Category: ไอที

  • ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรกเพื่อ ‘ชาวสีรุ้ง’ หนุนเสริมระเบิดพลัง ‘Pride Economy’ ลดอคติแห่งเพศ-สร้างเศรษฐกิจไทย

    สมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 18 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศฉบับแรกของไทย ที่ให้ความสำคัญด้านร่างกาย-สังคม-จิตวิญญาณ ครอบคลุม ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary Intersex และรวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ยกระดับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ-ระบบสวัสดิการ-การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข-การมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวคิดสำคัญว่าคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รับนโยบายจากรัฐ แต่ยังเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ

    เวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ที่จัดขึ้นในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ในประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” (New Wealth for Health) มีผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านสิทธิของคนข้ามเพศ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    รตี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (ThaiTGA) กล่าวว่า (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ ถือเป็นธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศทั้งในมิติด้านร่างกาย ด้านสังคม และด้านจิตวิญญาณ โดยเชื่อมโยงความหมายของคนข้ามเพศที่ครอบคลุมถึงผู้หญิงข้ามเพศ ผู้ชายข้ามเพศ ทอม กะเทย สาวประเภทสอง บุคคล non-binary และ Intersex รวมถึงอัตลักษณ์อื่นๆ ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับชุมชนคนข้ามเพศ
    อีกทั้ง ภาคประชาสังคมสามารถใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนข้ามเพศ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะใช้ธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้เป็นฐานคิดในเชิงนโยบายเพื่อออกแบบระบบบริการสุขภาพ สวัสดิการ กฎหมายที่ครอบคลุมและไม่เลือกปฏิบัติต่อคนข้ามเพศ รวมถึงจะเป็นเครื่องมือในการย้ำเตือนว่าทุกภาคส่วนควรจะสร้างวัฒนธรรมการเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

    “เนื้อหาภายในธรรมนูญจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก แต่ที่จะเน้นและเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นกันในวันนี้ คือหมวดที่ 3 ซึ่งว่าด้วยเป้าหมาย และแนวปฏิบัติ ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการในสังคม การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงการมีงานทำและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีตัวแทนมานำเสนอรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ” คุณรตี กล่าว

    คุณรตี กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจะต้องขับเคลื่อนให้เกิด พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศสภาพ พ.ศ. … โดยต้องมีการติดตามประเมินผลการบังคับใช้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษา ทบทวน และวางแผนแก้ไขให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ

    กฤติมา สมิทธิ์พล เจ้าหน้าที่หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับประเด็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุขสำหรับคนข้ามเพศ จะมีอยู่ 2 กรณี คือการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วไป และการเข้าถึงเพื่อการยืนยันเพศภาพ ซึ่งที่ผ่านมามักเกิดสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติขึ้นในสถานพยาบาล เพราะยังขาดนโยบายและข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งเป้าประสงค์ของธรรมสุขภาพฯ ในหัวข้อนี้ ต้องการที่จะให้ยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในสถานพยาบาล ควรมีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศภาพผ่านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ควรจะต้องพัฒนาองค์ความรู้เรื่องสุขภาพของคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เกี่ยวข้องและการติดตามการนำนโยบายไปใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและรัฐ รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ

    ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันร้อยละ 77 ของคนข้ามเพศในไทยไม่ได้รับการถูกจ้างงาน และได้รับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังถูกจำกัดกรอบอยู่แค่เรื่องสิทธิในการทำงานแต่ยังไปไม่ถึงเรื่องสิทธิในการเป็นเจ้าของทุน เพราะยังไม่มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการข้ามเพศในนิเวศสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ ในเชิงข้อเท็จจริงแล้วคนข้ามเพศไม่เพียงแต่เป็นผู้รอรับสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วย

