Category: ไอที

  • รายงานพิเศษ…เจาะลึก 4 ปมใหญ่เศรษฐกิจปี 68! “การลงทุนฟื้น ท่องเที่ยวแบกความหวัง สวนทางวิกฤติหนี้รัดตัว”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/119854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n2NaMugLBpB7H4Z_WB0Uq

  • บริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีแก่ภาคบริการทางการแพทย์ของเยอรมนีถูกโจมตีทางไซเบอร์จนระบบล่ม | BT

    บริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีแก่ภาคบริการทางการแพทย์ของเยอรมนีถูกโจมตีทางไซเบอร์จนระบบล่ม | BT

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/tech/it-news/1246746/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ft3aaDntqPdObOlYSOUBj

  • Hurry Sickness วิถีใหม่คนยุคไอที.!?

    ด้วยยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสาร นำมาสู่การสื่อสารผ่าน “โซเชียลมีเดีย” การใช้อุปกรณ์สื่อสาร ที่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่างในการดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ จนกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และหลายคนเคยชินจนแทบลืมวิถีเดิมที่เคยเป็นไปแล้ว..!!

    แหละนั่นทำให้พฤติกรรมยุคไอทีเปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้เบื่อ ใจร้อน หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น ทนรอการดาวน์โหลดรูปภาพนาน ๆ ไม่ได้ เกิดการหงุดหงิดทุกครั้ง เมื่อคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเกิดอาการค้าง บางรายเกิดอาการกระวนกระวายใจ และลุกลามสู่ความสัมพันธ์เชิงลบต่อคนรอบข้าง..

    จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคทนรอไม่ได้” หรือ Hurry Sickness นั่นเอง..!!!

    สำหรับโรคทนรอไม่ได้ (Hurry Sickness) คือพฤติกรรมที่มีอาการใจร้อน หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายกับการรออะไรบางสิ่งบางอย่าง เป็นผลกระทบจากการทำงานกับคอมพิวเตอร์ หรือมักเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่เสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนไปสู่โรคทนรอไม่ได้นี้จะทำให้ร่างกายและจิตใจเข้าสู่ภาวะผิดปกติ

    แม้ว่า “โรคทนรอไม่ได้” จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี  แต่นิยามคำว่า Hurry Sickness เกิดขึ้นช่วงค.ศ. 1974 จาก 25 แพทย์รักษาโรคหัวใจ นั่นคือ Meyer Friedman และ Ray Rosenman นิยามถึงพฤติกรรม หรือลักษณะอาการคนที่มักจะรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว เร่งรีบ ผ่านหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลหมู่เลือด A กับเรื่องหัวใจ (Type A Behavior And Your Heart) ภาวะทนรอไม่ได้นี้ เป็นหนึ่งในลักษณะคนหมู่เลือด A เช่นเดียวกัน

    สำหรับ 6 อาการ Hurry Sickness เริ่มจาก 1)ทุกการกระทำคือการแข่งขัน อาทิ การซื้อของ การกินหรือแม้แต่รถติดไฟแดง ที่ก่อให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดได้

    2)หนึ่งเวลาทำหลายงาน โดยคนประเภทนี้เวลาเดียวกันมักจะหยิบหลาย ๆ งานขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าจะได้ไม่เสีย เวลา

    3)ความล่าช้าคือความน่าหงุดหงิด ตัวอย่างเช่นหากเริ่มกดลิฟต์ซ้ำ ๆ เพราะอยากให้ถึงเร็ว หรือหงุดหงิดกับการต่อแถวยาว ๆ เริ่มเป็นสัญญาณเตือนชัดเจน

    4)รู้สึกตัวเองล่าช้าตลอดเวลา มักเกิดจากคนที่พยายามทำอะไรให้สำเร็จแบบรวดเร็วเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเดินทาง หากไม่สำเร็จในเวลาที่ต้องการก็จะเกิดความหงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย ๆ

    5)ขัดจังหวะผู้อื่นบ่อย ๆ ด้วยการขัดจังหวะเวลาอยู่ในวงสนทนา แม้บางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดจากอาการที่ทนรอไม่ได้

    6)หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ต้องทำมากเกินไป เป็นอาการรู้สึกกระวนกระวายที่อยากจะทำงานใหม่ เพราะอยากที่จะให้มันสำเร็จ สิ่งนี้อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพงาน แต่กลายเป็นผลเสียต่องานและสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

