Category: ท่องเที่ยว

  • ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม

    ยโสธร ชู Soft Power เปิดเมืองท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม นำครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์จาก 7 จังหวัด ชม “ประกวดกาพย์เซิ้ง-บุญบั้งไฟโบราณ” สร้างรายได้สู่ชุมชน


    10/05/2569 | 15 |

         จังหวัดยโสธร โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร นำโดย นางอารีย์ ป้องสีดา วัฒนธรรมจังหวัดยโสธร จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม” (รุ่นที่ 2) ภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการทางวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 9 – 10 พฤษภาคม 2569 โดยมีว่าที่ร้อยตรีกิติวรรณ มณีล้ำ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ครีเอเตอร์ อินฟูลเอนเซอร์และนักท่องเที่ยวจากจังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี มุกดาหาร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ มหาสารคามและยโสธร จำนวนกว่า 80 คนเข้าร่วมกิจกรรม
    ​     สำหรับไฮไลต์กิจกรรมสำคัญ  ประกอบด้วย การสัมผัสอัตลักษณ์เมืองบั้งไฟ ณ อาคารโดมเทศบาลเมืองยโสธร ชมการประกวดกาพย์เซิ้งบั้งไฟโบราณ การสาธิตทำมาลัยข้าวตอก ขนมจีน และลอดช่องโบราณ พร้อมตระการตากับขบวนแห่บั้งไฟสวยงาม ขบวนรำเซิ้ง และขบวน Pride Parade ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวิถีเกษตร เริ่มต้นด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ธาตุก่องข้าวน้อย เยี่ยมชมถ้ำพญานาคและพุทธศิลป์ ณ วัดย่อเหนือ และวัดยางตลาด อ.คำเขื่อนแก้ว ปิดท้ายด้วยการเรียนรู้วิถีเกษตรเชิงปฏิบัติการ ณ นาจันทร์สว่าง ฟาร์มสเตย์
         ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่ยังเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของ “เมืองบั้งไฟ” ในมุมมองที่หลากหลาย รวมถึงการท่องเที่ยววิถีเกษตรชุมชน การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในอนาคตอีกด้วย          
         ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีถิ่น วิถีวัฒนธรรม”รุ่นที่ 3 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร โทร. 0 4571 5


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/501693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qZKVjQEzZMLdCeXzcCFR

  • เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง'แสนสิริ'อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    เปิดมุมมอง’แสนสิริ’อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค “ประเทศไทย” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ

    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียง “Destination” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน สู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว

                นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงินเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นควบคู่กัน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข ไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว

    ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ

    “ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว” นายภูมิภักดิ์กล่าว

     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก

    อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ “เสน่ห์ของความเป็นไทย” ทั้งเรื่องความเป็นมิตร ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

     มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา

     ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

     อย่างไรก็ตาม แสนสิริ มองว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้จริง เพราะคำว่า Safe Asset ในมุมของนักลงทุนระดับ UHNWIs ไม่ได้หมายถึงเพียงทำเลหรือราคา แต่รวมถึงคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหารจัดการ และระบบนิเวศหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อซื้อความมั่นใจว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงรักษามูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที

    ด้วยเหตุนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีประวัติการพัฒนาโครงการที่ชัดเจน และสามารถรักษามาตรฐานระดับสากลได้ จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

     นายภูมิภักดิ์กล่าวเสริมว่า บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการเพื่อขายอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท

    เมกะโปรเจกต์เหล่านี้กำลังถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเส้นทางการขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

     ทั้งนี้ แสนสิริยังประเมินว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่สามารถผสานความมั่นคง เข้ากับคุณภาพชีวิตได้อย่างสมดุล จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยกำลังสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนโลก

    “แสนสิริกำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริการ และการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายระยะสั้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว

    ทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “Global Safe Asset” อาจเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งปัจจัยมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทย

    หากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถรักษาความเชื่อมั่น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต การลงทุน และระบบนิเวศของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนระดับโลกในระยะยาวได้จริง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/658689&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3navsSwaj3U5d6DWbn__hu

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ปัตตานีคึกคัก! บรรยากาศ เทศกาล “ตกหมึก-แคมป์ปิ้ง” หาดแฆแฆ โชว์ศักยภาพทะเลใต้ ทึ่ง ยอดจับหมึกทะลุ 1,000 กก.

