน 33 ขบวน ซึ่งนับเป็นขบวนแห่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นการร้อยรวมใจของชาวบ้านจากทุกตำบล นอกจากนี้ยังมีพิธีห่มผ้าพระมหาเจดีย์บูชาพระคุณพ่อ พิธีถวายสำรับสลากภัตแด่พระภิกษุสามเณร พิธีหล่อพระ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ การแสดงรำรอบพระมหาเจดีย์ รำสลากภัต รำสิริมังคลา การแสดงดีดไห และมหกรรมกลองยาว รวมถึงการสาธิตอาหารไทยพื้นถิ่นและตลาดสินค้าวัฒนธรรมชุมชน

    งานประเพณีบุญสลากภัต ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ชาวอำเภอตากฟ้าสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 31 สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาต่อหลวงพ่อตากฟ้า ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

    การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/967956&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ev2zyVI3fAr2tujCVdC75

  • ลุยเชื่อม “เมืองหลักสู่เมืองรอง” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการเดินทาง-ท่องเที่ยวของภูมิภาค

    ลุยเชื่อม “เมืองหลักสู่เมืองรอง” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการเดินทาง-ท่องเที่ยวของภูมิภาค

    รัฐบาลผนึกการบินไทย เปิดเกมเชื่อมเมืองหลักสู่เมืองรอง ตั้งเป้า “นครศรีธรรมราช ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน หัวหิน แพร่ ร้อยเอ็ด” ดันไทยสู่ศูนย์กลางการเดินทาง-ท่องเที่ยวของภูมิภาค

    วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายการเดินทางสำคัญของภูมิภาค” ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการ โดยล่าสุด นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อวางแนวทางเพิ่มเส้นทางบินและยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางจาก “เมืองหลักสู่เมืองรอง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    รองโฆษกรัฐบาล กล่าวต่อไปว่า นายภัทรพงศ์ ได้หารือกับการบินไทยในการเพิ่มเที่ยวบินภายในประเทศมายังท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน อาทิ กระบี่ นครศรีธรรมราช และอุดรธานี รวมถึงผลักดันการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศเข้าสู่จังหวัดท่องเที่ยวศักยภาพ เช่น กระบี่ สุราษฎร์ธานี และหัวหิน (จ.ประจวบคีรีขันธ์) จากประเทศต้นทางสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างการกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึง

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังมุ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ เชื่อมโยงเมืองหลักและเมืองรอง เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับศักยภาพของสนามบินภูมิภาคให้เป็น “Airport for Regional Development” หรือกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับพื้นที่

    สำหรับเมืองรอง 7 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ นครศรีธรรมราช ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) แพร่ และร้อยเอ็ด ขณะเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนงานร่วมกัน พร้อมเร่งรัดการพัฒนาท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน เพื่อรองรับการขยายตัวของการเดินทางและการท่องเที่ยวในอนาคต

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางพัฒนาบุคลากรด้านการบิน โดยสถาบันการบินพลเรือนเตรียมความพร้อมรองรับศิษย์การบินตามแผนสรรหานักบินของการบินไทย เพื่อฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว รวมถึงความร่วมมือกับโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการจัดบริการห้องพักระยะสั้นสำหรับผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่สายการบินในกรณีจำเป็นต้องพักค้างระหว่างการเดินทาง

    รองโฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า กรมท่าอากาศยานยืนยันความพร้อมในการรองรับเที่ยวบินเพิ่มเติม ทั้งด้านศักยภาพสนามบิน บุคลากร และการเชื่อมต่อการเดินทางในพื้นที่ ขณะที่การบินไทยพร้อมสนับสนุนการขยายตลาดการบิน โดยเฉพาะการผลักดันท่าอากาศยานกระบี่ให้เติบโตเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางอากาศสำคัญของภาคใต้

    “รัฐบาลมุ่งใช้ระบบคมนาคมทางอากาศเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ควบคู่กับการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเดินทางและจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2936511&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ycn5y0esNo6PiFIzkjgC