    แม้ปัจจุบันภาวะ “ทนรอไม่ได้” ไม่ได้ถูกบรรจุเป็น “โรคทางจิตเวช” แต่คนที่ประสบกับภาวะเช่นนี้และยังไม่ทำการแก้ไข จะส่งผลให้มีความเสี่ยง จนกลายเป็นโรคทางประสาทได้ และหากแก้ไขด้วยตนเองแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าไม่สบายใจ หรือยังไม่สามารถปล่อยวางอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ การปรึกษาจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นทางออกได้

    นี่คือ “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนแอบมายุคเทคโนโลยีสื่อสาร ที่มิอาจมองข้ามได้เลยทีเดียว..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/804868&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s63rPsHjj4F0FT5ByOQU2

  • รายงานพิเศษ…เจาะลึก 4 ปมใหญ่เศรษฐกิจปี 68! “การลงทุนฟื้น ท่องเที่ยวแบกความหวัง สวนทางวิกฤติหนี้รัดตัว”

    ตลอดช่วงปี 2568 ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้นปี จนถึงปลายปี ทั้งเกิดขึ้นจากปัญหาภายในประเทศ และปัญหาจากภายนอกประเทศ เปรียบเสมือนเดินหน้าท่ามกลาง “พายุสองลูก” ลูกแรกคือ “ทรัมป์เอฟเฟกต์” และลูกที่สองคือโครงสร้างภายในที่ยังเปราะบางจากปัญหาหนี้สิน ซึ่งภาพรวมในปีนี้หลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 1.8 – 2.1% เป็นการเติบโตในระดับที่ยังไม่เต็มศักยภาพ

    หากวิเคราะห์ถึงทิศทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปี 2568 โดยเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากที่สุด คือ การกลับมาของนโยบาย “America First” และการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือ “ทรัมป์เอฟเฟกต์” คือ ปัจจัยภายนอกที่ทรงอิทธิพลที่สุด เนื่องจาก 1. มาตรการกำแพงภาษี (The Tariff Wall) โดยทรัมป์มีนโยบายจัดเก็บภาษีนำเข้าที่เข้มข้นขึ้นเพื่อลดดุลการค้าที่สหรัฐฯ เสียเปรียบ โดยมี 2 กลไกหลัก คือ Reciprocal Tariff (ภาษีตอบโต้) สหรัฐฯ อาจพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าจากไทยในอัตราที่สูงขึ้น มีรายงานระบุถึงตัวเลขตั้งแต่ 19% ถึง 36% สำหรับสินค้ากลุ่มที่สหรัฐฯ เสียเปรียบดุลการค้า และUniversal Baseline Tariff: การเก็บภาษีนำเข้า 10-20% กับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยโดยตรง ,2. สินค้าส่งออกกลุ่ม “เสี่ยงสูง” โดยสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักและอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นส่วนแบ่งกว่า 42% ของการส่งออกกลุ่มนี้ , ผลิตภัณฑ์ยางและยางล้อ: มีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 31% และเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ เป็นกลุ่มที่สหรัฐฯ เพ่งเล็งเนื่องจากมีการเติบโตของยอดส่งออกอย่างรวดเร็วในระยะหลัง

    3. ผลกระทบทางอ้อม (Indirect Impacts) ได้แก่ Trade Diversion (สินค้าจีนทะลัก) เมื่อสินค้าจีนถูกกีดกันจากสหรัฐฯ ด้วยภาษี 60% สินค้าเหล่านั้นจะถูกระบายมายังตลาดอาเซียนและไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเจอศึกหนักในบ้านตัวเอง และSupply Chain Disruption ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวจากการถูกสหรัฐฯ กีดกัน ความต้องการสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) จากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย ,4. สถานะ “Currency Manipulator” (ผู้บิดเบือนค่าเงิน) โดยไทยยังคงถูกจับตามองในบัญชี Watchlist เนื่องจากมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การกดดันให้นโยบายการเงินของไทยต้องปรับตัว หรือการถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้าอื่นๆ เพิ่มเติม

    ดังนั้นข้อแนะนำสำหรับธุรกิจ คือ ควรมุ่งเน้นการกระจายตลาด (Market Diversification) ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนหรือตะวันออกกลางมากขึ้น และเร่งเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า