    “หนึ่งโปรเจกต์ที่สำคัญของ บริษัท ทรานส์ทาเลนท์ กรุ๊ป คือโครงการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการจัดงาน World Pride ในประเทศไทย ซึ่งต้องทำงานผ่านงานวิจัยเชิงข้อมูลทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ เป็นจำนวนมาก และมาวางโครงสร้างเศรษฐกิจเรื่อง Pride Economy ให้กับประเทศนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นข้อมูลที่สำคัญว่าหากมีการเปรียบประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอเมริกาเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2 เชื่อหรือไม่ว่ามีข้อมูลที่ประมาณการกันว่าหาก รวม LGBTQ+ เทียบเป็นประเทศ เราจะถือเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก หรือคิดเป็น GDP ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นคนที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย” คุณณัฐินีฐิติ กล่าว

    ด้วยเหตุนี้ แนวคิดและวิธีการทำงานของธรรมนูญสุขภาพฯ ฉบับนี้จะไม่ได้มองว่าคนข้ามเพศเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและต้องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐเท่านั้น แต่ชุมชนคนข้ามเพศกำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ หรือ Pride Economy ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการลงทุนในคนข้ามเพศ ซึ่งก็คือการลงทุนในมนุษย์เพื่อนำไปสู่การสร้างพลังทางเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบคิดใหม่ว่าคนข้ามเพศไม่ใช่แค่ผู้รับแต่ยังเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือวัดผลและมาตรฐานความครอบคลุมคนข้ามเพศในที่ทำงาน มีการจัดตั้งและเสริมกลไกหนุนเสริมทางเศรษฐกิจคนข้ามเพศผ่านกองทุนเสริมพลังเศรษฐกิจคนข้ามเพศ อีกทั้งควรขยายโอกาสการจ้างงานและรายได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ มีการยกระดับความรู้การเงิน และการเสริมสร้างการเป็นเจ้าของกิจการ รวมถึงการเข้าถึงทุนของผู้ประกอบการคนข้ามเพศ

    ดร.โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรีเพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการสร้างสวัสดิการในสังคมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ มีเป้าประสงค์หลักที่จะพัฒนากองทุนสนับสนุนอาชีพและรายได้สำหรับคนข้ามเพศ มีการพัฒนาระบบบ้านพักสำหรับคนข้ามเพศสูงวัย รวมถึงพัฒนากฎหมายและนโยบายการรับบุตรบุญธรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ในคนข้ามเพศ ไปจนกระทั่งการพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องที่พักสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำสถานพินิจและบ้านพักฉุกเฉิน

    มากไปกว่านั้น จะต้องพัฒนานโยบายระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเป็นมิตร รวมทั้งมีนโยบายผ้าอนามัยฟรีสำหรับคนข้ามเพศที่มีประจำเดือน และสุดท้าย คือการพัฒนานโยบายห้องน้ำสาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

    ณฐกมล ศิวะศิลป เจ้าหน้าที่องค์กร Thai intersex Rights กล่าวว่า สำหรับหัวข้อการศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และคุณลักษณะทางเพศ (SOGIESC) เพื่อให้ประเด็นดังกล่าวเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาการเรียนการสอนเรื่องคนข้ามเพศและเพศหลากหลายในห้องเรียน โดยส่งเสริมให้ครู บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีความรู้และมีทัศนคติเชิงบวกต่อคนข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    อีกทั้ง ต้องทำให้เกิดการพัฒนานโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อสร้างให้โรงเรียน สถานศึกษามีความเป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชนข้ามเพศและเพศหลากหลาย เช่น การออกรูปแบบ หรือกิจกรรมในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ มากไปกว่านั้นต้องมีระบบการส่งต่อเพื่อให้เกิดการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่เป็นมิตรและมีความละเอียดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างโรงเรียนที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย เกิดการเคารพในศักดิ์ศรีและทำให้ทุกคนเติบโตได้อย่างเป็นตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/985976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xEINbQkJXjfuyNb9YHVAZ

  • พณ. เปิดแนวโน้มเที่ยวไทยปี 69 คนไทยคุมงบไม่เกินหมื่น ภาคเหนือแชมป์จุดหมายปลายทาง

    ขอบคุณภาพ: เพจเฟซบุ๊กข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ธ.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,266 ราย เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี 2568

