Category: ท่องเที่ยว

  • บริษัทต่างชาติเดินหนีออกจากคิวบาหลังสหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร

    บริษัทต่างชาติเดินหนีออกจากคิวบาหลังสหรัฐเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร

    บริษัทต่างชาติจำนวนมากเร่งถอนตัวออกจากคิวบาอย่างรวดเร็วก่อนครบกำหนดเวลาที่สหรัฐกำหนดให้ตัดความสัมพันธ์กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ GAESA ของกองทัพคิวบา ซึ่งมีกำหนดในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ การเดินหนีของบริษัทเหล่านี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของเกาะแคริบเบียนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงานจากการคว่ำบาตรของสหรัฐที่เริ่มต้นในเดือนมกราคม

    การถอนตัวของบริษัทข้ามชาติ

    ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกคำสั่งบริหารเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม เพื่อตรึงทรัพย์สินของกลุ่ม GAESA ในสหรัฐและลงโทษบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับกลุ่มนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐ (OFAC) กำหนดให้บริษัทเหล่านี้ปรับกิจกรรมของตนภายในวันศุกร์นี้

    กลุ่มโรงแรมแคนาดา Blue Diamond Resorts ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในภาคการท่องเที่ยวของคิวบา ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าจะปิดการดำเนินงานในเกาะนี้ โดยอ้างสภาพการท่องเที่ยวที่ยากลำบาก

    กลุ่มโรงแรมสเปนเดินหนี

    แหล่งข่าวหลายแห่งเผยให้ AFP ทราบเมื่อวันอังคารว่า กลุ่มโรงแรมสเปน Iberostar กำลังถอนตัวจากโรงแรมในคิวบาจำนวนกว่าสิบแห่งที่จัดการร่วมกับบริษัทที่เชื่อมโยงกับ GAESA

    “ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน Iberostar จะถอนตัวจากโรงแรมทั้งหมดที่ดำเนินการร่วมกับ Gaviota” แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยืนยัน Gaviota เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม GAESA

    กลุ่มโรงแรมอีกสองแห่งคือ Melia ของสเปนและ Archipelago International ของอินโดนีเซีย กำลังพิจารณาลดกิจกรรมหรือถอนตัวจากคิวบาอย่างสมบูรณ์

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    นักเศรษฐศาสตร์และที่ปรึกษาชาวคิวบา Daniel Torralbas กล่าวกับ AFP ว่า “ผลกระทบระยะสั้นต่อเศรษฐกิจคิวบาจากการที่บริษัทระหว่างประเทศเหล่านี้จากไปนั้นรุนแรงมาก” เขาเสริมว่าปี 2026 เป็น “ปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของคิวบาในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา”

    บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือชาวยุโรป CMA CGM ของฝรั่งเศสและ Hapag-Lloyd ของเยอรมนี ประกาศระงับการรับจองขนส่งสินค้าไปคิวบาชั่วคราว โดยอ้างคำสั่งบริหารของ Trump

    การตอบโต้ของคิวบา

    รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ Marco Rubio ผู้มีเชื้อสายคิวบา-อเมริกันและเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ฮาวานาที่รุนแรงที่สุด กล่าวหาว่า GAESA ทำให้ชนชั้นนำร่ำรวยโดยเอาเปรียบประชาชนธรรมดา

    ฮาวานาตอบโต้ข้อกล่าวหาเมื่อวันอังคาร โดยยืนยันว่ากลุ่ม GAESA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแรงถ่วงดุลที่จำเป็นต่อการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1962 คิวบาเรียกมาตรการนี้ว่าเป็น “การเพิ่มความรุนแรงที่เข้มข้น ไม่สมส่วน และอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบาและสหรัฐในยุคปัจจุบัน”

    The US government has targeted GAESA, a conglomerate controlled by Cuba's military

    The US government has targeted GAESA, a conglomerate controlled by Cuba’s military

    2026 has been the worst year for Cuba's economy in 70 years, one economist says

    2026 has been the worst year for Cuba’s economy in 70 years, one economist says

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/foreign-companies-flee-cuba-us-sanctions-gaesa&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nI8PW9OX0mgRgPYKZInwd

  • รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    รัฐบาล หนุน “บุญบั้งไฟพนมไพร” สู่ Soft Power ไทย ยกระดับมรดกวัฒนธรรมอีสาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ

    (1 มิ.ย. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมไทยในฐานะ “Soft Power” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ และสามารถต่อยอดเป็นพลังทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมสืบสานคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม และความสามัคคีของชุมชนไทย

    กรณีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยประเพณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการรวมพลังของชุมชนในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญ และแสดงออกถึงความศรัทธา ก่อนจะพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

    “บั้งไฟ” จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งการขอฝนตามคติความเชื่อดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีชีวิตของประชาชนกับพระพุทธศาสนา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น งานช่างฝีมือ ศิลปะการแสดง และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนทุกช่วงวัย

    รัฐบาลมองว่า ประเพณีบุญบั้งไฟเป็นตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางศรัทธามาสร้างคุณค่าในยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ “วิถีพุทธแบบไทย” และอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ผ่านประเพณีที่สะท้อนทั้งความศรัทธา ความสร้างสรรค์ และความเข้มแข็งของชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย

    บุญบั้งไฟไม่ใช่เพียงเทศกาลของชาวอีสาน แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติ เป็น Soft Power ที่สะท้อนพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควบคู่กับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนไทย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้ประเพณีไทยที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ได้รับการต่อยอดสู่ระดับสากล เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73073&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f5mKAMIjIbLrGh5OwAz21

  • หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯพบนายกฯ 10 มิ.ย.นี้ เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจ


    หอการค้าฯ 5 ภาค ระดมสมองเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปลดล็อก 4 กลุ่มสำคัญ ชงข้อเสนอภาคเอกชนต่อรัฐบาลรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้นำหอการค้าจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมระดมความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากสู่ระดับประเทศ

    การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงทั่วประเทศ ทั้ง SMEs ภาคเกษตร อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว บริการ พลังงาน และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตรงกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละภูมิภาค

    “วันนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายทั้งจากโลกป่วนและไทยป่วย โลกป่วนคือความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานโลก เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ส่วนไทยป่วยคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งผลิตภาพต่ำ ต้นทุนสูง กฎระเบียบซับซ้อน การเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีของ SMEs รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันที่ต้องเร่งยกระดับอย่างจริงจัง หอการค้าจึงต้องทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อเสนอจากพื้นที่ ไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ” ดร.พจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย อาทิ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้นำเสนอแนวทางการทำงานของภาครัฐในการปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเร่งใช้เทคโนโลยีและ AI การสนับสนุนพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สะท้อนความท้าทายด้านการค้าโลก การยกระดับ SMEs การเข้าถึงแหล่งทุนรูปแบบใหม่ และการเร่งรัดการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับอนาคต โดยเฉพาะการยกระดับ Digital & AI Transformation ให้เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับ การเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุน การขยายตลาด และการสร้างความสามารถใหม่ให้กับ SMEs ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ

    สำหรับประเด็นการระดมข้อเสนอ ที่ประชุมได้หารือแนวทางปลดล็อกเศรษฐกิจใน 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ การค้าและการลงทุน เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และพลังงาน โดยเน้นการเร่งรัดการเปิดตลาดและ FTA การยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไปสู่มูลค่าเพิ่มสูง การเปลี่ยนการท่องเที่ยวจากจำนวนสู่คุณภาพ และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและมาตรการคาร์บอน ซึ่งกำลังเป็นกติกาสำคัญของการค้าโลก

    อย่างไรก็ตามในระดับภูมิภาค หอการค้า 5 ภาคได้ร่วมกันนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่สะท้อนจุดแข็งและปัญหาเฉพาะพื้นที่ อาทิ การพัฒนา Smart Farming และเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงในภาคกลาง การยกระดับผลไม้ สมุนไพร และเศรษฐกิจสุขภาพในภาคตะวันออก การพัฒนาการท่องเที่ยวริมโขงและโคเนื้อคุณภาพสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลักดันเทศกาลท่องเที่ยว กาแฟ และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือ รวมถึงการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตลอดปี ระเบียงสุขภาพอันดามัน และการยกระดับความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในภาคใต้

    ขณะที่อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุม คือ การส่งเสริมบทบาทของนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผู้นำเศรษฐกิจรุ่นต่อไป โดยหอการค้าไทยมุ่งสนับสนุนให้ YEC เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ข้ามจังหวัด ข้ามภูมิภาค และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ดร.พจน์ กล่าวว่า การประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่เป็นการรวมพลังของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อเสนอจากพื้นที่จริงไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะรวบรวมข้อเสนอจากการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาคครั้งนี้ จัดทำเป็นข้อเสนอเร่งด่วนเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล โดยมีกำหนดนำคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและตัวแทนหอการค้าจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนข้อเสนอของภาคเอกชนจากทั่วประเทศ และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43336&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hU5OXwHeoR9Jd2Zc73Ler

  • เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    อุทยานฯ ภูลังกา เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน นักท่องเที่ยวสายมู-สายลุยคึกคัก ททท. อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยวตลอดเดือน มิ.ย. นี้

    สายมู-สายลุย คึกคัก “อุทยานแห่งชาติภูลังกา” เปิดให้ท่องเที่ยว “ถ้ำนาคา” แล้ว หลังปิดฟื้นฟูไป 1 เดือน ด้าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยวสีเขียวตลอดเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    ดีเดย์ 1 มิ.ย. 69 เปิดเที่ยว “ถ้ำนาคา” วันแรก สายมู-สายลุยคึกคัก!

    เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 อุทยานแห่งชาติภูลังกา จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ “ถ้ำนาคา” วันแรก นายอักษร มานะวงศ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำนาคา ฝั่งอำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ อีกครั้ง หลังจากทางอุทยานฯ ได้ทำการปิดปรับปรุงและปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูความสมบูรณ์เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ซึ่งบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารอขึ้นถ้ำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนภูลังกาและชมความงามของผืนป่าสีเขียวขจีกันอย่างไม่ขาดสาย

    โดยความพร้อมในฤดูกาลนี้ ทางอุทยานฯ ได้ทำการซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกเรียบร้อยแล้ว พร้อมจัดวางกำลังทีมกู้ชีพกู้ภัยเพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และนางรำที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดประจำจังหวัด มาร่วมฟ้อนรำบูชาปู่อือลือเพื่อความเป็นสิริมงคล

