Category: ไอที

  • ซีอีโอเครือซีพี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง วางรากฐานดิจิทัล-การเงิน-สตาร์ทอัพ ยกระดับคนไทยสู่อนาคตยั่งยืน | TOPNEWS

    FinTech ไทยสู่เวทีโลก: Ascend Money Unicorn FinTech รายแรกของไทย

    อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง คือการสร้างแพลตฟอร์ม FinTech ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ผ่านการผลักดัน Ascend Money จนกลายเป็น Unicorn FinTech รายแรกของประเทศไทย สะท้อนความสามารถของไทยในการสร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ

    สร้าง “Startup ” ผ่าน TDPK ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากต้องอาศัย “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว นายศุภชัยได้ผลักดัน TDPK (True Digital Park) บนถนนสุขุมวิท 101 ให้เป็น ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพแห่งแรกของไทย และใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งเป็นนิเวศที่ครบวงจรสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนให้มาร่วมกันสร้างเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

    ลงทุนกับอนาคตประเทศไทยผ่านการศึกษา: ConnextED

    นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ นายศุภชัยยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “คน” โดยเชื่อว่าคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือรากฐานของความสามารถการแข่งขันประเทศในระยะยาว การริเริ่ม ConnextED จึงเป็นการเชื่อมพลังภาคเอกชนเข้ามาร่วมยกระดับการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างทักษะคนไทยให้พร้อมรับโลกอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ขับเคลื่อนความยั่งยืนแบบวัดผลได้: SI Transformation Model มุ่ง Net Zero 2050

    ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นายศุภชัยได้ผลักดันให้เครือซีพีและประเทศไทยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านวิสัยทัศน์ Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่ ความโปร่งใส กลไกตลาด ผู้นำและคนรุ่นใหม่ การเสริมพลัง และเทคโนโลยี พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญในการลดโลกร้อน Net Zero 2050 และส่งเสริมความร่วมมือทุกภาคส่วนผ่านแนวทาง PPP เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยั่งยืนเกิดผลจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1456248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VF3OFfFld7NsEUUNKMjDn

  • “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม” ทำฮือฮาทั่วโซเชี่ยล! – INN News

    ​อะไรใหม่ๆ ก็มา โดย “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film)” ในเครือ iAM ปล่อยสปอยซีรีส์แนวตั้งครั้งแรก! เรื่อง “Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล” ซึ่งมีนักแสดงนำไอดอลจากวง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_989430/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239lcCKp0CJm3pAdRBGwR7

  • ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ

    ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ

    วันนี้ (15 มกราคม) ที่สำนักงานประกันสังคม สำนักงานใหญ่ กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า จัดกิจกรรม ‘เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม’ โดยมีการเชิญบุคลากรจากแวดวง IT เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณด้าน IT ของสำนักงานกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท

    กิจกรรมในวันนี้ เริ่มต้นด้วยนำเสนอจากตัวแทนกองทุนประกันสังคม เกี่ยวกับการปรับระบบไอทีที่ผ่านมาของสำนักงานกองทุนประกันสังคม ไปจนถึงรายละเอียดทางเทคนิค วิธีการดำเนินงาน อุปสรรค รวมถึงวิธีการใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานกองทุนประกันสังคมที่เกี่ยวกับด้านไอที โดยระหว่างการนำเสนอ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนจากผู้ร่วมรับฟังการนำเสนอ

    ในช่วงหนึ่งของการสนทนา ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี บอร์ดประกันสังคม สัดส่วนลูกจ้าง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนโดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประกันสังคมในรอบปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนระบบไอทีครั้งใหญ่ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมากกว่า 15 ล้านคน มีเงินเข้าปีหนึ่งมากกว่า 3 แสนล้านบาท ดูแลเงินสิทธิประโยชน์กว่า 1 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานมากกว่า 5 พันล้านบาททุกปี และที่สำคัญคือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณด้านไอทีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

    “การจัดงานเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามและการทำงานของอนุกรรมการไอที โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลในโครงการที่มีการตั้งข้อสงสัยในวันนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีผลทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่บวกมากขึ้นได้ ขณะที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันในบอร์ด แต่เหตุผลว่าทำไมต้องมาฟ้องประชาชนและทำให้เรื่องสาธารณะ ก็เพราะเรื่องนี้ลำพังบอร์ดอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันได้ 100% แต่หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่บวกขึ้นบอร์ดก็น่าจะสามารถผลักดันอะไรได้เยอะขึ้น”

    ษัษฐรัมย์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการทำงานของบอร์ดประกันสังคมได้รับการสนับสนุนผลักดัน โดยที่หลายเรื่องมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ต้องการเห็นสำนักงานฯ ดีขึ้นในทุกระดับร่วมสนับสนุน แต่ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี โดยเฉพาะในสิ่งที่มีผลประโยชน์มากและไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ก็ต้องยอมรับว่า บอร์ดประกันสังคมฝ่ายพวกตนก็ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกันในการทำให้ทุกอย่างมีความเป็นปกติมากขึ้น