    ผลการสำรวจพบว่า กิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การท่องเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต รวมถึงการพักผ่อนอยู่ในที่พัก ขณะที่ภาคเหนือยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของประชาชนที่ต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความแออัดและความหนาแน่นของแหล่งท่องเที่ยว ยังคงเป็นความกังวลสำคัญของนักท่องเที่ยว

    สำหรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 พบว่า ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42.90 รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง ร้อยละ 19.17 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.95 โดยประชาชนในภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคเหนือมากที่สุด

    ขณะที่ประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ มีแนวโน้มเลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนการท่องเที่ยวในภูมิภาคของตนเองอยู่ที่ร้อยละ 66.39 และ 53.19 ตามลำดับ

    ด้านกิจกรรมที่คาดว่าจะทำระหว่างการท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 27.81 รองลงมา ได้แก่ การเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ร้อยละ 24.91 และการพักผ่อนในที่พัก ร้อยละ 18.02 โดยในเกือบทุกภูมิภาค ประชาชนมีการวางแผนทำกิจกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติและร้านอาหารยอดฮิตเป็นหลัก ขณะที่ภาคตะวันตก นอกจากการท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ยังมีความต้องการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับรองลงมา

    ในส่วนของการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะใช้จ่ายอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคนต่อทริป รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อทริป และค่าใช้จ่ายระหว่าง 10,001–30,000 บาทต่อคนต่อทริป ตามลำดับ โดยการท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่าภูมิภาคอื่น

    เมื่อพิจารณาตามประเภทค่าใช้จ่าย พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับค่าอาหารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 29.15 รองลงมา ได้แก่ ค่าเดินทาง ร้อยละ 26.41 และค่าที่พัก ร้อยละ 25.90 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมีสัดส่วนน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 30–59 ปี และกลุ่มที่คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 30,001–50,000 บาทต่อทริป มีแนวโน้มใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมากกว่ากลุ่มอื่น

    สำหรับความกังวลในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 พบว่า ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 22.62 รองลงมา ได้แก่ ความกังวลด้านการจราจร ร้อยละ 21.58 และความปลอดภัยและอุบัติเหตุ ร้อยละ 20.63 โดยประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความกังวลด้านความปลอดภัยมากที่สุด ขณะที่กลุ่มอายุ 30–49 ปี มีความกังวลด้านความแออัดและการจราจรเป็นหลัก

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค แม้ภาคเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลเรื่องความแออัดและการจราจรสูงที่สุด ขณะที่ความกังวลด้านราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

    นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ไม่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปี ปัญหาทางการเงินและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ไม่ได้ทำงานและเกษียณอายุ รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ ขณะที่ในภาคใต้ พบว่าสถานการณ์อุทกภัยเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 และเทศกาลสำคัญอาจจะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย จากสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้น อาทิ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนและสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี 2568 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอย่างเหมาะสม โดยมุ่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางตลอดเส้นทางคมนาคม การอำนวยความสะดวกและบริหารจัดการความแออัดของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการการจราจรที่อาจติดขัดในช่วงเทศกาลสำคัญ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตาม กำกับดูแล และควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนและสินค้าท้องถิ่น อาทิ แคมเปญ GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน และแคตตาล็อกสินค้าของขวัญคุณภาพ GIFTS FOR GAIN เพื่อให้การท่องเที่ยวมีบทบาทในการกระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าไทย และช่วยขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าไทยควบคู่กันไป ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/804855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txKCck2hsHRVBLF1ZdBEM

  • True 5G สัญญาณระดับโลก ยกระดับมหาปรากฏการณ์ เปิดศักราชใหม่ เคานต์ดาวน์ 2026 ณ ไอคอนสยาม ร่วมเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

    True 5G สัญญาณระดับโลก ยกระดับมหาปรากฏการณ์ เปิดศักราชใหม่ เคานต์ดาวน์ 2026 ณ ไอคอนสยาม ร่วมเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