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    อุทยานฯ – ททท. อัดบิ๊กแคมเปญแจกคอลเลกชัน Limited Edition ปลุกกระแสท่องเที่ยว

    สำหรับการท่องเที่ยวในฤดูกาลสีเขียวปีนี้ “อุทยานแห่งชาติภูลังกา” ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานอุดรธานี ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมไฮไลต์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกในแคมเปญ “#First100ผู้พิชิตถ้ำนาคา” มอบสิทธิ์พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว 100 คนแรกของวันที่สามารถเดินทางขึ้นไปพิชิตจุดสูงสุดของถ้ำนาคา ในพื้นที่ตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จะได้รับสายรัดข้อมือจากด้านบนเพื่อนำมาแสดงและรับของที่ระลึก Limited Edition ชุด “Naka Green Season Collection” ประกอบด้วย ผ้าโพกหัว และผ้าคลุมไหล่ดีไซน์พิเศษเฉพาะปี 2569 ณ บูท ททท. บริเวณทางขึ้นอุทยานฯ

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นและส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวระยะยาว ททท.ยังได้ขยายโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวที่พลาดสิทธิ์ในวันแรก ผ่านแคมเปญต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ภายใต้ชื่อ “#First100 Stay&Travel” ซึ่งเปิดโอกาสให้ร่วมลุ้นรับของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษส่งตรงถึงบ้านอีกจำนวน 100 รางวัล โดยมีกติกาง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวเลือกจองและเข้าพัก ณ โรงแรมหรือที่พักที่ร่วมรายการในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลง พร้อมสแกนลงทะเบียนผ่าน QR Code ณ จุดบริการของที่พัก จากนั้นเดินทางท่องเที่ยวและเช็กอินในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลงหรืออำเภอใกล้เคียง แล้วโพสต์ภาพหรือวิดีโอความประทับใจลงบนสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว พร้อมติดแฮชแท็กสำคัญ อาทิ #StayAndTravel #บึงโขงหลง #บึงกาฬ #SabaideeSeason2026 และ #TATUdon ก่อนจะส่งหลักฐานการร่วมสนุกโดยการแคปเจอร์หน้าจอหรือส่งลิงก์โพสต์ดังกล่าวไปยัง Inbox ของแฟนเพจ Facebook ททท.สำนักงานอุดรธานี เพื่อรอประกาศผลรางวัลต่อไป

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    เปิดแล้ว “ถ้ำนาคา” หลังปิดฟื้นฟู 1 เดือน ททท. จัดบิ๊กแคมเปญแจกของลิมิเต็ด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1236717&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ooEBkxdZltfBzwRGukP7n

  • เที่ยวตากรับพลังมงคล ชวนเช็คอิน เติมบุญ กับ อ.คฑา ชินบัญชร

    เที่ยวตากรับพลังมงคล ชวนเช็คอิน เติมบุญ กับ อ.คฑา ชินบัญชร

    สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และโรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศภายใต้โครงการ “เที่ยวตากรับพลังมงคล” ชวนเช็คอินเติมบุญ พร้อมเที่ยวงาน “ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ)” ณ วัดพระบรมธาตุ จ.ตาก ประจำปี 2569 และร่วมสืบสาน-สัมผัสพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 โดยมี อาจารย์คทา ชินบัญชร พรีเซนเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำกิจกรรม ไหว้พระ สักการะเทพเจ้า รับพลังจากธรรมะ และธรรมชาติ ณ อ.เมืองตาก และ อ.แม่สอด จ.ตาก ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตาก ช่วง Green Season

    s__11927560_0

    คุณธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.) สำนักงานตาก กล่าวว่า จังหวัดตาก ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เนื่องจาก มีแหล่งท่องเที่ยวศรัทธาหลากหลาย และเกี่ยวเนื่องกับยุครัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ตลอดจนศิลปะจีน และ พม่า รวมไปถึง เส้นทางท่องเที่ยว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่นักท่องเที่ยว สามารถมาขอพร และความสำเร็จให้กับตัวเอง

    s__11927569_0

    “ภายในจังหวัดตาก ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางด้านอัญมณี อาทิ หยก และยี่หร่า ที่จะทำให้นึกย้อนไปถึงอดีตการค้าขายที่รุ่งเรือง ระหว่าง ไทย และ เมียนมา ไม่เพียงเท่านั้น จ.ตาก ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น อุทธยานแห่งชาติทั้ง 6 แห่ง และ 3 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดตาก ซึ่งถือเป็นจังหวัด ที่มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วง Green Season นี้ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโรงแรมที่พัก ซึ่งมีกว่า 8,200 ห้อง หรือจะเป็นร้านอาหาร ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ อาหารท้องถิ่น อาหารชาติพันธุ์ และอาหารนานาชาติ เช่นเดียวกับ การเดินทาง ที่มีความสะดวกสบาย ทั้งทางรถยนต์ ที่ใช้เวลาเพียง 5-6 ชั่วโมง หรือ จะเป็นสนามบิน ทางจังหวัด ก็มีสนามบินที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกคน” ผอ.ททท. ตาก กล่าว