    สิ่งที่มีการพูดคุยกันในวันนี้ ที่หลายคนร่วมแลกเปลี่ยนว่าเป็นการติดบั๊กของระบบ หากจะทำให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของบอร์ด แต่เป็นอำนาจของรัฐบาล คือการการทำให้องค์กรมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยการนำออกนอกระบบราชการ อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใสมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต้ถ้าสำนักงานฯ ยังค้างอยู่กับระบบแบบนี้ สิทธิประโยชน์หลายอย่างก็จะติดขัด ไม่ได้รับการผลักดันอย่างที่สมควรเป็น

    “และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างวันนี้พอที่จะทำได้ และควรที่จะมีการทำต่อไปในอนาคต คือการทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลและทำให้การใช้จ่ายเป็นที่ตรวจสอบได้โดยสาธารณะต่อไป ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดได้ยากขึ้นแล้ว หากมีการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งเพื่อกีดกันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งอยู่ในชั้นประชาพิจารณ์”

    ‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 1‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 2‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 3‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 4‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 5‘เปิด หลังบ้าน IT ประกันสังคม’ ชวนคนวงการ IT ร่วมชำแหละงบฯ 6

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/social-security-it-budget-review/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dlm2S81RMpn6QXyq-JG4x

  • เปิดตัว Redmi Note 15 Series ในไทย มี 4 รุ่นย่อย ตัวท็อป 14,990 บาท

    เปิดตัว Redmi Note 15 Series ในไทย มี 4 รุ่นย่อย ตัวท็อป 14,990 บาท

    Xiaomi เปิดตัว Redmi Note 15 Series ในไทย ขายความแข็งแกร่ง ทนทาน มี 4 รุ่นย่อย ตัวเริ่มต้น Redmi Note 15 ราคา 6,699.- ตัวท็อป Redmi Note 15 Pro+ 5G ราคา 14,990.-

    Redmi แบรนด์ย่อยจาก Xiaomi เปิดตัวสมาร์ตโฟนซีรีส์ใหม่ในไทยเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ Redmi Note 15 ซีรีส์ โดยรุ่นนี้ Xiaomi ขายความทนทานและความแข็งแกร่งของตัวเครื่อง มาทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันสำหรับซีรีส์นี้ ได้แก่ Redmi Note 15, Redmi Note 15 5G, Redmi Note 15 Pro 5G, และ Redmi Note 15 Pro+ 5G

    Redmi Note 15 (4G)

    รุ่นเริ่มต้นใน Redmi Note 15 ซีรีส์ มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz ที่ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นตา และความสว่างสูง รองรับการใช้งานในทุกสถานการณ์

    Xiaomi
    Redmi Note 15 (4G)

    Redmi Note 15 ใช้ชิป MediaTek Helio G100-Ultra ที่ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Android 15 ครอบด้วย HyperOS 2 ของ Xiaomi ให้การตอบสนองที่ไหลลื่นสำหรับการใช้งานทั่วไป ทั้งยังสามารถเพิ่ม microSD สำหรับการเก็บไฟล์ได้อีกด้วย

    ในส่วนของกล้อง Redmi Note 15 โดดเด่นด้วย กล้องหลังความละเอียด 108 ล้านพิกเซล และกล้อง Depth 2 ล้านพิกเซล ให้รายละเอียดภาพสูง เหมาะกับการถ่ายภาพทั่วไปและแชร์ลงโซเชียลแบบคมชัด พร้อมกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล สำหรับเซลฟี่และวิดีโอคอล

    ด้านแบตเตอรี่ Redmi Note 15 ให้ความจุ 6,000 mAh ซึ่งสูงพอที่จะใช้งานเกือบทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์จบ่อย ๆ และรองรับการชาร์จเร็ว ช่วยให้เติมพลังกลับมารวดเร็วขึ้นในเวลาจำกัด

    Xiaomi
    Redmi Note 15 (4G)

    สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือตัวเครื่องยังได้รับ มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP64 พร้อมโครงสร้างที่ออกแบบให้ทนทานต่อการใช้งานประจำวัน รวมถึงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเพื่อความปลอดภัยในการปลดล็อก

    สำหรับการเชื่อมต่อ Redmi Note 15 รองรับการใช้งานเครือข่ายหลักในไทยอย่างครบถ้วน ทั้ง 4G LTE, Wi-Fi, Bluetooth และระบบนำทาง GPS ทำให้เหมาะสำหรับทั้งผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการมือถือครบทุกการใช้งาน

    Redmi Note 15 (4G) มี 3 สีด้วยกัน คือ สีดำ Black สีม่วง Purple และสีฟ้า Glacier Blue วางจำหน่ายเพียงรุ่นความจุเดียว คือ 8GB + 256GB ราคา 6,699 บาท

    Xiaomi
    Redmi Note 15 5G

    Redmi Note 15 5G

    Redmi Note 15 5G มาด้วยกัน 3 สี ได้แก่ สีดำ Black สีฟ้า Glacier Blue และสีม่วง Mist Purple ได้หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz

    ด้านประสิทธิภาพ Redmi Note 15 5G ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 6 Gen 3 รองรับการใช้งานทั่วไปได้อย่างราบรื่น ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 15 ครอบทับด้วย HyperOS 2 เวอร์ชันล่าสุดของ Xiaomi ที่เน้นความลื่นไหลและการจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น