    ไอที

    True 5G สัญญาณระดับโลก ยกระดับมหาปรากฏการณ์ เปิดศักราชใหม่ เคานต์ดาวน์ 2026 ณ ไอคอนสยาม ร่วมเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

    วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    True 5G สัญญาณระดับโลก ยกระดับมหาปรากฏการณ์ เปิดศักราชใหม่
    เคานต์ดาวน์ 2026 ณ ไอคอนสยาม ร่วมเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่
    พร้อมถ่ายทอดสดสู่สายตาโลกผ่าน CNN
     

    ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กเคานต์ดาวน์ระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา คึกคักต้อนรับปีใหม่ 2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำศักยภาพเครือข่าย True 5G เร็ว แรง ปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “UP สัญญาณ UP ความสุข” รองรับทุกการเชื่อมต่อในงาน “True Power Up Countdown 2026” มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ระดับโลก ณ ไอคอนสยาม เชื่อมต่อทุกโมเมนต์ค่ำคืนส่งท้ายปี เชื่อมไทยสู่สายตาคนทั้งโลก ด้วยเครือข่ายที่ดีที่สุดจากทรู

    โดยปีนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ปักหมุดเน้นไฮไลท์ “ไอคอนสยาม” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายเคาต์ดาวน์ที่สำคัญ หลังได้รับเลือกให้เป็นฐานถ่ายทอดสด New Year’s Eve 2025 ของสำนักข่าวระดับโลก CNN ในฐานะศูนย์ถ่ายทอดสดหลักของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทรู คอร์ปอเรชั่นจึงเสริมสัญญาณ 5G, 4G และ WiFi เป็นพิเศษในพื้นที่ดังกล่าว

    ภายในงาน ลูกค้าทรูและดีแทคนับแสนคนสามารถใช้งานออนไลน์พร้อมกันในช่วงเวลาสำคัญได้อย่างมั่นใจ ด้วยมาตรฐานสัญญาณใหม่ที่ครอบคลุมทั่วไทย มอบประสบการณ์อินเทอร์เน็ตที่เร็ว แรง ลื่นไหล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สัญญาณทรูก็พร้อมเชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่อง รองรับทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ

    นอกจากนี้ ทรูยังมอบ สิทธิพิเศษเหนือระดับ สำหรับลูกค้าทรูและดีแทค ให้สามารถแลกรับสิทธิ์เข้าชม GLOBAL PHENOMENON STAGE ฟรี เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเฟสติวัลระดับโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การเฉลิมฉลองที่สะกดสายตาคนทั้งประเทศและทั่วโลก

    การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของทรูในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุด พร้อมตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น Global Destination และศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ระดับนานาชาติ ผ่านการผสานเทคโนโลยีเครือข่ายที่ครบทุกย่านความถี่ เข้ากับการจัดเทศกาลระดับโลกอย่างยิ่งใหญ่

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่เพียงมุ่งมั่นในการยกระดับเครือข่ายสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยและเร็วแรงกว่าเดิม ยังได้มอบความสุขข้ามปีกับกิจกรรม “TRUE 5G UP สัญญาณ UP ความสุข ยิ้มรับของขวัญ ฉลองสัญญาณใหม่” ที่จะเปลี่ยนทุกรอยยิ้มให้กลายเป็นของขวัญผ่านประสบการณ์ดิจิทัลสุดล้ำ โดยเข้าร่วมง่ายๆ เพียงเปิดแอปทรู แล้วคลิกที่แบนเนอร์กิจกรรม หรือ คลิก https://s.true.th/3aCz/HappyExp7 กด “รับของขวัญ” แล้ว “ยิ้ม” ให้กล้อง ก็รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ได้ทันที เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 มกราคม 2569

    #Truedtac5G #UPสัญญาณUPความสุข #BESTwithTRUE5G
    #AmazingThailandCountdown2026#ICONSIAM #ICONSIAMCountdown2026 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/460559&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ift4Ug3wqEYB7eQzMMEPC