    115124_0

    ด้านอาจารย์ คฑา ชินบัญชร กล่าวเสริมด้วยว่า โครงการที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีชื่อว่า “เที่ยวตากรับพลังบวก” เป็นความร่วมมือกันระหว่าง สำนักงานการท่องเที่ยว ตาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท) และโรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด CP LAND, Sixth Rent A Car โดย Sixth Thailand และ กาแฟพันธุ์ไทย “สำหรับโครงการนี้ จัดขึ้นมา เพื่ออยากให้ทุกคน ได้มาสัมผัสพลังชีวิต เที่ยวในรูปแบบสายศรัทธา กับผม คฑา ชินบัญชร ซึ่งเราจะได้เห็นประเพณีอันงดงาม อย่าง ขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ซึ่งถือเป็นประเพณีสำคัญของจังหวัด ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ เป็นปีมะเมีย การได้มาสักการะพระธาตุบ้านตาก ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีมะเมีย จะทำให้ได้รับความสิริมงคล ที่จะทำให้ทุกคนผ่านพ้นอุปสรรคในปีนี้ ได้อย่างดี”

    “ไม่เพียงเท่านั้น การเดินทางมาท่องเที่ยวในทริปนี้ ยังทำให้เราได้เห็น ศิลปะวัฒนธรรมของพม่า รวมถึง พิธีล้างหน้าพระมหามัยมุนี ที่วัดไทยวัฒนาราม ตลอดจนการบูชาเทพประจำวัน ตามมหาทักษา ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งอันซีนด้านการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน เรายังจะได้เห็นความสมัครสมานสามัคคี ของชุมชนในจังหวัด ที่มีแหล่งยึดเหนี่ยวความศรัทธารวมกันไว้ในที่เดียว และการมาเที่ยวสายศรัทธานี้ ไม่ได้ถือเป็นความงมงาย ทว่า ยังไปรับเอาพลังธรรมะ และพลังธรรมชาติ มาไว้ที่ตัวของเรา มาเพิ่มพลังชีวิตให้กับเรา ดังนั้น หากทุกท่านมีโอกาส ผมใคร่ขอเชิญมาท่องเที่ยวจังหวัดตากด้วยกัน … มาตากเพราะยากมา มาตาก เพราะอยากมีความสุข ต้องมา จังหวัดตาก” อาจารย์คฑา กล่าว

    s__11927558_0

    เส้นทางของโครงการ “เที่ยวตากรับพลังบวก” ที่จัดขึ้นครั้งล่าสุด เริ่มต้นเส้นทางด้วยการไป “บูชาเทวดาเสวยอายุ” ณ วัดไทยวัฒนาราม อ.แม่สอด ที่มีไฮไลท์อยู่ที่ พระวิหารสีทองอร่าม และการฉลุลายตามแบบศิลปะพม่า รวมถึงได้ชื่นชมการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ การฟ้อนกิงกะหร่า หรือ การฟ้อนนก และ ตัวโต หรือ น้องโต สัตว์มงคลตามความเชื่อของชาวไทใหญ่ หัวและหน้าเหมือนกวาง ลำตัวเป็นสิงโต สัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ที่มาฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน แล้ว ทุกคนยังจะได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสหภาพเมียนมา ที่ถูกจำลองมาไว้ที่วัดแห่งนี้ อาทิ พระธาตุขเวดากองจำลอง (ย่อส่วน) และ พระนอนตาหวาน หรือ พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี เป็นต้น

    s__11927564_0

    “ศาลเจ้าปุงเฒ่ากง-ม่า” แม่สอด ศาลเจ้าที่มีอายุกว่า 100 ปี เป็นอีกไฮไลท์ ของเส้นทางศรัทธา ที่ไม่ควรพลาดไปสักการะขอพร รวมถึงชื่นชมศิลปะและความงดงามของศิลปะจีน โดยเฉพาะ “องค์เทพทวารบาล” หน้าประตูของศาลเจ้า ที่ว่ากันว่า ไหว้แล้วรวย เสริมอำนาจบารมี และความมั่งคั่งมหาศาล ก่อนที่จะไปต่อกันที่ “ภูกาษาวาเลย์” อ.แม่สอด ที่ทุกคนจะได้สัมผัสการพักผ่อน และดูแลสุขภาพร่างกายได้อย่างเต็มที่ กับ ห้องเกลือหิมาลัย รวมถึง การแช่ออนเซ็น และยังได้ไปกรายสักการะขอพร เทวสถานดอยสา ที่จะมาเติมเต็มของความสุขให้กับร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส มากขึ้น

    มาถึง อ.แม่สอด ต้องพลาดไม่ได้กับการไป สักการะ “ท้าวเวสสุวรรณโณ” องค์ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตรยาราม ซี่งมีความสูงถึง 9.9 เมตร และมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะของผู้ศรัทธาทั่วไป ซึ่งภายในบริเวณของวัดยังมี อนุสาวรีย์ รูปหล่อพระมหากษัตริย์ 5 มหาราช ให้สักการะขอพรด้วย ก่อนจะจบทริปของวันด้วยการไปเช็คอิน เก็บภาพความสวยงาม ยามเย็น ณ สะพานแขวนกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ใน อ.เมืองตาก เป็นที่ระลึก อีกภาพความประทับใจ

