Category: ไอที

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 175

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • ความหวัง และ ทางรอด เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี


    เงินบาทแข็งค่ากดดันส่งออก

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่า  8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค เป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดยภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าโลก

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนสำหรับสินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง 

    การบ้านรัฐบาลใหม่

    รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ต้องสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    มีตติ้งระดับโลก โอกาสสำคัญของไทย

    โอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆ จากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด 
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก รวมถึงงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย 
    ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

    ที่มา : สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนมกราคม 2569 ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


    Post Views: 165

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/07/thai-economy-grow-less-than-2-percent/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vm8NqLO8b90xzW8NThRYJ

  • เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี กกร. ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างและใช้โอกาสเวทีโลก

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนสูง ข้อจำกัดทางงบประมาณ ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐด้านกฎระเบียบและข้อมูลที่ยังไม่เชื่อมโยง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน ค่าเงินบาทแข็งค่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากการจัดทำงบประมาณล่าช้า

    กกร. ระบุความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับสองของภูมิภาค ส่งผลกดดันการส่งออกเหมือนภาคธุรกิจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม จึงสนับสนุนให้หน่วยงานกำกับดูแลเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวค่าเงินและบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านี้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลก และผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อสินค้าส่งออกไทย ทำให้ไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน

    TCC_5223.jpg

    กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยผันเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ ลดปัญหาหนี้ เพิ่มกำลังซื้อ ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ผ่านมาตรการ Reinvent Thailand ทั้งในด้าน New S-Curve, การสนับสนุน SMEs และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กกร. ยังเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก ได้แก่ IMF-World Bank Annual Meeting 2026, การประชุม Gastech 2026 และงาน Tomorrowland Thailand ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ เสริมความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศกับพลวัตเศรษฐกิจโลก โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานกับภาครัฐและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-gpd-export-bant&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fT3vrR6YiB6nOrAN-EM0b

  • เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี กกร. ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างและใช้โอกาสเวทีโลก

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนสูง ข้อจำกัดทางงบประมาณ ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐด้านกฎระเบียบและข้อมูลที่ยังไม่เชื่อมโยง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน ค่าเงินบาทแข็งค่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากการจัดทำงบประมาณล่าช้า

    กกร. ระบุความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับสองของภูมิภาค ส่งผลกดดันการส่งออกเหมือนภาคธุรกิจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม จึงสนับสนุนให้หน่วยงานกำกับดูแลเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวค่าเงินและบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านี้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลก และผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อสินค้าส่งออกไทย ทำให้ไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน

    TCC_5223.jpg

    กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยผันเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ ลดปัญหาหนี้ เพิ่มกำลังซื้อ ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ผ่านมาตรการ Reinvent Thailand ทั้งในด้าน New S-Curve, การสนับสนุน SMEs และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กกร. ยังเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก ได้แก่ IMF-World Bank Annual Meeting 2026, การประชุม Gastech 2026 และงาน Tomorrowland Thailand ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ เสริมความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศกับพลวัตเศรษฐกิจโลก โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานกับภาครัฐและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-gpd-export-bant&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fT3vrR6YiB6nOrAN-EM0b

  • เศรษฐกิจไทย 69 โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี กกร. ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างและใช้โอกาสเวทีโลก

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ หนี้ครัวเรือนสูง ข้อจำกัดทางงบประมาณ ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐด้านกฎระเบียบและข้อมูลที่ยังไม่เชื่อมโยง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน ค่าเงินบาทแข็งค่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากการจัดทำงบประมาณล่าช้า

    กกร. ระบุความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับสองของภูมิภาค ส่งผลกดดันการส่งออกเหมือนภาคธุรกิจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม จึงสนับสนุนให้หน่วยงานกำกับดูแลเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวค่าเงินและบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านี้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน

    ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลก และผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อสินค้าส่งออกไทย ทำให้ไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทัน

    TCC_5223.jpg

    กกร. มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยผันเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ ลดปัญหาหนี้ เพิ่มกำลังซื้อ ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ผ่านมาตรการ Reinvent Thailand ทั้งในด้าน New S-Curve, การสนับสนุน SMEs และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ กกร. ยังเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก ได้แก่ IMF-World Bank Annual Meeting 2026, การประชุม Gastech 2026 และงาน Tomorrowland Thailand ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ระดับนานาชาติ เสริมความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศกับพลวัตเศรษฐกิจโลก โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานกับภาครัฐและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-gpd-export-bant&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fT3vrR6YiB6nOrAN-EM0b