  • พณ. เปิดแนวโน้มเที่ยวไทยปี 69 คนไทยคุมงบไม่เกินหมื่น ภาคเหนือแชมป์จุดหมายปลายทาง

    ขอบคุณภาพ: เพจเฟซบุ๊กข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ธ.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,266 ราย เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี 2568

    ผลการสำรวจพบว่า กิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การท่องเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต รวมถึงการพักผ่อนอยู่ในที่พัก ขณะที่ภาคเหนือยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของประชาชนที่ต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความแออัดและความหนาแน่นของแหล่งท่องเที่ยว ยังคงเป็นความกังวลสำคัญของนักท่องเที่ยว

    สำหรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 พบว่า ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42.90 รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง ร้อยละ 19.17 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.95 โดยประชาชนในภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคเหนือมากที่สุด

    ขณะที่ประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ มีแนวโน้มเลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนการท่องเที่ยวในภูมิภาคของตนเองอยู่ที่ร้อยละ 66.39 และ 53.19 ตามลำดับ

    ด้านกิจกรรมที่คาดว่าจะทำระหว่างการท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 27.81 รองลงมา ได้แก่ การเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ร้อยละ 24.91 และการพักผ่อนในที่พัก ร้อยละ 18.02 โดยในเกือบทุกภูมิภาค ประชาชนมีการวางแผนทำกิจกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติและร้านอาหารยอดฮิตเป็นหลัก ขณะที่ภาคตะวันตก นอกจากการท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ยังมีความต้องการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับรองลงมา

    ในส่วนของการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะใช้จ่ายอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคนต่อทริป รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อทริป และค่าใช้จ่ายระหว่าง 10,001–30,000 บาทต่อคนต่อทริป ตามลำดับ โดยการท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่าภูมิภาคอื่น

    เมื่อพิจารณาตามประเภทค่าใช้จ่าย พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับค่าอาหารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 29.15 รองลงมา ได้แก่ ค่าเดินทาง ร้อยละ 26.41 และค่าที่พัก ร้อยละ 25.90 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมีสัดส่วนน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 30–59 ปี และกลุ่มที่คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 30,001–50,000 บาทต่อทริป มีแนวโน้มใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมากกว่ากลุ่มอื่น

    สำหรับความกังวลในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 พบว่า ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 22.62 รองลงมา ได้แก่ ความกังวลด้านการจราจร ร้อยละ 21.58 และความปลอดภัยและอุบัติเหตุ ร้อยละ 20.63 โดยประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความกังวลด้านความปลอดภัยมากที่สุด ขณะที่กลุ่มอายุ 30–49 ปี มีความกังวลด้านความแออัดและการจราจรเป็นหลัก

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค แม้ภาคเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลเรื่องความแออัดและการจราจรสูงที่สุด ขณะที่ความกังวลด้านราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

    นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ไม่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปี ปัญหาทางการเงินและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ไม่ได้ทำงานและเกษียณอายุ รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ ขณะที่ในภาคใต้ พบว่าสถานการณ์อุทกภัยเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 และเทศกาลสำคัญอาจจะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย จากสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้น อาทิ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนและสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี 2568 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอย่างเหมาะสม โดยมุ่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางตลอดเส้นทางคมนาคม การอำนวยความสะดวกและบริหารจัดการความแออัดของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการการจราจรที่อาจติดขัดในช่วงเทศกาลสำคัญ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตาม กำกับดูแล และควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนและสินค้าท้องถิ่น อาทิ แคมเปญ GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน และแคตตาล็อกสินค้าของขวัญคุณภาพ GIFTS FOR GAIN เพื่อให้การท่องเที่ยวมีบทบาทในการกระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าไทย และช่วยขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าไทยควบคู่กันไป ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/804855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txKCck2hsHRVBLF1ZdBEM

  • พณ. เปิดแนวโน้มเที่ยวไทยปี 69 คนไทยคุมงบไม่เกินหมื่น ภาคเหนือแชมป์จุดหมายปลายทาง