    ทะเลปะนาเระ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับงาน “Pattani Squid Fishing and Camping Festival” เทศกาลท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์รูปแบบใหม่ ณ หาดแฆแฆ จังหวัดปัตตานี ชูจุดขายวิถีชุมชนและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ หวังดึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ บริเวณหาดแฆแฆ (มุมใหม่) ตำบลบ้านน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น การจัดงานในครั้งนี้ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ยกระดับภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ปัตตานีในมุมมองใหม่ กระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าและบริการของคนในพื้นที่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน แสดงความพร้อมของทรัพยากรธรรมชาติและมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยว

    กิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือการแข่งขันตกหมึก ซึ่งจัดขึ้นเป็น 2 รอบ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มมืออาชีพและมือสมัครเล่น:

    1.รอบประมงพื้นบ้าน (8 พ.ค.) มีเรือเข้าร่วมกว่า 102 ลำ
    2.รอบนักกีฬาและบุคคลทั่วไป (9 พ.ค.): มีเรือเข้าร่วม 17 ลำ

    ผลการแข่งขันสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ร่วมงาน เมื่อพบว่าเรือลำที่ชนะเลิศสามารถจับปลาหมึกได้มากถึง 100 กิโลกรัม และเมื่อรวมยอดจากเรือทุกลำที่เข้าร่วม พบว่ามีปริมาณหมึกสดรวมกว่า 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลปัตตานีได้เป็นอย่างดี

    นอกจากการตกหมึกแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม อาทิ การแข่งขัน“เชฟกระทะหมึก” แปรรูปหมึกสดสู่เมนูสุดล้ำ และกิจกรรม Chef Table ริมทะเล ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงในระดับพรีเมียม
    สำหรับสายแคมป์ปิ้ง, การปั่นจักรยานชมวิถีชุมชนระยะทาง 20 กม. และเวิร์กช็อปรักษ์โลกจากกลุ่ม “ทะเลจร” ที่นำขยะและฝาขวดพลาสติกมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นพวงกุญแจและรองเท้า

    กีฬาทางน้ำ: กิจกรรม Khea Khea Surfing Games ให้ผู้สนใจได้ลองเล่นเซิร์ฟภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
    ศิลปวัฒนธรรม: การแสดงซีลัต ดีเกฮูลู และดนตรีมลายูที่สะท้อนอัตลักษณ์อันงดงามของพื้นที่

    ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าชุมชนมากกว่า 70 บูธ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในพื้นที่อำเภอปะนาเระอย่างคึกคัก งานเทศกาลนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ปัตตานีกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

    YalaToDay ยะลาทูเดย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GQJGQL-0sIAEotja7NMqq

  • นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    นายกฯ “อนุทิน” นั่ง EV BUS ชมภูเก็ตต้นแบบเมืองท่องเที่ยวทันสมัย ชูขนส่งพลังงานสะอาด | TOPNEWS

    วันที่ 10 พ.ค. 2569 ระหว่างลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกชายหาดบางเทา หลังพบการก่อสร้างอาคารและประกอบธุรกิจรุกล้ำพื้นที่สาธารณะในจังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ร่วมทดลองนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า EV BUS ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเปิดให้บริการรับส่งประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่สำคัญของจังหวัด ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการของ อบจ.ภูเก็ต ที่นำระบบขนส่งพลังงานสะอาดมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดมลพิษ และสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมระบุว่า “ชาวภูเก็ตโชคดี มีรถโดยสารไฟฟ้าทันสมัยใช้ ถือเป็นต้นแบบของหลายจังหวัด” โดยโครงการ EV BUS ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน รองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางในเมืองภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน อบจ.ภูเก็ต ยังมีนโยบายให้บริการรถ EV BUS ฟรี สำหรับ 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา พระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยจังหวัดภูเก็ตยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพและเมืองอัจฉริยะในอนาคต