  • “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/01/2026 21:44

    วันที่ 7 ม.ค. 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้ง 9 เขต ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก และพรรคน้องใหม่ ต่างเร่งลงพื้นที่เปิดตัวและพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง


    หนึ่งในพรรคที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่น คือ พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งมี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตนายทหารระดับสูง เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 เขต ได้แก่ เขต 2 เขต 4 เขต 5 และเขต 7 พร้อมชูนโยบายปราบอิทธิพล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การเปิดตัวจัดขึ้นที่ศูนย์ประสานงานพรรคเศรษฐกิจ ในพื้นที่ อำเภอปากพนัง มีประชาชนเข้าร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการหาเสียงในย่านตลาด 100 ปี พบการติดตั้งป้ายหาเสียงของพรรคเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในผู้ร่วมติดตั้งป้ายคือ นายทศพร หยิกแซ่ซิ้น ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 เบอร์ 8 พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งลงมือดำเนินการด้วยตนเองร่วมกับทีมงาน นายทศพร เปิดเผยว่า เลือกติดตั้งป้ายหาเสียงเองทุกจุด เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอีกด้วย.

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    11212

    SOCAIL 16-9

    EDC Thailand ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี ยกระดับภูเก็ตสู่ศูนย์กลางดนตรี EDM

    โดน “ฮุน เซน” เทแล้ว! รวบ “เฉิน จื้อ” ประธานปรินซ์ กรุ๊ป คุมตัวจากเขมรส่งจีนดำเนินคดี ฉ้อโกง ฟอกเงิน

    “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด

    ภูเก็ตเปิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งที่ 3/2569

    ผู้ตรวจฯ เขตสุขภาพที่ 12 เปิดโครงการเด็กไทยสายตาดี

    นายกแดง!! เทศบาลบางเมือง นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ต้อนรับปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1447531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pPpnk2kxkil-WDR4UMcmB

  • “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/01/2026 21:44

    วันที่ 7 ม.ค. 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้ง 9 เขต ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก และพรรคน้องใหม่ ต่างเร่งลงพื้นที่เปิดตัวและพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง


    หนึ่งในพรรคที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่น คือ พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งมี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตนายทหารระดับสูง เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 เขต ได้แก่ เขต 2 เขต 4 เขต 5 และเขต 7 พร้อมชูนโยบายปราบอิทธิพล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การเปิดตัวจัดขึ้นที่ศูนย์ประสานงานพรรคเศรษฐกิจ ในพื้นที่ อำเภอปากพนัง มีประชาชนเข้าร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการหาเสียงในย่านตลาด 100 ปี พบการติดตั้งป้ายหาเสียงของพรรคเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในผู้ร่วมติดตั้งป้ายคือ นายทศพร หยิกแซ่ซิ้น ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 เบอร์ 8 พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งลงมือดำเนินการด้วยตนเองร่วมกับทีมงาน นายทศพร เปิดเผยว่า เลือกติดตั้งป้ายหาเสียงเองทุกจุด เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอีกด้วย.

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    11212

    SOCAIL 16-9

    EDC Thailand ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี ยกระดับภูเก็ตสู่ศูนย์กลางดนตรี EDM

    โดน “ฮุน เซน” เทแล้ว! รวบ “เฉิน จื้อ” ประธานปรินซ์ กรุ๊ป คุมตัวจากเขมรส่งจีนดำเนินคดี ฉ้อโกง ฟอกเงิน

    “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด

    ภูเก็ตเปิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งที่ 3/2569

    ผู้ตรวจฯ เขตสุขภาพที่ 12 เปิดโครงการเด็กไทยสายตาดี

    นายกแดง!! เทศบาลบางเมือง นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ต้อนรับปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1447531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pPpnk2kxkil-WDR4UMcmB

  • “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/01/2026 21:44

    วันที่ 7 ม.ค. 2569 บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้ง 9 เขต ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้สมัครจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก และพรรคน้องใหม่ ต่างเร่งลงพื้นที่เปิดตัวและพบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง


    หนึ่งในพรรคที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่น คือ พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งมี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตนายทหารระดับสูง เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 เขต ได้แก่ เขต 2 เขต 4 เขต 5 และเขต 7 พร้อมชูนโยบายปราบอิทธิพล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การเปิดตัวจัดขึ้นที่ศูนย์ประสานงานพรรคเศรษฐกิจ ในพื้นที่ อำเภอปากพนัง มีประชาชนเข้าร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจแก่ผู้สมัครเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการหาเสียงในย่านตลาด 100 ปี พบการติดตั้งป้ายหาเสียงของพรรคเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในผู้ร่วมติดตั้งป้ายคือ นายทศพร หยิกแซ่ซิ้น ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 เบอร์ 8 พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งลงมือดำเนินการด้วยตนเองร่วมกับทีมงาน นายทศพร เปิดเผยว่า เลือกติดตั้งป้ายหาเสียงเองทุกจุด เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงอีกด้วย.

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    11212

    SOCAIL 16-9

    EDC Thailand ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี ยกระดับภูเก็ตสู่ศูนย์กลางดนตรี EDM

    โดน “ฮุน เซน” เทแล้ว! รวบ “เฉิน จื้อ” ประธานปรินซ์ กรุ๊ป คุมตัวจากเขมรส่งจีนดำเนินคดี ฉ้อโกง ฟอกเงิน

    “พล.อ.รังษี” นำทัพพรรคเศรษฐกิจ ปักธงเมืองคอนเปิดตัวผู้สมัคร 4 เขตรวด

    ภูเก็ตเปิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว. ครั้งที่ 3/2569

    ผู้ตรวจฯ เขตสุขภาพที่ 12 เปิดโครงการเด็กไทยสายตาดี

    นายกแดง!! เทศบาลบางเมือง นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ต้อนรับปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1447531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pPpnk2kxkil-WDR4UMcmB

  • ซัมซุงเตือนราคาสินค้าไอทีจ่อพุ่ง เซ่นพิษต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ซัมซุงเตือนราคาสินค้าไอทีจ่อพุ่ง เซ่นพิษต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้น : อินโฟเควสท์

    ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ (Samsung Electronics) บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลกจากเกาหลีใต้ คาดการณ์ว่า ปัญหาการขาดแคลนชิปความจำจะส่งผลให้ราคาสินค้าในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงสินค้าของทางซัมซุงเองด้วย แม้ซัมซุงจะดูได้เปรียบกว่าคู่แข่งเพราะเป็นผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก

    อี วอนจิน ประธานและหัวหน้าฝ่ายการตลาดระดับโลกของซัมซุง เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องการจัดหาเซมิคอนดักเตอร์กำลังจะกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน โดยราคาขยับสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา และอาจถึงจุดที่ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    กระแสการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI ที่กำลังบูมอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยก่อนหน้านี้แบรนด์ใหญ่อย่างเดลล์ (Dell) และเสียวหมี่ (Xiaomi) ต่างออกมาเตือนเรื่องการปรับขึ้นราคา ขณะที่เลอโนโว (Lenovo) เริ่มกักตุนชิปหน่วยความจำตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อลดความเสี่ยง

    อย่างไรก็ดี ซัมซุงยังถือว่าได้เปรียบกว่าคู่แข่งรายอื่นที่ไม่ได้ผลิตชิปใช้เอง และมองแนวโน้มของปี 2569 ในแง่บวกมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสมาร์ตโฟน ซึ่งการมาของ AI อาจทำให้ผู้บริโภคหันมาอัปเกรดอุปกรณ์ใหม่ เพื่อให้ใช้งานเทคโนโลยีล่าสุดเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/559221&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SLJn–4a2mH9R2xBebNEB

  • ต้อนรับปีม้า … พามาดูโครงการ “SMEs Credit Boost”