    ขอบคุณภาพ: เพจเฟซบุ๊กข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ธ.ค.68) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,266 ราย เกี่ยวกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี 2568

    ผลการสำรวจพบว่า กิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การท่องเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต รวมถึงการพักผ่อนอยู่ในที่พัก ขณะที่ภาคเหนือยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของประชาชนที่ต้องการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความแออัดและความหนาแน่นของแหล่งท่องเที่ยว ยังคงเป็นความกังวลสำคัญของนักท่องเที่ยว

    สำหรับแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 พบว่า ภาคเหนือยังคงเป็นภูมิภาคที่ประชาชนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42.90 รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง ร้อยละ 19.17 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.95 โดยประชาชนในภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเดินทางไปท่องเที่ยวในภาคเหนือมากที่สุด

    ขณะที่ประชาชนในภูมิภาคอื่น ๆ มีแนวโน้มเลือกเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคของตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งมีสัดส่วนการท่องเที่ยวในภูมิภาคของตนเองอยู่ที่ร้อยละ 66.39 และ 53.19 ตามลำดับ

    ด้านกิจกรรมที่คาดว่าจะทำระหว่างการท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวธรรมชาติ ผจญภัย และกีฬา ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 27.81 รองลงมา ได้แก่ การเที่ยวคาเฟ่และร้านอาหารยอดฮิต ร้อยละ 24.91 และการพักผ่อนในที่พัก ร้อยละ 18.02 โดยในเกือบทุกภูมิภาค ประชาชนมีการวางแผนทำกิจกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติและร้านอาหารยอดฮิตเป็นหลัก ขณะที่ภาคตะวันตก นอกจากการท่องเที่ยวธรรมชาติแล้ว ยังมีความต้องการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์เป็นลำดับรองลงมา

    ในส่วนของการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะใช้จ่ายอยู่ในช่วง 5,000–10,000 บาทต่อคนต่อทริป รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อทริป และค่าใช้จ่ายระหว่าง 10,001–30,000 บาทต่อคนต่อทริป ตามลำดับ โดยการท่องเที่ยวในภาคเหนือและภาคใต้ มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่าภูมิภาคอื่น

    เมื่อพิจารณาตามประเภทค่าใช้จ่าย พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับค่าอาหารมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 29.15 รองลงมา ได้แก่ ค่าเดินทาง ร้อยละ 26.41 และค่าที่พัก ร้อยละ 25.90 ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมีสัดส่วนน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 30–59 ปี และกลุ่มที่คาดว่าจะใช้จ่ายระหว่าง 30,001–50,000 บาทต่อทริป มีแนวโน้มใช้จ่ายด้านของฝากและการช็อปปิ้งมากกว่ากลุ่มอื่น

    สำหรับความกังวลในการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 พบว่า ความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 22.62 รองลงมา ได้แก่ ความกังวลด้านการจราจร ร้อยละ 21.58 และความปลอดภัยและอุบัติเหตุ ร้อยละ 20.63 โดยประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปี และกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความกังวลด้านความปลอดภัยมากที่สุด ขณะที่กลุ่มอายุ 30–49 ปี มีความกังวลด้านความแออัดและการจราจรเป็นหลัก

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค แม้ภาคเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความกังวลเรื่องความแออัดและการจราจรสูงที่สุด ขณะที่ความกังวลด้านราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

    นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ไม่มีแผนเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปี ปัญหาทางการเงินและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ไม่ได้ทำงานและเกษียณอายุ รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ ขณะที่ในภาคใต้ พบว่าสถานการณ์อุทกภัยเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 และเทศกาลสำคัญอาจจะชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย จากสถานการณ์ภายในประเทศที่เกิดขึ้น อาทิ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนและสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรยากาศการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี 2568 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