    เรื่องที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 ต่อมา คือ “ทิศทางการลงทุนของไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์คู่” (Public & Private Drive) เป็นการผสานแรงส่งจากงบประมาณภาครัฐที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบ และการขยายฐานการผลิตของเอกชนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ 1. Public Drive : การกลับมาของ “เมกะโปรเจกต์” โดยหลังจากที่มีการชะลอตัวในปีที่ผ่านๆ มา ปี 2568 คือ ปีที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนเพื่อปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ โดยมีโครงการไฮไลท์ ดังนี้ งบลงทุนคมนาคม 2.6 แสนล้านบาท ครอบคลุมกว่า 57 โครงการ โดยเน้นหนักที่การพัฒนาระบบราง เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และ รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ,โครงข่ายถนนมอเตอร์เวย์: การเปิดประมูลและเร่งก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 4 สายสำคัญ เช่น M9 (วงแหวนตะวันตก) และส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ (M5) และการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port): เร่งโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และการผลักดัน “แลนด์บริดจ์” (Landbridge) สู่ขั้นตอนการหาผู้ร่วมทุนระดับนานาชาติอย่างจริงจัง

    2. Private Drive : ยุคทองของ FDI เทคโนโลยีขั้นสูง โดยตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงกว่า 8.46 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา กำลังจะเปลี่ยนเป็น “เม็ดเงินลงทุนจริง” ในหน้างานก่อสร้างโรงงานและจ้างงานในปี 2568 เช่น ฮับดิจิทัล และ Data Center: ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโลก (เช่น Google, Microsoft, Amazon) เริ่มขยายฐานศูนย์ข้อมูลในไทย ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบระบายความร้อน และการจัดการพลังงานโตตาม ,ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub): โรงงานผลิตรถยนต์ EV และแบตเตอรี่จากค่ายรถยนต์ชั้นนำ (โดยเฉพาะจากจีนและสิงคโปร์) จะเริ่มเดินเครื่องผลิตเต็มรูปแบบเพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ: การย้ายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) จากผลกระทบของสงครามการค้าโลก ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยสำหรับห่วงโซ่อุปทานโลก

    3. กลไกสนับสนุน: ระบบ “FastPass” และ Global Minimum Tax เพื่อให้การลงทุนไหลลื่น รัฐบาลได้นำเครื่องมือใหม่มาใช้ เช่น FastPass System: การลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ (เช่น BOI, กรมโรงงานฯ, กทม.) ให้เร็วขึ้น 20-50% เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้ตัดสินใจได้ไวขึ้น ,Global Minimum Tax (15%): แม้จะเป็นความท้าทาย แต่ไทยได้ปรับตัวโดยนำรายได้จากภาษีนี้มาจัดตั้ง “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” เพื่ออุดหนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายแทนการลดภาษีแบบเดิม

    เรื่องที่ส่งผลต่อเศรษฐหกิจไทย อีกเรื่อง คือ “หนี้ครัวเรือน” โดยในปี 2568 ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุดของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการใช้จ่ายและการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 87-90% ของ GDP แม้ว่าจะมีสัญญาณชะลอตัวลงบ้างจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น โดยยอดหนี้เฉลี่ย ข้อมูลจากหอการค้าไทยระบุว่า หนี้เฉลี่ยพุ่งสูงถึงประมาณ 7.4 แสนบาทต่อครัวเรือน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี และการพึ่งพานอกระบบ หรือ “หนี้นอกระบบ” ที่มีสัดส่วนสูงถึง 35% ของหนี้ทั้งหมด เนื่องจากกลุ่มคนรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

    ทั้งนี้ภาครัฐโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บังคับใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มข้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ได้แก่ ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งแบงก์ต้องพิจารณาจาก “เงินเหลือสุทธิหลังหักภาระหนี้” (Debt Service Ratio – DSR) เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหนี้จะมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ และแก้หนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) ซึ่งกลุ่มลูกหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นมาเป็นเวลานาน จะได้รับสิทธิในการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อปิดจบหนี้ได้ภายใน 5-7 ปี โดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

    อีกทั้งยังมียังมีนโยบายดอกเบี้ยขาลง โดยในช่วงปลายปี 2568 เริ่มเห็นทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายให้ประชาชน และโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มาตรการช่วยลูกหนี้เสีย (NPL) ให้กลับมาเป็นลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือของแบงก์รัฐและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)