    สวัสดีปีม้าค่ะ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ดุจม้าที่ปราดเปรียว พร้อมทะยานไปข้างหน้ากันค่ะ

    rn

     

    rn

    หากเราย้อนดูสุขภาพเศรษฐกิจประเทศ กลับพบว่า มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องเร่งแก้ไขกันนะคะ โดยผู้ว่าแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้กล่าวในงาน Thailand Next Move 2026 ไว้ว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง

    rn

     

    rn

    1. ผลิตภาพต่ำ เพราะหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้าน โตกว่าไทย 2-3 เท่า อีกทั้ง แรงงานยังโตช้า จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ผลิตภาพต่ำ เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง

    rn

    2. ภูมิคุ้มกันต่ำ จากการที่รายได้โตต่ำ ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้คนก่อหนี้เยอะ มีปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะคนตัวเล็ก SMEs และรายย่อย เปราะบาง เป็น NPL สูงขึ้นต่อเนื่อง

    rn

    3. เหลื่อมล้ำสูง แม้ธุรกิจรายใหญ่มีจำนวนน้อยเพียง 2% เท่านั้น แต่ครอบครองรายได้เกือบทั้งหมด คือ ราว 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ SMEs กลับขาดโอกาส มีปัญหาเข้าถึงเงินทุน 

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    สวัสดีปีม้าค่ะ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ดุจม้าที่ปราดเปรียว พร้อมทะยานไปข้างหน้ากันค่ะ

    หากเราย้อนดูสุขภาพเศรษฐกิจประเทศ กลับพบว่า มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ต้องเร่งแก้ไขกันนะคะ โดยผู้ว่าแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้กล่าวในงาน Thailand Next Move 2026 ไว้ว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ เหลื่อมล้ำสูง

    1. ผลิตภาพต่ำ เพราะหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนของไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้าน โตกว่าไทย 2-3 เท่า อีกทั้ง แรงงานยังโตช้า จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ผลิตภาพต่ำ เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง

    2. ภูมิคุ้มกันต่ำ จากการที่รายได้โตต่ำ ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้คนก่อหนี้เยอะ มีปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะคนตัวเล็ก SMEs และรายย่อย เปราะบาง เป็น NPL สูงขึ้นต่อเนื่อง

    3. เหลื่อมล้ำสูง แม้ธุรกิจรายใหญ่มีจำนวนน้อยเพียง 2% เท่านั้น แต่ครอบครองรายได้เกือบทั้งหมด คือ ราว 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ SMEs กลับขาดโอกาส มีปัญหาเข้าถึงเงินทุน 

    จากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ผู้ว่าฯ วิทัยจึงได้ให้ความเห็นว่า แบงก์ชาติต้องปรับบทบาท ด้วยการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย โดยมิได้คำนึงถึงการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านมาตรการเฉพาะจุดด้วย

    rn

    ช่วง 2 เดือนมานี้ แบงก์ชาติได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน และออกมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม 2 โครงการ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

    rn

     

    rn

    (1)   11 พ.ย. 68 ออกโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ผู้เขียนเคยเล่าแล้วว่า หมายถึง โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

    rn

     

    rn

    (2)   ล่าสุด 26 ธ.ค. 68 แบงก์ชาติร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง และกลุ่ม ธพ. ผลักดันโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    rn

     

    rn

    ทั้ง 2 โครงการนี้ เริ่มดำเนินการรับปีใหม่ ในเดือนแรกของปีม้านี้เลยค่ะ

    rn

     

    rn

    โดย ผู้ว่าฯ วิทัย ได้กล่าวในงานแถลงข่าวโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” ว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขด้วยโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องมีโครงการต่อเนื่อง และร่วมมือกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงร่วมมือกันวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ต้องช่วยกันลงมือทำ” ค่ะ

    rn

     

    rn

    การที่ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ และเหลื่อมล้ำสูง ทำให้ประเทศขาดการลงทุน ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับประเทศอื่นยาก อีกทั้ง SMEs ไทยมีปัญหาการเข้าถึงเงินทุน สะท้อนจาก สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อเองที่ลดลง และ ความระมัดระวังของ ธพ. ในการปล่อยสินเชื่อ เพราะ credit cost สูงขึ้นจากความไม่แน่นอน

    rn

     

    rn

    โครงการ “SMEs Credit Boost” จะมาเติมเต็ม ช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่

    rn

     

    rn

    โครงการนี้ ถูกออกแบบภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ “ตรงจุด มี impact กระจาย และ คล่องตัว”

    rn

    1. ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่มีศักยภาพ

    rn

    2. มี impact ธพ. ปล่อยเม็ดเงินใหม่โดยไม่ช้า (2 ปี นับจากเริ่มโครงการ) ช่วยให้ธุรกิจยกระดับได้

    rn

    3. กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย

    rn

    4. คล่องตัว ธพ. บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัว

    rn

     

    rn

    กลุ่มเป้าหมายคือใคร

    rn

    (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์

    rn

    (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่ (ที่แสดงให้เห็นว่าจะนำสินเชื่อไปส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย) ที่มีศักยภาพในการปรับตัว (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นมีการใช้ทรัพยากรใประเทศ

    rn

     

    rn

    โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่

    rn

     

    rn

    เหตุใดโครงการนี้จะจูงใจให้ ธพ. กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    rn