    115128_0

    อีกหนึ่งเส้นทางศรัทธา ของทริป “เที่ยวตากรับพลังบวก” Green Season ที่ต้องไปให้ได้คือ “วัดบรมธาตุบ้านตาก” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี “ขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) พร้อมกับแห่ผ้าห่มองค์พระบรมธาตุ ขอพรหลวงพ่อทันใจ จากนั้น ต้องไปสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ ศาลพระเจ้าตากสินมหาราช ใน อ.เมืองตาก ถือเป็นการสิ้นสุดทริป “เที่ยวตากรับพลังบวก” Green Season อย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนเดินทางกลับบ้านด้วยความประทับใจ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมในพลังแห่งบุญ และที่สำคัญการเดินทางในครั้งนี้ ได้พักที่“โรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด โรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดตาก ที่ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้มาสัมผัสเสน่ห์ของเมืองตาก ทั้งด้านศรัทธา วัฒนธรรม และธรรมชาติอันงดงาม โดยโรงแรมพร้อมมอบความสะดวกสบายและการบริการที่อบอุ่น เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความประทับใจ

    115138

    115141

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453962/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S-igZbT-3TH4TmNlN2Soh

  • กระทรวงท่องเที่ยว จับมือ คมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ หวังกระจายรายได้สู่ชุมชน

    กระทรวงท่องเที่ยว จับมือ คมนาคม ขับเคลื่อนเที่ยวทางรถไฟ หวังกระจายรายได้สู่ชุมชน

    “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” บูรณาการร่วม “กระทรวงคมนาคม” ขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวทางรถไฟ” พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรองรับช่วง Low Season

    วันที่ 2 มิถุนายน 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ กระทรวงคมนาคม เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย จัดการประชุมหารือแนวทางการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อผลักดัน “การท่องเที่ยวทางรถไฟ” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (New Tourism Product) พร้อมตั้งเป้ากระจายรายได้สู่ชุมชนและกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและตัวแทนภาคเอกชน เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการพัฒนาขบวนรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างมีศักยภาพ โดยเฉพาะขบวนรถไฟปรับอากาศดีเซลราง Kiha 183 และขบวนรถไฟ SRT Royal Blossom ซึ่งเป็นขบวนรถที่ได้รับมอบจากประเทศญี่ปุ่นและนำมาปรับปรุงใหม่จนมีความสวยงาม สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงพร้อมเข้ามาต่อยอดและสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวให้เกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ “สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)” ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยจะผลักดันให้เป็นศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นของเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์เชิงประวัติศาสตร์ก่อนออกเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ

    ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว เข้าไปกำกับดูแลด้านมาตรฐานมัคคุเทศก์ การให้บริการของผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางถึงสถานีปลายทาง พร้อมทั้งมอบหมายให้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. รับผิดชอบด้านการเชื่อมโยงเส้นทางเพื่อกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ภายในที่ประชุมยังได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้น 

    ขณะที่ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้นำเสนอประเด็นข้อจำกัดที่ต้องการการบูรณาการแก้ไข ได้แก่ 1. การเพิ่มจำนวนขบวนรถไฟเพื่อรองรับอุปสงค์การท่องเที่ยวทางรางที่เติบโตสูงขึ้น 2. การพัฒนาระบบการสำรองที่นั่งให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง 3. การดึงศักยภาพของสถานีรถไฟเก่าแก่อายุนับร้อยปีมาพัฒนาเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว และ 4. การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและห้องน้ำทั้งภายในสถานีและบนขบวนรถไฟ

    ทางด้าน นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เผยว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันยินดีที่จะใช้จ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย และต้องการทางเลือกในการเดินทางเชื่อมโยงที่ยืดหยุ่น 

    ส่วนนายนิธิ สิบพงษ์สังข์ ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่ “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” (Tourism for All) โดยเฉพาะการปรับปรุงทางลาดและสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุและผู้พิการให้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า วันนี้เป็นนิมิตใหม่อันดีและเป็นความหวังแก่คนในภาคการท่องเที่ยว ที่รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านร่วมกันผลักดันโครงการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะยาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2937027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V1yji413phUa-zzC_NKYB

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 14 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 14 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 14 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 2 มิถุนายน 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 31 พ.ค. 69 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 14,032,649 คน  ลดลง 2.30% สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วประมาณ 679,274 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 2,318,312 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 1,737,938 คน 
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,056,729 คน
    • อันดับ 4  รัสเซีย 946,732 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 539,848 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 พ.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมกว่า 14 ล้านคน

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 25 – 31 พฤษภาคม 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 4.7 แสนคน จากการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ วันอีดิ้ลฟิตรี (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดของชาวมุสลิม) และวันวิสาขบูชาในสิงคโปร์ที่หยุดยาวต่อเนื่อง 3 วัน

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่าหนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 110%  จากสัปดาห์ก่อนหน้า อีกทั้งนักท่องเที่ยวตลาดสิงคโปร์ที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 4 จากเดิมในอันดับที่ 6 ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคมนั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสม 2.35 ล้านคน 

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 603,792 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 83,256 คน หรือ15.99 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 86,256 คน

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 185,721 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 109.53% นักท่องเที่ยวจีน 81,097 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.57% นักท่องเที่ยวอินเดีย 52,736 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.17% นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ 22,333 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 32.78% และนักท่องเที่ยวรัสเซีย 17,958 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.56% 

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติและปรับราคาสอดคล้องกับภาวะตลาดโลก การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22sME30DcK5cixS-P5kdz7

  • ปักหมุดสายมู! ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวไปยังไง แลนด์มาร์กสุดอลังการ ขอพรปังๆ กลางกรุง

    ปักหมุดสายมู! ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวไปยังไง แลนด์มาร์กสุดอลังการ ขอพรปังๆ กลางกรุง

    สายมูห้ามพลาด! พาส่อง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” แลนด์มาร์กขอพรแห่งใหม่ใจกลางสาทร สถาปัตยกรรมสุดอลังการราวกับหลุดไปเมืองจีน พร้อมเผยประวัติและวิธีเดินทางที่บอกเลยว่าเดินทางง่ายสุดๆ!

