Category: ไอที

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • ททท. เปิดเกมรุกใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวจีนคืนไทย

    นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเสริมความเชื่อมั่นในการเดินทางและภาพลักษณ์เชิงบวกของการท่องเที่ยวไทยในตลาดจีนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ “Trusted Thailand” เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจที่จะเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว พร้อมนำส่งภาพจำใหม่ของประเทศไทยที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และเป็น Quality Leisure Destination ที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ล่าสุดได้ร่วมมือกับ Tencent และ WeTV จัดทำรายการ “TASTEFUL THAILAND” วาไรตี้ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อนำเสนอเสน่ห์ไทยในหลากหลายแง่มุม ทั้งการถ่ายทอดเสน่ห์อาหารไทยผ่านวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่สะท้อนถึงรากทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่มีความแตกต่างในแต่ละท้องถิ่น อาทิ เชียงใหม่, ขอนแก่น, เพชรบุรี, สุราษฎร์ธานี และ “FOREVER by YOUR SIDE” รายการออกเดตเชิงท่องเที่ยว นำเสนอความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ความยาวรายการละ 10 ตอน เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม Tencent Video ในสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน และสื่อสังคมออนไลน์ของ Tencent Video รวมถึงแพลตฟอร์ม WeTV ที่มีผู้ใช้งานในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 160 ล้านคนต่อเดือน

    economic-business-thai-chinese-tourist-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้ร่วมกับ Sichuan TV จัดทำ TVC ภายใต้แคมเปญ “Play the New Thai Way” นำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยในมุมมองที่แปลกใหม่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และ จังหวัดพังงา พื้นที่ศักยภาพใหม่ที่โดดเด่นด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันงดงาม และไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยร่วมงานกับ KOL ชื่อดัง “CHU YI” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 8 ล้านคน ในการถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยวประเทศไทยในมุมมองใหม่ สร้างภาพจำของเสน่ห์ไทยที่ร่วมสมัยและน่าค้นหา เผยแพร่ผ่าน Sichuan TV สื่อหลักในมณฑลเสฉวน ครอบคลุมช่วงรายการที่หลากหลาย ทั้งรายการท่องเที่ยว ข่าวสาร และรายการสำหรับครอบครัว ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงผู้ชมกว่า 700 ล้านครัวเรือน รวมถึงสื่อ Out-of-Home ได้แก่ Chengdu Metro TV PIS Screen Promotion สื่อในระบบขนส่งมวลชนใจกลางเมือง ช่วยสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสื่อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยอดนิยมของประเทศจีน ได้แก่ Douyin, Kwai , Xiaohongshu, WeChat Video Channel และ Weibo เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อย่างครอบคลุม ซึ่งคาดว่าจะสร้างจำนวนการรับรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 100 ล้านคน-ครั้ง

    economic-business-thai-chinese-tourist-market-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    economic-business-thai-chinese-tourist-market-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ในปี 2569 นี้ ททท. ยังได้เตรียมปล่อยแคมเปญใหญ่กระตุ้นตลาดจีน “จงไท่อี่เจียชิน” หรือ “จีนไทยครอบครัวเดียวกัน” โดยร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาด กิจกรรมส่งเสริมการขาย และอีเวนต์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และมุ่งนำเสนอเมืองน่าเที่ยวที่เหมาะสมกับตลาดจีน เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกครั้ง ทั้งนี้ ในปี 2568 นักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางเข้าประเทศไทย 4,473,992 คน โดยในปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 260,204 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-chinese-tourist-market&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Neps8G9I5WxT9ujGInod9

  • SYNEX มอง 4 อุตฯศักยภาพขับเคลื่อนธุรกิจปี 69

    SYNEX มอง 4 อุตฯศักยภาพขับเคลื่อนธุรกิจปี 69

    วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

    นายปัญญา พูนเพิ่มผลสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมงาน Bualuang Securities Day เสวนาภายใต้หัวข้อ “Thailand AI Grand Journey 2026” จัดขึ้นโดยหลักทรัพย์บัวหลวง ร่วมแชร์วิสัยทัศน์ สะท้อนบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่ม ICT ของไทย โดย SYNEX เป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการบริหารจัดการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการพัฒนาโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรและภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

    SYNEX มองปี 2569 เป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมไอที เมื่อ AI ก้าวจากการทดลองสู่การใช้งานจริงและการลงทุนเชิงพาณิชย์ สอดคล้องกับมุมมองของ Gartner ที่ระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนการแข่งขันจากการขายผลิตภัณฑ์ สู่โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจกำลังก้าวสู่ยุคของ Agentic AI โดยคาดว่าในปี 2569 แอปพลิเคชันองค์กรกว่า 40% จะฝัง Task-Specific Agents เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการใช้จ่ายด้าน IT ทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 โดยมี IT Services และ Data Centers & Cloud เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    จากทิศทางนี้ SYNEX เห็นโอกาสและวางกลยุทธ์การเติบโตในปี 2569 จากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กลุ่มสุขภาพและเวลเนส พลังงานสะอาด เกมมิ่ง และโซลูชันสำหรับองค์กร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความพร้อมในการนำ AI และ Agentic AI ไปต่อยอดการดำเนินงานและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างชัดเจน พร้อมดำเนินธุรกิจมุ่งมั่นทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นและง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี โดยไม่เพียงเป็นผู้จัดจำหน่าย แต่ยกระดับสู่การเป็น Technology Empowerment Partner ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบนิเวศพันธมิตร เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ SYNEX ขอเชิญนักลงทุนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน SYNNEX Open House 2026 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ทิศทางการเติบโต และสัมผัสโซลูชันเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในวันที่ 15 มกราคมนี้