    และส่งท้ายเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจ คือ “ภาคการท่องเที่ยวในปี 2568″ ที่เห็นได้ว่า เป็น “เครื่องยนต์หลักเพียงหนึ่งเดียว” ที่ยังคงทำงานได้อย่างเต็มกำลัง ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของภาคการส่งออก และกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง โดยรัฐบาลยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวาระแห่งชาติ ประกาศให้ปี 2568 เป็นปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตั้งเป้าดึงดูดชาวต่างชาติสูงถึง 39 – 41 ล้านคน ซึ่งเป็นการกลับมาเทียบเท่าหรือสูงกว่าสถิติก่อนช่วงโควิด-19 และมุ่งเป้ารายได้ 3.0 – 3.4 ล้านล้านบาท โดยหวังให้เม็ดเงินนี้กระจายตัวสู่ท้องถิ่นผ่านนโยบาย “เมืองน่าเที่ยว” (Hidden Gems)

    สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ใช้แนวคิด 5 ด้านเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ได้ แก่ 1.Grand Festivity: จัดอีเวนต์และเทศกาลระดับโลกตลอดทั้งปี (World-class Events) ,2.Grand Moment: สร้างจุดขายประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต (Once in a Lifetime) ,3.Grand Privilege: มอบสิทธิพิเศษผ่านพันธมิตรห้างสรรพสินค้าและบริการต่างๆ ,4.Grand Invitation: เชิญอินฟลูเอนเซอร์และบุคคลชื่อดังระดับโลกมาช่วยประชาสัมพันธ์ และ 5.Grand Tourism & Sports: ผสมผสานการท่องเที่ยวเข้ากับกิจกรรมกีฬา เช่น การแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับสากล หรือการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต

    ส่วนตลาดหลักและแนวโน้มใหม่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน ยังคงเป็นอันดับ 1 คาดการณ์กว่า 8 ล้านคน ตามมาด้วย มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย และกลุ่ม High-Spenders ซึ่งรัฐบาลเน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่ม Wellness & Medical Tourism และกลุ่ม Digital Nomads ที่พำนักระยะยาว ซึ่งใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3-4 เท่า อีกทั้งยังมีการขยายวีซ่าฟรี (Visa-Free) ให้กับหลายประเทศ และการเพิ่มเที่ยวบินตรงจากเมืองรองในจีนและอินเดีย เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ยอดตัวเลขพุ่งสูงขึ้น

    ดังนั้นจึงมองได้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คือ ปีแห่ง “การประคองตัวท่ามกลางความผันผวน” ไม่ใช่ปีของการเร่งตัว แบบก้าวกระโดด แม้จะมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า และปัญหาหนี้สินที่กดดันกำลังซื้อของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/119854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n2NaMugLBpB7H4Z_WB0Uq

  • รายงานพิเศษ…เจาะลึก 4 ปมใหญ่เศรษฐกิจปี 68! “การลงทุนฟื้น ท่องเที่ยวแบกความหวัง สวนทางวิกฤติหนี้รัดตัว”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/119854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n2NaMugLBpB7H4Z_WB0Uq

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สานต่อความร่วมมือ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต หนุนศักยภาพวัตถุดิบ GI ไทย ในหลักสูตรอาหารระดับพรีเมียม ผสานอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่วงการอาหารนานาชาติได้อย่างลงตัว

    ​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พบหารือผู้บริหารสถาบันสอนทำอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการผลักดันศักยภาพของวัตถุดิบไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาศิลปะอาหารและการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนผู้ผลิตไทย สนองต่อนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รากฐานสำคัญของการสร้าง Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ คือการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยแนวนโยบายที่กรมฯ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) คือการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นกลไกช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นยกระดับคุณค่าของผลผลิตที่มี ต่อยอดสร้างแบรนด์ของชุมชน และสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคคุณภาพทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงมุ่งมั่นส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผ่านการขึ้นทะเบียน GI ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งการควบคุมคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายช่องทางการตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงสินค้า GI ไทยเข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารในระดับสากล โดยล่าสุด กรมฯ ได้หารือกับสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ซึ่งเป็นสถาบันสอนทำอาหารที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อสานต่อความร่วมมือในการยกระดับวัตถุดิบ GI ไทยสู่วงการอาหารระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้เปิดตัววัตถุดิบ GI ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน พริกไทยตรัง รวมถึงข้าวและผลไม้ GI ไทยอีกหลายรายการในหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารจากพืช (Plant-Based Culinary Arts) ของสถาบัน เมื่อช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา

    ​จากการหารือครั้งนี้ ผู้บริหารของสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นำโดยคุณเจเรมี โลร็องต์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการร่วมค้า และคุณสุชาดา สถาปิตานนท์ ครูใหญ่ของสถาบัน ได้ให้ความสนใจที่จะบูรณาการวัตถุดิบ GI ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในทุกหลักสูตรของสถาบัน ไม่จำกัดแค่เฉพาะหลักสูตรอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักสูตรอาหารนานาชาติ หลักสูตรด้านศิลปะอาหารและการทำขนมประเภทต่างๆ โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปพร้อมกับการฝึกประสบการณ์จริง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนเชฟจากทั่วโลก ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในแวดวงอาหารทั้งในและต่างประเทศ ได้สัมผัสถึงคุณภาพวัตถุดิบ GI ไทย และเกิดแรงบันดาลใจในการต่อยอดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ผสมผสานอัตลักษณ์ของวัตถุดิบจากหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ยังได้เชิญกรมฯ ร่วมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ GI ไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน อาทิ กิจกรรม Open House บอกเล่าเรื่องราววัตถุดิบ GI กิจกรรมเวิร์กช็อปอาหารไทยสมัยใหม่และการนำวัตถุดิบ GI ไปใช้รังสรรค์เมนูอาหารระดับ Fine Dining ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์สินค้า GI ไทย สร้างคุณค่าให้กับชุมชนผู้ผลิต และขยายโอกาสสู่ตลาดสากลได้อย่างแท้จริง

    ​ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายินดีและพร้อมให้ความร่วมมือกับสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ตามแนวทางที่ได้หารือ โดยกรมฯ มีผู้ประกอบการ GI ที่มีศักยภาพ และมีสินค้า GI ที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะส่งให้สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ใช้เป็นวัตถุดิบในหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งปัจจุบันสินค้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งสิ้น 246 รายการ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารและผลิตผลทางการเกษตรกว่า 200 รายการ หรือคิดเป็น 82% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
    อันเกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตที่สืบทอดกันมายาวนาน ส่งผลให้สินค้า GI ไทยมีคุณภาพโดดเด่นและมีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดได้หลายมิติ ทั้งการพัฒนาเมนูอาหาร การออกแบบหลักสูตร ด้านศิลปะอาหาร รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่าของวัตถุดิบไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ กรมฯ ยังได้เชิญชวนสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ร่วมจัดกิจกรรมสาธิตการทำอาหาร (Cooking Show) ในบูธ GI Pavilion ในงาน THAIFEX–Anuga Asia ปีถัดไป เพื่อร่วมถ่ายทอดศักยภาพวัตถุดิบ GI ไทยสู่สายตาผู้ประกอบการ ผู้ค้า และผู้เข้าชมงานจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตต่อเนื่อง จากเดิมที่สินค้า GI ไทยทั้ง 246 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 114,359 ล้านบาทต่อปี

    ​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือกับสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารเข้ากับคุณค่าของสินค้า GI ไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยกรมฯ เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KY__N7jAL_idWaGR6znwA

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สานต่อความร่วมมือ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต หนุนศักยภาพวัตถุดิบ GI ไทย ในหลักสูตรอาหารระดับพรีเมียม ผสานอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่วงการอาหารนานาชาติได้อย่างลงตัว

    ​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พบหารือผู้บริหารสถาบันสอนทำอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านการผลักดันศักยภาพของวัตถุดิบไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาศิลปะอาหารและการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนผู้ผลิตไทย สนองต่อนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