    (1) ครอบคลุมความเสียหายในระยะที่ยาวพอ คือ ไม่เกิน 7 ปี นับจากวันที่ ธพ. อนุมัติวงเงิน

    rn

    (2) ชดเชยในอัตราที่เพียงพอ รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น คือ ในช่วง 15-30% ขึ้นกับขนาดของธุรกิจ

    rn

    (3) ธพ. ทราบวงเงินชดเชยความเสียหายรวมของตนเองชัดเจน จึงบริหารได้คล่องตัว

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกัน moral hazard ธพ. จะบริหารสินเชื่ออย่างรัดกุม ซึ่งหากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสียเร็ว จะไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้ โดยต้องปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนมาขอรับเงินชดเชย

    rn

     

    rn

    โครงการนี้แตกต่างจากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. อย่างไร

    rn

    (1) กระบวนการคล่องตัว ธพ. จะได้รับจัดสรรวงเงินชดเชยรวมชัดเจนล่วงหน้า เอื้อการปล่อยสินเชื่อใหม่

    rn

    (2) วงเงินสินเชื่อต่อรายสูง  คือ SMEs ได้วงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อรายและรายใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อราย

    rn

    (3) ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

    rn

     

    rn

    แหล่งเงินทุนของโครงการมาจากไหน

    rn

    โครงการนี้มีแหล่งเงินทุนจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของ ธพ. ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    rn”}}” id=”text-c6e11e1272″>

    จากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ผู้ว่าฯ วิทัยจึงได้ให้ความเห็นว่า แบงก์ชาติต้องปรับบทบาท ด้วยการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย โดยมิได้คำนึงถึงการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านมาตรการเฉพาะจุดด้วย

    ช่วง 2 เดือนมานี้ แบงก์ชาติได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน และออกมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม 2 โครงการ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

    (1)   11 พ.ย. 68 ออกโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ผู้เขียนเคยเล่าแล้วว่า หมายถึง โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้คนตัวเล็ก ที่เหลือภาระหนี้ NPL ไม่สูง ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติชำระหนี้ที่ดีขึ้น และ มีโอกาสกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

    (2)   ล่าสุด 26 ธ.ค. 68 แบงก์ชาติร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง และกลุ่ม ธพ. ผลักดันโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่”  ที่ ธพ. ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย

    ทั้ง 2 โครงการนี้ เริ่มดำเนินการรับปีใหม่ ในเดือนแรกของปีม้านี้เลยค่ะ

    โดย ผู้ว่าฯ วิทัย ได้กล่าวในงานแถลงข่าวโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” ว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขด้วยโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องมีโครงการต่อเนื่อง และร่วมมือกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงร่วมมือกันวิเคราะห์วิจารณ์ แต่ต้องช่วยกันลงมือทำ” ค่ะ

    การที่ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” คือ ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ และเหลื่อมล้ำสูง ทำให้ประเทศขาดการลงทุน ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับประเทศอื่นยาก อีกทั้ง SMEs ไทยมีปัญหาการเข้าถึงเงินทุน สะท้อนจาก สินเชื่อ SMEs ที่ติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน จากทั้งความต้องการสินเชื่อเองที่ลดลง และ ความระมัดระวังของ ธพ. ในการปล่อยสินเชื่อ เพราะ credit cost สูงขึ้นจากความไม่แน่นอน

    โครงการ “SMEs Credit Boost” จะมาเติมเต็ม ช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น และยังตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในด้านที่จะขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เท่าทันโลกยุคใหม่

    โครงการนี้ ถูกออกแบบภายใต้ 4 แนวคิดหลัก คือ “ตรงจุด มี impact กระจาย และ คล่องตัว”