  • ‘อนุทิน’เป็นประธานทอดผ้าป่า ‘วัดถ้ำเสือ’ หนุนส่งเสริมท่องเที่ยววิถีพุทธ | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’เป็นประธานทอดผ้าป่า ‘วัดถ้ำเสือ’ หนุนส่งเสริมท่องเที่ยววิถีพุทธ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อร่วมพลังศรัทธาสมทบทุนปรับปรุง และสร้างพุทธศาสนสถาน ภายในวัดถ้ำเสือ โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมว.มหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผวจ.กระบี่ นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่  น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.กระบี่ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เข้าร่วม โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17 ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือ เป็นประธานสงฆ์ รวมยอดเงินอนุโมทนาผ้าป่าสามัคคีจากทุกภาคส่วน 8,101,818.99 บาท

    ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ เดินทางถึง ได้ร่วมรับชมการแสดง รำวงเมืองกระบี่ จากกลุ่มสตรีอำเภอเมืองกระบี่ แล้วเดินเข้าสู่ศาลาการเปรียญ เพื่อประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สมโภชผ้าป่า ถวายพุ่มผ้าป่า โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อส่งเสริมให้วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นสถานที่ทางศาสนาที่สำคัญและมีชื่อเสียงของภาคใต้และประเทศไทย ได้เป็นศาสนสถานที่เหมาะสมในการประกอบศาสนพิธีและกิจของสงฆ์ควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้ประชาชน ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยในระหว่างการสมโภชผ้าป่า ท่านเจ้าคุณพระเทพวชิรากร ได้ให้พรแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้บริหารราชการแผ่นดินประสบความสำเร็จตลอด 4 ปี เพื่อสร้างความผาสุกให้กับประเทศชาติและประชาชนด้วย

    นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่ ได้ออกหน่วยศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ทั้งการรับเรื่องร้องทุกข์ การสอบถามข้อมูล การดูแลน้ำดื่มจากการประปาส่วนภูมิภาค การสำรองระบบไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการดูแลความปลอดภัยประชาชนโดยกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกระบี่ที่ 1 และกองบังคับการหน่วยรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจังหวัด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5907720/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13dVT3-cZee5Ya5iR-aF5W

  • โปลิศท่องเที่ยวรวบสาวขี้ขโมย ฉกทรัพย์คนนอนหลับในสนามบิน | เดลินิวส์

    โปลิศท่องเที่ยวรวบสาวขี้ขโมย ฉกทรัพย์คนนอนหลับในสนามบิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.เสกสันติ์ ฐิรเรืองรัตน์ สว.กก.3 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ), สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาหญิงรายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 484/2569 ลงวันที่ 30 พ.ค. 2569 ในข้อหา “ลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน” พร้อมของกลางทรัพย์สินของผู้เสียหายหลายรายการ โดยจับกุมตัวได้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า ระหว่างที่นอนหลับพักผ่อนอยู่บริเวณที่พักคอย ชั้น 3 ใกล้ประตู 3 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พอตื่นขึ้นมาช่วงตี 4 ก็ต้องช็อก เมื่อพบว่ากระเป๋าสีฟ้าขนาดเล็กหายไป ภายในมีทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน 7 พลัส 1 เครื่อง, กระเป๋าสตางค์ และเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือเดินทาง, บัตรประชาชน, ไอดีการ์ดดูไบ, เงินสดสกุลต่างประเทศจำนวนมาก อาทิ เงินดอลลาร์สหรัฐ 4,000 ดอลลาร์, เงินดีแฮม (ยูเออี) 9,500 ดีแฮม, เงินยูโร 800 ยูโร และเงินปอนด์อีก 400 ปอนด์ รวมมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 300,000 บาท หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1 และ พ.ต.อ.ทองรชฎ เหรียญสุวงษ์ ผกก.สภ.ท่าอากาศยานฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เสกสันติ์ ฐิรเรืองรัตน์ สว.กก.3 บก.ทท.1 นำกำลังชุดสืบสวนประสานฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานฯ เพื่อไล่กล้องวงจรปิดแกะรอยล่าตัวคนร้าย