    ​นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รากฐานสำคัญของการสร้าง Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ คือการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยแนวนโยบายที่กรมฯ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) คือการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นกลไกช่วยผู้ประกอบการท้องถิ่นยกระดับคุณค่าของผลผลิตที่มี ต่อยอดสร้างแบรนด์ของชุมชน และสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคคุณภาพทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงมุ่งมั่นส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผ่านการขึ้นทะเบียน GI ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งการควบคุมคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายช่องทางการตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงสินค้า GI ไทยเข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารในระดับสากล โดยล่าสุด กรมฯ ได้หารือกับสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ซึ่งเป็นสถาบันสอนทำอาหารที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อสานต่อความร่วมมือในการยกระดับวัตถุดิบ GI ไทยสู่วงการอาหารระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้เปิดตัววัตถุดิบ GI ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน พริกไทยตรัง รวมถึงข้าวและผลไม้ GI ไทยอีกหลายรายการในหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารจากพืช (Plant-Based Culinary Arts) ของสถาบัน เมื่อช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา

    ​จากการหารือครั้งนี้ ผู้บริหารของสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นำโดยคุณเจเรมี โลร็องต์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการร่วมค้า และคุณสุชาดา สถาปิตานนท์ ครูใหญ่ของสถาบัน ได้ให้ความสนใจที่จะบูรณาการวัตถุดิบ GI ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในทุกหลักสูตรของสถาบัน ไม่จำกัดแค่เฉพาะหลักสูตรอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลักสูตรอาหารนานาชาติ หลักสูตรด้านศิลปะอาหารและการทำขนมประเภทต่างๆ โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปพร้อมกับการฝึกประสบการณ์จริง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนเชฟจากทั่วโลก ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในแวดวงอาหารทั้งในและต่างประเทศ ได้สัมผัสถึงคุณภาพวัตถุดิบ GI ไทย และเกิดแรงบันดาลใจในการต่อยอดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ผสมผสานอัตลักษณ์ของวัตถุดิบจากหลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ยังได้เชิญกรมฯ ร่วมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ GI ไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน อาทิ กิจกรรม Open House บอกเล่าเรื่องราววัตถุดิบ GI กิจกรรมเวิร์กช็อปอาหารไทยสมัยใหม่และการนำวัตถุดิบ GI ไปใช้รังสรรค์เมนูอาหารระดับ Fine Dining ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์สินค้า GI ไทย สร้างคุณค่าให้กับชุมชนผู้ผลิต และขยายโอกาสสู่ตลาดสากลได้อย่างแท้จริง

    ​ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายินดีและพร้อมให้ความร่วมมือกับสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ตามแนวทางที่ได้หารือ โดยกรมฯ มีผู้ประกอบการ GI ที่มีศักยภาพ และมีสินค้า GI ที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะส่งให้สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ใช้เป็นวัตถุดิบในหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งปัจจุบันสินค้าไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งสิ้น 246 รายการ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารและผลิตผลทางการเกษตรกว่า 200 รายการ หรือคิดเป็น 82% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
    อันเกิดจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตที่สืบทอดกันมายาวนาน ส่งผลให้สินค้า GI ไทยมีคุณภาพโดดเด่นและมีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดได้หลายมิติ ทั้งการพัฒนาเมนูอาหาร การออกแบบหลักสูตร ด้านศิลปะอาหาร รวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่าของวัตถุดิบไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ กรมฯ ยังได้เชิญชวนสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ร่วมจัดกิจกรรมสาธิตการทำอาหาร (Cooking Show) ในบูธ GI Pavilion ในงาน THAIFEX–Anuga Asia ปีถัดไป เพื่อร่วมถ่ายทอดศักยภาพวัตถุดิบ GI ไทยสู่สายตาผู้ประกอบการ ผู้ค้า และผู้เข้าชมงานจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตต่อเนื่อง จากเดิมที่สินค้า GI ไทยทั้ง 246 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 114,359 ล้านบาทต่อปี

    ​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือกับสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารเข้ากับคุณค่าของสินค้า GI ไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยกรมฯ เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986206&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KY__N7jAL_idWaGR6znwA

  • “คริส” ยันพรรคเศรษฐกิจ ไม่ใช่ส้ม สาขา 2 แจงสาเหตุแยกตัวอนาคตใหม่ ย้ำ “พล.อ.รังษี” มีเหตุผลเลือกนั่งปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 10 | TOPNEWS