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570868&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rummv4-LbuAC3d9nMKSH_

  • 5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวอินเดีย หมดสติปริศนา 4 ก่อนดับ 1 หลังรวมกลุ่มเที่ยวคาเฟ่

    5 นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย เที่ยวคาเฟ่ที่ภูเก็ต ก่อนล้มหมดสติปริศนา 4 ราย นำส่งโรงพยาบาล พบเสียชีวิตแล้ว 1 อีกคนไม่มีอาการอะไร เร่งชันสูตรหาสาเหตุที่แท้จริง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสลดที่ภูเก็ต เมื่อเวลาประมาณ 02.06 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ร.ต.ท.วิชยุตม์ ดำเผือก รอง สว.(สอบสวน) สภ.กมลา จ.ภูเก็ต รับแจ้งเหตุมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหมดสติภายในคาเฟ่ชื่อดังย่านหาดกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้หมดสติจำนวน 4 ราย เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา ได้เข้าช่วยเหลือ นำส่งโรงพยาบาลป่าตอง 3 ราย และโรงพยาบาลถลาง 1 ราย

    หลังรับแจ้ง พนักงานสอบสวนได้รายงานให้ พ.ต.อ.อนุรักษ์ ปริญญาสถิรกุล ผกก.สภ.กมลา ทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลป่าตอง พบชายชาวอินเดีย 3 รายอยู่ในอาการหมดสติ ไม่สามารถให้การได้ จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลถลาง พบผู้ป่วยชาวอินเดียอีก 1 รายอยู่ในอาการหมดสติเช่นกัน

    จากการสอบถามหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน ทราบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจำนวน 5 ราย ได้มาใช้บริการภายในร้านตั้งแต่เวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

    ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 01.54 น. นักท่องเที่ยว 4 รายในกลุ่ม ได้ทยอยหมดสติลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทางร้านจึงรีบแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีกหนึ่งราย ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

    ต่อมา โรงพยาบาลป่าตองได้แจ้งว่า ผู้ป่วยชาวอินเดีย 2 รายมีอาการโคม่า จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กระทั่งล่าสุด เวลา 14.30 น. วันเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตว่า นายคุชากรา อากราวาล หนึ่งในผู้ป่วยหมดสติ ได้เสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้ป่วยรายอื่นอาการปลอดภัย

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานสถานทูตอินเดียรับทราบ พร้อมร่วมกับแพทย์นิติเวชดำเนินการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2931792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Zb9cCUZ1YcfcHwJPdakE

  • ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา

    ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา

    ถ้าไม่มีรถคว่ำ! ไทยอาจไม่รู้ “หมิงเฉิน ซัน” ซุกระเบิดเตรียมพลีชีพใกล้พัทยา
    ภาพจาก : FB เพื่อนตำรวจ

    วิเคราะห์ข้อสรุป คดี หมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนซุกอาวุธสงครามและซีโฟร์ในบ้านพักชลบุรี ตำรวจเร่งสอบสวนหลังผู้ต้องหาอ้างเตรียมก่อเหตุรุนแรง พร้อมวิเคราะห์ความสูญเสียด้านความมั่นคงและการท่องเที่ยวหากเกิดเหตุจริง

    ข่าวอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่มีการรายงานไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา นำไปสู่การค้นพบอาวุธสงครามครั้งใหญ่ ตำรวจเข้าจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน ชายชาวจีนวัย 31 ปี พร้อมขยายผลตรวจค้นบ้านพักย่านห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนและวัตถุระเบิดซีโฟร์ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านเป็นจำนวนมาก