    จากการตรวจสอบประวัติพบว่า คนร้ายรายนี้เป็นรายเดียวกับที่เพิ่งตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เมื่อวันที่ 16 พ.ค. และลักทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งมีแจ้งความไว้ที่ สน.ดอนเมือง ก่อนจะย้ายมาทำลายชื่อเสียงประเทศซ้ำที่สุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับ และตามลากคอได้คารีสอร์ทที่ จ.สิงห์บุรี ในที่สุด ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีและเตรียมคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. เปิดเผยว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่เน้นย้ำให้ตำรวจท่องเที่ยวดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เปรียบเสมือนเพื่อนคนแรก (Your First Friend) และญาติมิตรในต่างแดน ทั้งนี้ หากประชาชนหรือนักท่องเที่ยวพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5907884/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddqdFavHeRhfbKD05qmoa

  • เข้าฟรี! เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า 3 มิ.ย.

    เข้าฟรี! เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า 3 มิ.ย.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า โพสต์ระบุว่า เข้าฟรี! เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้า ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศ ยกเว้นค่าบริการสำหรับคนไทย
    ทั้งบุคคลและยานพาหนะ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่:
    – อุทยานแห่งชาติ
    – วนอุทยาน
    – สวนพฤกษศาสตร์
    – สวนรุกขชาติ
    – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
    – เขตห้ามล่าสัตว์ป่า

    เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เปิดโอกาสให้ประชาชนเรียนรู้และสนุกกับธรรมชาติ และ ปลูกจิตสำนึกและตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    เงื่อนไขและข้อแนะนำสำคัญ
    – เฉพาะวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 นี้เท่านั้น
    – สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย (กรุณาแสดงบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าพื้นที่)
    🚲 ยกเว้นค่าบริการทั้ง “บุคคล” และ “ยานพาหนะ”

    เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ก่อนออกเดินทางกรุณาสอบถามเส้นทางการเดินทางก่อนมาแหล่งท่องเที่ยว และร่วมกัน “ท่องเที่ยววิถีใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” งดนำพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อบ้านของสัตว์ป่ากัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 065-587-9315

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000051462&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g58yAbTn2HPej4iat3sE7

  • “อนุทิน” นำพุทธศาสนิกชนทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยว “วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาควบคู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

    “อนุทิน” นำพุทธศาสนิกชนทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยว “วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่” เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาควบคู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

    วันนี้ (31 พ.ค. 69) เวลา 10.30 น. ที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อร่วมพลังศัทธาสมทบทุนปรับปรุง และสร้างพุทธศาสนสถาน ภายในวัดถ้ำเสือ โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เข้าร่วม โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17 ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือ เป็นประธานสงฆ์ รวมยอดเงินอนุโมทนาผ้าป่าสามัคคีจากทุกภาคส่วน 8,101,818.99 บาท

    โอกาสนี้ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และนายคณิต ชูช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่ เข้าร่วมกว่า 2,000 คน

    ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินทางถึง ได้ร่วมรับชมการแสดง “รำวงเมืองกระบี่” จากกลุ่มสตรีอำเภอเมืองกระบี่ แล้วเดินเข้าสู่ศาลาการเปรียญ เพื่อประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สมโภชผ้าป่า ถวายพุ่มผ้าป่า โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อส่งเสริมให้ “วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่” ซึ่งเป็นสถานที่ทางศาสนาที่สำคัญและมีชื่อเสียงของภาคใต้และประเทศไทย ได้เป็นศาสนสถานที่เหมาะสมในการประกอบศาสนพิธีและกิจของสงฆ์ควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้ประชาชน ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยในระหว่างการสมโภชผ้าป่า ท่านเจ้าคุณพระเทพวชิรากร ได้ให้พรแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้บริหารราชการแผ่นดินประสบความสำเร็จตลอด 4 ปี เพื่อสร้างความผาสุกให้กับประเทศชาติและประชาชนด้วย

    นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่ ได้ออกหน่วยศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ทั้งการรับเรื่องร้องทุกข์ การสอบถามข้อมูล การดูแลน้ำดื่มจากการประปาส่วนภูมิภาค การสำรองระบบไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการดูแลความปลอดภัยประชาชนโดยกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกระบี่ที่ 1 และกองบังคับการหน่วยรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/298794&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3obmVSof6od3AwNkEUBNrC

  • เจาะแผน “5 Economy” อาวุธใหม่ ททท. ล่านักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

    เจาะแผน “5 Economy” อาวุธใหม่ ททท. ล่านักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น หลายคนอาจคิดว่าคงไม่มีใครกล้าเที่ยวเหมือนเดิม แต่ข้อมูลจาก วีซ่า ยักษ์ใหญ่ Digital Payment ระดับโลก กลับบอกว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้เลิกเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนวิธีเที่ยวเท่านั้น 

    จากเดิมที่อาจบินข้ามทวีปกันบ่อย ๆ วันนี้หลายคนหันมาเลือกเดินทางในภูมิภาคใกล้บ้านมากขึ้น วางแผนทริปแบบยืดหยุ่นขึ้น และที่สำคัญคือให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่าการซื้อของหรือใช้เงินไปกับสิ่งของราคาแพง

    เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ต้องเปลี่ยนตาม จากเดิมที่หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมักแข่งขันกันที่จำนวนคน หรือ Volume ว่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้กี่ล้านคน วันนี้ ททท.กำลังขยับเกมใหม่ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” หรือ Value จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านแนวคิดที่เรียกว่าผลักดัน “5 Economy”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    เมื่อความหรูหราไม่ได้วัดกันที่ราคา แต่เป็นความรู้สึก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. อธิบายว่า แนวคิดนี้จะถูกนำมาขับเคลื่อนร่วมกับวีซ่า ภายใต้โครงการ Visa Destination โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประเทศไทยตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand : Your Feeling is the New Luxury”

    พูดง่าย ๆ คือ ความหรูหราในยุคนี้อาจไม่ใช่การพักโรงแรมแพงที่สุดหรือกินร้านอาหารหรูที่สุด แต่เป็นความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสบายใจ หรือประสบการณ์ที่มีความหมาย และนั่นคือที่มาของ 5 เศรษฐกิจใหม่ที่ ททท. กำลังผลักดัน ไม่ว่าจะเป็น

    1. Life Economy เที่ยวเพื่อฮีลใจ ไม่ใช่แค่เที่ยวเพื่อเช็กอิน

    ช่วงหลังเราจะเห็นคำว่า Wellness และ Healing ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางเพื่อพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และเยียวยาจิตใจ มากกว่าจะออกไปตะลุยเที่ยวแบบเดิม

    Life Economy จึงเน้นการสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่สปา เวลเนส ไปจนถึงการพาไปค้นพบมุมสงบของเมือง อย่างย่านทรงวาด ที่กำลังกลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับคนที่อยากชะลอจังหวะชีวิตและใช้เวลากับตัวเอง

    เจาะแผน

    2. Night Economy เปลี่ยนเมืองไทยให้ทำเงินได้ทั้งวันทั้งคืน

    หลายประเทศทั่วโลกสร้างรายได้มหาศาลจากเศรษฐกิจกลางคืน และ ททท. ก็มองว่าไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร Night Economy ไม่ได้หมายถึงแค่สถานบันเทิง แต่รวมถึงสตรีทฟู้ด ร้านอาหาร คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์ งานศิลปะ หรือย่านสร้างสรรค์ต่าง ๆ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังพระอาทิตย์ตกดิน

    เป้าหมายคือทำให้เมืองท่องเที่ยวไทยมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชั่วโมง และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