    ในส่วนของกล้องถ่ายภาพ Redmi Note 15 5G มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และกล้องอัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างคมชัด ทั้งภาพบุคคลและภาพวิว ขณะที่กล้องหน้าความละเอียดประมาณ 8 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายเซลฟี่และการวิดีโอคอลได้อย่างเพียงพอ

    Xiaomi
    Redmi Note 15 5G

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือ แบตเตอรี่ความจุขนาดใหญ่ 5,000mAh รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ตลอดวัน พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 33W ช่วยลดเวลาในการชาร์จ เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องพกพาโทรศัพท์ติดตัวตลอดทั้งวัน

    นอกจากนี้ Redmi Note 15 5G ยังรองรับการเชื่อมต่อที่จำเป็นอย่างครบถ้วน รวมถึงระบบความปลอดภัยอย่างการสแกนลายนิ้วมือและการปลดล็อกด้วยใบหน้า ตัวเครื่องออกแบบให้มีความบาง น้ำหนักไม่มาก พร้อมดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูทันสมัย

    Redmi Note 15 5G วางจำหน่ายเพียงรุ่นความจุเดียว คือ 8GB + 256GB ราคา 8,499 บาท

    Xiaomi
    Redmi Note 15 Pro 5G

    Redmi Note 15 Pro 5G

    สำหรับ Redmi Note 15 Pro 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1.5K พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุดถึง 3,200 นิต ทำให้ภาพคมชัดและสว่างแม้อยู่กลางแจ้ง พร้อมดีไซน์หน้าจอขอบแบนที่ทันสมัย รองรับระบบสี 12-bit เพื่อการแสดงผลสีสันที่สมจริงยิ่งขึ้น มี 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Black สีไทเทเนียม Titanium และสีม่วง Mist Purple

    Redmi Note 15 Pro 5G ใช้ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 7400-Ultra พร้อมหน่วยความจำ RAM สูงสุด 12GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 512GB ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการไถโซเชียล เล่นเกม หรือดูหนังความละเอียดสูง

    สิ่งที่เป็นจุดขายที่น่าสนใจคือระบบกล้องหลัง ซึ่งมาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ HPE จับคู่กับเลนส์อัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล ช่วยให้การถ่ายรูปในสภาพแสงต่าง ๆ มีความคมชัดและมีมิติ ขณะที่กล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ก็เพียงพอสำหรับการเซลฟี่และประชุมออนไลน์

    Xiaomi
    Redmi Note 15 Pro 5G

    แบตเตอรี่ของรุ่นนี้ให้ความจุสูงถึง 6,580 mAh พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 45W Turbo Charging ชาร์จไฟกลับได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่ใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน

    นอกจากนั้น Redmi Note 15 Pro 5G ยังมาพร้อมระบบเสียงลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ที่เพิ่มความดังได้มากขึ้นถึง 400% พร้อมรองรับเทคโนโลยี Dolby Atmos และ Hi-Res Audio ให้ประสบการณ์เสียงที่ดียิ่งขึ้นเมื่อรับชมวิดีโอหรือเล่นเกม

    ในเรื่องของการเชื่อมต่อ รองรับเครือข่าย 5G พร้อม Wi-Fi 6, Bluetooth 5.4 และ NFC รวมถึงพอร์ต USB-C สำหรับการชาร์จและโอนถ่ายข้อมูล สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานก็ถูกรวมไว้ในตัวเครื่องด้วย

    ด้านความทนทาน ตัวเครื่องยังรองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นสูงสุดตั้งแต่ IP66 ถึง IP69K ให้ความมั่นใจมากขึ้นสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

    Redmi Note 15 Pro 5G วางจำหน่าย 2 รุ่นความจุ คือ

    • ความจุ 8GB + 256GB ราคา 9,999 บาท
    • ความจุ 12GB + 512GB ราคา 12,990 บาท
    Xiaomi
    Redmi Note 15 Pro+ 5G

    Redmi Note 15 Pro+ 5G

    และสำหรับตัวท็อป Redmi Note 15 Pro+ 5G มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.83 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1.5K 2772×1280 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรช 120Hz และสามารถแสดงผลสีได้มากกว่า พร้อมความสว่างสูงสุด 3,200 นิต ช่วยให้ภาพคมชัดแม้อยู่กลางแดดจ้า มี 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Black สีน้ำตาล Mocha Brown และสีม่วง Mist Purple

    ขุมพลัง Redmi Note 15 Pro+ 5G ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 7s Gen 4 ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม 4 nm และจีพียู Adreno 810 ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในงานทั่วไปและการเล่นเกมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า รองรับทั้งการเปิดแอปฯ พร้อมกันหลายรายการและเก็บไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างไม่รู้สึกติดขัด

    ด้านการถ่ายภาพ Redmi Note 15 Pro+ 5G มากับชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล, เลนส์เทเลโฟโต้ 50 ล้านพิกเซล ที่รองรับซูมออปติคอล และ เลนส์อัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล ช่วยให้การถ่ายภาพครอบคลุมทั้งภาพบุคคล ภาพมุมกว้าง และการซูมระยะไกลได้ครบถ้วน ส่วนกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล ก็พร้อมสำหรับการเซลฟี่ที่คมชัดและวิดีโอคอลคุณภาพดี