    ผู้ต้องหากล่าวอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าเขามีแผนนำอาวุธเหล่านี้ไปก่อเหตุพลีชีพในพื้นที่พัทยา เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาครอบครองอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดรวม 5 ข้อหา ขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังตรวจสอบข้อมูลทุกมิติเพื่อหาแรงจูงใจที่แท้จริง และยังไม่ด่วนสรุปเรื่องความเชื่อมโยงกับขบวนการก่อการร้าย

    วิเคราะห์ข้อสรุป คดีชายชาวจีนซุกอาวุธสงครามและซีโฟร์ในบ้านพักชลบุรี
    ภาพจาก : FB เพื่อนตำรวจ

    หากอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นและนายหมิงเฉิน ซัน ลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับผลกระทบมหาศาลดังนี้

    อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

    • ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่พัทยาอาจได้รับอันตรายถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    • พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เหตุการณ์รุนแรงจะทำให้ผู้คนยกเลิกการเดินทาง ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ซบเซาลงทันที

    สูญเสียความเชื่อมั่นตลาดจีน

    • ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เหตุการณ์นี้จะทำให้ความเชื่อมั่นลดลงและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน

    ภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ

    • ต่างชาติอาจมองประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงและสถานที่ซ่องสุมอาวุธของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ

    คำถามต่อระบบคัดกรอง

    • สังคมจะตั้งข้อสงสัยกับการทำงานของระบบตรวจคนเข้าเมือง การออกวีซ่า และการตรวจสอบเอกสารอนุญาตให้คนต่างชาติพำนักระยะยาว

    ช่องโหว่ด้านความมั่นคง

    • หน่วยงานรัฐต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า อาวุธสงครามและวัตถุอันตรายหลุดรอดเข้ามาอยู่ในบ้านพักกลางเมืองท่องเที่ยวได้อย่างไร

    ข่าวลือและความตื่นตระหนก

    • ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนจะก่อให้เกิดข่าวปลอมในโลกออนไลน์ และสร้างความหวาดระแวงต่อชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยเฉพาะแรงจูงใจที่แท้จริง เครือข่ายสนับสนุน และวัตถุประสงค์ของการครอบครองของกลาง ตำรวจเองระบุว่ายังไม่พบความเชื่อมโยงชัดเจนถึงการก่อเหตุร้ายในเบื้องต้น และต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุทั้งหมดต่อไป

    บทเรียนที่ประเทศไทยควรถอดจากคดีนี้มี 3 เรื่องใหญ่ หนึ่ง ระบบติดตามคนต่างชาติที่พำนักระยะยาวต้องแม่นกว่านี้ สอง การตรวจสอบการซื้อขายอาวุธและยุทธภัณฑ์นอกระบบต้องตามให้ถึงต้นทาง และสาม เมืองท่องเที่ยวหลักต้องมีแผนรับมือเหตุรุนแรงที่ไม่ใช่แค่ซ้อมบนกระดาษ เพราะถ้าเหตุเกิดจริง ความเสียหายจะไม่รอให้รัฐตั้งคณะกรรมการ

    หากแผนที่ถูกกล่าวอ้างสำเร็จ ประเทศไทยจะเสียมากกว่าชีวิตผู้คนในพื้นที่เกิดเหตุ ไทยจะเสียความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว เสียภาพลักษณ์เมืองพัทยา เสียเครดิตด้านความมั่นคง เสียความมั่นใจของนักลงทุน และเสียเวลานานมากในการกู้ชื่อประเทศกลับมา เหตุครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คดีชายต่างชาติซุกอาวุธ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบป้องกันภัยภายในประเทศต้องทำงานให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่รอให้โชคดีจากอุบัติเหตุอีกครั้ง

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1565056/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SzO2IQPtQZewv4Z3-oGCB

  • วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    วิกฤตเงียบญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวทะลักจาก 8 สู่ 42 ล้านคน แต่โครงสร้างเมืองเริ่มตามไม่ทัน

    ปัญหาคอขวดในเกียวโตและหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น กำลังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น