    เปิดพิกัดความปัง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” แลนด์มาร์กสายมูแห่งใหม่ใจกลางสาทร

    นาทีนี้ถ้าถามถึงพิกัดทำบุญและที่เที่ยวสายมูแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในกรุงเทพฯ คงต้องยกให้ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ตั้งอยู่บนถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร ซึ่งเพิ่งเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศาลเจ้าแห่งนี้อย่างเป็นทางการ

    ตามรายงานของ Time Out Bangkok และข้อมูลจาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระบุว่า ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้สกุลช่างแต้จิ๋วโบราณ ผสมผสานงานศิลป์จีนแบบราชสำนักอย่างประณีต จนดูสวยงามอลังการราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในประเทศจีน เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปสถาปัตยกรรมสวยๆ และสายบุญที่ต้องการมา ไหว้พระขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล

    ย้อนรอยประวัติศาสตร์ 120 ปี จากผืนดินชุบชีวิต สู่ศาสนสถานแห่งพลังศรัทธา

    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    หากย้อนดูบริบททางประวัติศาสตร์ ผืนดินขนาดกว่า 4 ไร่ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ธรรมดา แต่เป็นที่ดินประวัติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานกว่า 120 ปี โดยเดิมทีในปี พ.ศ. 2442 พื้นที่แห่งนี้คือสุสานสาธารณะวัดดอน ที่ชาวจีนโพ้นทะเลร่วมใจกันจัดซื้อเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพให้แก่ผู้ล่วงลับโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมการให้” และเป็นต้นกำเนิดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในเวลาต่อมานั่นเอง

    ประวัติหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง)

    เดิมท่านชื่อ “เหล่งงัก” เกิดในตระกูลลิ้ม ยุคราชวงศ์ซ่ง เป็นบัณฑิตระดับสูงที่เข้ารับราชการเป็นนายอำเภอ แต่เมื่ออายุ 54 ปี ท่านได้ตัดสินใจลาออกเพื่อบวชเป็นพระภิกษุ ได้รับฉายาว่า “ไต้ฮง” (แปลว่า ยอดเขาอันสูงใหญ่) ในช่วงบั้นปลายชีวิตท่านได้ธุดงค์มายังอำเภอเตี้ยเอี้ย เมืองแต้จิ๋ว และได้ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัย โรคระบาด และภัยแล้ง รวมถึงช่วยเก็บศพไร้ญาติไปฝัง จัดหาอาหารและยารักษาโรคให้ผู้ยากไร้ จนกลายเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวจีนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

    ไฮไลต์เด็ดที่สายมูต้องเช็กอิน หลวงปู่ไต้ฮงหยกขาวและสิงโตหินผู้พิทักษ์

    เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายในศาลเจ้า สิ่งแรกที่จะสะดุดตาคือความโอ่อ่าของตัวอาคาร และจุดไฮไลต์สำคัญที่ห้ามพลาดเด็ดขาด ได้แก่

    1. องค์หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาวที่ใหญ่ที่สุด

    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ภายในประดิษฐานองค์พระรูปจำลองของ หลวงปู่ไต้ฮง ที่แกะสลักจาก “หินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ร่วมกับพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าสำคัญของจีนรวม 8 องค์ ให้สายมูได้เดินกราบไหว้ขอพรกันได้อย่างอิ่มบุญอิ่มใจ

    2. เกร็ดความเชื่อ “สิงโตหิน” ไม่เบิกเนตร

    บริเวณทางเข้าจะมีสิงโตหินคู่ตัวใหญ่ โดยสิงโตตัวเมียจะอยู่ทางทิศใต้และวางอุ้งเท้าเล่นกับลูกแก้ว สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความเมตตาบารมี แต่ความพิเศษคือสิงโตหินที่นี่ ไม่มีการทำพิธีเบิกเนตร (แต้มดวงตา) ตามความเชื่อโบราณของจีนที่ว่า หากเบิกเนตรแล้ว ในยามค่ำคืนสิงโตอาจจะออกไปท่องเที่ยวและไม่อยู่เฝ้าสถานที่ตามหน้าที่นั่นเอง!

    ที่สำคัญ ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยังจัดบริการธูป กระดาษเงินกระดาษทอง และยันต์หลวงปู่ไต้ฮง (ฮู้แดง) ให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ อีกด้วย เรียกว่าเตรียมแค่ใจใสๆ มาชิมความปังได้เลย

    วิธีเดินทาง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ไปยังไงให้สะดวกที่สุด?

    สำหรับการเดินทางมายังศาลเจ้าไต้ฮงกง สาทร แห่งนี้ ขอบอกว่าสะดวกสบายมากๆ เลือกวิธีที่ตอบโจทย์ตัวเองได้เลย

    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
    ภาพจากเพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
    • เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS: นั่งรถไฟฟ้า BTS สายสีลม มาลงที่สถานีสุรศักดิ์ (ทางออก 2) หรือ สถานีสะพานตากสิน จากนั้นต่อรถแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซค์เข้ามายังถนนเจริญราษฎร์ได้ไม่ไกล
    • เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว: ขับรถมาทางถนนเจริญราษฎร์ เลียบทางด่วนช่วงสาทร-ถนนจันทน์ฝั่งขาเข้า ภายในบริเวณศาลเจ้ามีลานจอดรถกว้างขวางคอยให้บริการ
    • เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้เข้าชมและสักการะฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00 – 18.00 น.

