Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ดันเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อวดโฉม “น้องค่างแว่น” ขวัญใจนักท่องเที่ยว

    ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ดันเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อวดโฉม “น้องค่างแว่น” ขวัญใจนักท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯ ประจวบฯ ดันเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อวดโฉม “น้องค่างแว่น” ขวัญใจนักท่องเที่ยว

    วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมบันทึกเทปรายการพิเศษกับสถานีโทรทัศน์ NBT ภาคกลาง ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก ภายในพื้นที่กองบิน 5 อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อประชาสัมพันธ์และผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ในการบันทึกเทปครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้พาเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของจังหวัด พร้อมแนะนำ “ค่างแว่นถิ่นใต้” สัตว์สัญลักษณ์ประจำจังหวัด หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกว่า “น้องเอ็นดู” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดสำคัญของพื้นที่กองบิน 5

    จุดเด่นของค่างแว่นถิ่นใต้ คือ ลักษณะวงแหวนสีขาวรอบดวงตา และมีพฤติกรรมคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนนิยมถ่ายภาพและเช็กอินอย่างใกล้ชิด โดยถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ยอดนิยมของการท่องเที่ยวในพื้นที่

    ก่อนหน้านี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ยังได้กล่าวถึงนโยบาย “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” และแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ที่วนอุทยานเขาตาม่องล่าย ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยจังหวัดอยู่ระหว่างเร่งขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทั้ง 8 อำเภอ บนพื้นฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสู่ระดับประเทศและนานาชาติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475503&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07rN98sE1bl2KuXLtyKCJ7

  • ฉลอง 108 ปี “หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งเพชรบุรี! จัดเต็มมหกรรมอาหาร-ดนตรี ริมชายหาดสุดโรแมนติก | TOPNEWS

    ฉลอง 108 ปี “หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งเพชรบุรี! จัดเต็มมหกรรมอาหาร-ดนตรี ริมชายหาดสุดโรแมนติก | TOPNEWS

    ชวนเที่ยวเพชรบุรี สัมผัสมนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย ชวนชิมอาหาร ฟังดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก

    วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.00 น. ที่  บริเวณหาดเจ้าสำราญ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “แอนนิเวอร์ซารี่ 108 ปี หาดเจ้าสำราญ ตอน สุขสำราญ อาหาร ดนตรี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติให้กลับมาคึกคัก โดยมี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ นักท่องเที่ยว และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดพิเศษ

    ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า หาดเจ้าสำราญเปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามของฝั่งอ่าวไทย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนาม “หาดเจ้าสำราญ”

    เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2461 การจัดงานระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2569 ในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับบรรยากาศความสวยงามทางธรรมชาติริมชายหาด

    สำหรับกิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย มหกรรมอาหารริมหาดที่มีการออกบูธจำหน่ายอาหารทะเลสดและเมนูเด็ดกว่า 100 ร้านค้า การจัดจุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงพลุไฟริมชายหาดยามค่ำคืน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ จ๊ะ นงผณี แหลม สมพล และวง MEAN BAND

    สลับกับการแสดงดนตรีท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้เน้นย้ำและฝากความหวังให้ชาวตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนผู้ประกอบการ ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และร่วมกันผลักดันให้หาดเจ้าสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ดาราวรรณ เข็มตรง ผู้สื่อข่าว Topnews ทั่วไทย จ.เพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1569926&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wpQPriWjXwFOITsC1hKZi

  • “สถานทูตอิสราเอล” เตือนทันควัน! อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย หลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต สั่งลุยจัดระเบียบ ชี้โทษหนักส่งฟ้องศาล-เพิกถอนสิทธิพำนัก

    “สถานทูตอิสราเอล” เตือนทันควัน! อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย หลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต สั่งลุยจัดระเบียบ ชี้โทษหนักส่งฟ้องศาล-เพิกถอนสิทธิพำนัก

    “สถานทูตอิสราเอล” เตือนทันควัน! อย่าฝ่าฝืนกฎหมายไทย หลังผู้ว่าฯ ภูเก็ต สั่งลุยจัดระเบียบ ชี้โทษหนักส่งฟ้องศาล-เพิกถอนสิทธิพำนัก

    จากนโยบายความเข้มงวดในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ที่มุ่งเน้นสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน ล่าสุดมาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศเริ่มมีการตอบสนองและให้ความร่วมมือในการกำชับพลเมืองของตนเองให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย

    โดยก่อนหน้านี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ได้เรียกประชุมผู้แทนชาวต่างชาติเพื่อวางแนวทางควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือละเมิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการฝ่าฝืนกฎจราจร การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการอยู่เกินกำหนด (Overstay) ซึ่งผู้ว่าฯ ย้ำชัดเจนว่า “ภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน เพื่อให้เกิดความปกติสุขแก่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่”
    ผลจากการขับเคลื่อนมาตรการ “บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและใช้โทษสูงสุด” ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้มีการเคลื่อนไหวผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนพลเมืองชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังภูเก็ตและประเทศไทย

    โดยมีเนื้อหาสรุปสาระสำคัญระบุว่า:
    • มาตรการไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance): กำชับให้พลเมืองปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยได้รับคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
    • โทษสูงสุด: ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุดเพื่อเป็นการป้องปราม
    • การเพิกถอนวีซ่า: ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที
    • วินัยจราจร: การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น

    ความเคลื่อนไหวจากทางสถานทูตอิสราเอลในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ตและตัวแทนต่างชาติ ซึ่งเป็นการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายว่า “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71562&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw206PZ8gm1fDnkmuPXP9kx0

  • ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภูเก็ต ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

    ย้อนรอยประวัติศาสตร์ภูเก็ต ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/OpLnQMA2xlr6&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tefi1R4QWaTpUc_X4O1ZL

  • รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    การเมือง

    รมช.มหาดไทย “โกแพ-วรศิษฎ์” ลงพื้นที่หารือร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล ระดมพลังทุกภาคส่วน ดึงศักยภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569  นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เพื่อสรุปประเด็นปัญหาและความต้องการเชิงพื้นที่ โดยมี นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางการพัฒนาจังหวัด ณ บริเวณศาลากลางน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อำเภอละงู จังหวัดสตูล พร้อมลงพื้นที่สำรวจเส้นทาง “สะพานข้ามกาลเวลา” และหารือถึงโอกาสในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่โดยรอบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต
     
    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ความร่วมมือของพลังภาคีเครือข่ายจังหวัดสตูล มีศักยภาพและความเข้มแข็งอย่างมาก ดังที่ได้เห็นจากการขับเคลื่อนภารกิจและการบูรณาการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดคือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สามารถบริหารจัดการทำให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที
     
    “จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีความสงบสุข เป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่น่าอยู่ ประชาชนยึดมั่นในหลักศาสนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งด้วยศักยภาพของสตูล สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควบคู่การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร รวมถึงมีต้นทุนด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในอนาคต”
     
    การร่วมหารือในวันนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นอุทยานธรณีโลก มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงโบราณสถานและแหล่งทรัพยากรทางธรณีวิทยาที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าบก ป่าชายเลน และชายฝั่งทะเลที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารทะเลสะอาดปลอดภัย สามารถรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมกับจังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนตอนล่าง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้า และการขนส่ง โดยจังหวัดสตูลจะได้นำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปสู่การดำเนินการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ตลอดจนนำเสนอต่อรัฐบาลโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87ci4jFV9Mut4hopTSxL

  • สั่งลุยเกาะพะงัน ล้างบางนอมินีต่างชาติ ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    สั่งลุยเกาะพะงัน ล้างบางนอมินีต่างชาติ ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    สั่งลุยเกาะพะงัน

    ล้างบางนอมินีต่างชาติ

    ผงะเกลื่อนนับหมื่นราย

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยพบเข้ามาลงทุนทะลุหมื่นราย จับมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สกัดทุนต่างชาติให้คนไทยเป็นนอมินี พร้อมเดินหน้าสแกนจังหวัดท่องเที่ยวอีก 6 จังหวัด

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติ ใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังจากพบว่ามีชาวต่างชาติ ทำธุรกิจและอาศัยในเกาะพะงัน เกาะสมุย มีจำนวนบริษัท ซึ่งชาวต่างชาติ มาลงทุนประกอบกิจการ มากถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบนทั้ง 2 เกาะมี 16,811 ราย โดยมีทั้งประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และหลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีจึงหยิบยกเป็นวาระเร่งด่วนในการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง(นอมินี)

    นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ โดยมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงาน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนต่างชาติบางราย ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต และมีคนไทยบางกลุ่มเห็นแก่ประโยชน์เล็กน้อย ยอมกระทำผิด ซึ่งนับแต่นี้พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติ ลงทุน อย่างรัดกุม และเข้มงวด

    ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัด 21,717 ราย โดยบริษัท ที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3. รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7. อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

    สำหรับเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3. อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

    ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3. รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิสฯ 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

    จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ที่เกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน เกาะสมุย ไปเรียบร้อยแล้ว

    โดยได้ตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงัน พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยลงพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง ตำรวจได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

    2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่ง ถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอล เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท ซึ่งได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    นอกจากนี้ได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งแต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ขณะนี้ได้สแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963326&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZgGsp63kiOwq5tXtaxZdu

  • “ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่” ทลายกองถ่ายซีรี่ส์จีนเถื่อน พบทีมงานชาวจีนทำงานผิดกฎหมาย

    “ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่” ทลายกองถ่ายซีรี่ส์จีนเถื่อน พบทีมงานชาวจีนทำงานผิดกฎหมาย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/146534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36sBgCV6nWmwU-axev6maG

  • มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    8 พ.ค. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในระหว่างการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 (48th ASEAN Summit) ประจำปี 2026 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยกล่าวถึงกรณีพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย และยังสร้างความรู้สึกไม่สบายใจของประชาชนในหลายพื้นที่

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สร้างความรับรู้เข้าใจผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวให้ทราบถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดีงามของคนไทย พร้อมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด กำชับฝ่ายปกครอง และตำรวจ ทุกท้องที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และดำเนินมาตรการป้องปรามการกระทำความผิด โดยหากพบการกระทำละเมิดกฎหมาย ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น

    “ทุกอย่างมีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว ทุกคนจะทำผิดกฎหมายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ยิ่งเป็นชาวต่างชาติ เมื่อเข้ามาในไทยแล้วจะมาสร้างอิทธิพล ทำในสิ่งผิดกฎหมาย ข่มเหงรังแกเจ้าของประเทศ หรือกระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือวัฒนธรรมประเพณีของประเทศไทยไม่ได้ และไม่มีใครเส้นใหญ่มาเคลียร์ เพราะกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานทุกระดับไม่รับเคลียร์”

    นอกจากนี้มีรายงานว่า ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการกรณีชาวอิสราเอลเดินทางเข้ามาพักอาศัยระยะยาวในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้ามาประกอบอาชีพ รวมถึงมีพฤติกรรมและกิจกรรมบางประการที่ไม่เหมาะสม ตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี พร้อมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จัดหางานจังหวัด ดำเนินมาตรการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ขณะที่จังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง และผู้ประกอบการสร้างความรับรู้เข้าใจกับนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งดำเนินมาตรการ “ไม่ยอมผ่อนปรน (Zero Tolerance)” โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากพบผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษในอัตราสูงสุด ในกรณีการกระทำผิดร้ายแรง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรทันที และกรณีการขับขี่ยานพาหนะโดยไม่มีใบอนุญาตจะถูกส่งฟ้องศาลโดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมยืนยัน “ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง แต่ต้องมาพร้อมกับการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิของผู้อื่น”

    มหาดไทยสั่งเชือด นทท.กร่าง ย้ำชัดไม่มีเส้นใหญ่ เราไม่รับเคลียร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dGjas1K89083Xmxzoq-_R

  • ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” หรือ “Wellness Tourism” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตผู้คน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว มากกว่าการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนเพียงระยะสั้น

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย

    เจาะลึกเทรนด์ Wellness Tourism

    งานวิจัยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า “เศรษฐกิจด้านสุขภาพโลก” (Global Wellness Economy) มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า “เศรษฐกิจเวลเนสโลก” มีมูลค่าในปี 2568 อยู่ที่ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นหนึ่งในสาขาที่เติบโตเร็วที่สุด 

    โดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness มีลักษณะเด่น คือ มีกำลังใช้จ่ายสูง อยู่ในตลาดคุณภาพ และมีแนวโน้มเดินทางซ้ำ เนื่องจากมองการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็น “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” มากกว่าการเดินทาง เพื่อความบันเทิงทั่วไป

    จากโครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พบว่านักท่องเที่ยว Wellness ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดตนเองอยู่กับบริการสปาหรือการรักษาเชิงการแพทย์เท่านั้น