    Xiaomi
    Redmi Note 15 Pro+ 5G

    เรื่องแบตเตอรี่ Redmi Note 15 Pro+ 5G ให้ความจุ 6,500 mAh รองรับชาร์จไว 100W HyperCharge พร้อมฟีเจอร์ชาร์จย้อนกลับแบบมีสาย (Reverse Charging) ช่วยเติมพลังให้อุปกรณ์อื่นได้เมื่อจำเป็น ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลกับแบตเตอรี่หมดกลางวันกลางคืนและชาร์จได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ใกล้เต้าเสียบ

    นอกจากนั้น Redmi Note 15 Pro+ 5G ยังมากับฟีเจอร์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานแบบเต็มรูปแบบทั้ง ลำโพงคู่สเตอริโอที่รองรับ Dolby Atmos, ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอเพื่อความปลอดภัย, และการกันน้ำ–กันฝุ่นในระดับ IP68/ IP69K ที่ช่วยให้ใช้งานได้อย่างมั่นใจในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

    Redmi Note 15 Pro+ 5G วางจำหน่ายเพียงรุ่นความจุเดียว คือ 12GB + 512GB ราคา 14,990 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/266159&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RZg6e-o4Cu9zGpI5a8-Vb

  • ชายแดนไทยเอายังไงดี? เวทีดีเบตแรก “เวิร์คพอยท์ 23” กับตัวแทน 6 พรรค

    พร้อมแล้ว! เวทีดีเบตแรกของ “ช่องเวิร์คพอยท์” ในหัวข้อ “สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา” ภายใต้ผู้นำคนใหม่จะเป็นอย่างไร? เช็กจุดยืนแต่ละพรรค กับ 6 ตัวแทน-ตัวตึง ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย, รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พรรคภูมิใจไทย, รัศมิ์ ชาลีจันทร์ พรรคเพื่อไทย, และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ

    .

    กับรายการพิเศษ “เลือกตั้ง69 เขย่าประเทศ” วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 15.15 น. เป็นต้นไป ติดตามได้ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 และช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook ข่าวเวิร์คพอยท์23, ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ และ YouTube https://youtube.com/live/TxteG4pdRAE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/Nj9s6d3xu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WQdIeyum1vNmGeZsGZ-uL

  • ‘ษัษฐรัมย์’ หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    ‘ษัษฐรัมย์’ หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) สำนักงานใหญ่ กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า จัดกิจกรรม “เปิดหลังบ้าน IT ประกันสังคม” โดยมีการเชิญบุคลากรจากแวดวง IT เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอ พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณด้าน IT ของสำนักงานกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท

    โดยกิจกรรมในวันนี้ เริ่มต้นด้วยนำเสนอจากตัวแทนกองทุนประกันสังคม เกี่ยวกับการปรับระบบไอทีที่ผ่านมาของสำนักงานกองทุนประกันสังคม ไปถึงรายละเอียดทางเทคนิค วิธีการดำเนินงาน อุปสรรค รวมถึงวิธีการใช้งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานกองทุนประกันสังคมที่เกี่ยวกับด้านไอที โดยระหว่างการนำเสนอ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนจากผู้ร่วมรับฟังการนำเสนออย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ของการตั้งคำถามต่อวิธีการดำเนินงานของสำนักงานฯ การดำเนินการที่มีปัญหา การตั้งสเปกที่ชวนให้ตั้งคำถาม และข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงในอนาคตต่อไป

    ในช่วงหนึ่งของการสนทนา นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี บอร์ดประกันสังคม สัดส่วนลูกจ้าง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนโดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของประกันสังคมในรอบปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนระบบไอทีครั้งใหญ่ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมากกว่า 15 ล้านคน มีเงินเข้าปีหนึ่งมากกว่า 3 แสนล้านบาท ดูแลเงินสิทธิประโยชน์กว่า 1 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงานมากกว่า 5 พันล้านบาททุกปี และที่สำคัญคือเป็นหน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณด้านไอทีสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

    'ษัษฐรัมย์' หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    การจัดงานเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามและการทำงานของอนุกรรมการไอที โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลในโครงการที่มีการตั้งข้อสงสัยในวันนี้ เชื่อว่าจะมีผลทำให้ทุกอย่างเดินไปในทางที่บวกมากขึ้นได้ ขณะที่บางคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันในบอร์ด แต่เหตุผลว่าทำไมต้องมาฟ้องประชาชนและทำให้เรื่องสาธารณะ ก็เพราะเรื่องนี้ลำพังบอร์ดอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันได้ 100% แต่หลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่บวกขึ้นบอร์ดก็น่าจะสามารถผลักดันอะไรได้เยอะขึ้น