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/940616&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AcmoSQXCD_YJYoILUs-Ww

  • ผู้บริหาร “ขร.-รฟท.” ลงพื้นที่เหตุเครนสร้าง “รถไฟไฮสปีด” ถล่มทับขบวน 21 งานสัญญา 3-4 “ไอทีดี” ผู้รับจ้าง | เดลินิวส์

    ผู้บริหาร “ขร.-รฟท.” ลงพื้นที่เหตุเครนสร้าง “รถไฟไฮสปีด” ถล่มทับขบวน 21 งานสัญญา 3-4 “ไอทีดี” ผู้รับจ้าง | เดลินิวส์

    “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ขณะนี้ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กำลังลงพื้นที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เพื่อตรวจสอบหาเหตุ และติดตามการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเบื้องต้นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับขบวนที่ 21 กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ผ่านสถานีหนองน้ำขุน โดยเมื่อเวลา 09.13 น. ได้มีเครนตกลงมาจากโครงการดังกล่าว ใส่ขบวนรถระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายราย

    เครนก่อสร้าง ‘รถไฟรางคู่-โคราช’ หล่นทับขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-อุบลฯ ผู้โดยสารดับ 22 ราย

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ในช่วงที่เกิดเหตุ อยู่ในการก่อสร้างของงานสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.4 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 9,800 ล้านบาท มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี เป็นผู้รับจ้าง มี China Railway International Co., Ltd. (CRIC) และ China Railway Design Corporation (CRDC) เป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธา ข้อมูลความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2568 มีความคืบหน้า 99.54% คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือน พ.ค. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5499549/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p7O4OwPf8-x8eIMINKuir

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : เศรษฐกิจเวียดนามโตโดดเด่น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง

    ** ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)  ประเมินว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตชะลอลงที่ 5.6% ในปี 2569 จาก 6.4% ในปี 2568 จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากภาษี Transshipment และภาษีเฉพาะรายสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อุปสงค์จากต่างประเทศที่ชะลอลงจะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของเศรษฐกิจกลุ่ม CLMV ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราวได้ซึ่งทำให้ความรุนแรงของสงครามการค้าปรับลดลง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกเป็นหลักจะเพิ่มความเสี่ยงการไหลเข้าของสินค้าจากจีน ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม CLMV อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของ CLMV จะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่ความเปราะบางของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของค่าเงินและเงินเฟ้อปรับดีขึ้น เงินสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ แต่เสถียรภาพของภาคการเงินในประเทศยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จากยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ทยอยสิ้นสุดลง

    ทั้งนี้แนวโน้มของเศรษฐกิจภายในกลุ่มประเทศ CLMV จะแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังคงโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากอานิสงส์ของการย้ายฐานการผลิต การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เผชิญความเสี่ยงเฉพาะ อาทิ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในเมียนมา ความตึงเครียดบริเวณชายแดนในกัมพูชา รวมถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ระดับสูงและความผันผวนของค่าเงินใน สปป.ลาว

    ในปี 2569 SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV จะชะลอลง (ยกเว้นเมียนมาที่ปรับดีขึ้นบ้าง) โดยกัมพูชาคาดว่าจะเติบโต 4.1% ลดลงจาก 4.6% ในปี 2568 สปป.ลาวเติบโต 4.0% จาก 4.4% เวียดนามเติบโต 6.6% จาก 8.0% ขณะที่เมียนมาคาดว่าจะเติบโต 1.1% ปรับดีขึ้นจาก -0.5% ในปี 2568

    ทั้งนี้เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แต่ยังเติบโตสูง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยภาคการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในปีนี้ และยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง ตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตได้สูงขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยะข้างหน้า ขณะที่นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยรองรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้บ้าง

    ส่วนเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้าจีนนำเข้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และเงินโอนกลับประเทศที่ลดลงจากแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากไทย และ เศรษฐกิจ สปป.ลาว มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่ชะลอลงบ้าง จากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงและเงินกีบที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีจำกัด เนื่องจากพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับต่ำ เศรษฐกิจเมียนมามีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังเปราะบางจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ การบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูงและระดับความยากจนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐอาจทำได้จำกัด ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินอ่อนค่า และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เริ่มชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ตามการค้ากับกัมพูชาที่หดตัวสูง และมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องถึงปี 2569 จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกลุ่มประเทศ CLMV ที่ชะลอลง ท่ามกลางอุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนด้านการค้าและการลงทุนปรับลดลง ขณะเดียวกัน ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาระหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ยังคงกดดันการไหลเข้าของเงินลงทุนในภูมิภาค

    แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน เศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม CLMV จะยังมีอัตราการเติบโตเป็นบวกได้ในปี 2569 โดยภาคธุรกิจไทยยังมีโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมที่อาศัยความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

    ** SCB EIC **  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65168&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RWGfCji0Ew5K_gugmArBl