    เมื่อประเทศต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการออกแบบ นโยบายการพัฒนาเมืองและระบบภาษี เพื่อรับมือกับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ ที่ยังแก้ไม่ตก

    การถกเถียงเรื่อง “โอเวอร์ทัวริซึม” หรือภาวะท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเวลานี้ ยังคงให้น้ำหนักกับประเด็นมารยาทนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นเรื่องสำคัญ และบางกรณีจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

    หากเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รัฐบาลญี่ปุ่นผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อความสำเร็จเกิดจากนโยบาย การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัย ‘การบริหารนโยบาย’ เช่นกัน

    โดยเมื่อเร็วๆนี้ แผนด้านการท่องเที่ยวฉบับใหม่ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากราว 8.61 ล้านคนในปี 2010 เพิ่มขึ้นเป็น 42.68 ล้านคนในปี 2025

    ขณะที่รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งจาก 1.1 ล้านล้านเยน หรือราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9.5 ล้านล้านเยน

    รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้กลายเป็น อุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์

    พร้อมคงเป้าหมายปี 2030 ไว้ที่นักท่องเที่ยว 60 ล้านคน และตั้งเป้าเม็ดเงินใช้จ่าย 15 ล้านล้านเยน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ปัญหาความแออัด พฤติกรรมรบกวน และความไม่พอใจของประชาชน กำลังคุกคามแรงสนับสนุนจากสาธารณชน ต่อการเติบโตของภาคท่องเที่ยวในระยะยาว

    แม้การวิเคราะห์ปัญหาจะถือว่า “ตรงจุด” แต่ข้อเสนอเชิงนโยบายกลับยังอ่อนแรงเกินไป

    หนึ่งในเป้าหมายใหม่ที่พยายามแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความเห็นชอบแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวขั้นพื้นฐาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่มี มาตรการรองรับภาวะท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) ให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2030

    เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริม การท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเพิ่มจาก 47 แห่ง ในปี 2025

    อย่างไรก็ตาม เกณฑ์วัดผลยังเป็นเพียงเชิงกระบวนการ กล่าวคือ พื้นที่จะถูกนับรวมก็ต่อเมื่อมีเวทีรับฟังประชาชนและมีแผนรับมือปัญหาความแออัดหรือมารยาทนักท่องเที่ยว

    แม้แนวทางดังกล่าวอาจมีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนขึ้นรถโดยสาร ไม่ช่วยสถานีรถไฟระบาย ไม่ลดต้นทุนทัศนศึกษาของนักเรียนที่เดินทางมาเกียวโต ได้ง่ายขึ้น และ รายได้จากการท่องเที่ยวถูกนำกลับมาใช้แก้ปัญหาที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นจริง

    ทว่าแผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นซ้ำ โดยเชื่อว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากกว่า และมีแนวโน้มเดินทางออกนอกเมืองท่องเที่ยวหลักมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นจริงบางส่วน แต่การคัดเลือก ‘กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย’ ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาความแออัดเสียทีเดียว

    นักท่องเที่ยวที่เคยมาญี่ปุ่นหลายครั้งอาจรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศมากขึ้น แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายถึง ‘การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น’ ไม่ได้ทำให้ตารางรถโดยสารในภูมิภาคอ่านง่ายขึ้น หรือทำให้ระบบขนส่งช่วงสุดท้ายมีประสิทธิภาพขึ้น

    แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเอง ก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ในโตเกียว เกียวโต และจุดหมายปลายทางยอดนิยมเช่นเดิม

    สิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการ จึงไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ที่ชัดเจนกว่านี้

    กรณีของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นอีกตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ที่มีทะเบียนบ้านในเมืองฮิเมจิจะเสียค่าเข้าชมเพียง 1,000 เยน ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องจ่าย 2,500 เยน นี่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติต่อชาวต่างชาติ แต่เป็นการแยกระหว่าง ‘ผู้อยู่อาศัย’ กับ ‘ผู้มาเยือน’