    แต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์แบบองค์รวม” (Holistic & Transformative Experience) ที่เชื่อมโยงร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และบริบทของสถานที่เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูสุขภาพจิต (Emotional & Mental Wellness) โปรแกรมยืดอายุสุขภาพ (Longevity Program) การพักผ่อนเชิงธรรมชาติบำบัด การนอนหลับ เชิงคุณภาพ (Sleep Recovery) รวมถึงกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่งานวิจัยชี้ให้เห็น คือ ความต้องการ “Wellness แบบออกแบบเฉพาะบุคคล” (Personalized Wellness) และบริการที่ให้ผลลัพธ์เชิงลึกในระยะยาว 

    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พร้อมจ่ายเพิ่มสำหรับกิจกรรมที่สามารถพิสูจน์คุณค่าได้จริง เช่น Wellness Retreat, Holistic Healing, Detox Program และการดูแลสุขภาพผ่านธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนชัดว่า Wellness Tourism กำลังก้าวจาก “Health Service” ไปสู่ “Experience-based Tourism” อย่างเต็มรูปแบบ

    ทั้งนี้ในมิติของกลุ่มเป้าหมาย งานวิจัย พบว่า ตลาดหลักของ Wellness Tourism ได้แก่ 1.กลุ่ม Aging Society และ High-spending Traveler จากยุโรป ญี่ปุ่น จีน และตะวันออกกลาง 2.กลุ่ม Long-stay / Expat / Digital Nomad ที่มองหาการใช้ชีวิตระยะยาวในพื้นที่ที่มี

    คุณภาพสิ่งแวดล้อมดี 3.กลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการหลีกหนีความเครียด และฟื้นฟูสมดุลชีวิตจากเมืองใหญ่

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    น้ำพุร้อน คุณค่าเชิงสุขภาพสูง

    กลุ่มนักท่องเที่ยวเหล่านี้ให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวที่มี ทรัพยากรธรรมชาติรองรับการเยียวยา อย่างแท้จริง มีความสงบ ปลอดภัย และมีมาตรฐานบริการที่น่าเชื่อถือ

    โดยเฉพาะแหล่ง “น้ำพุร้อน” และ “น้ำแร่ธรรมชาติ” ซึ่งถูกมองว่าเป็น “Natural Wellness Asset” ที่มีคุณค่าเชิงสุขภาพสูง และสามารถพัฒนาเป็นโปรแกรม Wellness ได้หลากหลายรูปแบบ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    ในบริบทดังกล่าว “น้ำพุร้อนสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับทิศทาง Wellness Tourism ระดับโลก ทั้งในด้านภูมิประเทศ ธรรมชาติแวดล้อม และอัตลักษณ์ของพื้นที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน การใช้ชีวิต อย่างสมดุล และวัฒนธรรมล้านนาที่เอื้อต่อการเยียวยา

    น้ำพุร้อนธรรมชาติไม่เพียงตอบโจทย์การผ่อนคลายทางกาย แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์ Wellness เชิงลึก เช่น การแช่น้ำแร่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย การออกแบบกิจกรรมร่วมกับธรรมชาติ (Forest Therapy) การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร และวิถีชีวิตล้านนา เข้ากับโปรแกรมดูแลสุขภาพยุคใหม่

    ที่สำคัญงานวิจัยยังสะท้อนว่า นักท่องเที่ยว Wellness ให้ความสนใจกับ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” (Sustainable & Responsible Tourism) มากขึ้น พื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน และรักษาคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว จะได้รับความเชื่อมั่น และเลือกเป็นจุดหมายปลายทางในอนาคต

    จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตควบคู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน กระแส Wellness Tourism ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก 

    การยกระดับน้ำพุร้อนสันกำแพงจากแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนสู่ “Wellness Destination” คุณภาพ ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน จึงไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ แต่ยังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว ที่มุ่งเน้นคุณค่า ความยั่งยืน และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง

    ชูน้ำพุร้อนสันกำแพง จุดขายเวลเนส

    ททท. จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย รวมถึงพฤติกรรมเชิงลึก ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอดจนปัจจัยและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อทราบถึงโอกาสในการส่งเสริมตลาดรวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประกอบกับกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในกิจการที่ ททท.มีหน้าที่ในดูแล และสนับสนุนในเรื่องของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนให้เป็นแม่แบบของการใช้น้ำพุร้อนผสมผสานระหว่างการพักผ่อนและการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ

    รวมถึงสนับสนุนข้อมูลและร่วมเป็นคณะทำงานในการบริหารงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการรองรับการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นต้นแบบอย่างยั่งยืนที่จะแล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้ และดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

    ดังนั้นการพัฒนากิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Destination) จึงเป็นไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยเป็นตามแผนการพัฒนาในมิติต่างๆ

    อัดงบ 400 ล้าน อัพเกรดน้ำพุร้อนสันกำแพง

    นายเฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในขณะนี้น้ำพุร้อนสันกันแพง กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา พลิกโฉมครั้งใหญ่ เพื่อก้าวสู่การเป็นต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ โดยเน้นยกระดับบริการ สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเต็มรูปแบบ

    เฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง

    เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศ ภายใต้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในพื้นที่สหกรณ์ทั้ง 8 หมู่บ้าน

    ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาบริหารกิจการน้ำพุร้อน ซึ่งมี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธาน และมีส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นคณะกรรมการในการพัฒนา โดยรัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณ 400 ล้านบาท ผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาโครงการใน 2 ระยะ (เฟส)

    น้ำพุร้อนสันกำแพง เชียงใหม่

    เฟสที่ 1 ใช้งบลงทุนราว 179 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้ว จะแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงทางเข้า ถนน ที่จอดรถ และที่สำคัญที่สุดคือระบบพักน้ำร้อน-น้ำเย็น เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล และมีการเสนอที่จะมีการขุดเจาะบ่อน้ำพุร้อนเพิ่มเติม ที่จะมีความลึกถึง 283 เมตร

    เฟสที่ 2 งบประมาณ 250 ล้านบาท เป็นโครงการต่อเนื่องที่ต้องรอการออกแบบและขออนุมัติงบประมาณ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบโดยบริษัท A49 โดยจะสร้างอาคารธาราบำบัด (Hydrotherapy) ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทย ศูนย์ดูแลสุขภาพ รวมถึงอาคารสปา และจะมีระบบคัดกรองสุขภาพ

    โฉมใหม่น้ำพุร้อนสันกำแพง

    ก่อนรับบริการ เพื่อให้คำแนะนำว่าผู้ใช้บริการเหมาะกับโปรแกรมแบบไหน เช่น การแช่น้ำแร่ การบำบัด หรือการดูแลรักษาด้านอื่นๆ นอกจากนี้จะมีรื้อบ้านพักเดิม 18 หลัง สร้างเป็น Pool Villa อาจจะเพิ่มเป็น 50 ห้อง และมีน้ำแร่ในวิลล่าทุกหลัง เพื่อรองรับกลุ่มสัมมนา โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาอย่างน้อย 5 ปี

    นอกจากนี้ยังจะเตรียมร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำ “ซิลิก้า” จากน้ำแร่ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ภายใต้ตราสัญลักษณ์เฉพาะของโครงการ

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    รวมถึงยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการนวดหลักสูตร 450 ชั่วโมง ในชื่อ “โพธิ์ล้านนา” ซึ่งเป็นการผสมผสานศาสตร์การนวดจากวัดโพธิ์เข้ากับภูมิปัญญาล้านนา เพื่อพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ให้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพและรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคคลากร ในการยกระดับการให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพงที่จะเกิดขึ้น

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    จัดสรรกำไร 45% คืนสู่ชุมชน

    การพัฒนาครั้งใหญ่นี้ เป็นการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดระดับกลางและบน หรือ ไฮเอนด์ ตลาดที่มีกำลังซื้อ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยตลาดหลักเป็นเกาหลีใต้

    เมื่อพัฒนาโครงการสำเร็จ มีเป้าหมายปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นต่างชาติ 60% และไทย 40% เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว และกลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทย ที่ต้องการการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน

    หลังจากการปรับโฉมแล้วเสร็จ การให้บริการของน้ำพุร้อนสันกำแพง จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

    1.โซนทั่วไป เป็นโซนสำหรับนักท่องเที่ยวระดับกลาง หรือ ผู้ที่มาท่องเที่ยวทั่วไป โดยยังคงกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ เช่น การต้มไข่ และการแช่เท้าในลำธารน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นจุดที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นจากปัจจุบัน

    2.โซนกึ่ง ทั่วไป เป็นโซนที่มีการให้บริการเพิ่มเติม และต้องเสียค่าบริการพิเศษแยกต่างหาก เช่น การบริการนวด การอาบน้ำแร่ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับบริการที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมพื้นฐานได้