    3. Subculture Economy ขายความหลงใหล มากกว่าขายสถานที่

    นี่อาจเป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่สุด แทนที่จะทำตลาดแบบแมสเหมือนในอดีต ททท. เริ่มหันมาจับกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะทางมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการจัดงาน UFO Festival คำถามว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือมีคนจำนวนมากที่สนใจเรื่องนี้จริง

    หากประเทศไทยสามารถสร้างประสบการณ์หรืออีเวนต์ที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ ก็อาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนรัก UFO จากทั่วโลกอยากเดินทางมาเยือน

    นี่คือการเปลี่ยนจากการขายสถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่การขาย “แพสชัน” ของผู้คน

    4. Circular Economy เที่ยวอย่างไรไม่ให้โลกเหนื่อยกว่าเดิม

    อีกหนึ่งเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นคือเรื่องความยั่งยืน Circular Economy จึงเน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อชุมชน และสร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    เพราะนักท่องเที่ยวคุณภาพในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ความสนุก แต่ยังสนใจว่าการเดินทางของตัวเองส่งผลต่อโลกอย่างไรด้วย

    5. Platform Economy ทำให้การเที่ยวไทยง่ายที่สุด

    สุดท้ายคือเรื่องของความสะดวกสบาย ททท. และวีซ่าต้องการเชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันให้ไร้รอยต่อ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล วางแผนการเดินทาง ไปจนถึงการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล

    เป้าหมายคือทำให้ประเทศไทยกลายเป็น Cashless Destination อย่างเต็มรูปแบบ นักท่องเที่ยวสามารถแตะบัตรหรือสแกนจ่ายได้ทุกที่เหมือนอยู่บ้านตัวเอง

    จากเมืองหลักสู่ 77 จังหวัด

    ในระยะแรก โครงการจะเน้นเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เชียงราย และขอนแก่น ก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    พร้อมกับการพัฒนาข้อเสนอพิเศษ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม และกิจกรรมท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางแต่ละกลุ่ม

    เจาะแผน Visa เลือกไทยเป็นประเทศแรกในเอเชีย เปิดแพลตฟอร์ม Visa Destinations ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คือการที่วีซ่า ขยายแพลตฟอร์ม “Visa Destinations” สู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเลือกประเทศไทยเป็นตลาดแรก และเป็นประเทศเดียวที่ได้รับการพัฒนาในระดับประเทศ

    โครงการดังกล่าวครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ สะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่สามารถตอบโจทย์นักเดินทางได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เมืองระดับโลกไปจนถึงเมืองรองที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว

    ข้อมูลจากวีซ่า ยังชี้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2568 การเดินทางขาเข้าฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และการใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่นมากขึ้น

    ปัจจุบันเม็ดเงินใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในไทยมากกว่าสองในสามมาจากนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และยุโรป ยังคงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดการใช้จ่ายหลักยังคงเป็นที่พัก ร้านอาหาร ค้าปลีก สุขภาพ และบริการด้านการเดินทาง

    แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย

    ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เน้นคนที่ใช้จ่ายมากขึ้น

    แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของ Visa Destinations ไม่ได้มุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่พร้อมใช้จ่ายมากขึ้น พำนักนานขึ้น และออกเดินทางไปยังจุดหมายใหม่ ๆ นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก

    โดยมุ่งสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ครอบคลุมทั้งกลุ่มครอบครัว คู่รัก นักท่องเที่ยวฮันนีมูน และนักเดินทางแบบ Solo Traveler

    ข้อมูลของวีซ่า ยังพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงที่สุดและมีระยะเวลาพำนักยาวนานที่สุด ขณะที่กลุ่มครอบครัวมีการใช้จ่ายในระดับกลาง ส่วนกลุ่ม Solo Traveler มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่ำกว่า

    ยุคใหม่ของนักท่องเที่ยว ซื้อ “ประสบการณ์” มากกว่าสินค้า

    เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้จ่าย แอนโทนี กล่าวว่า หมวดค้าปลีกหรือรีเทลยังคงเป็นหมวดที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุด สะท้อนว่าประเทศไทยยังเป็นจุดหมายด้านการช้อปปิ้งที่สำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองลงมาคือที่พักและร้านอาหาร