    นายคริส กล่าวต่อว่า พรรคส้มเชื่อในความคิดว่าทุกคนในประเทศนี้ไม่ต้องทำงาน รัฐจะเลี้ยงดูผ่านสวัสดิการ แต่ตนไม่เชื่อ ตนเชื่อว่าทุกคนต้องทำงาน ตนไม่เชื่อว่ารัฐจะมีเงินเยอะพอที่จะออกมาแจกทุกคน แล้วอยู่กันไปเรื่อยๆ ตนไม่เชื่อในอุดมการณ์แบบนั้น พรรคเศรษฐกิจไม่มีนโยบายแจกเงิน ไม่มีนโยบายสวัสดิการ แต่เรามีนโยบายที่จะทำให้ประเทศนี้เข้มแข็งจริงๆ ประชาชนงอมืองอเท้ารอรับเงินจากรัฐ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นใน 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีโครงการเกิดขึ้นมากมาย

    วันนี้มีหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจเพียงคนเดียว ชื่อพลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ ที่ประกาศว่าเรื่องเหล่านี้คือยาพิษของประชาชน นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่า สถาบันเป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ ประเทศนี้เศรษฐกิจจะดีไม่ได้ ถ้ารากฐานของประเทศไม่มั่นคง สถาบันทำให้การเมือง ทำให้สังคมสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และมีความต่อเนื่องของสังคม เศรษฐกิจที่ดีเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครสนใจ วันนี้มีแต่สาดโคลนกัน

    นายคริส ย้ำว่า วันนี้ประชาชนตอบรับพรรคเศรษฐกิจแล้ว วันนี้ประชาชนเชื่อมั่นในพรรคแล้ว พรรคอนุรักษ์นิยมเหล่านั้นคิดว่าเรากำลังมาแย่งคะแนนเขา เขาถึงพยายามสาดโคลนว่าพวกเราคือพรรคส้ม

    ”ผมไม่เคยพูดถึงการแก้ไขมาตรา 112 แม้แต่โพสต์เดียว วันนี้ผมจะเน้นว่า คนรุ่นใหม่กลุ่มนึงเขามีอุดมการณ์ เขาเชื่อว่ามีทางอื่นที่สามารถเศรษฐกิจเติบโต ที่ทำให้สังคมดีขึ้น เราได้การนำของพลเอกรังษี ที่เป็นคนที่รักชาติและสถาบัน เป็นผู้ที่เป็นคนสุดท้ายที่พูดถึงเรื่องความมั่นคงในประเทศไทยได้อย่างเข้มแข็ง และประชาชนตอบรับ แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเราได้รับ ทุกวันนี้ยังถูกกล่าวหาว่า พล.อ.รังษี บอกถูกพรรคส้มหลอก ไปนั่งดูสิครับว่า อมรัตน์ นางด่าอะไรผมบ้าง ผีผมก็ไม่เผา เรียกมาเลยมาเจอได้ทุกวัน“ นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวอย่างดุเดือดว่า วันนี้ตนมาตั้งพรรคการเมืองที่ซื่อตรงต่ออุดมการณ์ มีเงินบอกมีเงิน ไม่มีเงินบอกไม่มีเงิน ไม่ใช่เป็นพรรคที่เจ้าของตัวเป็นแสนล้าน แล้วบอกว่าเป็นพรรคที่ไม่มีเงิน ไม่ใช่ครับ วันนี้ที่นี่คือของจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05k_FavCer-rPlq6OuxTxF

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤศจิกายน 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    30 ธันวาคม 2568

    rn”}}” id=”text-1978a79aef”>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 ธันวาคม 2568

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    rn”}}” id=”anchor2″>

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251230-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LylXD67I1ciWXNkw44cN

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤศจิกายน 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    30 ธันวาคม 2568

    rn”}}” id=”text-1978a79aef”>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ต่างประเทศโดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในหลายหมวดโดยเฉพาะเครื่องประดับและอิเล็กทรอนิกส์ และรายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยตามการใช้น้ำมันและไฟฟ้า แม้การใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและหมวดบริการยังขยายตัว ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ หมวดปิโตรเลียมตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอาหารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากน้ำท่วมภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอลง

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนตามหมวดอาหารสด จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากทั้งดุลบริการ รายได้ และเงินโอน และดุลการค้า สำหรับการจ้างงานในตลาดแรงงานทรงตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    30 ธันวาคม 2568

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    rn”}}” id=”anchor2″>

    เอกสารแถลงข่าวและรายงานเศรษฐกิจรายเดือน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251230-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00LylXD67I1ciWXNkw44cN