Category: ไอที

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • “สันติสุข” คาใจหนัก “พรรคเศรษฐกิจ” ซ่อนเงื่อนปมอะไร ทำไม “พล.อ.รังษี” ยอม “คริส โปตระนันทน์” อดีตผู้ก่อตั้งพรรคส้ม เคยแซะ “ลุงตู่” หนุนรื้อแก้ ม.112 ขึ้นลำดับ 1 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ | TOPNEWS

    ข้อสังเกตสำคัญ คือ “คริส โปตระนันทน์” ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ แต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มเส้นด้าย” (Zendai) ที่เคยมีภารกิจเพืช่วยเหลือผู้ป่วย โควิด-19 ในการหาเตียงและรถรับส่ง ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น “พรรคเส้นด้าย” แล้ว “คริส โปตระนันทน์” ลาออกจากพรรคก้าวไกลเมื่อต้นปี 2023 โดยอ้างว่า เนื่องจากความเห็นต่างเรื่องการบริหารจัดการภายในพรรค

    “สันติสุข” ระบุว่า โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่ม “เส้นด้าย” ซึ่งนายคริสและบุคคลในเครือข่ายมีบทบาทสำคัญ อาจเป็นกลุ่มอิทธิพลหลักในพรรคเศรษฐกิจ เนื่องจากรายชื่อในลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเดียวกัน

    จุดที่ถือเป็นประเด็นร้อน ก็คือ เท่ากับว่า หากประชาชนตัดสินใจเลือกพรรคเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลที่ต้องการสนับสนุน พล.อ. รังษี ก็เท่ากับต้อง “ยอมรับแพ็กเกจ” ปาร์ตี้ลิสต์ 9 คนแรกไปพร้อมกัน หรือ ต้องทำให้ “คริส โปตระนันทน์” เป็นสส.ก่อน ขณะที่ตามระบบเลือกตั้ง โอกาส พล.อ.รังษีจะได้เป็น ส.ส. ต้องอาศัยคะแนนพรรคเศรษฐกิจจำนวนมากหลายล้านเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีคำถามต่อไปว่า หากพรรคเศรษฐกิจได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง ใครจะถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือผู้มีบทบาททางการเมืองสูงสุด ระหว่าง “พล.อ. รังษี” กับ “คริส โปตระนันทน์” เนื่องจากตามโครงสร้างปาร์ตี้ลิสต์ “คริส โปตระนันทน์” มีโอกาสเข้าสภาสูงกว่าชัดเจน

    และเมื่อย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ในอดีตของ “คริส โปตระนันทน์” พบว่าไม่ต่างกับแกนนำพรรคส้ม หรือ ผู้นำจิตวิญญาณทั้งหลาย โดยพบว่าเคยมีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เช่น

    * แชร์ข่าวกรณี **พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา** จ่ายค่าน้ำค่าไฟบ้านหลวง พร้อมข้อความเชิงเสียดสี
    * โพสต์กล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์เป็นผู้ “ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้นายทักษิณ ชินวัตร แต่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    นอกจากนี้ “คริส โปตระนันทน์” ยัง เคยโพสต์วิจารณ์กฎหมาย มาตรา 112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา และเคยแสดงความเห็นให้กำลังใจผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตราดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน พรรคเศรษฐกิจ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่แก้ไขมาตรา 112 แม้ตัวนายคริสจะเคยมีจุดยืนในอดีตที่แตกต่างออกไป

    แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนควรพิจารณา “ทั้งพรรค ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล” เพราะการกากบาทเลือกพรรคหนึ่ง เท่ากับยอมรับโครงสร้างอำนาจและบุคคลที่ถูกจัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์

    ท้ายที่สุด การจะเลือกหรือไม่เลือกพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นดุลยพินิจของประชาชน ว่ามั่นใจ เชื่อใจ และยอมรับโครงสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ พร้อมจับตาว่า พรรคเศรษฐกิจ จะออกมาชี้แจงต่อสังคมอย่างไรเกี่ยวกับการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในขณะนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1440474&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fJKbTYwjscam-E181EhJ8