    อย่างไรก็ตาม เทรนด์ที่น่าจับตาคือการเติบโตของ “Experience Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อเข้าร่วมคอนเสิร์ต อีเวนต์ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์คอนเสิร์ตระดับโลกในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น Blackpink หรือ Taylor Swift กลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการจองโรงแรม ร้านอาหาร และการเดินทางในเมืองปลายทางไปพร้อมกัน

    แม้โลกผันผวน แต่ดีมานด์เดินทางยังไม่หาย

    แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อบางตลาด แต่ภาพรวมการเดินทางผ่านเครือข่ายวีซ่า ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    วีซ่ามองว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น Travel Hub หรือศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของภูมิภาค ทั้งในฐานะจุดหมายปลายทางและจุดพักเปลี่ยนเที่ยวบินของนักเดินทางจากทั่วโลก

    เจาะแผน

    ดันไทยสู่ Cashless Destination เต็มรูปแบบ

    ภายใต้ความร่วมมือกับ ททท. Visa ยังเตรียมยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวผ่านระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ ทั้งการแตะบัตรและการสแกนจ่าย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายได้สะดวกไม่ต่างจากการอยู่ในประเทศของตนเอง

    ขณะเดียวกัน ยังเร่งขยายจุดรับชำระเงินไปยังร้านค้ารายย่อยมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเข้าถึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างทั่วถึง และรองรับพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้จ่ายแบบดิจิทัลเป็นหลัก

    อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าความร่วมมือนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือสร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และเชื่อมนักท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ประเทศเข้าสู่ท้องถิ่นได้อย่างไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/743205&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZdrEK3oXBeZKl8q9ynJyl

  • เกาหลีใต้ดัน “K-Glow” บูมท่องเที่ยวความงาม ต่างชาติทะลักเข้าคลินิก

    เกาหลีใต้ดัน “K-Glow” บูมท่องเที่ยวความงาม ต่างชาติทะลักเข้าคลินิก

    เกาหลีใต้ดัน “K-Glow” บูมท่องเที่ยวความงาม ต่างชาติทะลักเข้าคลินิก

    กระแส K-Beauty ยกระดับสู่ยุค “K-Glow” นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้ารับบริการความงามในเกาหลีใต้ หนุนเศรษฐกิจและรายได้ทางการแพทย์เติบโตแซงภาคท่องเที่ยว

    การท่องเที่ยวเชิงความงามของเกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ จากเดิมที่ประเทศได้รับความนิยมจากวัฒนธรรมเคป๊อป ซีรีส์ และศัลยกรรมตกแต่ง สู่กระแส “K-Glow” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้ารับบริการดูแลผิวพรรณและชะลอวัย จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ

    มาเรีย ซู ที่ปรึกษาธุรกิจชาวเม็กซิโกซึ่งพำนักอยู่ในนครดูไบ เปิดเผยว่า การเดินทางมาเยือนกรุงโซลครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อนของเธอมีเป้าหมายเพื่อเยี่ยมชมร้านกาแฟและสวนสาธารณะชื่อดัง แต่ในการเดินทางครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในคลินิกเสริมความงาม ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์และการฉีดสารเสริมความงาม

    “เรารู้สึกปลอดภัยที่จะมาดูแลใบหน้าในประเทศนี้” ซูกล่าว พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากมีต่อมาตรฐานความงามของเกาหลีใต้

    ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการผ่าตัดเสริมจมูกหรือทำตาสองชั้นเหมือนในอดีต แต่หันมาให้ความสนใจกับหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การบำบัดด้วยแสงสีแดง การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอย และการยกกระชับผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลลัพธ์เป็นธรรมชาติและใช้เวลาพักฟื้นน้อย