    1. ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายที่มีศักยภาพ

    2. มี impact ธพ. ปล่อยเม็ดเงินใหม่โดยไม่ช้า (2 ปี นับจากเริ่มโครงการ) ช่วยให้ธุรกิจยกระดับได้

    3. กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย

    4. คล่องตัว ธพ. บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัว

    กลุ่มเป้าหมายคือใคร

    (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์

    (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่ (ที่แสดงให้เห็นว่าจะนำสินเชื่อไปส่งเสริม SMEs ใน supply chain ด้วย) ที่มีศักยภาพในการปรับตัว (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นมีการใช้ทรัพยากรใประเทศ

    โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่

    เหตุใดโครงการนี้จะจูงใจให้ ธพ. กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    (1) ครอบคลุมความเสียหายในระยะที่ยาวพอ คือ ไม่เกิน 7 ปี นับจากวันที่ ธพ. อนุมัติวงเงิน

    (2) ชดเชยในอัตราที่เพียงพอ รองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น คือ ในช่วง 15-30% ขึ้นกับขนาดของธุรกิจ

    (3) ธพ. ทราบวงเงินชดเชยความเสียหายรวมของตนเองชัดเจน จึงบริหารได้คล่องตัว

    เพื่อป้องกัน moral hazard ธพ. จะบริหารสินเชื่ออย่างรัดกุม ซึ่งหากปล่อยแล้วเป็นหนี้เสียเร็ว จะไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้ โดยต้องปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนมาขอรับเงินชดเชย

    โครงการนี้แตกต่างจากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. อย่างไร

    (1) กระบวนการคล่องตัว ธพ. จะได้รับจัดสรรวงเงินชดเชยรวมชัดเจนล่วงหน้า เอื้อการปล่อยสินเชื่อใหม่

    (2) วงเงินสินเชื่อต่อรายสูง  คือ SMEs ได้วงเงินสินเชื่อรวมทุก ธพ. ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อรายและรายใหญ่ไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อราย

    (3) ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

    แหล่งเงินทุนของโครงการมาจากไหน

    โครงการนี้มีแหล่งเงินทุนจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของ ธพ. ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    โครงการ “SMEs Credit Boost” นี้ จะเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า (15 ม.ค. 69 เป็นต้นไป) ค่ะ โดยผู้ประกอบการสามารถดูได้จาก web site แบงก์ชาติ และสอบถามรายละเอียดผ่านช่องทางของ ธพ. ที่ท่านสนใจได้ค่ะ ส่วนลูกหนี้ที่เป็น NPL อยู่ อย่าลืมรีบลงทะเบียนโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เริ่มเปิดแล้วเมื่อวานนี้ (5 ม.ค. 69)  ผ่าน web site แบงก์ชาติ ที่ https://www.bot.or.th/th/cleardebt.html หรือ web site บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท www.sam.or.th รวมถึงช่องทางของ สง. ที่เข้าร่วมโครงการได้นะคะ

    rn

     

    rn

    มาร่วมกันเสริมแกร่งให้กับตนเอง เพิ่มศักยภาพของเราและประเทศชาติ เป็น New You รับ New Year ปีใหม่นี้กันนะคะ
    rn
    rn

    rn”}}” id=”text-42a8498620″>

    โครงการ “SMEs Credit Boost” นี้ จะเริ่มดำเนินการสัปดาห์หน้า (15 ม.ค. 69 เป็นต้นไป) ค่ะ โดยผู้ประกอบการสามารถดูได้จาก web site แบงก์ชาติ และสอบถามรายละเอียดผ่านช่องทางของ ธพ. ที่ท่านสนใจได้ค่ะ ส่วนลูกหนี้ที่เป็น NPL อยู่ อย่าลืมรีบลงทะเบียนโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่เริ่มเปิดแล้วเมื่อวานนี้ (5 ม.ค. 69)  ผ่าน web site แบงก์ชาติ ที่ https://www.bot.or.th/th/cleardebt.html หรือ web site บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท www.sam.or.th รวมถึงช่องทางของ สง. ที่เข้าร่วมโครงการได้นะคะ

    มาร่วมกันเสริมแกร่งให้กับตนเอง เพิ่มศักยภาพของเราและประเทศชาติ เป็น New You รับ New Year ปีใหม่นี้กันนะคะ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 6 มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260106.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dyX1WXotiXrDge7BaehMB