    ใครที่กำลังมองหาแลนด์มาร์กทำบุญใหม่ๆ บรรยากาศสวยสงบสไตล์จีนโมเดิร์น และอยากมาสัมผัสพลังศรัทธาของ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ปักหมุดแล้วแต่งตัวเก๋ๆ มามูรับความปังกันได้เลย

    ภาพ: เพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2936990&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oopMVyK1bzOBASOf3ltW2

  • รองผู้ว่าฯ เชียงรายชี้ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” หนุนเชื่อมสัมพันธ์ “จีน-ไทย” | เดลินิวส์

    รองผู้ว่าฯ เชียงรายชี้ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” หนุนเชื่อมสัมพันธ์ “จีน-ไทย” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเหอเฝย ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ว่า งานเสวนานายกเทศมนตรีโลก ประจำปี 2569 (2026 Global Mayors Dialogue) จัดขึ้น ณ เมืองหวงซาน ในมณฑลอานฮุย ทางตะวันออกของจีน ระหว่างวันที่ 28-31 พ.ค. ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “สรรค์สร้างอารยธรรมร่วมกัน มรดกโลกเจิดจรัสคู่ธานี : การเสริมพลังระหว่างมรดกโลกกับการพัฒนาเมือง” ดึงดูดนายกเทศมนตรีและผู้แทนเมืองจาก 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน เยอรมนี และไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ในประเด็นการอนุรักษ์มรดกโลก การสืบทอดทางวัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายของไทย หนึ่งในผู้ร่วมงานเสวนา กล่าวในการสัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซินหัว ว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมช่วยทลายกำแพงทางภูมิศาสตร์ และเชื่อมโยงผู้คนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น นับเป็นสื่อกลางสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน ระหว่างประชาชนสองประเทศ

    นายประเสริฐ กล่าวว่า แม้เมืองหวงซานและจังหวัดเชียงรายจะอยู่ห่างไกลกัน ทว่ามีอัตลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแนวคิดการพัฒนาเมืองสอดคล้องกันอย่างมาก ทั้งสองเมืองให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการสืบทอดวัฒนธรรม และได้สร้างรูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งยังมุ่งสร้างประโยชน์ต่อประชาชนผ่านการอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมถึงเป็นพลังส่งเสริมการพัฒนาเมือง

    ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางรถไฟจีน-ลาว ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน ขณะที่โครงการทางรถไฟจีน-ไทย ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของไทย ยังสนับสนุนให้องค์กรการท่องเที่ยวภายในประเทศเจรจากับบริษัท และผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีนอย่างแข็งขัน ความร่วมมือด้านคมนาคมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยกระดับอย่างต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นศักยภาพมหาศาลของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของสองประเทศ

    กระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมข้ามพรมแดนระหว่างอันฮุยและไทยยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรที่เกื้อหนุนกัน ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เมืองหวงซานยังได้บังคับใช้นโยบายแวะเปลี่ยนเครื่องแบบฟรีวีซ่า ระยะ 240 ชั่วโมง ส่งผลให้เส้นทางบินตรงระหว่างหวงซาน-กรุงเทพฯ ให้บริการได้อย่างราบรื่น

    นายประเสริฐ กล่าวว่า ประชาชนไทยและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ของเชียงรายและอานฮุย ช่วยให้ประชาชนทั้งสองประเทศเข้าใจวัฒนธรรมของกันและกันได้ดีขึ้น ถือเป็นรูปแบบการทูตระหว่างประชาชนที่เรียบง่ายและอบอุ่นใจมากที่สุด การปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ไม่เพียงทำลายกำแพงทางภูมิศาสตร์ลงได้ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้มิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับจีนหยั่งรากลึกในใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังชื่นชมงานด้านการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองหวงซาน ว่าได้ทำให้หมู่บ้านโบราณ อาคาร และมรดกทางวัฒนธรรมต่าง ๆ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าถึงและสัมผัสได้ สะท้อนถึงการผสานงานอนุรักษ์ การสืบทอด และการใช้ประโยชน์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ควรค่าต่อการศึกษา และนำไปปรับใช้กับเชียงราย

    นอกจากนี้ นายประเสริฐยังกล่าวชื่นชมการนำเทคโนโลยีชุดหุ่นยนต์ “เอ็กโซสเกลเลตัน” (Exoskeleton) มาเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ว่าเป็นนวัตกรรมที่จีนใช้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพราะการเที่ยวในพื้นที่ภูเขามีข้อจำกัดค่อนข้างสูง

    อุปกรณ์เหล่านี้จึงช่วยลดอุปสรรคให้นักท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย สามารถสัมผัสความงดงามของหวงซานได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และทำให้มรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแนวคิดใหม่สำหรับการเปลี่ยนแปลงและยกระดับเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    นายประเสริฐทิ้งท้ายว่า เมื่อเมืองต่างๆ เชื่อมโยงถึงกัน ก็จะเกิดการผสานของอารยธรรม และก่อให้เกิดมิตรภาพที่ยั่งยืน และยินดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรระดับท้องถิ่นระหว่างไทย-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5911241/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r8HN2sGsTlqCypgNURlJ6