    เกาหลีใต้ดัน “K-Glow” บูมท่องเที่ยวความงาม ต่างชาติทะลักเข้าคลินิก

    ฮง ซึงอุก ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสุขภาพระดับโลกของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อัตราการเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติในประเทศกำลังขยายตัวเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไป

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติมากกว่า 2 ล้านคนเดินทางเข้ารับการรักษาและบริการทางการแพทย์ในประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 1.17 ล้านคนในปี 2567 สะท้อนถึงความต้องการบริการทางการแพทย์และความงามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ฮงกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านบริการทางการแพทย์มากกว่าการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไปในเกาหลีใต้แล้ว โดยหน่วยงานภาครัฐมีแผนผลักดันบริการด้านการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพให้เป็นจุดขายสำคัญ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยววัยกลางคนจากทั่วโลก

    กระแสดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยแฮชแท็กอย่าง “#KoreaGlowUp” ได้รับความนิยมอย่างมากบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น อินสตาแกรม ทำให้ภาพลักษณ์ของเกาหลีใต้ในฐานะศูนย์กลางความงามระดับโลกยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

    นักท่องเที่ยวจำนวนมากระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ได้รับความนิยมคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ บางกรณีมีราคาถูกกว่าถึงร้อยละ 20 ขณะเดียวกันยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเทคนิคด้านความงามที่ล้ำหน้ากว่าหลายประเทศ

    เกาหลีใต้ดัน “K-Glow” บูมท่องเที่ยวความงาม ต่างชาติทะลักเข้าคลินิก

    ซินดี กู นักตัดต่อวิดีโอสำหรับสื่อสังคมออนไลน์วัย 30 ปีจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เกาหลีใต้มีทางเลือกด้านความงามหลากหลายที่ยังไม่มีให้บริการในสหรัฐฯ โดยเธอเดินทางมารับบริการยกกระชับใบหน้าที่คลินิกความงามในย่านกังนัมของกรุงโซล

    ด้านเซริน ลี ผู้อำนวยการฝ่ายผิวหนังและความงามของคลินิกดังกล่าว มองว่าการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริการมีราคาที่เข้าถึงได้ เนื่องจากเกาหลีใต้มีคลินิกความงามจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ

    ข้อมูลจากสมาคมแพทย์ผิวหนังเกาหลีระบุว่า ปัจจุบันมีคลินิกที่ให้บริการดูแลผิวพรรณราว 15,000 แห่ง โดยส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันสูงและช่วยกดราคาค่าบริการลง

    คลินิกหลายแห่งรองรับลูกค้าต่างชาติผ่านเจ้าหน้าที่ประสานงานหลายภาษา ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาใช้บริการจากทั่วโลก

    สำหรับมาเรีย ซู เกาหลีใต้ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะด้านความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพในหลายมิติ เธอเปิดเผยว่ากำลังพัฒนาโครงการเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวในเกาหลีใต้สู่ผู้คนทั่วโลก พร้อมยอมรับว่า “ความฝันในตอนนี้คือการได้ย้ายมาใช้ชีวิตที่นี่”

    ปรากฏการณ์ “K-Glow” จึงกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนใหม่ของเกาหลีใต้ ที่ต่อยอดจากความสำเร็จของวัฒนธรรมเคป๊อปและกระแส K-Beauty สู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงามระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/743194&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05Tr6eG7lry1WMe2ybljJM

  • สะเทือนวงการท่องเที่ยว! “เต้ มงคลกิตติ์” ผุดไอเดียสายล้ำสร้าง “ไดโนพาร์ค” ใน กทม. ควบคู่บิ๊กโปรเจกต์

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! “เต้ มงคลกิตติ์” ผุดไอเดียสายล้ำสร้าง “ไดโนพาร์ค” ใน กทม. ควบคู่บิ๊กโปรเจกต์