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    3.โซนส่วนตัว เป็นโซนสำหรับกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มารับบริการโปรแกรมบำบัดและดูแลสุขภาพ อาทิ โปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเต็มรูปแบบ เช่น โปรแกรมพักค้างคืน 7 วัน โดยจะมีแพทย์มาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    อีกทั้งตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากปัจจุบันปีละ 30-40 ล้านบาท สู่ระดับ 100 ล้านบาทต่อปี หลังการปรับโฉมแล้วเสร็จ ซึ่งจะเพิ่มรายได้สูงกว่าปัจจุบัน ที่มีรายได้หลักมาจากค่าผ่านประตู คนไทย 40 บาท ต่างชาติ 100 บาท ที่เหลือเป็นค่าบริการที่พัก และการบริการต่างๆ เช่น อาบน้ำแร่ สระว่ายน้ำ และกางเต็นท์

    ปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 30 กว่าล้านบาท มีกำไร 10 กว่าล้านบาท อีกทั้งหัวใจสำคัญคือ ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง  พนักงานทั้งหมดที่ทำงานในน้ำพุร้อน เป็นชาวบ้านกว่า 100 คนในพื้นที่ 8 หมู่บ้านชุมชน 

    ไทยปักธงเวลเนส ฮับ ทุ่ม 400 ล้าน พลิกโฉม ‘น้ำพุร้อนสันกำแพง’ ต้นแบบน้ำพุร้อนระดับประเทศ

    เมื่อมีผลกำไร จะมีการจัดสรรกำไรสุทธิ 45% แบ่งคืนให้แก่ชุมชน ครอบคลุม 1,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 4,000 คน

    “หลังโควิด-19 จะพบว่า น้ำพุร้อนสันกำแพง รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนโควิดในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 3 แสนกว่าคน ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 4 แสนคน ส่วนในปีนี้น่าจะเติบโตต่อเนื่อง

    เพราะในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา (ระยะเวลา 10 วัน) มีนักท่องเที่ยวรวมถึง 5 หมื่นคน เฉพาะวันที่ 1 ม.ค.วันเดียว มีสถิติผู้มาใช้บริการสูงสุดถึง 9,600 กว่าคน” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    การพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้ทันสมัย แต่ยังเป็นโครงการต้นแบบที่จะนำไปใช้พัฒนาน้ำพุร้อนแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนตามแนวพระราชดำริสืบไป

    การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจเชิงสุขภาพที่สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/658631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y1GFC0H_aak3lZ7HTcM5c

  • เริ่มแล้ว มนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย กระตุ้นเศษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เริ่มแล้ว มนต์เสน่ห์ “108 ปี หาดเจ้าสำราญ” อัญมณีแห่งอ่าวไทย กระตุ้นเศษฐกิจส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ที่ บริเวณหาดเจ้าสำราญ ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “แอนนิเวอร์ซารี่ 108 ปี หาดเจ้าสำราญ ตอน สุขสำราญ อาหาร ดนตรี” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติให้กลับมาคึกคัก โดยมี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี เขต 1 รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายกเทศมนตรีตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนนักท่องเที่ยว และพี่น้องประชาชน เข้าร่วมดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดพิเศษ

    ร.ต.ท.ภพชนก กล่าวว่า หาดเจ้าสำราญเปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามของฝั่งอ่าวไทย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนาม “หาดเจ้าสำราญ” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2461 การจัดงาน ในครั้งนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับบรรยากาศความสวยงามทางธรรมชาติริมชายหาด

    สำหรับกิจกรรมภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน ประกอบด้วย มหกรรมอาหารริมหาดที่มีการออกบูธจำหน่ายอาหารทะเลสดและเมนูเด็ดกว่า 100 ร้านค้า การจัดจุดถ่ายภาพเช็กอิน การแสดงพลุไฟริมชายหาดยามค่ำคืน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ จ๊ะ นงผณี แหลม สมพล และวง MEAN BAND สลับกับการแสดงดนตรีท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้เน้นย้ำและฝากความหวังให้ชาวตำบลหาดเจ้าสำราญ ตลอดจนผู้ประกอบการ ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว และร่วมกันผลักดันให้หาดเจ้าสำราญเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    .

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5846868/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22kxb_hNqNvLAm_7kJAQkR