    นายษัษฐรัมย์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการทำงานของบอร์ดประกันสังคมได้รับการสนับสนุนผลักดัน โดยที่หลายเรื่องมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่ต้องการเห็นสำนักงานฯ ดีขึ้นในทุกระดับร่วมสนับสนุน แต่ที่ไม่ให้ความร่วมมือก็มี โดยเฉพาะในสิ่งที่มีผลประโยชน์มากและไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน ก็ต้องยอมรับว่า บอร์ดประกันสังคมฝ่ายพวกตนก็ต้องใช้พลังเยอะเหมือนกันในการทำให้ทุกอย่างมีความเป็นปกติมากขึ้น

    'ษัษฐรัมย์' หวั่นอนาคตเปิดข้อมูล สปส.ยาก ชูปฏิรูปออกนอกระบบ

    นายษัษฐรัมย์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่มีการพูดคุยกันในวันนี้ ที่หลายคนร่วมแลกเปลี่ยนว่าเป็นการติดบั๊กของระบบ หากจะทำให้ดีขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจของบอร์ด แต่เป็นอำนาจของรัฐบาล คือการการทำให้องค์กรมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นด้วยการนำออกนอกระบบราชการ อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใสมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าสำนักงานฯ ยังค้างอยู่กับระบบแบบนี้ สิทธิประโยชน์หลายอย่างก็จะติดขัด ไม่ได้รับการผลักดันอย่างที่สมควรเป็น

    “ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่บอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างวันนี้พอที่จะทำได้ และควรที่จะมีการทำต่อไปในอนาคต คือการทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลและทำให้การใช้จ่ายเป็นที่ตรวจสอบได้โดยสาธารณะต่อไป ในอนาคตอาจจะเกิดได้ยากขึ้นแล้ว หากมีการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งเพื่อกีดกันทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งอยู่ในชั้นประชาพิจารณ์” นายษัษฐรัมย์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1216818&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vpqJ3YsV4BUKFeqJixNWV

  • “รฟท.” ลุยประมวลข้อมูล ชง “กรมบัญชีกลาง” แบล็กลิสต์ “ไอทีดี” รักษาการผู้ว่า รฟท. ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด | เดลินิวส์

    “รฟท.” ลุยประมวลข้อมูล ชง “กรมบัญชีกลาง” แบล็กลิสต์ “ไอทีดี” รักษาการผู้ว่า รฟท. ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ทำสัญญางานก่อสร้างโครงการต่างๆ ของ รฟท. ประมาณ 4 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด และอีก 2 สัญญาในนามของกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนก่อนหน้านี้มีโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย

    นายอนันต์ กล่าวต่อว่า รฟท. คงไม่ได้เพ่งเล็ง หรือตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัดเฉพาะบริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะต้องดูทั้งระบบ โดยหลังจากนี้ต้องไปดูงานก่อสร้างทุกจุด ของทุกโครงการทั้งรถไฟไฮสปีด และรถไฟทางคู่ ที่ใช้ตำแหน่งก่อสร้างที่คร่อมทางรถไฟที่เดินรถอยู่ในปัจจุบัน เหมือนกับจุดเกิดเหตุของสัญญา 3-4 ซึ่งจะต้องเพิ่มมาตรการเข้าไป อาทิ การติดตั้ง CCTV และการติดตั้งเซ็นเซอร์ ระบบตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่มีเหตุอันตรายเกิดขึ้นอีก

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเหตุการณ์ครั้งนี้จะขึ้นบัญชีดำบริษัท อิตาเลียนไทยฯ หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท. คงต้องประมวลผล ซึ่งการจะขึ้นแบล็กลิสต์ ต้องประมวลผล และเตรียมรายงานไปที่กรมบัญชีกลาง อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ รฟท. ประเมินเบื้องต้นพบว่า ขบวนรถไฟดีเซลรางเสียหายทั้งคัน 2 คัน คันละประมาณ 70 ล้านบาท ประเมินค่าซ่อมแซมทั้งขบวนรถไฟ และรางรถไฟประมาณ 105 ล้านบาท นอกจากนี้ รฟท. จะดำเนินการด้านกฎหมาย คดีอาญา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต และทางแพ่ง ที่ทำให้ รฟท. เสียภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในการใช้บริการของประชาชน

    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้ผู้ว่า รฟท. พิจารณาตัวเอง นายอนันต์ กล่าวว่า เวลานี้ขอทำงานอย่างเต็มที่ รฟท. ซึ่งจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ รฟท. ดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อน และทำให้ดีที่สุด พวกเราทุกคนรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียครั้งนี้ ส่วนนโยบายจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับนโยบายจะเป็นผู้พิจารณา คิดว่าไม่น่าจะมีประเด็นอะไรเพิ่มเติม ขอทำหน้าที่ต่อไปก่อน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงไม่หยุดการก่อสร้างในขณะที่มีการเดินขบวนรถไฟ นายอนันต์ กล่าวว่า ตามปกติโครงสร้างทางยกระดับของโครงการรถไฟไฮสปีดจะอยู่ด้านข้างของทางรถไฟเดิม มากกว่าระยะปลอดภัยประมาณ 4-5 เมตร จากเขตทางรถไฟ แต่บางจุด อาทิ จุดที่เกิดเหตุครั้งนี้เป็นการเบี่ยงทางโค้ง จึงคร่อมทางรถไฟเดิม เซกเมนต์ประมาณ 6 ตัว ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้อยู่บนทางรถไฟซึ่งไม่สามารถหยุดการเดินรถได้ แต่ถ้าวิศวกรควบคุมงานจำเป็นต้องเลื่อน หรือเคลื่อนตัวอุปกรณ์ใดๆ ที่มีโอกาสที่จะตกหล่นลงมาได้ ก็ต้องหยุดการเดินรถ ขณะนี้ รฟท. กำลังสอบสวนข้อเท็จจริงว่า เป็นการเคลื่อนตัวไปสุด และล็อกเรียบร้อยหรือยัง หรืออยู่ระหว่างเคลื่อนตัว หรือหล่นลงมา หรือใครทำให้หล่น นอกจากนี้จะต้องสอบสวนอีกว่า มีผู้ควบคุมงาน หรือผู้รับจ้างที่อยู่ประจำทุกสถานี ได้แจ้งผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ว่าจะมีรถไฟผ่าน ซึ่งผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จใน 15 วัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504747/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NGYJaUZEFhiLYaO-gA24v