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! “เต้ มงคลกิตติ์” ผุดไอเดียสายล้ำสร้าง “ไดโนพาร์ค” ใน กทม. ควบคู่บิ๊กโปรเจกต์เนรมิต “จูราสสิคเวิลด์” ที่เกาะตะรุเตา | Off The Record
    .
    ชมรายการ Off The Record ได้ที่ : https://youtu.be/JUVULc4-b_4
    .
    #เต้มงคลกิตติ์ #เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม #ไดโนเสาร์ #OffTheRecord #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/219533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rHJ7W70f2-vqMeL1HS3n5

  • ท่องเที่ยวไทยโชว์ฟอร์มเจ๋ง ปักหมุดฮับ ‘ลักชัวรี-ความยั่งยืน’ ระดับนานาชาติ

    ท่องเที่ยวไทยโชว์ฟอร์มเจ๋ง ปักหมุดฮับ ‘ลักชัวรี-ความยั่งยืน’ ระดับนานาชาติ


    ปลัดท่องเที่ยวฯ เผยท่องเที่ยวไทยโชว์ฟอร์มเจ๋ง กวาดรางวัลระดับโลกปี 2025-2026 ครบทุกสาย ทั้งกรุงเทพฯ เมืองลักชัวรี, เชียงใหม่ ฮับคนทำงานทางไกล และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสายยั่งยืน

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย แม้สถานการณ์ความท้าทายและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสงคราม ภาวะผันผวนเศรษฐกิจโลก และปัจจัยภายในประเทศ แต่ไทยยังสามารถครองแชมป์ด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและตอกย้ำศักยภาพการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำของโลก หลังแหล่งท่องเที่ยวไทยได้รับรางวัลและการยอมรับจากองค์กรด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2026 ทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบริการระดับลักชัวรี อีเวนท์ระดับโลก และการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    จากสถิติที่รวบรวมจากนิตยสาร และผู้เก็บสถิติระดับนานาชาติ ที่ผ่านมา เป็นที่น่ายินดีที่ไทยติดอยู่ในTop Five เกือบทุกสถาบันและนิตยสาร เช่น “เกาะกระดาน” จังหวัดตรัง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในชายหาดที่ดีที่สุดของโลก ขณะที่ “หมู่เกาะลันตา” จังหวัดกระบี่ คว้ารางวัล Green Destinations Story Awards 2026 สาขา Nature & Scenery จากเวที ITB Berlin ประเทศเยอรมนี สะท้อนความโดดเด่นด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างสมดุล

    นอกจากนี้ “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” จังหวัดน่าน และ “เมืองเก่าตะกั่วป่า” จังหวัดพังงา ยังได้รับรางวัล Green Destinations Awards 2026 จากการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ควบคู่การอนุรักษ์อัตลักษณ์และวิถีชุมชนท้องถิ่น ขณะที่ “เชียงคาน” จังหวัดเลย และจังหวัดอุทัยธานี ได้รับการยอมรับในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่โดดเด่นด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

    ด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับจาก Forbes Travel Guide 2025–2026 ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางลักชัวรีชั้นนำของโลก ส่วนจังหวัดภูเก็ตยังคงได้รับความนิยมในฐานะเมืองท่องเที่ยวชายทะเลระดับโลก ขณะที่เกาะสมุยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะจุดหมายด้านสุขภาพและการพักผ่อนระดับพรีเมียม

    ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ยังได้รับการยกย่องจาก Forbes และสื่อท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ให้เป็นหนึ่งในเมืองยอดนิยมสำหรับกลุ่ม Digital Nomad หรือผู้ที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมรองรับ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตและทำงานในเอเชีย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมั่นว่า ความสำเร็จของแหล่งท่องเที่ยวไทยในเวทีระดับโลกครั้งนี้ สะท้อนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่มุ่งเน้น “คุณภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ที่มีคุณค่า” พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ทั้งการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน เชิงธรรมชาติ เชิงสุขภาพ กลุ่มลักชัวรี และกลุ่มนักเดินทางคุณภาพยุคใหม่ที่กำลังเติบโตทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43281&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EKpPnMa_S-xOw1I5jjuWN