    เพราะในความเป็นจริง คนท้องถิ่นได้ช่วยแบกรับต้นทุนของสถานที่ผ่านระบบภาษีท้องถิ่นอยู่แล้ว ขณะที่นักท่องเที่ยวสร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งค่าบำรุงรักษา ค่าแรงพนักงาน บริการหลายภาษา และการจัดการฝูงชน

    แนวคิดเดียวกันนี้ควรถูกขยายไปสู่นโยบายในวงกว้าง เพราะเมื่อผู้ใช้งานสร้างต้นทุนแตกต่างกัน นโยบายก็ไม่ควรปฏิบัติต่อทุกคนเสมือนเป็น ‘ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน’

    ปัญหาเชิงระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี”

    หนึ่งในประเด็นสำคัญคือระบบ “ช้อปปิ้งปลอดภาษี” ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2026 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปใช้ระบบคืนภาษีรูปแบบใหม่ โดยนักท่องเที่ยวต้องจ่ายราคาสินค้ารวมภาษีก่อน และจะได้รับเงินคืนหลังศุลกากรยืนยันว่าสินค้าถูกนำออกนอกประเทศจริง ซึ่งช่วยลดการทุจริตได้

    แต่ทว่ายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า เหตุใดรัฐบาลยังต้องอุดหนุนการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว ในพื้นที่ที่กำลังเผชิญความแออัดอยู่แล้ว

    แม้ในแผนพื้นฐานเองจะยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านกลับยังใช้มาตรการปลอดภาษีเป็นกลไกกระตุ้นการบริโภคต่อไป

    ในความเป็นจริง มีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อยมากที่ตัดสินใจ บินมาญี่ปุ่นเพียงเพราะเครื่องสำอางราคาถูกลง 10% การอุดหนุนการช้อปปิ้งในวงกว้างจึงอาจเป็นนโยบายที่ ‘ผิดเป้า’ และยิ่งซ้ำเติมความแออัดในย่านค้าปลีกยอดนิยมอย่าง ชิบูย่า โดทงโบริ หรือใจกลางเกียวโต

    แนะออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ เพิ่มแรงจูงใจซื้อสินค้าท้องถิ่น

    ข้อเสนอที่เหมาะสมกว่า คือ การจำกัดและออกแบบระบบคืนภาษีใหม่ โดยควรรักษาหรือเพิ่มแรงจูงใจให้กับสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ผู้ผลิตในภูมิภาค หรือสินค้าที่ซื้อนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักอย่างโตเกียว-เกียวโต-โอซาก้า-ภูเขาฟูจิ รวมถึงสินค้าที่จัดส่งตรงไปต่างประเทศ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ได้จริง มากกว่าการสนับสนุนกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางลดราคา

    ภาคโรงแรมเองก็จำเป็นต้องมี ‘การแบ่งกลุ่มลูกค้า’ เช่นกัน ญี่ปุ่นต้องการอุตสาหกรรมที่พักที่สร้างกำไรได้มากขึ้น หลังจากราคาห้องพักในหลายพื้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมานาน

    แต่หากโรงแรมทุกแห่งต่างแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง การเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศและทัศนศึกษาของนักเรียนก็จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

    โรงแรมธุรกิจอาจไม่หรูหรา แต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทั้งสำหรับพนักงานขาย วิศวกร ข้าราชการ พนักงานบริษัทขนาดเล็ก และนักเรียน ที่จำเป็นต้องเดินทางทั่วประเทศโดยไม่ให้ทุกทริปกลายเป็น ‘ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย’

    ข้อมูลจากโตเกียวโชโกะ ระบุว่า ราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมธุรกิจและโรงแรมในเมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 12.6% ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มาอยู่ที่ 16,679 เยนต่อคืน

    ขณะที่สถานีโทรทัศน์ MBS รายงานว่า จำนวนนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษามายังเกียวโตลดลงจาก 810,000 คนในปี 2023 เหลือ 750,000 คนในปี 2024 เนื่องจากค่าที่พักและค่ารถโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น