  • ไม่มีรถก็เที่ยวได้! เปิด 20 เส้นทาง เที่ยวหน้าฝน นั่งรถโดยสารชิลๆ

    ไม่มีรถก็เที่ยวได้! เปิด 20 เส้นทาง เที่ยวหน้าฝน นั่งรถโดยสารชิลๆ

    บขส. ชวนเที่ยวหน้าฝนสไตล์ Green Season เปิด 20 เส้นทางรถโดยสารทั่วไทย เอาใจคนไม่มีรถส่วนตัว เดินทางง่าย งบประหยัด สัมผัสธรรมชาติชุ่มฉ่ำ

    บขส. (BKS) ขานรับเทรนด์ท่องเที่ยวหน้าฝน ชวนคนรุ่นใหม่และวัยทำงานจัดกระเป๋าออกเดินทางสัมผัสธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เปิดโผ 20 เส้นทางรถโดยสารยอดฮิต ครอบคลุมทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตอบโจทย์สายลุยที่ไม่มีรถส่วนตัว เดินทางง่าย สะดวก ปลอดภัย กระตุ้นการท่องเที่ยวสไตล์ Green Season และ Low Travel ทั่วประเทศไทย

    เที่ยวหน้าฝนสไตล์ Green Season ดียังไง?

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบ “Green Season” และ “Low Travel” กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่ต้องการหนีความวุ่นวายไปเสพประสบการณ์ พักผ่อนท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร เที่ยวชมวิถีชุมชน และถ่ายภาพทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย

    ไม่มีรถก็เที่ยวได้! เปิด 20 เส้นทาง เที่ยวหน้าฝน นั่งรถโดยสารชิลๆ

    บขส. จึงได้เปิดให้บริการเดินรถโดยสารที่เชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ สู่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติโดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยมี 20 เส้นทางไฮไลต์แนะนำประจำฤดูฝนนี้ แบ่งตามภูมิภาค ดังนี้

    ปักหมุด 20 เส้นทางรถ บขส. เที่ยวหน้าฝนทั่วไทย

    1. ภาคเหนือ: สายหมอก ป่าเขียว และไอฝนกลางหุบเขา (7 เส้นทาง)

    สัมผัสความสดชื่นของป่าไม้และทะเลหมอกหน้าฝน เดินทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต เช่น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์, ภูทับเบิก, ผาซ่อนแก้ว, และน้ำตกคลองลาน

    1. กรุงเทพฯ – หล่มสัก – หล่มเก่า
    2. กรุงเทพฯ – ทุ่งช้าง
    3. กรุงเทพฯ – แม่สอด
    4. กรุงเทพฯ – เชียงใหม่
    5. กรุงเทพฯ – บ้านด่านลานหอย
    6. กรุงเทพฯ – คลองลาน
    7. กรุงเทพฯ – สากเหล็ก – พิษณุโลก

    ไม่มีรถก็เที่ยวได้! เปิด 20 เส้นทาง เที่ยวหน้าฝน นั่งรถโดยสารชิลๆ

    2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออก: ชุ่มฉ่ำสายธรรมชาติและมูริมโขง (8 เส้นทาง)

    เอาใจทั้งสายลุยและสายมู เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผาชะนะได, ถ้ำนาคี, หินสามวาฬ (ภูสิงห์), สกายวอล์คเชียงคาน และวัดพระธาตุพนมฯ

    1. กรุงเทพฯ – โขงเจียม
    2. กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี
    3. กรุงเทพฯ – กระนวน – บ้านแพง
    4. กรุงเทพฯ – กุมภวาปี – บึงกาฬ
    5. กรุงเทพฯ – สกลนคร – นาแก
    6. กรุงเทพฯ – กาฬสินธุ์ – ห้วยผึ้ง – เขาวง
    7. กรุงเทพฯ – เชียงคาน
    8. กรุงเทพฯ – ตราด

    3. ภาคใต้ : สายฝน ป่าดิบชื้น และทะเลหมอกเขตร้อน (5 เส้นทาง)

    ล่องใต้ไปเจอความเขียวขจีและบรรยากาศสุดอันซีน เช่น สระมรกต, จุดชมวิวเสม็ดนางชี, น้ำตกเอราวัณ และสะพานมอญ/ด่านเจดีย์สามองค์

    1. กรุงเทพฯ – คลองท่อม – กระบี่
    2. กรุงเทพฯ – ตะกั่วป่า – โคกกลอย
    3. กรุงเทพฯ – ตรัง – สตูล
    4. กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ – สงขลา
    5. กรุงเทพฯ – ด่านเจดีย์สามองค์

    ไม่มีรถก็เที่ยวได้! เปิด 20 เส้นทาง เที่ยวหน้าฝน นั่งรถโดยสารชิลๆ

    ช่องทางการจองตั๋ว บขส. และสอบถามข้อมูลเดินทาง

    สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝนนี้ สามารถตรวจสอบตารางเดินรถและสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ดังนี้

    • เว็บไซต์ : บขส. (Digital Platform)
    • แอปพลิเคชัน : BKS Application / BKS E-ticket
    • Facebook Page : บขส.
    • Line Official : BKS
    • Call Center : โทร. 0 2936 3660 หรือติดต่อที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศ

    อ้างอิง : บขส.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1236722&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nb6_2f2oXcKH_I97zI_ff