    ทั้งนี้ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีอย่างเหมาะสม โดยมุ่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางตลอดเส้นทางคมนาคม การอำนวยความสะดวกและบริหารจัดการความแออัดของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการการจราจรที่อาจติดขัดในช่วงเทศกาลสำคัญ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตาม กำกับดูแล และควบคุมราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ชุมชน ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนและสินค้าท้องถิ่น อาทิ แคมเปญ GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน และแคตตาล็อกสินค้าของขวัญคุณภาพ GIFTS FOR GAIN เพื่อให้การท่องเที่ยวมีบทบาทในการกระจายรายได้ สนับสนุนสินค้าไทย และช่วยขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าไทยควบคู่กันไป ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/804855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3txKCck2hsHRVBLF1ZdBEM

  • “มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว” มอบทุนแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ปี 68

    “มูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ” เดินหน้ามอบทุน 10 ทุน รวม 783,500 บาท แก่นักเรียนแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ปี 2568 ตอกย้ำพันธกิจสนับสนุนการศึกษาไทยและสร้างโอกาสเยาวชนสู่ระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

    29 ธ.ค. 2568

    นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานมูลนิธิคุณแม่ลี้กิมเกียว ตั้งคารวคุณ มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง ให้แก่นักศึกษาแพทย์สตรีชนบท รุ่นที่ 3 ประจำปี 2568 จำนวน 10 ทุน เป็นเงิน 783,500 บาท โดยมี พญ.มยุรา กุสุมภ์ คณะกรรมการสมาคมแพทย์สตรีฯ, น.อ.หญิง พญ.จริยา สันตติอนันต์ ร.น. ประธานฝ่ายวารสารและโครงการทุนนักศึกษา, พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร นายกสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร คณะกรรมการสมาคมแพทย์สตรีฯ มาร่วมในพิธี ที่สมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทยฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/804796&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ofZV-Ob92g2UfT5eoTWTi

  • ปีใหม่หยุดยาวท่องเที่ยวคึกคักแต่ขยะพุ่ง! รัฐขอความร่วมมือลดขยะช่วงเทศกาลปกป้องธรรมชาติ

    ไม่เกินจริงถ้าเราบอกว่า “แทบทุกที่บนโลกมีไมโครพลาสติก” ไม่เว้นแม้แต่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ บนความสูง 8,440 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สูงขึ้นไปบนก้อนเมฆ ลึกลงไปใต้มหาสมุทร ในหอยแมลงภู่ที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนในผลไม้และผักบางชนิด ที่เป็นแบบนี้เพราะ…มีคนทิ้งขยะไม่ถูกที่!!!

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยช่วงเทศกาลปีใหม่ภาครัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยการเพิ่มวันหยุดพิเศษ ดันนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่แหล่งธรรมชาติ ห่วงปริมาณขยะอาหารและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งกระทบระบบนิเวศและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ

    เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว SPACEBAR จึงหยิบเรื่องนี้มาให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้ฉุกคิด

    sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment-SPACEBAR-Photo01.jpg

    แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเสี่ยงเผชิญขยะล้นช่วงวันหยุดยาว

    นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า การกำหนดวันหยุดราชการต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งมักรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนเกินศักยภาพในบางช่วงเวลา ส่งผลให้เกิดขยะมูลฝอยและขยะอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศ ดิน แหล่งน้ำ และสัตว์ป่าในพื้นที่

    ขยะอาหาร ภาระซ่อนเร้นที่กระทบระบบนิเวศ

    ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 27 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยเป็นขยะอาหารราว 10 ล้านตัน

    — ข้อมูลทางสถิติในปี 2567 ระบุ

    ขยะกลุ่มนี้หากถูกทิ้งหรือจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำเสีย กลิ่นรบกวน การสะสมของสัตว์พาหะ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายในหลุมฝังกลบ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว

    รัฐเดินหน้ามาตรการคุมขยะในอุทยาน-สวนสัตว์

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นถึงความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยว และได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ

    ในส่วนของการดำเนินงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดมาตรการห้ามนำภาชนะที่ทำจากโฟมและพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อลดแหล่งกำเนิดขยะตั้งแต่ต้นทาง