    การปรับขึ้นภาษีที่พักของเมืองเกียวโตจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 เมืองเกียวโตได้เพิ่มเพดานภาษีที่พักสูงสุดเป็น 10,000 เยนต่อคนต่อคืน สำหรับห้องพักราคาตั้งแต่ 100,000 เยนขึ้นไป

    ขณะที่ห้องพักระดับล่างยังเสียภาษีในอัตราต่ำ และยังยกเว้นภาษีให้กับการทัศนศึกษาของโรงเรียนและผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์

    ญี่ปุ่นควรต่อยอดแนวคิดนี้ โดยสนับสนุนโรงแรมธุรกิจราคาประหยัด ที่รักษาสัดส่วนห้องพักในระดับราคาที่กำหนด ให้สามารถออกใบกำกับภาษีที่นำไปใช้ขอ เครดิตภาษีการบริโภคคืนได้สำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนส่วนลดสำหรับทัศนศึกษาหรือการเดินทางกลุ่มที่จำเป็นผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์

    เป้าหมายไม่ใช่การควบคุมราคาห้องพักทั้งหมด แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการ ‘ชาวญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป จะไม่ถูกผลักออกจากตลาดเพราะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ควรมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ และเร่งแก้ปัญหานักท่องเที่ยวทิ้งกระเป๋าเดินทาง

    อีกหนึ่งปัญหาที่ญี่ปุ่นมี “คำตอบอยู่แล้ว” แต่ยังไม่สามารถผลักดันให้เป็นมาตรฐาน คือเรื่องสัมภาระของนักท่องเที่ยว

    แม้เครือข่ายขนส่งสัมภาระของญี่ปุ่นจะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การประชาสัมพันธ์บริการดังกล่าวกลับช้าเกินไป หลังนักท่องเที่ยวเดินทางถึงสถานีแล้ว

    แผนพื้นฐานฉบับใหม่ยอมรับตรงกันว่า กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของนักท่องเที่ยวกำลังสร้างความแออัดและมลภาวะทางเสียงบนรถไฟและรถโดยสาร แม้รัฐบาลเสนอแนวคิด ‘ท่องเที่ยวแบบไม่ถือกระเป๋า’ แต่การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

    ญี่ปุ่นควรนำรายได้จากภาษีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศมาอุดหนุนบริการส่งสัมภาระจากสนามบินไปยังโรงแรมสำหรับการใช้งานครั้งแรก พร้อมผลักดันให้สายการบิน เว็บไซต์ Visit Japan ป้ายสนามบิน อีเมลยืนยันการจอง และแอปพลิเคชันท่องเที่ยวต่าง ๆ นำเสนอบริการดังกล่าวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง โดยสื่อสารอย่างเรียบง่ายว่า ไปถึงโรงแรมได้โดยไม่ต้องลากกระเป๋า และไม่มีค่าใช้จ่าย

    ท้ายที่สุด ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมี ‘ระบบติดตามความแออัด’ อย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และจุดเชื่อมต่อสนามบิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แรงกดดันจากการท่องเที่ยวปรากฏขึ้นก่อนจะลุกลามไปยังวัด โรงแรม หรือย่านช้อปปิ้ง และสถานีเกียวโตควรถูกใช้เป็นหนึ่ง ในพื้นที่ทดสอบนโยบายประเทศ

    ภาพ: Shutterstock yoshi0511

    อ้างอิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-tourism-crisis-infrastructure-strain/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cqU21j3JbEkSiil5X6DSq

  • มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    มร.ชม.ลงพื้นที่ “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” ค้นหาเมนูอร่อย เรียนรู้ในวิถีอาหารท้องถิ่น

    วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดย อาจารย์เอกพงศ์ สุริยงค์ ประธานหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พร้อมทีมงานร่วมลงพื้น ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องแม้จะมีฝนเข้าในช่วงนี้