  • “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม” ทำฮือฮาทั่วโซเชี่ยล! – INN News

    ​อะไรใหม่ๆ ก็มา โดย “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film)” ในเครือ iAM ปล่อยสปอยซีรีส์แนวตั้งครั้งแรก! เรื่อง “Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล” ซึ่งมีนักแสดงนำไอดอลจากวง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_989430/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239lcCKp0CJm3pAdRBGwR7

  • ชายแดนไทยเอายังไงดี? เวทีดีเบตแรก “เวิร์คพอยท์ 23” กับตัวแทน 6 พรรค

    พร้อมแล้ว! เวทีดีเบตแรกของ “ช่องเวิร์คพอยท์” ในหัวข้อ “สถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา” ภายใต้ผู้นำคนใหม่จะเป็นอย่างไร? เช็กจุดยืนแต่ละพรรค กับ 6 ตัวแทน-ตัวตึง ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย, รังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว พรรคภูมิใจไทย, รัศมิ์ ชาลีจันทร์ พรรคเพื่อไทย, และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ

    .

    กับรายการพิเศษ “เลือกตั้ง69 เขย่าประเทศ” วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 15.15 น. เป็นต้นไป ติดตามได้ทางช่องเวิร์คพอยท์ 23 และช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook ข่าวเวิร์คพอยท์23, ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ และ YouTube https://youtube.com/live/TxteG4pdRAE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/Nj9s6d3xu&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WQdIeyum1vNmGeZsGZ-uL

  • 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026

    ที่ผ่านมา การแข่งขันของ อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ไม่ได้ชี้วัดที่สถานที่จัดการประชุมและงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ สวยหรู สมหน้าตาของประเทศเท่านั้น ทว่า เป็น “ประสบการณ์ที่เมืองสร้างให้ผู้เข้าร่วมงาน” ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มสร้างภาพลักษณ์เมือง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นสัญญาณชัดว่าความได้เปรียบของไมซ์อยู่ที่การออกแบบเมืองควบคู่กับประสบการณ์ สำหรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก เช่น เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน สงครามการค้า ทำให้องค์กรและภาครัฐต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงทุนในงาน ไมซ์จึงต้องออกแบบประสบการณ์ให้คุ้มค่าและมีการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน

    ขณะที่ ในด้านบุคลากร อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ต้องการคนที่ออกแบบประสบการณ์ ทำงานข้ามวัฒนธรรม ใช้เทคโนโลยีได้ และเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย คนเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม นอกจากนี้ งานไมซ์ต้องปรับตัวเร็ว เพราะความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความผันผวนของตลาด การจัดงานต้องทำได้เร็ว มีเวลาวางแผนสั้น และปรับเปลี่ยนได้ทันที ความคล่องตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้จัดงาน แต่ต้องเป็นคุณสมบัติของทั้งเมืองและประเทศ
    สุดท้าย การทำงานร่วมกันระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ กลายเป็นกุญแจสำคัญ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม นี่คือสัญญาณว่า ไมซ์ในปี 2026 ต้องก้าวสู่การจัดงานที่ “เหนือกว่าการจัดงาน” (Beyond Event Execution) คือสร้างประสบการณ์ สร้างข้อมูลเชิงลึก และสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริง

    เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ในปี 2026 MICE Intelligence Center ได้นำเสนอ 8 สัญญาณ ปลดล็อค อุตสาหกรรมไมซ์ไทย ปี 2026 สู่ความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย
    MICE
    • Live Experience as Strategic Capital – MICE ในฐานะ Human Verification Layer ของโลก AI
    เมื่อการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความท้าทายของโลกยุค AI จึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูล แต่คือ “ความเชื่อถือ” ผู้คนเริ่มระมัดระวังกับสิ่งที่เห็นและอ่านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็โหยหาประสบการณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริง Live Experience จึงกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และไมซ์ถูกยกระดับจากการเป็นอุตสาหกรรมจัดงาน ไปสู่ Human Verification Layer ของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการเปลี่ยนบทบาทของไมซ์ในเชิงโครงสร้างไปสู่การออกแบบพื้นที่ที่เอื้อต่อการพบปะจริง และการสร้างความไว้วางใจผ่านปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
    ดังนั้น งานไมซ์คุณภาพสูงจึงต้องทำหน้าที่เป็น AI-free / Authentic Space พื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิด เห็นท่าที น้ำเสียง และบริบทของกันและกัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจ ความร่วมมือ และเครือข่ายในโลกจริง ทำให้ไมซ์จะพัฒนาและกลายเป็น Trust Infrastructure และ Soft Infrastructure ของเศรษฐกิจ ที่ออกแบบทั้งโครงสร้างงาน พื้นที่ และจังหวะของประสบการณ์ให้เอื้อต่อบทสนทนาที่มีคุณค่า
    • From Mega Events to Precision MICE เล็กลง แต่ลึกกว่า และทรงอิทธิพลกว่า (Smaller, Deeper, More Influential)
    อุตสาหกรรมไมซ์ไทย กำลังเคลื่อนไปสู่ Precision MICE ซึ่งเป็นงานที่ออกแบบปฏิสัมพันธ์อย่างมีเป้าหมาย (Intentional interaction design) ผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง (Curated audience) และบทบาทไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็น “ผู้ฟัง” อีกต่อไป แต่ขยับสู่การเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ (Co-author of the experience) ที่สามารถต่อยอดเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีคุณภาพ (Micro-community) เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning network) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Innovation sandbox) และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาเชิงลึกในประเด็นที่ซับซ้อน (Trusted space) นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไมซ์กลายเป็นเครื่องมือสร้างทุนทางสังคม (Social capital) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว (Intangible but strategic infrastructure)
    นอกจากนี้ ไมซ์ในบริบทนี้จะต้องสามารถออกแบบเส้นทางประสบการณ์ (Experience journey) อย่างมีความหมาย และเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากเชิงปริมาณ (Quantity-based KPIs) ไปสู่ผลกระทบเชิงคุณภาพ (Quality-based impact) เช่น จากการวัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ไปสู่คุณภาพของเครือข่าย, จากการวัดการใช้จ่ายไปสู่ความร่วมมือระยะยาว, และจากความสำเร็จของงานไปสู่บทบาทของงานในห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม
    ดังนั้น คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2026 คือ “งานไมซ์จะทิ้งอะไรไว้ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม?” ซึ่ง Precision MICE จะเป็นแก่นสำคัญของยุคที่ผู้เข้าร่วมงานให้คุณค่ากับความลึกซึ้ง ความหมายมากกว่าขนาดของงานไมซ์

    การจัดงานไมซ์ภูมิภาค

    • Destination as Experience Platform – เมือง = เนื้อหา ไม่ใช่แค่สถานที่ (City as Content, Not Just a Venue)
    ในปี 2026 บริบทการแข่งขันของไมซ์จะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อ Venue, Infrastructure และ Service standard ของเมืองเริ่มมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมเชิงกายภาพอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถของเมืองในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย และแตกต่าง ไมซ์จึงต้องปรับจากกิจกรรมจัดงานไปสู่ Experience Platform ที่ใช้เมืองสื่อสารตัวตน วิสัยทัศน์ วัฒนธรรม ชุมชน และ Creative Economy เข้ากับงานไมซ์อย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ของเมืองเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดเมืองให้มีส่วนร่วม (City-integrated MICE) และสร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้จัด ผู้เข้าร่วมงาน และท้องถิ่น
    • Talent as National Capability คนไมซ์ คือขีดความสามารถของประเทศ (MICE Talent as National Capability)
    การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไมซ์ทำให้บทบาทของบุคลากรไมซ์ขยับ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบประสบการณ์และการจัดการงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่ทักษะด้านการจัดการเทคโนโลยี ความยั่งยืน ความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงการทำงานข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural collaboration) สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาคนไมซ์ให้เป็นกำลังหลักของ Global MICE Value Chain สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ไมซ์กลายเป็นเส้นทางอาชีพใหม่ที่ผสาน Hard skills, Creative skills และ Strategic thinking เข้าด้วยกัน สำหรับประเทศที่สามารถพัฒนา MICE Professional of the Future ได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถขยับบทบาทจาก “ผู้ให้บริการ” ไปสู่ “ผู้กำหนดมาตรฐานและผู้ออกแบบคุณค่า” ในอุตสาหกรรมไมซ์โลก
    • Cost Pressure สู่ Value Engineering Lean โครงสร้าง งานไม่ต้องใหญ่ แต่ต้องใช่
    ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไมซ์กำลังถูกบังคับให้ทบทวนโครงสร้างคุณค่า และวิธีจัดงานใหม่ ผลที่ตามมาคือการ “Trade-off” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดงานจำนวนมากหันไปใช้การประชุมแบบ Virtual มากขึ้น หรือเลือกเมืองระดับรองที่ต้นทุนต่ำกว่า พร้อมตัดค่าใช้จ่ายในส่วนที่เคยมองว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่ง คุณภาพของวิทยากร หรือความบันเทิง อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุนไม่ได้หมายถึงการลดคุณค่า ไมซ์ต้องหันมาใช้แนวคิด Value Engineering โดยมุ่งรักษา “คุณค่าที่รับรู้ได้” ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เน้น Access & Status และความหมายเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายเชิงกายภาพ
    งานไมซ์จึงต้องเริ่มจากการออกแบบอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจนว่าอะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องส่งมอบ อะไรคือกิจกรรมที่สร้าง Impact ต่อธุรกิจ เครือข่าย ความรู้ และภาพลักษณ์ของประเทศ และอะไรคือต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องเสนอ “Total Value” ตั้งแต่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเชื่อม Business Matching กับองค์ความรู้และ City Experience ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยี โดยงานไมซ์ในอนาคตจำเป็นต้อง Lean ในโครงสร้าง, Smart ในการใช้เทคโนโลยี และ Experience-driven ในการสร้างคุณค่า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