    นักท่องเที่ยวคือกุญแจสำคัญของการลดขยะ

    กรมควบคุมมลพิษขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวช่วยกันลดขยะอาหาร ลดการใช้ถุงพลาสติก คัดแยกขยะก่อนทิ้ง และทิ้งขยะลงในถังหรือจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ พร้อมทั้งเลือกใช้ภาชนะจากวัสดุธรรมชาติแทนกล่องโฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

    นอกจากนี้ หากนำอาหารหรือสิ่งของใดเข้าไปในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ควรนำออกมาทิ้งตามจุดที่กำหนด และปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศโดยรอบ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมย้ำว่า การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดขยะในช่วงเทศกาลไม่เพียงช่วยลดภาระการจัดการของภาครัฐ แต่ยังช่วยรักษาคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่คู่การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ปีใหม่ท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ 7 วิธีลดขยะที่ทุกคนทำได้จริง

    เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่การเดินทางและการเฉลิมฉลองเพิ่มขึ้นพร้อมกับปริมาณขยะ โดยเฉพาะขยะอาหารและพลาสติกใช้ครั้งเดียว หากเราทุกคนร่วมปรับพฤติกรรมเล็กน้อย ก็สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม SPACEBARรวบรวม 7 วิธีลดขยะที่ทุกคนทำได้จริงมาให้แล้ว

    1 วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

    เริ่มจากการวางแผนก่อนออกเดินทาง เราต้องเตรียมอาหารและเครื่องดื่มในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดปัญหาอาหารเหลือทิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในขยะที่จัดการยากที่สุด หากจำเป็นต้องซื้ออาหารเพิ่มเติม ควรเลือกเมนูที่รับประทานหมดง่าย และหลีกเลี่ยงการสั่งเกินความจำเป็น

    2 พกภาชนะส่วนตัว ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง

    การพกขวดน้ำ กล่องอาหาร หรือถุงผ้า สามารถช่วยลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้อย่างมาก โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักเดินทางจำนวนมาก ซึ่งขยะจากภาชนะใช้แล้วทิ้งมักสะสมอย่างรวดเร็ว

    3 เลือกวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    หากหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะใช้ครั้งเดียวไม่ได้ ควรเลือกภาชนะจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ แทนโฟมและพลาสติก ซึ่งใช้เวลานานในการย่อยสลายและสร้างภาระต่อระบบนิเวศ

    4 คัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง

    การแยกขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะอาหาร ช่วยให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้จะเป็นการกระทำเล็กน้อย แต่มีส่วนสำคัญในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ

    5 นำสิ่งที่นำเข้าไป กลับออกมาให้ครบ

    ในพื้นที่ธรรมชาติ หากนำอาหารหรือสิ่งของใดเข้าไป ควรนำกลับออกมาทิ้งในจุดที่จัดไว้ การทิ้งขยะไว้ในป่า หรือริมแหล่งน้ำ อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าและแหล่งน้ำในระยะยาว

    6 เคารพกติกาของแหล่งท่องเที่ยว

    การปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น การงดนำโฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวเข้าอุทยานแห่งชาติ ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังสะท้อนความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวต่อพื้นที่ที่ไปเยือน

    7 ส่งต่อวัฒนธรรมท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

    การชวนเพื่อนหรือครอบครัวลดขยะไปพร้อมกัน ช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และทำให้การลดขยะไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกคน

    การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่จะยังคงคึกคัก และหากทุกคนช่วยกันลดขยะตั้งแต่ต้นทาง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทยก็จะยังคงความสวยงามและสมดุล พร้อมต้อนรับนักเดินทางได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-new-year-holiday-tourism-waste-surge-environment&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DNOTnwRLb_ju6skeUSGAr

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67809/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CoMCad4NoNENACWvNnQTh

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1

  • MPI พ.ค. ขยายตัวในรอบ 11 เดือน! ยานยนต์หนุนแรง แต่เศรษฐกิจยังเจอสัญญาณน่าห่วง

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/114506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p8znqSB8aYIfz7vJ2LTu1