    ลงพื้นที่ถ่ายทำวีดีโอ Step 3 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ โดยมี นายพิชิตไพร สำราญ นักวิชาการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในเก็บการถ่ายวีดีโอในการนำเสนอท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ มี นางสาวพุทธิพร จันทร์ขจรรัช(ออม) และนางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) เป็นตัวแทนของเยาวชนนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของอำเภอแม่ออน ที่ วัดสหกรณ์กร 1,อ่างเก็บน้ำ,วัดถ้ำเมืองออน และ บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง

    พักเที่ยงกันที่ “ครัวจิรา แม่ออน” เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในย่านแม่ออน มีเมนูอาหารไทยและอาหารพื้นเมืองที่หลากหลาย บรรยากาศดี มีท่องเที่ยวในพื้นที่ควรแวะลองลิ้มกันตลอด

    ช่วงบ่ายเดินทางไป “สวนเกษตรธรรมชาติแม่ออน” เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ นายอินสอน สุริยงค์ เป็นศูนย์เรียนรู้ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปจับปูนา ไป “บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง” เพื่อต้มหน่อไม้อีกวิถีของชาวบ้านที่ทำรายได้ตลอดฤดูการด้วย อุหภูมิความร้อน 30 ถึง 50 องศาเซลเซียส เพื่อต้มหน่อน้ำพุร้อนซึ่งจะรสชาตความอร่อยของหน่อเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารต่อไป

    ค้นเมนูเด็ดของชุมชนกันต่อที่ ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 เริ่มต้นด้วย นางวรารัตน์ ทาเปียง กับเมนู “แกงหน่อไม้” “คั่วหน่อไม้” โดย นางสาวอทิตยา เรือนคำ(เบนซ์) “ข้าวซอยหน่อไม้” โดย นางจันทร์ศรี จันทร์ก๋องแก้ว และปิดท้ายด้วย เมนู “อ่องปูนา” อีกเมนูอาหารสูตรเข้มข้นอร่อย ย่างไฟส่งกลิ่นหอมๆ แล้วร่วมรับประอาหารร่วมกัน ท่ามกลางทะเลหมอกสวยๆฟ้าหลังฝน ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน บ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    “สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในรูปแบบใหม่ ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายจากชุมชนท้องถิ่น ด้วยการค้นหาแหล่งวัตถุดิบ เรียนรู้วิธีการประกอบอาหารประจำถิ่น ตลอดจนถึงรับการประทานอาหารท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3931524/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37P4PWcQokeVgMWWh6gK4B

  • ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    ระทึกกลางอ่าวไมอามี! เรือเช่าเหมาลำระเบิด เจ็บนับสิบ เร่งสอบสาเหตุ

    เกิดเหตุเรือเช่าเหมาลำระเบิดกลางอ่าวบิสเคย์น ใกล้จุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน

    สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 12.48 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม โดยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไมอามี-เดด ได้รับแจ้งเหตุเรือระเบิดขณะลอยลำอยู่ในอ่าวบิสเคย์น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำชื่อดังของรัฐฟลอริดา

    เบื้องต้น คณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารอยู่บนเรือเช่าเหมาลำหลายคน และแรงระเบิดทำให้ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

    หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 24 หน่วยถูกส่งเข้าพื้นที่ทันที โดยทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า พบผู้บาดเจ็บหลายรายที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 11 คน ส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

    อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ หรือจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่อยู่บนเรือในขณะเกิดเหตุ

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือและตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ปลาและสัตว์ป่าแห่งรัฐฟลอริดาระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้

    สำหรับ “ฮอลโอเวอร์ แซนด์บาร์” ถือเป็นจุดพักผ่อนและล่องเรือยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในเมืองไมอามี ทำให้เหตุเรือระเบิดครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในสหรัฐฯ และบนโลกออนไลน์ เนื่องจากเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนพลุกพล่านช่วงสุดสัปดาห์.

    ที่มา : AP

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2931744&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QNJ_zVpCHoTNkQ3lO8HIQ