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • ทิสโก้ เก็งโอกาสเลือกตั้งดัน SET พุ่ง 73% แนะ 8 หุ้นเด่นรับอานิสงส์-ชูหุ้นปันผลสูงสู้เศรษฐกิจซบ : อินโฟเควสท์

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า การเมืองในประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

    จากการศึกษาของ บล.ทิสโก้ พบว่า ในเชิงสถิติ SET Index ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ราว 1-2 เดือนมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 53-73% และให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย +2.0% ถึง +2.3% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกและเคลื่อนไหวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FOOD, FIN, CONMAT, ENERG และ COMM เป็นต้น

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตต่ำเพียง +1.6% โดย 2 เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวเผชิญความท้าทายจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่สูงขึ้นภายใต้การสู้รบที่ยืดเยื้อบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและเงินบาทที่แข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา

    ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คาดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ โดยหากมาตรการ “Fast Pass” สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt

    แต่ในทางกลับกันหากการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 ปีนี้ อาจส่งผลให้งบประมาณปี 2570 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือน โดยหากงบประมาณปี 2570 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป บล.ทิสโก้ ประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt

    บล.ทิสโก้ ยังคงเป้า SET Index ปี 69 ที่ 1,388 จุด (อิงจาก Fwd. PER เหมาะสมที่ประมาณ 16 เท่า และ EPS ปี 69-70 ที่ 81.2 และ 84.9) คิดเป็น Upside ราว 100 จุด ถูกจำกัดด้วยการเติบโตที่ต่ำทั้งทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองหุ้นไทยก็มี Downside จำกัดเช่นกัน หลังร่วงสวนทางหุ้นโลก 3 ปีซ้อน!

    นอกจากนี้ หุ้นไทยยังต่ำกว่าที่เห็น เพราะถูกหุ้น DELTA บิดเบือนไปมากทั้งระดับราคาและมูลค่า โดยหากไม่นับรวมหุ้น DELTA ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาพรวม SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1,160 จุดเท่านั้น และระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยโดยผ่านตัวแบบ Earning Yield Gap ที่ไม่รวมหุ้น DELTA ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะอยู่สูงเกือบ 6% หรือคิดเป็น +2SD ถูกเทียบเท่าช่วงวิกฤติ COVID-19 เลยทีเดียว

    โดยสรุป แม้ บล.ทิสโก้ มอง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัดอย่างน้อยก็ในช่วงครึ่งปีแรก แต่มี 2 ธีมการลงทุนหลักที่น่าสนใจในช่วงต้นปี (1) ธีมหุ้นเลือกตั้ง แนะนำ AEONTS, CPAXT, MC, TASCO (2) ธีมหุ้นปันผลสูง (คาด Div. Yield ที่เหลือปี 25F สูงกว่า 4%) แนะนำ BTG, PRM, PTTEP, SCCC

    ดังนั้น หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ม.ค. คือ AEONTS, BTG, CPAXT, MC, PRM, PTTEP, SCCC และ TASCO (ทั้งนี้ AEONTS, PRM, PTTEP, TASCO หรือครึ่งหนึ่งของหุ้นแนะนำในเดือนหน้าอยู่ใน SETHD Index ด้วย)

    ด้านแนวรับสำคัญของหุ้นไทยเดือน ม.ค.69 อยู่ที่ 1,240-1,250 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,200-1,220 จุด แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,285 จุด 1,300 จุด และ 1,340 จุด ตามลำดับ

    ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR แนะนำ NOVOB80 (Novo Nordisk) และ SMIC23 (Semiconductor Manufacturing International Corp) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดีและราคาหุ้นมีการย่อตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย Novo Nordisk (NOVO_B) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง FDA อนุมัติยา GLP-1 สำหรับลดน้ำหนัก ทำให้ราคาหุ้นที่ย่อตัวจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปีกว่า 50% มีโอกาสฟื้นตัว

    ในขณะที่ Semiconductor Manufacturing International Corp (981 HK) เป็นบริษัทผู้นำด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่กำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ทำให้มีโอกาสในการรีบาวด์สูง

    และ บล.ทิสโก้มองว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจเริ่มกลับสู่ปกติมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IKr-0aponiy60Aq5TpsC-

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2