    • Planner-Destination Alliance จากการซื้อ-ขาย สู่การกำกับร่วมของเมืองและผู้จัดงาน
    สัญญาณไมซ์ปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของงานไมซ์ที่จะไม่เกิดจากผู้จัดงานหรือเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากพันธมิตรระหว่างผู้จัดงาน เมือง และภาครัฐ ในรูปแบบของ Planner–Destination Alliance ที่ทำงานร่วมกันเสมือนทีมเดียวกัน หรือ One-Team Model และสามารถทำงานร่วมกันในฐานะ “ผู้กำกับร่วม” (Co-Governance) ตั้งแต่การวางเป้าหมาย ไปจนถึงการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวจากงานไมซ์ ที่สำคัญ ไมซ์จะไม่ถูกแยกออกจากนโยบายเมืองและประเทศ แต่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้าน Inclusivity,& Sustainability การออกแบบงานไมซ์ต้องคิดให้ไกลกว่าวันจัดงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้ การกระจายประโยชน์สู่ธุรกิจท้องถิ่นและซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างผู้จัดงานและเมือง
    • Agile MICE under Uncertainty – Shorter Lead Time = ความสามารถแข่งขัน
    ไมซ์จะต้องเจอกับความท้าทายในเรื่องของ “การมีเวลาในการจัดงานที่น้อยลง แต่ความคาดหวังสูงขึ้น” ความเร่งด่วนในการวางแผนและจัดหาทรัพยากร (Time Crunch for Sourcing) การตัดสินใจแบบกระชั้นชิด ความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้ไมซ์ไม่สามารถล็อกแผนล่วงหน้ายาวเหมือนเดิมได้ แม้แต่งานขนาดใหญ่ งบสูง ก็ยังมี Lead Time สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
    ในปี 2026 ไมซ์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น Agile MICE หรือการออกแบบงานให้พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ต้องยืดหยุ่นตั้งแต่สัญญา รูปแบบงาน ไปจนถึงซัพพลายเชน เช่น สัญญาที่ปรับขนาดงานได้ Venue ที่รองรับหลายรูปแบบ ซัพพลายเออร์ที่เพิ่มหรือลดกำลังได้ทันที ที่สำคัญ Agile MICE ไม่ใช่หน้าที่ของผู้จัดงานฝ่ายเดียว แต่คือความพร้อมของทั้งเมืองและประเทศ
    ดังนั้น ประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม หรือมาตรการความปลอดภัย จะถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับองค์กรระดับโลก ซึ่งความยืดหยุ่นจะไม่ใช่แค่การรับมือวิกฤต แต่จะกลายเป็นภาพลักษณ์ และแสดงถึงวิธีการรับมือที่จะเป็นจุดขายใหม่ของประเทศเพื่อดึงดูดงาน ไมซ์คุณภาพสูง
    • MICE as Strategic Intelligence & Economic Platform = คุม Early Signal ของเศรษฐกิจ
    ความผันผวนทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเพิ่มสูงขึ้น ไมซ์จึงถูกยกระดับสู่ Strategic Intelligence และ Economic Platform ของประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อม SME และผู้ประกอบการสู่ตลาดโลก สร้าง Knowledge IP ผ่านการประชุม การจับคู่ธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิด Economic Spillover ต่อเมือง อุตสาหกรรม และแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ ไมซ์มีความได้เปรียบคือ การเป็น High-value First-party Data ข้อมูลจากไมซ์ ที่จะสะท้อนสัญญาณการตัดสินใจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ที่มา : บทความเรื่อง “อ่านเกม MICE ล่วงหน้ากับ 8 สัญญาณในปี 2026” จากเว็บไซต์ MICE Intelligence Center


    อัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมเป้าหมาย ปี 2026

    ชิป “เมดอินไทยแลนด์” หมุดหมายความสำเร็จอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย

    แรงงาน Food Science ขาดแคลน ความจริงที่ต้องการทางออก เพื่อพัฒนา ‘อุตสาหกรรมอาหารของไทย’ อย่างยั่งยืน

    พิมพ์เขียว 10 เทคโนโลยีลดโลกเดือด อุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคต

    Post Views: 341

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/14/8-signals-mice-industry-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ruiD0SAyfsLOE6gQBiZ1